ตอนที่ 650 ช่วยชีวิตเธอ
จางเซวียนเจอสาวสวยมามากมาย
ทั้งเสิ่นปี้หรู โม่หยู่ จ้าวเฟยอู่ หยู่เฟยเอ๋อ หลัวฉีฉี…แม้แต่ลูกศิษย์ของเขาเอง อย่างหวังหยิ่งกับจ้าวหย่าก็มีความงดงามเฉพาะตัว
ในกลุ่มสาวๆ เหล่านี้ มีบางคนที่มีความรู้สึกชอบพอเขา บางคนถึงขนาดอยากอยู่กับเขาเสียด้วยซ้ำ
แต่หัวใจของจางเซวียนก็ไม่เคยหวั่นไหว
ไม่ใช่เขาไร้ความรู้สึกหรือไม่สนใจในตัวสาวสวย เพียงแต่รู้สึกเฉยๆ
ในเมื่อไม่ได้คิดอะไรกับพวกเธอเหล่านั้นเป็นพิเศษ จึงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว
เขาคิดว่าอาจเป็นเพราะในหัวของเขามีหอสมุดเทียบฟ้า บางทีหอสมุดเทียบฟ้าอาจมาพร้อมกับความไร้อารมณ์ตามวิถีทางแห่งสวรรค์ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมีวันที่หัวใจของเขาเต้นตึกตักอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อได้เห็นสุภาพสตรีคนหนึ่ง
เหมือนเธอมีมนต์สะกดให้เขาต้องเข้าไปหาอย่างไม่มีเงื่อนไข เธองดงามมากจนแม้แต่จ้าวหย่าก็ยังดูด้อยไป แม้จางเซวียนจะไม่ได้ใจอ่อนถึงขนาดถูกดึงดูดด้วยรูปลักษณ์ภายนอก แต่เพราะเหตุผลบางอย่าง แม่สาวคนนี้ทำให้เขารู้สึกอยากสนิทชิดเชื้อจนเกินกว่าธรรมดา
เหมือนเขาเคยพบเธอมาแล้วจากที่ไหนสักแห่ง
“จะปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับเธอไม่ได้…”
ความคิดแบบนี้โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
เธออยู่ในบริเวณที่มีอสูรวิเศษขั้น 5 มากกว่า 30 ตัว แถมด้วยนักล่าอสูรอีก 8 คน หากทั้งกลุ่มเข้าโจมตีเธอล่ะก็ ไม่มีทางรับมือได้แน่
‘ช่วยชีวิตเธอสิ!’
ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของจางเซวียน และบีบคั้นเขามากขึ้นทุกวินาที ทำให้ต้องเดินหน้า
เขาไม่อยากเห็นเธอถูกอสูรวิเศษเหล่านี้ฉีกร่างเป็นชิ้นๆ
‘แต่ถ้าบุ่มบ่ามเข้าไป เจ้าพวกนั้นคงเข้าถึงเราก่อนจะถึงตัวเธอเสียอีก คงตายเสียก่อนที่จะทันได้ทำอะไร!’
แม้ความคิดนั้นจะครอบงำสมองของจางเซวียนไว้หมด แต่เขาก็รู้ว่าการบุ่มบ่ามเข้าไปโดยไม่วางแผนย่อมเป็นเรื่องโง่เขลามาก
ในกลุ่มนี้มีอสูรวิเศษหลายตัวที่เป็นสัตว์ปีก ถึงจางเซวียนจะบินได้ แต่ก็ยากที่จะหลบพ้นพวกมัน
‘หรือเราจะแปลงร่างเป็นปรมาจารย์หยางเพื่อข่มขวัญเจ้าพวกนี้?’
เมื่อเกิดความคิดนั้นขึ้นมา จางเซวียนก็พบว่าทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจใช้ความสามารถพิเศษ…การตบตา!
หากเขาทำให้ทั้งกลุ่มหวาดกลัวได้ก็น่าจะดีที่สุด
เพราะไม่อย่างนั้น…ก็ไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากเผชิญหน้า
อย่างมากเขาก็แค่เรียกตัวโคลนออกมาช่วย ต่อให้ไม่ชนะ ก็ยังมั่นใจว่าจะหนีทัน
‘จัดการเลยดีกว่า!’
จางเซวียนกัดฟันกรอดและเรียบเรียงแผนการในหัวก่อนจะลุกขึ้นยืน เขาขยับกล้ามเนื้อเล็กน้อย และแปลงร่างเป็นปรมาจารย์หยาง
ควั่บ!
ทันทีที่เตรียมตัวเสร็จ อสูรวิเศษก็เลิกเดินวนบริเวณนั้นมี ประกายประหลาดอยู่ในดวงตาของพวกมัน ราวกับมันพร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกขณะ
‘ต้องเข้าไปตอนนี้แหละ ไม่งั้นก็ไม่ทัน…’
จางเซวียนขมวดคิ้ว เขาบินตรงไปยังด้านข้างทะเลสาบทันที เป้าหมายคือบริเวณที่แม่สาวเสื้อคลุมขาวยืนอยู่
“ฮึ่มมมมมม!”
ขณะที่อยู่กลางอากาศ เสียงคำรามกึกก้องก็ดังไปทั่ว มันสนั่นครั่นครื้นเหมือนเสียงมังกรคำราม ทำให้ทั้งป่าสั่นสะเทือน
เขาใช้พลังจิตวิญญาณและพลังปราณเพื่อเปล่งเสียงคำรามนั้น มันแผ่ความโอ่อ่าสง่างามออกมาในแบบที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกยำเกรง
เพราะเคยชินกับการรับบทผู้เชี่ยวชาญ จางเซวียนจึงสำแดงรังสีข่มขวัญผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยท่วงท่าว่าสง่างาม เขาดูไม่ต่างอะไรกับเทพที่จุติลงมาจากสวรรค์
เหล่าอสูรวิเศษและนักล่าอสูรที่กำลังจะเข้าโจมตีแม่สาวเสื้อคลุมขาวต่างหยุดกึกเมื่อเห็นเขา
แม้อสูรวิเศษจะมีระดับสติปัญญาไม่เท่ามนุษย์ แต่พวกมันก็ไม่โง่
เห็นคนผู้นี้บินได้ พวกมันก็รู้สึกว่าไม่น่าจะรับมือไหว
เมื่อจางเซวียนเห็นว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้ทุกตัวและทุกคนชะงัก ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็ก้าวเดินบนอากาศไป 2-3 ก้าว และไปหยุดยืนเหนือแม่สาวเสื้อคลุมขาวคนนั้น
จากตำแหน่งที่เขายืนอยู่ จางเซวียนสามารถคว้าตัวเธอและโฉบหนีไปได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
เมื่อตอนนี้ได้เข้าใกล้กว่าเดิม เขาจึงมีโอกาสได้พินิจเรือนร่างและผิวพรรณของอีกฝ่ายอย่างละเอียด เธอเป็นสาวน้อยรุ่นราวคราวเดียวกับเขา มีใบหน้าสุขุมเยือกเย็น เหมือนไม่รับรู้เลยว่ากำลังถูกรายล้อมด้วยอสูรวิเศษมากมายและนักล่าอสูรมากมาย
จางเซวียนเอาสองมือไพล่หลังและจับตามองทั้งกลุ่มนั้น
“ผมชอบทิวทัศน์บริเวณนี้ และไม่อยากให้เกิดการนองเลือด กลับไปเสีย!”
เมื่อพูดจบ ก็แอบส่งโทรจิตหาแม่สาวที่อยู่ข้างล่าง
“พยายามหาทางหนี อสูรวิเศษล้อมพื้นที่บริเวณนี้ไว้หมดแล้ว ผมเกรงว่าพวกมัน…จะทำร้ายคุณ!”
แต่หลังจากรออยู่อีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ยังไม่ได้รับคำตอบ เขาชำเลืองมองลงไป และเห็นแม่สาวน้อยกำลังมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
‘หรือว่า…เธอไม่เชื่อเรา?’
จางเซวียนขมวดคิ้ว
เหล่าอสูรวิเศษกับนักล่าอสูรกำลังย่องเข้ามาอย่างเงียบๆ และตอนนี้ก็ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เป็นเป็นไปได้ว่าเธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด
แต่คิดๆ ไปก็ไม่แปลก อยู่ดีๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็มาปรากฏตัวและส่งโทรจิตบอกเธอว่าพื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยอสูรวิเศษ เธอคงคิดว่าเขาบ้า
“สิ่งที่ผมพูดไม่มีความหมายกับคุณเลยหรือ?”
รู้ดีว่ามีแต่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือหากพยายามอธิบาย จางเซวียนจึงตัดสินใจหันกลับไปจ้องพุ่มไม้ในป่า จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อและขู่คำราม “ผมบอกให้พวกคุณกลับไปเสีย!”
ฮื่ออออ!
เสียงตวาดของจางเซวียนทำให้อสูรวิเศษบริเวณนั้นระส่ำระสาย จนตัวหนึ่งเผลอส่งเสียงครางด้วยความกลัวออกมา
เมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายรับรู้ถึงการมีอยู่ ทั้งอสูรวิเศษและนักล่าอสูรจึงตัดสินใจออกจากที่ซ่อน
พรึ่บ!
การปรากฏตัวของอสูรวิเศษขั้น 5 มากกว่า 30 ตัวและนักล่าอสูรอีก 8 คนสร้างความกดดันให้จางเซวียนมาก
‘ตอนนี้คุณเชื่อผมแล้วใช่ไหม? พวกนั้นตั้งใจจะทำร้ายคุณกับจิ้งจอกหิมะของคุณ…’
จางเซวียนเหงื่อตกขณะส่งโทรจิตให้แม่สาวเสื้อคลุมขาวอีก
ดูเธอก็ออกจะอัศจรรย์ใจหน่อยๆ กับการมาถึงของอสูรวิเศษเหล่านี้
“คุณไม่ต้องตกใจ ผมอยู่ที่นี่แล้ว จะไม่ปล่อยให้พวกมันทำอะไรตามอำเภอใจแน่ ผมจะไล่พวกมันไปให้หมด!” จางเซวียนยืนยันขณะหันกลับไปหาทั้งกลุ่มอีกครั้ง
“พวกคุณแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะท้าทายผม?”
ฟิ้ววววว!
กระแสพลังจิตวิญญาณเข้มข้นแผ่ออกไปโดยรอบ
ระดับวรยุทธของเขาอาจไม่เท่าไหร่ แต่พลังจิตวิญญาณนั้นเหนือกว่านักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 อย่างเย่เหวินเถียนเสียอีก
เมื่อเขาปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณออกมา ทั้งอสูรวิเศษและนักล่าอสูรก็รู้สึกได้ถึงพลังคุกคามอันแข็งแกร่ง
ตุ้บ!
อสูรมีปีกตัวหนึ่งถึงกับเสียศูนย์และร่วงลงมาจากท้องฟ้า
จากนั้น อีก 2-3 ตัวก็ทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับต้านทานแรงกดดันนั้นไม่ไหว
เห็นภาพแบบนั้น จางเซวียนที่ใกล้จะประสาทกินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
เจ้าพวกนี้ไม่โง่เลย พวกมันรู้ดีเกินกว่าที่จะท้าทายผู้เหนือกว่า
แฮ่!
แต่ขณะที่จางเซวียนคิดว่าพวกนั้นคงจะล่าถอยไปเพราะความหวาดกลัว ก็เกิดเสียงกู่ร้องโหยหวนอย่างเดือดดาล มาจากเสือหุ้มเกราะที่เขาเจอเป็นตัวแรกนั่นเอง
เมื่อได้ยินเสียงกู่ร้องโหยหวนนั้น เหล่าอสูรวิเศษที่กำลังตกใจกลัวก็พากันได้สติ พวกมันหันกลับมามองเขาอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ทุกสายตาล้วนโหดเหี้ยม
“เกิดอะไรขึ้นนี่?”
เมื่อครู่นี้พวกมันยังตัวสั่นด้วยความกลัวอยู่เลย แต่หลังจากเจ้าเสือนั่นกู่ร้อง ทุกตัวก็เหมือนจะได้จิตวิญญาณนักสู้กลับคืนมา เล่นเอาจางเซวียนถึงกับหน้าถอดสี
หรือว่า…เจ้าเสือหุ้มเกราะตัวนี้จำเขาได้?
เมื่อตอนเผชิญหน้ากันครั้งก่อน มันคงรู้ระดับวรยุทธที่แท้จริงของเขาแล้ว แต่ตอนนี้คนที่มันเห็นคือปรมาจารย์หยาง ขณะที่คนเก่าคือจางเซวียน มันจะจดจำเขาได้อย่างไร?
ขณะที่จางเซวียนยังงงอยู่ เจ้าเสือหุ้มเกราะก็กู่ร้องโหยหวนอีกครั้ง มันตะกุยอุ้งเท้ามหึมากับพื้นดิน และจากนั้นก็กระโจนเข้าใส่
‘บรรลัยสิ!’
จางเซวียนหน้าเสีย
ดูเหมือนเขาจะไม่รอด
การปลอมตัวของเขาคงต้องแนบเนียนกว่านี้ ถึงจะตบตาสัญชาตญาณเฉียบแหลมของอสูรวิเศษได้!
แม้พวกมันจะมีความเฉลียวฉลาดไม่เท่ามนุษย์ แต่ก็มีสายตาที่เฉียบแหลมและจมูกที่ไวกว่า บางที เขาอาจหลงลืมอะไรไปบางอย่าง ทำให้เจ้าเสือหุ้มเกราะมองทะลุการปลอมตัวของเขา
หรือบางที อาจเป็นเพราะความที่จิตวิญญาณกับกายเนื้อของเขายังไม่สอดคล้องกันดี ทำให้ไม่สามารถซ่อนรังสีเดิมไว้ได้อย่างมิดชิด
เมื่อรังสีรั่วไหลออกมา ก็ไม่ยากที่พวกมันจะเดาได้ว่า ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ที่อยู่ตรงหน้าเป็นตัวปลอม
‘ต้องสู้กับพวกมันแล้วล่ะ ไม่มีทางเลือกแล้ว…’
เห็นเจ้ายักษ์ใหญ่นั่นกระโจนใส่ จางเซวียนก็รู้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องสู้กัน เขาจึงกระโดดเข้าขวางหน้า แม่สาวเสื้อคลุมขาวและคว้ามือของเธอออกวิ่ง
ฟึ่บ!
แต่ยังไม่ทันจะได้หนี เสือหุ้มเกราะก็เข้าขวางทางจางเซวียน มันตวัดกรงเล็บซึ่งแผ่รังสีทำลายล้างและพุ่งเข้าใส่แขนของจางเซวียน
‘ฉิบหายแล้ว!’
จางเซวียนหน้ามืด เจ้าเสือตัวนี้แข็งแกร่งและว่องไวกว่าที่เขาคิดไว้มาก
จุดแข็งของเสือหุ้มเกราะคือกรงเล็บและพละกำลังของมัน แม้กายเนื้อของจางเซวียนจะได้รับการบ่มเพาะจากทะเลสาบหมดจดแล้ว แต่หากต้องสู้กับอีกฝ่ายซึ่งๆ หน้า ก็ยังเอาชนะได้ยาก
จางเซวียนปล่อยแม่สาวคนนั้นไว้ ก่อนจะสะบัดข้อมือและนำดาบฝนเย็นเยือกออกมา เขาเล็งอุ้งเท้าของมัน
ฟิ้ววววว!
กระแสดาบฉีพุ่งออกไปไกลหลายสิบเมตร และปะทะเข้ากับการโจมตีของเสือหุ้มเกราะ
บึ้ม!
เกิดการปะทะดังสนั่น ก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ที่มีความลึกราว 7-8 เมตร
จางเซวียนยังคงยืนอยู่กับที่ ขณะที่เจ้าเสือตัวนั้นถอยกรูด มีรอยบากยาวบนลำตัวของมัน
แม้เสือหุ้มเกราะจะเป็นหนึ่งในอสูรวิเศษขั้น 5 ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่พลังจิตวิญญาณ รวมทั้งพละกำลังจากร่างกายและพลังปราณของจางเซวียนก็ไม่ธรรมดา
แต่ถึงอย่างนั้น ตัวมันก็แข็งแรงใช่ย่อย
หากเป็นอสูรวิเศษขั้น 5 ตัวอื่น ดาบของจางเซวียนคงฉีกร่างของมันออกเป็น 2 ส่วนแล้ว การทำได้เพียงรอยบากสีขาวบ่งบอกถึงความสามารถในการป้องกันตัวอันน่าสะพรึงของอีกฝ่าย
ฮื่อออออ!
แต่แน่นอนว่าการที่เสือหุ้มเกราะเอาตัวรอดจากการโจมตีของจางเซวียนได้ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับพวกมันทุกตัว ทั้งอสูรวิเศษและนักล่าอสูรที่อยู่โดยรอบจึงรู้ทันทีว่าเขาแค่สร้างภาพ ทั้งกลุ่มพุ่งเข้าใส่เขาอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับคำรามลั่น
ฟึ่บ!
ลูกธนูมากมายนับไม่ถ้วนปลิวเข้าใส่จางเซวียนราวกับห่าฝน – นักล่าอสูร!
พวกเขาถนัดการโจมตีระยะไกล และลูกธนูเหล่านี้ก็ได้รับการถ่ายทอดพลังปราณเข้มข้นเข้าไป แม้จากระยะไกลก็ยังรู้สึกได้ถึงเจตนาสังหารอันแรงกล้าอย่างน่าอัศจรรย์
จางเซวียนหรี่ตา ขนลุกขนชันไปทั้งตัว
มีทั้งอสูรมีปีกที่คอยตรวจตราบนท้องฟ้า อสูรวิเศษที่เดินท่อมๆ ไปมาอยู่บนพื้นดิน แถมยังมีกองหนุนระยะไกลอย่างนักล่าอสูรด้วย…หากทั้งกลุ่มโอบล้อมเขาไว้ การจะฝ่าด่านออกไปย่อมเป็นเรื่องยาก ต่อให้มีตัวโคลนช่วยก็เถอะ
“เผ่นสิ!”
จางเซวียนสะบัดข้อมืออย่างรวดเร็ว แล้วกระแสดาบฉีมากมายก็ถูกแผ่ออกมาสกัดกั้นลูกธนูไว้ จากนั้น เขาก็ดึงมือสาวน้อยเสื้อคลุมขาวให้ออกวิ่งและกระโดดลงไปในทะเลสาบ
หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ก็เหลือทางหนีเพียงทางเดียว!
