ตอนที่ 654 หวูหยางจื่อ
“เขาไปกับพวกเราไม่ได้?” หลัวฉีฉีขมวดคิ้วมองหน้าเพื่อนรักพร้อมกับขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ?”
ภารกิจนี้เต็มไปด้วยอันตราย ท่านอาจารย์ทั้งปราดเปรื่องและมีวรยุทธเหนือชั้น จะต้องช่วยพวกเขาให้พ้นจากสถานการณ์ยากลําบากได้แน่ ทำไมเพื่อนรักของเธอถึงไม่เห็นด้วย?
“ขะ-เขาเป็นพวกบ้ากาม!” หยู่เฟยเอ๋อกัดฟันตอบ
“บ้ากาม? เธอคิดมากไปแล้ว เขาไม่ได้สนใจเธอสักนิด…”
หลัวฉีฉีรีบส่ายหน้ากับคำพูดของเพื่อน
เธอมั่นใจเรื่องนี้
เพราะตัวเธอก็งดงามพอๆ กับองค์หญิง ทั้งสวยทั้งเคารพปรมาจารย์จางขนาดนั้น เขายังไม่เหลียวแลเธอแม้แต่น้อย
องค์หญิงที่แสนดื้อรั้นน่ะหรือ…ยิ่งไม่มีทาง!
“….” หยู่เฟยเอ๋อหน้ามืดและเกือบทรุด
เธอหมายความว่าอย่างไร? ไม่ได้สนใจฉันสักนิด?
ฉันไม่แย่ขนาดนั้นหรอกนะ ใช่ไหม?
ทำไมพูดจนเหมือนกับว่าฉันถูกเขาปฏิเสธ?
ฉันเป็นองค์หญิงผู้ทรงเกียรตินะ ต้องเป็นฝ่ายปฏิเสธหมอนั่นต่างหาก…
“หลัวฉีฉีพูดถูก ปรมาจารย์จางมาตรฐานสูง ลูกศิษย์ของเขาอย่างหวังหยิ่ง ก็น่ารักกว่าคุณตั้งเยอะ ผมเคยเห็นเธอครั้งหนึ่ง แต่ปรมาจารย์จางก็ไม่สนใจเธอสักนิด เพราะฉะนั้น เขาไม่มีทางสนใจคุณแน่…” ชิงย่วนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
เขาหลงใหลใฝ่ฝันในตัวหยู่เฟยเอ๋อ จึงรู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามจากความเก่งกาจของจางเซวียน และให้นึกสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จึงส่งคนไปสืบเสาะเรื่องราวของอีกฝ่ายมา
ไม่เพียงแต่ปรมาจารย์จางจะมีลูกศิษย์ที่งดงามกว่าหยู่เฟยเอ๋อ ที่ผ่านมายังมีสาวๆ สนใจในตัวเขามากมาย แต่เขาก็ไม่มีทีท่ากับใครเลย
หยู่เฟยเอ๋ออาจสวยก็จริง แต่อารมณ์ของเธอก็แสนจะน่าพรั่นพรึง ขนาดชิงย่วนยังเกือบทนไม่ไหว สำหรับคนอื่น…บอกได้เลยว่าไม่มีทาง
“คุณว่าอะไรนะ?”
หยู่เฟยเอ๋อกัดฟันกรอดขณะถลึงตาจ้องหน้าชิงย่วน เจตนาสังหารแรงกล้าแผดเผานัยน์ตาคู่นั้น “ชิงย่วน พูดใหม่ซิ…”
“ผม…”
ชิงย่วนเหงื่อตก
เห็นชิงย่วนเริ่มจะลนลาน อู๋เจิงป้องปากหัวเราะ แต่ประกายตาเย็นเยียบของหยู่เฟยเอ๋อก็เบรกความขบขันของเขาไปหมด “คุณหัวเราะอะไร? อยากถูกซ้อมอีกหรือไง…”
“….” อู๋เจิงตัวสั่น
ผมก็แค่ยืนดู ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายธุระของคุณสักหน่อย แต่ก็ได้…
“เอาเถอะ พอได้แล้ว! ฉันจะไปเชิญท่านอาจารย์มา แล้วก็…เฟยเอ๋อ เธออย่าพูดอะไรเลยดีกว่า ฉันเกรงว่าหากเขาอารมณ์เสียขึ้นมา ท่านอาจารย์จะรื้อฟื้นเรื่องเดิมพัน และสั่งให้เธอรับใช้เขาอีก”
เห็นพรรคพวกทะเลาะกันตั้งแต่ยังไม่พบทางเข้าห้องใต้ดิน หลัวฉีฉีได้แต่ส่ายหน้า
“….”
เมื่อได้ยินคำว่ารื้อฟื้นเดิมพัน องค์หญิงเฟยเอ๋อพลันนึกได้ว่าเธอยังมีสถานภาพเป็นคนรับใช้อยู่ จึงปิดปากเงียบไปทันควัน
ระหว่างที่การทะเลาะถกเถียงหยุดลง จางเซวียนก็จัดการอสูรวิเศษทั้งกลุ่มจนราบคาบ
อสูรวิเศษราว 30 ตัวนอนระเกะระกะอยู่กับพื้น ต่างร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมาน
คราวนี้กลุ่มนักล่าอสูรไม่ได้มาด้วย แต่ถึงจะมา ก็มีชะตากรรมแบบเดียวกันรออยู่
เห็นจางเซวียนปรบมือและกำลังจะจากไปหลังจากเก็บเรียบ หลัวฉีฉีตะโกนและเดินเข้าไปหา
“ท่านอาจารย์!”
“ฉีน้อย!” จางเซวียนยิ้ม
อันที่จริง เขารู้อยู่แล้วว่าพวกนั้นมาถึง
และในเมื่อเขามาเพื่อช่วยเหลือ จึงไม่จำเป็นต้องซ่อนตัว
หลัวฉีฉีเดินเข้าไปโค้งคำนับให้จางเซวียน และพูดว่า “ท่านอาจารย์ ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะต้องขอร้องคุณ”
“ฮะ?”
“ฉันอยากเชิญอาจารย์เข้าร่วมภารกิจที่ทางสถาบันมอบหมายให้เรา…” หลัวฉีฉีเริ่มอธิบาย
“ภารกิจ?” จางเซวียนโบกมือ “ผมขอผ่านนะ ผมต้องไปสมทบกับปรมาจารย์หงและคนอื่นๆ เพื่อจะได้เดินทางไปสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน…”
หลัวฉีฉีชะงักเมื่อได้ยินคำตอบของจางเซวียน
“ปรมาจารย์หง? พวกเขาไปกันแล้ว!”
“ไปกันแล้ว?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
นี่เดินทางไปโดยไม่มีแชมป์การประลองปรมาจารย์ไปด้วยได้อย่างไรกัน?
“ใช่แล้ว เพื่อให้ไปทันพิธีเปิด พวกเขาขึ้นเรือเหาะของราชวงศ์แห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูไปกับคนอื่นๆ ก่อนออกเดินทาง ปรมาจารย์หงได้ปรึกษาประธานมั่วเรื่องของคุณแล้ว เมื่อประธานมั่วเห็นดีด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปก่อน…” หลัวฉีฉีตอบ
“เรือเหาะ?” จางเซวียนสงสัย
“ใช่ เป็นพาหนะของกองทัพที่ใช้สำหรับกิจการภายในจักรวรรดิ ขับเคลื่อนโดยอสูรวิเศษหลายสิบตัว ลำหนึ่งจุคนได้เป็นพัน!”
หลัวฉีฉีมองหน้าจางเซวียนอย่างสงสัยเมื่อรู้ว่าอาจารย์สอนปรุงยาของเธอไม่เคยได้ยินเรื่องของสิ่งนั้นมาก่อน
ไม่มีปรมาจารย์คนไหนในจักรวรรดิที่ไม่รู้จักเรือเหาะ ตัวเขาก็ทั้งรอบรู้และเก่งกาจ เป็นไปได้อย่างไรที่ไม่เคยได้ยินเรื่องเรือเหาะมาก่อนเลย?
จางเซวียนพยักหน้า
อันที่จริง เขานึกสงสัยอยู่แล้วว่าจักรวรรดิก็กว้างใหญ่ขนาดนี้ หากเกิดสงคราม กว่าจะรวบรวมกำลังพลได้มิใช้เวลาเป็นปีหรือ แล้วยังการส่งกำลังเสริมอีก?
กลับกลายเป็นว่าพวกเขามีพาหนะขนส่งเพื่อการนี้!
ใช้อสูรวิเศษหลายสิบตัวขับเคลื่อนยานพาหนะที่จุคนได้เป็นพัน…คงมีแต่ราชวงศ์ของจักรวรรดิเท่านั้นที่ร่ำรวยและมีทรัพยากรมากพอจะทำได้
“ใช่แล้ว ปรมาจารย์หงพาลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ไปด้วย เขาบอกว่าเพราะคุณอยู่กับปรมาจารย์หยาง จึงไม่มีอะไรต้องกังวล พวกเขาไปรอคุณที่จักรวรรดิหงหย่วนดีกว่า…”
หลัวฉีฉีอธิบายอย่างละเอียด
จางเซวียนฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
ไม่นึกเลยว่าเพียงสามวันจะเกิดเรื่องราวมากมายขนาดนี้
ทุกคนพากันคิดว่าด้วยความเก่งกาจของปรมาจารย์หยาง ตัวเขาคงปลอดภัย คงไม่มีใครคิดว่าปรมาจารย์หยางผู้ไร้เทียมทาน…แท้ที่จริงแล้วก็เป็นแค่การตบตา เป็นบุคคลสมมุติ!
“ช่างเถอะ!” จางเซวียนส่ายหน้า
เขานึกเป็นห่วงลูกศิษย์และซุนฉาง แต่ในเมื่อปรมาจารย์หงพาพวกเขาไปด้วย ก็ไม่น่าจะมีอะไร
ทั้งหมดที่เขาต้องทำก็คือต้องไปปรากฏตัวที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนให้ทันเวลา
ในเมื่อตอนนี้ไม่มีอะไรผูกมัดแล้ว จางเซวียนก็อยากรู้ว่าภารกิจที่หลัวฉีฉีพูดถึงคืออะไร
“แล้วพวกคุณมีภารกิจอะไร?” เขาตั้งคำถาม
“มันคือ…” หลัวฉีฉีอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนไปส่งโทรจิต “มันคือห้องใต้ดินของช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว หวูหยางจื่อ!”
“ช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว?” จางเซวียนเลิกคิ้ว
“ถูกต้อง หวูหยางจื่อเป็นบรมครูช่างตีเหล็กที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน ทักษะการตีเหล็กของเขาไม่มีใครเทียบได้ เป็นที่ยอมรับกันว่าเขาคือช่างตีเหล็กหมายเลขหนึ่งของจักรวรรดิหงหย่วนในรอบ 1 หมื่นปี!” หลัวฉีฉีอธิบาย
“ถ้าเขาเป็นบรมครูช่างตีเหล็กของจักรวรรดิหงหย่วน ทำไมห้องใต้ดินของเขาถึงมาอยู่ที่นี่?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย
จักรวรรดิหงหย่วนอยู่ห่างจากที่นี่หลายล้านกิโลเมตร บรมครูช่างตีเหล็กเดินทางไกลขนาดนี้ทำไม?
“คือ…”
หลัวฉีฉีเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน “เขาถูก…ลักพาตัว!”
“ลักพาตัว?”
บรมครูระดับ 6 ดาวซึ่งมีวรยุทธขั้นเซียนถูกลักพาตัว…เอาจริงๆ สิ?
“นั่นแหละ เพราะเขามีทักษะการตีเหล็กที่เหนือชั้น จึงว่ากันว่า…ใครคนหนึ่งลักพาตัวเขามาที่นี่ เพื่อให้หลอมอาวุธให้ ทางสภาปรมาจารย์และสมาคมช่างตีเหล็กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมากมายมาสำรวจทั่วทั้งจักรวรรดิหงหย่วนเพื่อตามหาเขา แต่ก็ไม่พบ” หลัวฉีฉีพูด “แต่เมื่อสองสามเดือนก่อน ตอนที่ฉันกำลังอ่านตำราโบราณ ฉันเจอเงื่อนงำบางอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องนี้!”
“คุณ?”
จางเซวียนงง
ขนาดผู้เชี่ยวชาญมากมายทั้งจากสภาปรมาจารย์และสมาคมช่างตีเหล็กยังหาไม่เจอ แล้วตัวเธอที่เป็นเพียงปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นต้น และนักเรียนเกรด 2 ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน จะเจอเงื่อนงำได้อย่างไร? แถมเวลายังล่วงเลยมาหลายพันปีแล้ว!
“อันที่จริง…มันเป็นแค่ข้อสรุปของฉัน นอกจากการหลอมยา ฉันยังสนใจในวิชาของช่างตีเหล็กด้วย บรมครูหวูหยางจื่อจึงเป็นบุคคลที่ฉันเคารพตลอดมา ครั้งหนึ่งฉันถึงกับพยายามศึกษา ‘เทคนิคการหลอมพิณ’ ของเขา…แต่เพราะมันเป็นมรดกตกทอดที่ไม่สมบูรณ์ ฉันจึงเรียนรู้ได้เพียงบางส่วน” หลัวฉีฉีอธิบาย
“ฉันศึกษาเรื่องนี้ และได้รู้ว่ามีอาวุธบางส่วนในจักรวรรดิฮ่วนหยูที่ใช้เทคนิคนี้หลอมจริงๆ จึงค้นคว้าต่อไปและพบแผนที่ของห้องใต้ดินแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ ฉันจึงเสนอภารกิจนี้กับทางสถาบัน แต่นั่นแหละ ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าแผนที่นี้นำไปสู่ห้องใต้ดินของบรมครูหวูหยางจื่อจริงๆ หรือเปล่า”
จางเซวียนพยักหน้า
แค่ศึกษาการหลอมอาวุธก็เจอเงื่อนงำบางอย่าง หลัวฉีฉีดูจะกัดไม่ปล่อยจริงๆ
แต่คิดไปคิดมา ถ้าไม่ใช่เพราะความมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อยของเธอ ตัวเธอที่เป็นถึงนักเรียนเกรด 2 ผู้เป็นอัจฉริยะและนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-สูงสุด จะเต็มใจยอมรับเขาเป็นอาจารย์ได้อย่างไร?
“ถึงท่านอาจารย์จะยังไม่ได้รายงานตัวกับทางสถาบัน แต่คุณก็ถือเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสถาบันแล้ว จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมภารกิจนี้ อีกอย่าง วัตถุประสงค์ของภารกิจก็เพื่อค้นหา ห้องใต้ดินว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และเกี่ยวข้องอะไรกับหวูหยางจื่อหรือเปล่า ไม่ได้มีอันตราย ซึ่งหากเราทำสำเร็จ ก็จะได้รับคะแนนวิชาการ 2 คะแนน ซึ่งต่อไปจะมีประโยชน์กับคุณแน่ๆ !”
หลัวฉีฉียิ้ม
“คะแนนวิชาการ?” จางเซวียนงงอีก
ในฐานะอดีตบรรณารักษ์โรงเรียนมัธยมในชีวิตเก่า เขาเคยได้ยินคำแบบนี้ ว่าแต่…มีของพรรค์นี้อยู่ในสถาบันปรมาจารย์ด้วย?
“คะแนนวิชาการเป็นคะแนนที่ใช้กันเฉพาะในสถาบันปรมาจารย์ เป็นระบบที่ปรมาจารย์ขงคิดค้นขึ้น ถือเป็นเกณฑ์การตัดสินแบบหนึ่งที่นักเรียนสามารถนำไปแลกทรัพยากรเพื่อการฝึกฝนวรยุทธที่ดีกว่า บทเรียนของปรมาจารย์ระดับสูงกว่า หรือแม้แต่ใช้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนซื้อขายก็ได้…หากไม่มีคะแนนวิชาการ นักเรียนจะไม่สามารถทำอะไรต่างๆ นานาภายในสถาบันได้ อันที่จริง พูดได้เลยว่าของล้ำค่าที่สุดในสถาบันปรมาจารย์ไม่ใช่หินวิเศษหรือตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะ แต่เป็นคะแนนวิชาการนี่แหละ!” หลัวฉีฉีอธิบาย
เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ ในสถาบันปรมาจารย์ย่อมไม่ขาดแคลนทั้งตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะและหินวิเศษ ของเหล่านั้นจึงมีมูลค่าด้อยลงไป
“การจะเรียนจบ ต้องมีคะแนนวิชาการถึงเกณฑ์ด้วยหรือเปล่า?” จางเซวียนถามด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น
“ไม่มีหรอก! คะแนนวิชาการเป็นแค่อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้กันในหมู่นักเรียน ไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานของการจบการศึกษา จะเรียนไม่จบเพราะมีคะแนนวิชาการไม่พออย่างนั้นหรือ…จะเป็นไปได้อย่างไร?” หลัวฉีฉีอุทาน
จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขานึกเปรียบเทียบกับโรงเรียนมัธยมในชีวิตเก่า จึงคิดว่าคะแนนวิชาการเป็นเกณฑ์สำคัญของการจบการศึกษา…ดูท่าทางจะเหมือนกันแต่ชื่อ ในส่วนของความสำคัญนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“ท่านอาจารย์ คุณจะมากับพวกเราไหม? ถ้าตรงนี้เป็นห้องใต้ดินที่บรมครูหวูหยางจื่อเคยถูกกักขังไว้จริง ก็มีโอกาสสูงที่มรดกตกทอดของเขาจะอยู่ข้างใน!” หลัวฉีฉีพูด
“มรดกตกทอด?” จางเซวียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตาโต “ผมรู้มาว่าช่างตีเหล็กมีความสามารถพิเศษในการฝึกฝนร่างกายของพวกเขา สมมุติว่าเขาทิ้งมรดกตกทอดไว้ที่นี่จริงๆ เป็นไปได้ไหมว่าจะมีเทคนิควรยุทธสำหรับฝึกฝนกายเนื้ออยู่ด้วย?”
แม้กายเนื้อกับจิตวิญญาณของจางเซวียนจะสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่กายเนื้อของเขายังอ่อนแอกว่าจิตวิญญาณอยู่เล็กน้อย ถ้าจิตวิญญาณของเขามีความสูงเกินกว่า 10 เมตรไปอีก ก็มีโอกาสที่จะเกิดความลำบากแบบเดิมอีกครั้ง จึงดีที่สุดหากเขาจะหาเทคนิควรยุทธบางอย่างที่ใช้ฝึกฝนกายเนื้อให้แข็งแกร่งกว่านี้ได้
ช่างตีเหล็กต้องอยู่กับเปลวไฟ สินแร่ และโลหะเกือบทั้งวันทั้งคืน ร่างกายจึงแข็งแกร่งมาก แน่นอนว่าจะต้องมีเทคนิควรยุทธพิเศษบางอย่างที่ใช้ฝึกฝนร่างกายของพวกเขา
