ตอนที่ 751 อาจารย์ปู่?
ปรมาจารย์ฟ้าประทานคือผู้ที่ได้การยอมรับจากสวรรค์ รังสีของพวกเขาจะแผ่พลังทั้งมวลของโลกใบนี้ ทำให้ทุกคนที่ได้พบเห็นต้องยอมจำนน
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของทวีปแห่งปรมาจารย์ ผู้เดียวที่ได้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานก็คือปรมาจารย์ขง แม้แต่ศิษย์สายตรงของเขาคือนักปราชญ์ทั้ง 72 คนก็ยังเข้าไม่ถึงระดับนั้น แต่ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานจริงๆ …
ปรมาจารย์มู่เย็นวาบไปทั้งตัว หวาดกลัวอย่างหนักจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก
ปรมาจารย์ฟ้าประทานคือผู้ที่แม้แต่สวรรค์ยังให้การยอมรับ แต่ตัวเขากลับสงสัยคนระดับนั้น…
ถึงตอนนี้ ก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาดสองฉาดสำหรับถ้อยคำโง่ๆ ที่ได้พล่ามออกไป!
ฟึ่บ!
ระหว่างที่เขายังตัวสั่นอยู่ ชายตรงหน้าก็โบกมือแบบสบายๆ จากนั้น รังสีที่แสนน่าสะพรึงก็หายวับไป กลับสู่ความสงบเยือกเย็นของยามค่ำคืนเหมือนเดิม
และในตอนนั้นเอง ร่างนั้นก็หันมา
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีอายุราว 30-40 ปี ดวงตาคมกริบคู่นั้นเป็นประกาย บ่งบอกความเฉลียวฉลาด มองเห็นเส้นสายบางๆ ภายในนั้นได้อย่างเลือนราง
“ดวงตาหยั่งรู้…” ปรมาจารย์มู่ตัวสั่นด้วยความตกตะลึงไปอีกครั้ง
แม้จะเป็นที่รู้กันว่าปรมาจารย์ผู้เหนือกว่าระดับ 6 ดาวจะมีดวงตาหยั่งรู้ แต่เรื่องจริงก็คือ มีแต่อัจฉริยะขั้นสุดยอดเท่านั้นที่ทำได้ แม้แต่ในตระกูลลูกหลานนักปราชญ์ ก็ยังหาผู้ที่จะมีดวงตาหยั่งรู้ จริงๆ ได้ยาก
แม้แต่ตัวเขาซึ่งเคยเป็นอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงของตระกูลมู่ในวันเก่าก่อน ก็ยังไม่มีดวงตาหยั่งรู้
ถ้าเขารู้เสียก่อน จะไม่มัวโยกโย้หรือพูดจายอกย้อนแบบนั้นเลย
ในบรรดา 10 สุดยอดปรมาจารย์ของจักรวรรดิหงหย่วน ไม่มีแม้สักคนที่มีดวงตาหยั่งรู้…เพียงเท่านี้ก็บอกได้แล้วว่าการจะได้มาซึ่งดวงตาหยั่งรู้เป็นเรื่องยากเย็นแค่ไหน
สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมองทะลุปัญหาของเขาได้กระจ่างด้วยการมองเพียงแค่แวบเดียว และบอกได้ถึงขนาดว่าเขาถูกขับออกจากตระกูลมู่…
คงมีแต่ผู้ที่มีดวงตาหยั่งรู้เท่านั้นจึงจะทำเช่นนี้ได้
ในตอนนั้นเอง ความสงสัยแคลงใจเสี้ยวสุดท้ายของปรมาจารย์มู่ก็หายวับไป เหลือไว้เพียงความเคารพยกย่องชายผู้อยู่ตรงหน้าเขา
ปรมาจารย์มู่ไม่กล้าปากเก่งอีก เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า “ต้องขออภัยสำหรับความโง่เง่าของผม ผู้อาวุโสได้โปรดชี้ทางสว่างให้ผมด้วยเถิด…”
“ได้สิ” ชายวัยกลางคนพยักหน้า “มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น คุณควรจะดีใจนะที่ผมไม่ใส่ใจจะเอาเรื่องเอาราวกับศิษย์น้อง อยู่นิ่งๆ แล้วอย่าขัดขืนล่ะ!”
ชายวัยกลางคนยกมือขึ้นและกระดิกนิ้ว
ทันใดนั้น ปรมาจารย์มู่ก็รู้สึกถึงแรงกระตุกและสั่นสะเทือนที่พุ่งพล่านไปทั่วร่าง ราวกับการไหลเวียนพลังปราณได้พุ่งเข้าสู่สมองของเขา ทุกถ้อยคำถูกตราตรึงลงไปอย่างชัดเจนราวกับพวกมันฝังแน่นเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเขา
“การถ่ายทอดจิตวิญญาณ?” ปรมาจารย์มู่หน้าซีด
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว จิตวิญญาณของเขาเข้มแข็งพอที่จะทำการถ่ายทอดจิตวิญญาณได้เช่นกัน แต่การทำเช่นนั้นจากระยะไกล และยังสามารถฝังลึกลงไปในหัวสมองของเขาได้ขนาดนั้น…ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวขั้นต่ำก็ยังทำไม่ได้!
น่าสะพรึงเสียจริง!
สมกับที่เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน!
“จุดชีพจรหวยไห่และหลงเจินเป็นตัวแทนของสายน้ำและมังกรตามลำดับ มันคือจุดศูนย์รวมของพลังจิตวิญญาณธาตุน้ำในร่างกายมนุษย์ ด้วยเทคนิควรยุทธเฉพาะแบบของตระกูลมู่ คุณจึงจำเป็นต้องละเว้นการถ่ายทอดพลังจิตวิญญาณเข้าสู่จุดชีพจรทั้งสองจุดนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แต่ด้วยพลังปราณที่มีองค์ประกอบของธาตุไม้ ซึ่งถูกพลังปราณที่มีองค์ประกอบของธาตุโลหะกดข่มไว้ คุณสามารถใช้ประโยชน์จากจุดชีพจร 2 จุดนี้เพื่อแก้ปัญหาของคุณได้ ในวงจรของธาตุนั้น ธาตุน้ำให้กำเนิดธาตุไม้ มันสามารถเพิ่มพลังให้กับพลังปราณที่มีองค์ประกอบธาตุไม้ของคุณได้ ทำให้คุณมีพละกำลังแข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะพลังปราณที่มีองค์ประกอบของโลหะซึ่งกำลังแปรปรวนอยู่ในร่างกายของคุณ!”
หลังจากถ่ายทอดความรู้ในส่วนที่สำคัญแล้ว ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็อธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยเอาสองมือไพล่หลังไว้
ตอนนี้ ปรมาจารย์มู่เพิ่งจะพินิจพิจารณาวิธีการไหลเวียนของพลังปราณที่อีกฝ่ายเพิ่งถ่ายทอดให้เขาเสร็จสิ้น แม้ชายวัยกลางคนผู้นี้จะแตะต้องเพียงระดับพื้นฐานของวรยุทธ แต่มันก็พุ่งตรงเข้าสู่ต้นตอของปัญหาที่ปรมาจารย์มู่ประสบ ราวกับเมฆหมอกที่บดบังนัยน์ตาของเขามาตลอดได้หายวับไป เปิดให้เห็นโลกใบใหม่
หากเขาหมั่นฝึกฝนวิธีการไหลเวียนพลังปราณตามนี้ ก็มั่นใจว่าจะต้องสามารถบังคับพลังปราณธาตุโลหะในร่างกายได้อย่างแน่นอน บางที…หลังจากที่หยุดชะงักมากว่า 300 ปีสุดท้ายเขาอาจจะได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งก็ได้!
ทั้งมองเห็นปัญหาและรู้วิธีแก้ไข…ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาช่างเก่งกาจจนน่าสะพรึง!
ปรมาจารย์มู่โค้งคำนับอย่างงามและถามว่า “ท่านอาจารย์ ผมซาบซึ้งในบุญคุณอย่างมากสำหรับ การชี้ทางสว่างและการให้คำชี้แนะ ถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วง ผมขอทราบชื่อของท่านได้ไหม?”
แม้การถ่ายทอดวิชาของอีกฝ่ายจะดูเรียบง่าย แต่มันได้แก้ปัญหาที่เกาะกุมเขามาหลายศตวรรษ เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่อีกฝ่ายมอบให้เขา การจะเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ท่านอาจารย์’ ก็ไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไป
อีกอย่างหากเขาสามารถขอให้ชายผู้นี้มาเป็นอาจารย์และขอรับคำชี้แนะจากเขาได้ เขาคงได้กลับสู่ตระกูลของตัวเองสักวัน
“ท่านอาจารย์?” ชายวัยกลางคนที่ยืนตรงข้ามเขาขมวดคิ้ว
ดูเหมือนเขาจะไม่ปลื้มนักกับคำเรียกขานนั้น
“ผมต้องขออภัยด้วยหากพูดจาไม่เหมาะสม เนื่องจากคุณเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับบรรพบุรุษเก่าแก่ของผม อันที่จริงผมควรจะเรียกคุณว่าอาจารย์ปู่มากกว่า…” ปรมาจารย์มู่พลันนึกได้ว่าอีกฝ่ายรู้จักคุ้นเคยกับบรรพบุรุษเก่าแก่ของเขา จึงรีบเปลี่ยนคำนำหน้าด้วยอาการหวาดกลัวจนตัวสั่น
“ฮะ?” เมื่อได้ยินคำเรียกขานของปรมาจารย์มู่ ชายผู้นั้นดูจะยิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีก
เพราะอันที่จริง ‘ชายวัยกลางคน’ ก็คือจางเซวียน เหตุผลที่เขาดึงเอาตัวตนของหยางชวนขึ้นมาก็เพราะหวังว่า ะทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัว และทำให้ตัวเขาสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เขาคิดว่าด้วยวิธีการไหลเวียนพลังปราณที่เขาถ่ายทอดให้ อีกฝ่ายคงจะยอมรับเขาเป็นเพียงกึ่งอาจารย์ และนั่นจะตัดปัญหายุ่งยากที่จะเกิดขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ของการเป็นอาจารย์เป็นศิษย์ ใครจะไปคิดว่า ด้วยการตบตาเพียงเท่านี้ อีกฝ่ายจะถึงกับยอมรับเขาเป็นอาจารย์!
แถมตัวปรมาจารย์มู่เองก็เป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว ด้วยประสิทธิภาพและพละกำลังขนาดนี้ ถือเป็นผู้ทรงพลังชั้นยอดของจักรวรรดิอันทรงเกียรติเลยทีเดียว!
ในเมื่อคนระดับนี้ยอมรับเขาเป็นอาจารย์ ก็ไม่น่าแปลกที่จางเซวียนจะอึ้งตะลึง และลงท้ายก็ลังเล ใครจะคิดอีกว่าชั่วขณะที่เขาลังเลนั้นจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดจนถึงขนาดเรียกเขาว่าอาจารย์ปู่แทน…
โว้ยยยยย!
มันจะหักมุมกันมากเกินไปแล้ว!
แต่แม้อีกฝ่ายจะเรียกเขาว่าอาจารย์ปู่ จางเซวียนก็ยังกระอักกระอ่วนที่จะแทนตัวเองว่าอาจารย์ จึงได้แต่พยักหน้าและพูดว่า “ผมชื่อหยางชวน”
“หยางชวน…” ปรมาจารย์มู่พยักหน้าขณะจดจำชื่อนั้นให้ขึ้นใจ “ไม่ทราบว่าหากต่อไปผมมีข้อสงสัย ผมจะไปขอพบอาจารย์ปู่ได้ที่ไหน?”
“วาสนาทำให้เราได้มาพบกัน และการถ่ายทอดของผมก็เสร็จสิ้นแล้ว ถ้าเรามีวาสนาต่อกันล่ะก็ จะต้องได้พบกันอีกครั้งหนึ่งเป็นแน่ แต่ถ้าไม่ ก็หมายความว่าเส้นทางของเราไม่ได้บรรจบกัน” จางเซวียนโบกมือ
มันเป็นเรื่องน่าเหน็ดเหนื่อยเกินไปสำหรับเขาที่จะต้องสร้างภาพต่อหน้าปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวตลอดเวลา ปลอมตัวแค่ 2-3 นาทีก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว จะให้ปลอมตัวยาวๆ ได้อย่างไรกัน?
เพราะฉะนั้น อย่าพบอย่าเจอกันอีกเลยจะดีกว่า..ง
“เอ่อ…” เห็นอีกฝ่ายไม่เต็มใจจะเสวนากับเขา ปรมาจารย์มู่ได้แต่ประสานมือและโค้งคำนับก่อนจะกล่าวอำลาอย่างผิดหวัง
ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าก็หายวับไปท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดแล้ว
“หยางชวน, ปรมาจารย์หยาง…”
เมื่อนึกถึงชื่อนั้น ปรมาจารย์มู่ก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือก
จากนั้น เขาก็กลับไปสำรวจพื้นที่เพื่อตามหาอสูรตะวันไบแซนไทน์อีก แต่ในเมื่อไม่ได้ผลอะไร จึงได้แต่กลับสถาบันอย่างจนปัญญา
…..
‘เกือบไปแล้วไง!’
หลังจากออกมาพ้นรัศมีของปรมาจารย์มู่ จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาไม่นึกเลยว่า ปรมาจารย์มู่…แท้ที่จริงแล้วก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลนักปราชญ์ เช่นเดียวกันกับที่เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว
มันเรื่องอะไรที่คนระดับนั้นจะต้องทำงานรับใช้ห้างสารพันจิตวิญญาณ?
‘ดูเหมือนเขากำลังตามหาใครสักคนตอนที่พบเรา…’ จางเซวียนครุ่นคิด
นี่เขามาเจอเข้ากับอะไรกันแน่?
คิดดูสิว่าแค่เดินทางออกจากตัวเมือง ก็กลับต้องลงเอยด้วยการพบเจอกับผู้เชี่ยวชาญผู้น่าทึ่ง โชคดีเหลือหลายที่เขาตบตาอีกฝ่ายได้ทัน ไม่อย่างนั้น ใครจะรู้ได้ว่าตอนนี้เขาจะตกอยู่ในสภาพไหน
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อวันนี้โชคไม่เข้าข้าง เรากลับไปพักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้เข้าทลายห้างสารพันจิตวิญญาณก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”
จางเซวียนยังคงครุ่นคิดเรื่องการระบายความแค้นกับอสูรตะวันไบแซนไทน์อยู่ แต่ในเมื่อวันนี้ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง เขาจึงระงับความคิดนั้นไว้ก่อน
เมื่อแปลงร่างกลับสู่ตัวตนที่แท้จริงแล้ว จางเซวียนก็กลับบ้านพัก ขณะที่เดินเข้าไปก็เห็นจอมอสูรปีกม่วงบังคับให้ชายทั้ง 4 โค้งคำนับด้วยอาการยอมจำนน
จางเซวียนไม่ใส่ใจ เขาเดินตรงดิ่งกลับห้องและฝึกฝนวรยุทธอยู่ชั่วขณะ ซึ่งกว่าจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง พระอาทิตย์ก็ฉายแสงแล้ว
แม้จางเซวียนจะไม่ได้นอนทั้งคืน แต่ก็ยังรู้สึกสดชื่นและเปี่ยมพลัง
เขายืดหลังบิดขี้เกียจแล้วเดินออกจากห้อง
หลังจากจัดการอาหารเช้าเรียบร้อย เขาก็เรียกเจิ้งหยางกับคนอื่นๆ มาทบทวนและทำความเข้าใจเรื่องเทคนิควรยุทธก่อนจะมุ่งหน้าไปยังห้างสารพันจิตวิญญาณพร้อมกับจอมอสูรปีกม่วง ซุนฉางและชายสวมหน้ากากทั้งสี่
ห้างสารพันจิตวิญญาณเป็นสถานที่ที่สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าที่สุดของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ถูกนำมาวางขายแลกเปลี่ยนกัน แม้จะยังเข้าไม่ถึงตัวห้าง ก็มีผู้คนเดินอยู่บริเวณนั้นกันคลาคล่ำแล้ว
“ที่นี่เป็นตลาดมืดด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีกฎห้ามขายของที่ขโมยมา อีกอย่าง ด้วยเบื้องหลังอันคลุมเครือและมีเงื่อนงำของข้าวของเหล่านั้น ราคาจึงค่อนข้างจะต่ำกว่าราคาในท้องตลาดทั่วไป จึงเป็นที่นิยมมากในหมู่นักรบ” ซุนฉางอธิบาย
ในจักรวรรดิหงหย่วนมีกฎหมายห้ามการลักขโมยและการก่ออาชญากรรมชนิดต่างๆ การขายสิ่งประดิษฐ์หรือของล้ำค่าที่ขโมยมาจึงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย พวกเขาจึงนำมาขายราคาต่ำๆ ในตลาดมืด และห้างสารพันจิตวิญญาณก็เป็นตลาดมืดแหล่งใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิหงหย่วน
แน่นอนว่าราคางามของมันดึงดูดนักรบให้แวะเวียนมาจำนวนมากมาย
ทั้งนี้ การฝึกฝนวรยุทธเป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลืองเงินทองมาก ก็เหมือนอย่างจางเซวียน นักรบส่วนใหญ่ไม่ได้มีฐานะทางการเงินมั่นคงเช่นกัน พวกเขาจึงต้องหาวิถีทางของตัวเองเพื่อจะให้ได้หินวิเศษและทรัพยากรในการฝึกฝนวรยุทธมา ด้วยเหตุนี้ อะไรที่ทุ่นเงินหรือประหยัดไปได้ก็ล้วนแต่น่ายินดีทั้งนั้น
ไม่ช้า จางเซวียนก็มาถึงตึกโอ่อ่าหลังหนึ่งซึ่งมีความสูงหลายสิบเมตร
“ไม่น่าเชื่อเลยว่า ตึกหลังนี้จะมีระบบสมบูรณ์แบบอยู่ในตัวของมันเอง ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือนจะเป็นผลผลิตทางวิศวกรรมขนาดมหึมาที่รังสรรค์โดยนักออกแบบสวรรค์สร้าง!” จางเซวียนหรี่ตา
แม้ห้างสารพันจิตวิญญาณจะมีขนาดมโหฬาร แต่ก็ดูเหมือนกับเป็นสถานที่ที่รวมกันเป็นชิ้นเดียวมากกว่าจะเป็นหลายส่วนนำมาประกอบกัน ถ้าข้อสรุปของเขาไม่ผิด ก็ควรจะมีกลไกอีกมากมายถูกติดตั้งไว้ในตึก เพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นระบบจักรกลขนาดใหญ่
สมกับเป็นตลาดที่ค้าขายสิ่งประดิษฐ์สารพันใจกลางเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน แม้แต่ตัวถนนก็ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าทึ่งในตัวเอง
ถ้ามีการขายตึกหลังนี้ ก็แน่นอนว่าจะต้องมีราคาสูงมาก เพราะต้องใช้นักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 5 ดาวหลายสิบคนทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอน
จางเซวียนเดินไปที่ผนังแล้วเอามือทาบบนนั้น หลังจากอ่านรายละเอียดที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าแล้ว เขาก็พยักหน้าอย่างชมเชยก่อนจะเดินตามคนอื่นๆ ไป
การออกแบบตึกที่นี่ช่างโอ่อ่าอะไรขนาดนี้
มีสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าทุกชนิดอยู่ในห้องนั้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ชั้นดี แม้จะไม่มีป้ายราคาติดไว้ แต่เท่าที่ดูจากคลื่นมหาชนที่กรูเข้าใส่ ก็น่าจะอยู่ในราคาระดับที่รับได้
“นายน้อย ดูนั่น!” ในตอนนั้น ซุนฉางก็ชี้มือไปอีกทางหนึ่งด้วยเสียงเคร่งเครียด
จางเซวียนมองตามและเห็นกองกำลังลาดตระเวนกำลังเดินมา
ในทีมนั้นมีสมาชิกอยู่ 6 คน ซึ่งแต่ละคนเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 เป็นอย่างน้อย คนที่เดินนำหน้าซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มนั้นเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9-ตัวดักแด้
“กองกำลังลาดตระเวนมีหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อยภายในห้างสารพันจิตวิญญาณ หากใครสร้างความปั่นป่วนหรือก่อปัญหาล่ะก็ จะถูกกำจัดออกไปทันที” ซุนฉางรายงาน
จางเซวียนพยักหน้า
เพราะมีสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่ามากมายอยู่ในห้อง แถมยังกิจการสีเทาที่ทางห้างสารพันจิตวิญญาณปฏิบัติการอยู่ในเงามืดอีก หากไม่มีอำนาจและกองกำลังหนุนหลัง ธุรกิจของพวกเขาคงถูกบรรดาคู่แข่งและศัตรูคว่ำไปนานแล้ว
“ว่าแต่…” ด้วยความสงสัย ซุนฉางกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ลงท้ายก็ตัดสินใจปิดปากเงียบ
นายน้อยตั้งใจมาที่นี่เพื่อมาป่วนไม่ใช่หรือ? แต่ในเมื่อมีทีมลาดตระเวนที่มีพละกำลังแข็งแกร่งขนาดนี้ ทั้งตัวเขากับนายน้อยจะป่วนอย่างไร?
ดูท่าทางจะถูกจับโยนออกไปเสียตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม!
ดูเหมือนจางเซวียนจะรู้ว่าซุนฉางกำลังคิดอะไร เขายิ้มเยือกเย็น
“การใช้ความรุนแรงน่ะ ไม่ใช่วิธีเดียวหรอกนะที่จะสร้างความปั่นป่วนได้…”
ในเมื่อห้างสารพันจิตวิญญาณกล้าแตะต้องลูกศิษย์และพ่อบ้านของเขา พวกมันก็จะต้องได้รับการสั่งสอนบทเรียน
แต่การใช้ความรุนแรงก็ไม่ใช่หนทางเดียวในการสั่งสอนบทเรียนให้ใครไม่ใช่หรือ?
พวกเขาอยู่ในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ซึ่งเป็นจักรวรรดิขั้น 1 ไม่ใช่เมืองบ้านนอกคอกนาที่ไหน แถมตัวจางเซวียนเองก็เป็นปรมาจารย์ซึ่งเป็นบุคคลตัวอย่าง คนสูงส่งอย่างเขาจะเที่ยวใช้กำปั้นระรานคนอื่นหรือ?
ส่วนซุนฉางก็ได้แต่กระพริบตาปริบๆ อย่างงงงัน ไม่เข้าใจว่าจางเซวียนคิดจะทำอะไร
“ตามผมมาก็พอ!” จางเซวียนหัวเราะหึๆ ขณะที่สอดส่ายสายตาไปตามบรรดาสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าที่จัดวางไว้บนชั้น
มีของมากมายหลายชนิด – ทั้งสินแร่ ยาเม็ด เสื้อเกราะ อาวุธ แผ่นค่ายกล…ทุกอย่างที่นักรบคนหนึ่งต้องการ ดูเหมือนจะหาได้จากที่นี่ทั้งหมด
ซึ่งบรรดานักรบที่เดินคลาคล่ำอยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ง่วนกับการมองหาข้าวของที่พวกเขาต้องการ
หลังจากเดินดูรอบๆ ได้ครู่หนึ่ง จู่ๆ จางเซวียนก็หยุดกึกและยิ้มน้อยๆ พลางสั่งการ “ไปพาพนักงานต้อนรับมาคนหนึ่งที!”
“ได้!”
ซุนฉางไม่รู้ว่านายน้อยคิดจะทำอะไร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายออกคำสั่งแล้ว เขาก็ไม่กล้าลังเลหรือขัดขืน จึงรีบเดินไปยังแผนกต้อนรับด้านหน้าทันที
