ตอนที่ 687 ผมศึกษาหมดแล้ว
นักฝึกอสูรคนหนึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการสื่อสารกับอสูรอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้พวกมันไว้วางใจและยอมจงรักภักดี ไม่ใช่ทุกคนจะเหมือนจางเซวียน ที่อัดทีเดียวอยู่
ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างนักฝึกอสูรกับอสูรของพวกเขาจึงผูกพันเหนียวแน่นมาก ไปไกลถึงขนาดฝึกฝนวรยุทธด้วยกันและถ่ายเลือดให้กันได้
อสูรมังกรแกรนิตอยู่เคียงข้างชายชราผู้นี้มาหลายปี ซึ่งเขาก็เห็นมันเป็นญาติสนิทที่สุด แถมมันยังยอมสละชีวิตให้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน เขาจะต้องเติมเต็มความปรารถนาก่อนตายของมันให้ได้
“แล้วทางดงอสูรฝึกจอมอสูรปีกม่วงได้หรือยัง?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
แม้นักฝึกอสูรจะไม่เข้าใจภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ แต่ก็สื่อสารกับอสูรของตัวเองผ่านโทรจิตได้ เหตุผลเดียวที่ชายชราไม่เข้าใจคำสั่งเสียสุดท้ายของอสูรมังกรแกรนิตและต้องลงเอยด้วยการหมกมุ่นศึกษาภาษาอสูรดึกดำบรรพ์มาเป็นปีๆ ก็เพราะตอนนั้นมันอ่อนแรงเกินกว่าจะสื่อสารผ่านโทรจิตกับเขา
แต่แน่นอนว่าในเมื่อจอมอสูรปีกม่วงอยู่ด้วย ในเวลานั้นมันก็น่าจะได้ยินสิ่งที่อสูรมังกรแกรนิตพูดออกมา หากใครสักคนฝึกมันให้เชื่องได้ ก็คงจะได้รู้ว่าอสูรมังกรแกรนิตสั่งเสียก่อนตายว่าอย่างไร และชายชราก็ไม่ต้องเหนื่อยยากขนาดนี้
ผู้อาวุโสส่ายหน้า
“แม้จอมอสูรปีกม่วงจะเป็นอสูรวิเศษขั้น 8 แต่เจ้าตัวนี้สำเร็จวรยุทธเหนืออสูรกึ่งขั้น 9 ไม่มีใครในดงอสูรแห่งนี้ที่เก่งกาจพอจะฝึกมันหรอก…”
“กึ่งขั้น 9?”
“ใช่ แม้มันจะยังไม่ได้เป็นอสูรวิเศษขั้น 9 เต็มตัว แต่สรีระและสายเลือดที่เหนือกว่ามนุษย์ทำให้มันเอาชนะได้แม้กระทั่งนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 และยิ่งไปกว่านั้น ความตายของอสูรมังกรแกรนิตทำให้มันเกลียดชังมนุษย์ จึงไม่มีใครฝึกมันได้เลย…” ชายชราพูด
“จอมอสูรปีกม่วงเป็นสหายของอสูรมังกรแกรนิตหรือ?” จางเซวียนสงสัย
ชายชราอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา
“มันเป็น…คู่รักกัน!”
“คู่รัก?” จางเซวียนถึงกับตะลึง
อสูรวิเศษที่เป็นสายพันธุ์ทรงพลังนั้นมีจำนวนจำกัดมาก จึงยากที่จะหาคู่ครองที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงเลือกที่จะมองหาอสูรวิเศษสายพันธุ์อื่นมาผสมพันธุ์ด้วย แต่แน่นอนว่าไม่ใช่จะเข้ากันได้เสมอไป
จึงมีอยู่บ่อยครั้งที่ต่างฝ่ายต่างถือเอาอีกตัวเป็นคู่ครองทางใจ หมายมั่นที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่และใช้วันเวลาร่วมกัน
อันที่จริง ก็มีมนุษย์บางคู่ที่เลือกความสัมพันธ์แบบนี้
เมื่อสำเร็จวรยุทธสูงส่งถึงระดับหนึ่ง นักรบจำนวนหนึ่งจะใฝ่หาความใกล้ชิดทางจิตวิญญาณมากกว่าความสัมพันธ์ทางเนื้อหนัง การสืบพันธุ์และการตอบสนองความต้องการของร่างกายถือเป็นเรื่องไม่สำคัญ
ในเมื่อจอมอสูรปีกม่วงกับอสูรมังกรแกรนิตเป็นคู่รักกัน ก็แน่นอนว่าคงจะเป็นความสัมพันธ์แบบสนิทชิดเชื้อทางจิตวิญญาณ
ด้วยเหตุนี้ จอมอสูรปีกม่วงจึงมองว่าชายชราเป็นผู้พรากอสูรมังกรแกรนิตไปจากมัน แล้วจะให้มันเต็มใจบอกเขาถึงคำสั่งเสียก่อนตายของอสูรมังกรแกรนิตได้อย่างไร?
ชายชราจึงมุ่งมั่นจะศึกษาภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ให้ได้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมัน
เมื่อได้ยินแบบนั้น หานชงอดตั้งคำถามไม่ได้ “แต่ท่านอาจารย์ ในเมื่อจอมอสูรปีกม่วงเป็นคู่รักของอสูรของท่าน แล้วทำไมมันถึงสร้างความปั่นป่วนให้ที่นี่อยู่บ่อยๆ?”
“สร้างความปั่นป่วน?” หลัวฉีฉีหันมามองอย่างสงสัย
“ใช่แล้ว เดือนๆหนึ่งเจ้านั่นจะมาโจมตีดงอสูรแห่งนี้และสังหารอสูรวิเศษไปสองสามตัว ทำให้บรรดานักฝึกอสูรระส่ำระสายอย่างหนัก ทางดงอสูรพยายามมาแสนนานแล้วที่จะจับตัวมันให้ได้ แต่มันก็แข็งแกร่งและว่องไวเกินไป ทำให้คว้าน้ำเหลวทุกครั้ง…” หานชงอธิบาย
แม้เขาจะเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่ก็พอรู้อยู่ 2-3 เรื่อง
เมื่อเดือนก่อน จอมอสูรปีกม่วงได้เข้าโจมตีดงอสูรหลายครั้ง ทั้งยังสังหารอสูรวิเศษไปหลายตัว เรื่องนี้ทำให้ผู้คนพากันโกรธแค้น แต่เพราะพละกำลังมหาศาลของมัน พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้
ที่ผ่านมา เขาคิดว่าจอมอสูรไม่พอใจที่เห็นเหล่าอสูรวิเศษต้องตกอยู่ใต้อาณัติของมนุษย์ เพราะมีอสูรวิเศษอยู่หลายสายพันธุ์ที่มองว่ามนุษย์ต่ำต้อยเกินกว่าจะมาบีบบังคับพวกมัน แต่เท่าที่ดูตอนนี้ ดูเหมือนมันจะแก้แค้นให้คู่รักของมันมากกว่า
“มันจงใจสร้างความปั่นป่วนเสียหายที่นี่เพราะโกรธแค้นกับความตายของอสูรมังกรแกรนิต อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมพยายามศึกษาภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็เพื่อจะถามมันว่าจริงๆแล้วมันต้องการอะไร!”
ผู้อาวุโสส่ายหน้าอย่างท้อแท้ จากนั้นก็หันไปถามจางเซวียน “ในเมื่อคุณเปล่งสำเนียงที่แท้จริงของมังกรได้ คุณพอจะมีความรู้เรื่องภาษาอสูรดึกดำบรรพ์บ้างไหม?”
แม้ตัวเขาจะมีสายเลือดมังกรบริสุทธิ์อยู่ในตัว แต่ก็ไม่มีทางที่จะเรียนรู้สำเนียงที่แท้จริงของมังกรได้ด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงต้องการคนชี้แนะ และในเมื่อจางเซวียนเปล่งสำเนียงที่แท้จริงของมังกรได้ ก็มีโอกาสที่เขาจะมีความรู้เรื่องภาษาอสูรดึกดำบรรพ์เช่นกัน
แม้อีกฝ่ายจะบอกว่าเพิ่งเริ่มเรียนได้ไม่นาน แต่คงพูดออกมาเพราะความถ่อมตัวเท่านั้น
จางเซวียนเกาหัว “ผมเองก็ไม่รู้เรื่องภาษาดึกดำบรรพ์มากนักหรอก”
เขาเรียนรู้มาแล้วสองสามคำ แต่เมื่อทดลองใช้กับอสูรวิเศษก็มีแต่จะทำให้พวกมันโมโห แถมเขาก็ไม่รู้ความหมายของคำเหล่านั้นด้วย จึงเรียกได้ว่าไม่ต่างกับการไม่รู้อะไรเลย
“ไม่รู้มากนัก?” ชายชรานัยน์ตาหม่นหมองไปเมื่อได้ยินคำนั้น “แล้ว…แปดสำเนียงของมังกรสวรรค์ล่ะ?”
แม้จอมอสูรปีกม่วงจะไม่มีสายเลือดมังกร แต่หากชายหนุ่มคนนี้พูดกับมันด้วยภาษามังกรได้ ก็อาจหว่านล้อมให้มันยอมเปิดเผยความจริงของเรื่องราวในวันนั้น
แม้การสื่อสารด้วยถ้อยคำอาจเป็นไปไม่ได้ แต่มนุษย์ก็ยังสามารถทำความเข้าใจกับอสูรวิเศษได้อีกหลายวิถีทาง
“ผมรู้แค่…สำเนียงเดียว!” จางเซวียนกระอักกระอ่วนหนักขึ้น
อีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษามังกร แต่เอาเข้าจริง จางเซวียนก็รู้จักอยู่แค่คำเดียว
เขาสามารถทำให้อสูรวิเศษที่มีสายเลือดมังกรหวาดกลัวได้ แต่การจะสื่อสารกันด้วยคำเพียงคำเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้แน่
“สำเนียงเดียว?” ชายชราพูดไม่ออก
ตอนที่เห็นชายหนุ่มเปล่งภาษามังกร เขาคิดว่าพบทางออกของปัญหาแล้ว แต่ลงท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม
“งั้นก็ช่างมันเถอะ…”
ชายชราส่ายหน้าอย่างหมดปัญญา
ที่ผ่านมา เขารวบรวมตำรับตำราเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ไว้หลายเล่ม โดยหวังว่าจะค่อยๆศึกษาจนเข้าใจไปทีละน้อย แต่ภาษานี้ก็ยากเย็นเกินไป หากไม่มีใครชี้แนะ เขาก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคำไหนผิดหรือถูก การศึกษาค้นคว้าจึงไม่ค่อยก้าวหน้า
เท่าที่ดูจากคำยกยอของหานชง เขาก็คิดว่าจะสามารถเรียนรู้ได้สักอย่างสองอย่าง ใครจะคิดว่าชายหนุ่มคนนี้ก็รู้น้อยพอๆกัน?
จางเซวียนมองหน้าชายชราและตั้งคำถาม “ยังเร็วเกินไปที่จะถอดใจนะ ในเมื่อคุณศึกษาภาษาอสูรดึกดำบรรพ์มาหลายสิบปีแล้ว คงรวบรวมตำราไว้ได้ไม่น้อย ผมขอยืมอ่านหน่อยได้ไหม? บางทีอาจจะช่วยให้การค้นคว้าของคุณก้าวหน้าขึ้น”
“ขอยืม? ก้าวหน้า?” ชายชราแค่นยิ้ม “คุณหมายความว่าจะมาตั้งต้นศึกษากันตอนนี้?”
“ใช่” จางเซวียนพยักหน้า
“คุณรู้หรือเปล่าว่าภาษาอสูรดึกดำบรรพ์มันยากแค่ไหน?”
เห็นชายหนุ่มมีความตั้งใจแบบนั้น ชายชราอดส่ายหน้าไม่ได้ “มรดกตกทอดเรื่องภาษาอสูรดึกดำบรรพ์สูญหายไปเกือบหมดแล้ว ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ไม่ชัดเจนและมีข้อผิดพลาดปะปนอยู่เต็มไปหมด แถมวิธีออกเสียงที่ระบุไว้ก็ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก ทั้งยังความหมายอีกล่ะ? ผมศึกษามา 50 ปีแล้วยังแทบไม่คืบหน้าเลย แล้วคุณ…”
ชายชราไม่ได้พูดจนจบ แต่ความหมายที่เขาต้องการสื่อก็ชัดเจน เขารู้สึกว่าจางเซวียนให้คุณค่ากับเรื่องนี้ต่ำไป
เขาทุ่มเทศึกษามาทั้งชีวิตเพียงเพื่อจะพบว่าตัวเองย่ำอยู่กับที่ หากการเรียนรู้ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์มันทำกันได้ง่ายๆแบบนั้น มรดกตกทอดคงไม่สูญหาย และความพยายามของนักฝึกอสูรจำนวนมากมายที่จะเก็บรักษามันเอาไว้ก็คงไม่ล้มเหลว
“ผมสนใจภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ จึงอยากขอดูตำราพวกนั้นสักหน่อย หากพอจะทำความเข้าใจอะไรได้บ้างก็คงดี แต่ถึงผมทำไม่ได้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่…” จางเซวียนพูด รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ตำราทั้งหมดเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์อยู่ในบ้านไม้ซุงของผม ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมสะสมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์เท่าที่มีในจักรวรรดิฮ่วนหยูไว้หมดแล้ว…”
ชายชราโบกมืออย่างปลงตก
แม้เขาจะเหนื่อยยากอยู่ไม่น้อยกว่าจะรวบรวมตำราเหล่านี้ได้ แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเขามากมาย อีกฝ่ายจะอ่านหรือไม่อ่านก็ค่าเท่ากัน
“ผมขอขอบคุณ”
จางเซวียนประสานมือคารวะก่อนจะเดินออกไป
ทันทีที่ร่างของเขาหายเข้าไปในบ้านไม้ซุง ผู้อาวุโสก็อดส่ายหน้าอย่างท้อแท้ไม่ได้ “ต่อให้ได้รับการถ่ายทอดภาษาอสูรดึกดำบรรพ์มาบ้าง ก็ไม่มีทางที่จะเรียนรู้จนเข้าใจหากไม่ใช้เวลาหลายปี ถ้ามันเริ่มเรียนกันได้ง่ายๆแบบนั้น ผมจะต้องเสียเวลา 50 ปีไปเปล่าๆหรือ?”
เขาคิดว่าจางเซวียนคงจะมีความสามารถอันน่าทึ่งเพราะสามารถเปล่งสำเนียงที่แท้จริงของมังกรได้ แต่ลงท้ายก็ดูจะไม่ได้เรื่อง
ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์เชื่อมโยงกับความลับของดงอสูร หากเรียนรู้กันได้ง่ายๆ นักฝึกอสูรคงไม่ต้องเผชิญความยากลำบากขนาดนี้กว่าจะฝึกอสูรได้สักตัว
ได้ยินความกังขาในน้ำเสียงของชายชรา หลัวฉีฉีแก้แทนจางเซวียน
“ท่านอาจารย์…เป็นคนพูดจริงทำจริง ในเมื่อเขาบอกว่าจะอ่านตำราพวกนั้น ก็คงมีความคิดบางอย่างในใจแล้ว บางทีเขาอาจจะทำสำเร็จก็ได้”
ได้ยินหญิงสาวเรียกชายหนุ่มว่าอาจารย์ ชายชราถึงกับอึ้งไป เขาหันขวับมามองเธอ
“อาจารย์? คุณเป็นลูกศิษย์ของเขา?”
ทั้งท่วงท่าและระดับวรยุทธของสาวน้อยคนนี้เหนือกว่าเพื่อนร่วมกลุ่มของเธอ แต่ทำไมถึงเรียกคนที่อายุน้อยกว่าตัวเองว่าอาจารย์?
“ใช่แล้ว” หลัวฉีฉีพยักหน้า
“ถ้าผมจำไม่ผิด คุณเรียกเขาว่าปรมาจารย์จาง เขาเป็นปรมาจารย์ด้วย?” ได้ฟังคำตอบของ หลัวฉีฉี ชายชราก็พลันนึกได้ว่าหานชงเรียกเขาว่าอย่างไร
หานชงอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ปรมาจารย์จางเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว และเป็นแชมป์การประลองปรมาจารย์ เหตุผลที่เขากำลังจะเดินทางไปจักรวรรดิหงหย่วนก็เพื่อศึกษาต่อที่สถาบันปรมาจารย์!”
หานชงออกจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรมาก่อนที่การประลองปรมาจารย์จะเริ่ม จึงยังมีหลายเรื่องที่เขาไม่รู้ แต่ก็พอได้ข่าวมาบ้าง
“แชมป์การประลองปรมาจารย์?”
ชายชราถึงกับผงะ
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ปรมาจารย์จางยังเป็นนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวและนายแพทย์ระดับ 4 ดาวด้วย” หานชงรีบเสริม
“นักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว?” ผู้อาวุโสขมวดคิ้ว “ในเมื่อเขาเป็นถึงนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว ก็น่าจะเข้าใจดีว่าการเรียนรู้ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์นั้นยากแค่ไหน ไม่น่าจะแสดงทีท่าบุ่มบ่ามแบบนั้น…”
ถ้าชายหนุ่มเป็นแค่ปรมาจารย์ที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับการฝึกอสูร ตัวเขาก็ยังพอเข้าใจได้
แต่นี่เป็นถึงนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว ซึ่งควรจะมีความรู้เป็นอย่างดี จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าการศึกษาภาษาอสูรดึกดำบรรพ์นั้นยากเย็นขนาดไหน?
หรือต่อให้รู้ แล้วพูดพล่อยๆออกมาแบบนั้นได้อย่างไร?
ชายชราส่ายหน้า และตัดสินใจเลิกคิดเรื่องนั้นไปก่อน
“เขาอ่านหนังสือจบเมื่อไหร่ก็บอกผมด้วยนะ ผมจะได้พาพวกคุณไปพบหัวหน้าดงอสูร!”
“พบหัวหน้าดงอสูร? ท่านอาจารย์จะช่วยพวกเขาหาอสูรวิเศษใช่ไหม?” หานชงตาโต
“ใช่ ในเมื่อเขาเป็นทั้งปรมาจารย์และนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว ก็ไม่มีเหตุอะไรที่ทางเราจะไม่ช่วยเขา ผมเพิ่งนึกได้ว่าหัวหน้าดงอสูรมีอสูรวิเศษขั้น 7 อยู่ตัวหนึ่ง แม้เขาจะไม่เคยให้ใครยืมมาก่อน แต่ก็อาจเต็มใจให้หากผมขอร้องด้วยตัวเอง” ชายชราพูด
“ขอบคุณท่านอาจารย์…”
เมื่อรู้ว่าอาจารย์เต็มใจช่วย หานชงรีบคำนับด้วยความสำนึกในบุญคุณ แต่ในตอนนั้นเอง ‘แอ๊ด!’ ประตูก็เปิดผาง ชายหนุ่มเดินออกมา
“ฮะ?”
ทุกคนผงะ แม้แต่ผู้อาวุโสยังอดขมวดคิ้วไม่ได้
‘ผมคิดว่าคุณกำลังอ่านหนังสือเพื่อศึกษาภาษาอสูรวิเศษดึกดำบรรพ์อยู่ นี่ก็เพิ่งผ่านไป 10 นาทีเท่านั้น ออกมาทำไม?’
ผู้อาวุโสอดถามต่อไม่ได้ “ภาษานี้ยากจนคุณถอดใจแล้วใช่ไหม?”
ก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไร ชายหนุ่มคนนี้คงทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นหนังสือมากมายอยู่ตรงหน้า ไม่อย่างนั้นคงไม่ออกมาเร็วขนาดนี้
“มันก็ยากจริงๆแหละ แต่ที่ผมออกมาไม่ใช่เพราะถอดใจนะ แต่เพราะว่า…”
ถึงตอนนี้ จางเซวียนดูลังเลเล็กน้อย แต่ลงท้ายก็พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“…ผมศึกษาหมดแล้ว!”
