ตอนที่ 688 หัวหน้าฉิน
“คุณศึกษาหมดแล้ว?”
ทุกคนพากันอึ้ง โดยเฉพาะผู้อาวุโส ใบหน้าของเขาถมึงทึงด้วยความเดือดดาล
เขาใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะรวบรวมหนังสือทั้งหมดที่อยู่ในบ้านไม้ซุงหลังนี้ และรู้ดีว่ามันมีมากมายขนาดไหน
ด้วยสายสัมพันธ์ของเขากับทางดงอสูร ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาเขาได้รวบรวมตำราและตำนานโบร่ำโบราณที่เกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์อย่างสุดความสามารถ อย่างน้อยก็น่าจะตกราว 100,000 เล่ม ขนาดตัวเขายังต้องใช้เวลาถึง 10 ปีเต็มกว่าจะอ่านจบทั้งหมด แต่แค่ 10 นาที…ชายหนุ่มคนนี้ก็ประกาศว่าตัวเองศึกษาหมดแล้ว!
‘ต่อให้อยากโม้ ก็ควรโม้ให้มันเข้าท่ากว่านี้!’
“ที่ว่าศึกษาหมดแล้ว หมายความว่าอย่างไร?” ผู้อาวุโสอดใจไม่ไหว เขาคำราม
“อ๋อ หมายความว่าผมพอเข้าใจภาษานี้อย่างคร่าวๆ…และการสื่อสารขั้นพื้นฐานจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป…” จางเซวียนตอบ
ทันทีที่เข้าไปในห้อง เขาก็ตั้งต้นออกวิ่งเพื่อถ่ายโอนหนังสือเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าทันที แค่ไม่กี่นาที หนังสือราวแสนเล่มก็ถูกถ่ายโอนจนหมด และด้วยหอสมุดเทียบฟ้า ทำให้จางเซวียนแยกแยะข้อเท็จจริงได้
ซึ่งก็น่าประหลาดใจที่เขาพบว่ามีคำถูกต้องอยู่จำนวนหนึ่งเท่านั้น
แม้จะมีบันทึกไว้มากมาย แต่ก็ล้วนเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน บางส่วนเป็นแค่สิ่งที่ผู้แต่งคิดขึ้นเอง ซึ่งก็เยอะเกินความจำเป็น เมื่อประมวลเข้าด้วยกันแล้ว จางเซวียนค้นพบคำที่ถูกต้องเพียงไม่กี่คำ
หนังสือที่เขาประมวลออกมาได้ประกอบด้วยประโยคที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ รวมถึงวิธีออกเสียง แม้จะยังสื่อสารให้ถูกต้องแม่นยำได้ยาก แต่หากเป็นเพียงขั้นพื้นฐานก็ไม่มีปัญหาอะไร
“การสื่อสารขั้นพื้นฐาน…จะไม่เป็นปัญหา?” ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ผู้อาวุโสหน้าบึ้งตึง “อวดดีอะไรอย่างนี้!”
ขนาดเขาทุ่มเทศึกษามา 50 ปี ยังแทบจับต้นชนปลายไม่ได้ อย่างการทดลองที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป เสียงตะโกนของเขาทำให้แฮมสเตอร์ขนแดงพากันอ้วกแตกอ้วกแตนด้วยความขยะแขยง แต่ชายหนุ่มคนนี้กล้าประกาศว่าเข้าใจภาษาพื้นฐานแล้ว หลังจากศึกษาแค่ครู่เดียว?
‘ถ้าเป็นแบบนั้น ตัวเราก็คงโง่เง่ายิ่งกว่าหมู ศึกษาค้นคว้าแทบตาย ไม่ได้อะไรเลย!’
‘ต่อให้อยากโกหกพกลม ก็ควรพูดให้มันน่าเชื่อถือกว่านี้!’
“ผม…”
เมื่อพูดความจริงออกไปแล้วเป็นข้อกังขา จางเซวียนกำลังจะหาคำอธิบายเหมาะๆ ก็พอดีกับที่ ชายหนุ่มคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง
“ผู้อาวุโส เกิดเรื่องใหญ่! จอมอสูรปีกม่วงกลับมาอีกแล้ว!”
“มันกลับมาอีกแล้ว?”
ผู้อาวุโสหน้าเสีย “พาผมไปที!”
“ได้!” ชายหนุ่มรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ มีผู้อาวุโสตามไปติดๆ
“พวกเราก็ไปดูกันเถอะ” เห็นเขาพรวดพราดออกไปแบบนั้น จางเซวียนกับคนอื่นๆมองหน้ากัน ก่อนจะตามไป
วัตถุประสงค์เบื้องต้นที่พวกเขามาที่นี่คือหาอสูรวิเศษสักตัวหนึ่ง ในเมื่อจอมอสูรปีกม่วงเป็นถึงอสูรขั้น 9 หากจางเซวียนเอาอยู่ ก็จะตัดปัญหาไปได้มาก
“ได้สิ” รู้ดีว่าเป็นเรื่องใหญ่ หานชงพยักหน้าแล้วรีบตามไป
ระหว่างทาง จางเซวียนรู้จากหานชงว่าอาจารย์ของเขาแซ่เฉียน และเป็นหนึ่งในเหล่าผู้อาวุโสซึ่งเป็นที่เคารพยกย่องในดงอสูร
เพราะการรุกรานของจอมอสูรปีกม่วงเกี่ยวข้องกับผู้อาวุโสเฉียนโดยตรง เขาจึงต้องรีบไปสะสางทุกครั้ง ตั้งแต่หานชงมาถึงดงอสูรสาขานี้ ซึ่งก็ยังไม่นาน ก็ได้เห็นท่านอาจารย์ต้องรับมือกับสถานการณ์แบบเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาจึงออกจะอึ้งทึ่งกับอสูรยักษ์ใหญ่ตัวนั้น
“ทุกครั้งที่เจ้านั่นมา มันจะสร้างความพินาศวอดวายหรือไม่ก็สังหารอสูรวิเศษตัวอื่นๆ ทำให้ลูกค้าของเราติเตียนกันมาก!”
แต่เมื่อพูดถึงจอมอสูรปีกม่วง หานชงก็อดหงุดหงิดไม่ได้
หากมันทำร้ายนักฝึกอสูรเพราะความเดือดดาลก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่ก็คือมันฟาดงวงฟาดงาใส่อสูรวิเศษตัวอื่นๆด้วย มีผู้ใช้บริการหลายคนที่รอคิวมาแล้วหลายวันและกำลังจะได้ออกเดินทางอยู่รอมร่อ เมื่ออสูรวิเศษของพวกเขามาได้รับบาดเจ็บ การเดินทางจึงต้องเลื่อนออกไปอีก เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของดงอสูรเป็นอย่างมาก
ดงอสูรพยายามหากับดักหลากหลายรูปแบบเพื่อสกัดกั้นจอมอสูรปีกม่วง แต่เจ้านั่นก็ดูเหมือนจะรู้ทันไปหมด แถมพละกำลังมหาศาลของมันยังทำให้ฝ่าวงล้อมได้อย่างง่ายดาย และเมื่อกลับมาทวงแค้นอีกครั้ง ความเดือดดาลของมันก็ยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าเดิม
ทางดงอสูรถึงกับรายงานปัญหาต่อทางสำนักงานใหญ่ ซึ่งดงอสูรสาขาจักรวรรดิหงหย่วนได้ส่งนักฝึกอสูรระดับ 6 ดาวมาจัดการ แต่ดูเหมือนมันจะรู้แกว จึงหลบเลี่ยง ไม่มาระรานดงอสูรอยู่หลายเดือน จนกระทั่งนักฝึกอสูรระดับ 6 ดาวคนนั้นกลับไป มันก็หวนมาสร้างความพินาศวอดวายอีก
หลังจากพยายามกันหลายครั้ง บุคลากรของดงอสูรก็พบว่าพวกเขารับมือไม่ไหว จึงไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่เรียกตัวผู้อาวุโสเฉียนทุกครั้งที่เกิดเรื่อง
เพราะมันออกจะประหลาดอยู่ไม่น้อย เมื่อไรก็ตามที่ผู้อาวุโสเฉียนมาถึง ต่อให้จอมอสูรปีกม่วงจะโมโหเดือดสักแค่ไหน มันก็จะหันหลังกลับและจากไปทันที ไม่ทำร้ายเขา
หานชงเองก็งงงันกับเรื่องนี้มาตลอด เขาคิดว่าเป็นเพราะความสามารถในการฝึกอสูรอันไร้เทียมทานของท่านอาจารย์ ที่ทำให้จอมอสูรปีกม่วงลังเลที่จะเผชิญหน้า แต่เท่าที่ดูตอนนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับอสูรมังกรแกรนิตมากกว่า
เป็นไปได้ว่าจอมอสูรปีกม่วงทำสัญญากับอสูรมังกรแกรนิตไว้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่ามันจะเคืองแค้นผู้อาวุโสเฉียนสักแค่ไหน แต่ก็ไม่ทำร้ายเขา
“อยู่ข้างหน้านั่นไง!”
หานชงเลิกคิ้ว เขารีบพุ่งไป จางเซวียนกับคนอื่นๆก็ตามไปติดๆ ไม่ช้าอสูรวิเศษสีม่วงตัวมหึมาก็ปรากฏตรงหน้าพวกเขา มันใช้กรงเล็บจับอสูรวิเศษขั้น 3 ตัวหนึ่งไว้ และบินผาดโผนบนท้องฟ้า อย่างสง่างาม
ส่วนผู้อาวุโสเฉียนก็กำลังยืนมองอย่างกระวนกระวายใจ
ห่างจากเขาไปไม่มาก มีผู้อาวุโสเคราขาวโพลนยืนอยู่ 8 คน คนหนึ่งในนั้นซึ่งยืนอยู่ตรงกลางมีหน้าตาคล้ายฉินจง ซึ่งก็น่าจะเป็นหัวหน้าฉินผู้โด่งดัง
“ไม่นึกเลยว่าเจ้านั่นจะกลับมาเร็วขนาดนี้…”
จางเซวียนเห็นใบหน้าหนึ่งที่คุ้นตาอยู่ด้านหลังกลุ่มผู้อาวุโสเคราขาว
คือเจ้าหนุ่มผู้ ‘บินไม่ได้’ ฉินจง
จางเซวียนนึกว่าเมื่อถูกอสูรวิเศษของตัวเองทิ้งไว้ หมอนั่นคงต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาถึง
“สงสัยว่าอสูรมังกรปีกเขียวจะกลับไปรับเขา…” หลัวฉีฉีกระซิบกระซาบกับจางเซวียน
จางเซวียนพยักหน้า
พวกเขาแยกกันกับอสูรมังกรปีกเขียวทันทีที่มาถึงดงอสูร มันรู้ดีว่าเจ้านายของตัวเองยังนอนสลบไสลอยู่ในป่า จึงน่าจะรีบกลับไปช่วยทันทีที่เป็นอิสระ
ดงอสูรอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาร่วงลงมา การรับฉินจงกลับมาจึงใช้เวลาไม่นาน
ตอนนี้ เขามีผ้าพันอยู่ทั่วตัวราวกับมัมมี่ แต่ถึงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็ดูไม่ย่ำแย่เท่าไหร่
สายตาของฉินจงจับจ้องจอมอสูรปีกม่วงบนฟ้า ไม่ได้รู้เลยว่าคู่อริของเขาอยู่ปลายจมูกนี่เอง
ผู้อาวุโสเฉียนกำหมัดแน่นขณะจ้องมองจอมอสูรปีกม่วง “ปล่อยอสูรวิเศษตัวนั้นซะ ฉันหวังว่าแกจะไม่เอาดงอสูรเข้ามาเกี่ยวข้องกับความบาดหมางของเรา ไม่อย่างนั้น อสูรมังกรแกรนิตไม่มีทางตายอย่างสงบสุขแน่ หากได้เห็นภาพนี้…”
ฮื่อออออ!
ทันทีที่ผู้อาวุโสเฉียนเอ่ยถึงอสูรมังกรแกรนิต เจ้ายักษ์ใหญ่บนฟ้าก็ขบฟันแน่นด้วยความเดือดดาล ไม่เพียงแต่จะไม่ยอมปล่อยอสูรวิเศษที่มันจับไว้ แต่ยังจิกแน่นกว่าเดิม แรงกดดันมหาศาลทำให้อสูรวิเศษตัวนั้นใกล้ตายอยู่รอมร่อ
“ผู้อาวุโสเฉียนกับหัวหน้าฉิน ได้โปรดช่วยชีวิตอสูรวิเศษของผมด้วย…”
นักฝึกอสูรระดับ 4 ดาวคนหนึ่งจ้องมองท้องฟ้าและวิงวอนอย่างร้อนใจ
แน่นอนว่าอสูรวิเศษที่อยู่ในกรงเล็บของจอมอสูรปีกม่วงเป็นอสูรของเขา
เขาพยายามอยู่เนิ่นนานกว่าจะได้สนิทสนมกับมัน จึงย่อมเดือดร้อนใจเป็นธรรมดา
“นักฝึกอสูรหลี่ อย่าห่วงเลย ผมจะช่วยอสูรของคุณให้ได้…” ผู้อาวุโสเฉียนรับประกัน
เขารู้ดีว่าความเจ็บปวดที่ต้องเห็นอสูรวิเศษของตัวเองถูกสังหารเป็นอย่างไร จึงไม่อยากให้ใครต้องเจ็บปวดอย่างที่เขาเคยเจอ
หลังจากปลอบใจอีกฝ่ายแล้ว ผู้อาวุโสเฉียนก็ตวาดขึ้นไปบนท้องฟ้า “จอมอสูรปีกม่วง ขอแค่แกปล่อยมัน ฉันจะให้ทุกอย่างเท่าที่ฉันทำได้ จะเป็นหยดเลือดหรือหินวิเศษก็เถอะ!”
เมื่อได้ยินคำนั้น หัวหน้าฉินขมวดคิ้ว
“ผู้อาวุโสเฉียน คุณไม่ควรสัญญาแบบนั้นนะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี่คุณแทบหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ระดับวรยุทธของคุณต้องชะงักงันแน่ หากคุณยังเอาแต่ให้มันอยู่แบบนี้…”
ด้วยความสามารถและความปราดเปรื่องของผู้อาวุโสเฉียน เขาน่าจะสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ไปนานแล้ว แต่เพราะได้มอบทรัพย์สมบัติที่ตัวเองสะสมไว้เกือบทั้งหมดให้จอมอสูรปีกม่วง จึงขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกฝนวรยุทธ ทำให้ระดับวรยุทธต้องชะงักงัน
และด้วยความเจ้าเล่ห์เจ้ากลของมัน จอมอสูรปีกม่วงก็ได้ใช้ทรัพยากรที่ตัวเองได้มา จนกลายเป็น อสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 9 ล้ำหน้าเขาไปแล้ว
หากเป็นแบบนี้ต่อไป จอมอสูรก็มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และข่มขู่คุกคามดงอสูรได้มากกว่าเดิม
“มันเป็นเรื่องที่ผมติดค้างอสูรมังกรแกรนิตไว้…” ผู้อาวุโสเฉียนส่ายหน้า
“แต่…” หัวหน้าฉินสีหน้าไม่สู้ดี
“ไม่มีแต่ ถ้าไม่ใช่เพราะอสูรมังกรแกรนิต ผมคงตายไปนานแล้ว สวรรค์เมตตาเหลือเกินที่ทำให้ผมมีชีวิตยืนยาวได้ขนาดนี้ อย่าว่าแต่ทรัพย์สมบัติเลย หากชีวิตของผมจะทำให้จอมอสูรปีกม่วงคลายความขุ่นเคืองได้ ผมก็เต็มใจแลก!”
ด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ผู้อาวุโสเฉียนสะบัดข้อมือ และนำหยดเลือดอสูรวิเศษ, หินวิเศษขั้นกลาง รวมถึงสมุนไพรล้ำค่าอีก 2-3 ชนิดออกมา
แต่รวมแล้วก็ไม่ได้มากมายอะไร ดูเหมือนตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาใกล้สิ้นเนื้อประดาตัวเต็มที
ขณะที่ผู้อาวุโสเฉียนกำลังจะโยนทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาให้จอมอสูรปีกม่วง เสียงเฉื่อยเนือยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“คุณติดหนี้อสูรมังกรแกรนิตนะ ไม่ใช่จอมอสูรปีกม่วง ผู้อาวุโสเฉียน, คุณไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นเลย!”
ทันทีที่ได้ยิน ทุกคนก็หันขวับไปมองต้นเสียง และเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา
“ท่านพ่อ หมอนั่นทำให้ผมอยู่ในสภาพนี้ อย่าปล่อยมันไปง่ายๆนะ!”
นึกไม่ถึงว่าจางเซวียนจะเดินอาดๆเข้ามาแบบนั้น ฉินจงนัยน์ตาแดงก่ำด้วยความเดือดดาล
“ฮะ?” หัวหน้าฉินมีสีหน้าไม่สู้ดี เขาหันไปถามผู้อาวุโสเฉียน “คุณรู้จักชายหนุ่มคนนี้ไหม?”
“เขาคือผู้มีพระคุณของหานชง, ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวและนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว!”
จากนั้น ผู้อาวุโสเฉียนก็หันไปขมวดคิ้วและโบกมือใส่ชายหนุ่ม “นี่ไม่ใช่ธุระของคุณ อย่าเข้ามาก้าวก่ายจะดีกว่า หากคุณอยากขอยืมอสูรวิเศษจากดงอสูรล่ะก็ ผมคงต้องขอให้คุณหลบไป!”
แน่นอนว่าชายหนุ่มที่เดินเข้ามาไม่ใช่ใคร นอกจากจางเซวียน
เขาอดรนทนไม่ไหวที่เห็นผู้อาวุโสเฉียนเอาแต่ให้นู่นนี่กับจอมอสูรปีกม่วง จึงตัดสินใจขัดขวาง
แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ปลื้มเอาเสียเลย
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะตอบโต้ หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาก็โพล่งออกมา
“แล้วถ้าเราไม่ทำตามล่ะ?”
“ไม่ทำตาม? ถ้าอย่างนั้น ก็อย่าฝันเลยว่าจะเช่าอสูรวิเศษจากที่นี่ไปได้…”
ผู้อาวุโสเฉียนสะบัดแขนเสื้อและคำรามอย่างเดือดจัด แต่ในตอนนั้นเอง ก็เห็นหัวหน้าฉินหน้าซีดเผือด แถมปากสั่นไม่หยุด
อีกฝ่ายพยายามส่งสัญญาณให้เขาตลอดราวกับจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง “แค่ก แค่ก, ผู้อาวุโสเฉียน ใจเย็นก่อน เราไม่ควรต้อนรับแขกของเราแบบนี้นะ…”
“มีอะไร?”
เห็นหัวหน้าฉินมีท่าทีประหลาด ผู้อาวุโสเฉียนถึงกับงง แต่ยังไม่ทันจะได้โต้ตอบ หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังปรมาจารย์จางก็ก้าวออกมา เธอส่งยิ้มเย็นเยียบให้หัวหน้าฉิน
“ถ้าฉันจําไม่ผิด คุณคือฉินเจาใช่ไหม? คุณเป็นหัวหน้าดงอสูรแห่งนี้หรือ?”
หัวหน้าฉินลนลานประสานมือคารวะด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ฉินเจาคารวะองค์หญิงหยู่เฟยเอ๋อ!”
“อ้อ คุณจำฉันได้?” หยู่เฟยเอ๋อยืนเอาสองมือไพล่หลัง แผ่รังสีทรงพลังและเปี่ยมอำนาจขององค์หญิงแห่งจักรวรรดิขั้น 1 ออกมา
“ผมเคยติดตามท่านอาจารย์ของผมไปที่วังอยู่ครั้งหนึ่ง ยินดีที่ได้พบองค์หญิง…”
ฉินเจารีบโค้งคำนับ แต่ยังพูดไม่ทันจบ เจ้าลูกชายผู้บาดเจ็บสาหัสของเขาก็ร้องโวยวาย
“ท่านพ่อ ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นตัวการด้วย! เธอร่วมมือกับหมอนั่น พวกเขาบงการอสูรวิเศษของผม จนมันต้องร่วงลงจากท้องฟ้า ท่านพ่อต้องจัดการให้ผมนะ…”
กลุ่มผู้อาวุโสยืนบังอยู่ ฉินจงจึงไม่เห็นสีหน้าอิหลักอิเหลื่อของผู้เป็นบิดา เขาคิดว่าฉินเจากำลังจะอ่อนข้อให้พวกนั้น จึงรีบทักท้วงด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
ส่วนหัวหน้าฉินก็ยืนโงนเงน แทบลมจับไปทันใดเมื่อได้ยิน
‘แกอย่ามาเรียกฉันว่า…’
‘ฉันยอมให้แกเป็นพ่อก็ได้ แต่อย่ามาเรียกฉันว่าท่านพ่อ…’
‘ลูกชายคนอื่นเขามีแต่สร้างความภาคภูมิใจ แต่ทำไมลูกชายของฉันถึงฉุดฉันลงนรกแบบนี้?’
