ตอนที่ 793 เจิ้งหยางรับศิษย์สายตรง
“ของผม?” จางเซวียนถึงกับอึ้ง มือของเขาสั่นจนชากระฉอกจากถ้วยที่อยู่ในมือ “ที่ว่าเป็นของผมนั้นหมายความว่าอย่างไร?”
“ผมไปหาตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อสืบเสาะเรื่องนี้ และตามเอกสารที่เก็บไว้ที่นั่น เจ้าของคนใหม่ชื่อจางเซวียน!” ซุนฉางก็แทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด
“ผมก็ว่ามันประหลาด เลยถามพวกเขาว่าจางเซวียนคนนี้มีตัวตนเป็นอย่างไรและประกอบอาชีพอะไร คำตอบที่ผมได้รับก็คือเขาเป็นนักเรียนใหม่เกรด 1 ของสถาบันปรมาจารย์ นั่นคือเหตุผลที่ผมถามนายน้อยว่ามีใครใช้ชื่อแซ่เดียวกันกับคุณหรือเปล่า ถ้าไม่มีล่ะก็ ความเป็นไปได้ก็คือเจ้าของคฤหาสน์หลังนั้นคือคุณ!”
“ฮะ?” จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ แทบลมจับด้วยความตกใจ
เขาไม่เคยเห็นคฤหาสน์หลังนี้มาก่อน และไม่มีปัญญาจะซื้อคฤหาสน์ใหญ่ขนาดนี้ด้วย มันจะกลายเป็นของเขาได้อย่างไร?
ถ้าเป็นเมื่อวันก่อน เขาจะแน่ใจทันทีว่าต้องเป็นนักเรียนใหม่อีกคนนึงซึ่งใช้ชื่อแซ่เดียวกับเขาแน่ แต่จางเซวียนได้รับสำเนาการลงทะเบียนของเหล่าสมาชิกแก๊งชวนชวนแล้ว และหลังจากตรวจสอบ ก็ไม่มีใครที่มีชื่อเสียงเรียงนามเหมือนหรือคล้ายเขาเลย
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
“แล้วผู้ซื้อล่ะ? คุณได้สอบถามข้อมูลของผู้ซื้อหรือเปล่า?” จางเซวียนถาม
ถ้าเขาเป็นเจ้าของจริงๆ ก็ต้องมีคนซื้อในนามของเขา
ว่าแต่จะทำแบบนั้นเพื่ออะไร?
“ผมพยายามตรวจสอบแล้ว แต่ดูเหมือนว่าแม้แต่ตัวแทนอสังหาก็ไม่รู้ว่าผู้ซื้อเป็นใคร เขาไม่ทิ้งข้อมูลอะไรไว้ให้เลย พูดเพียงแต่ว่าเจ้าของใหม่จะเข้าอยู่เมื่อตกแต่งคฤหาสน์เสร็จ” ซุนฉางตอบ
ยิ่งเขาพยายามล้วงลึกก็ยิ่งงงงัน
เขาได้พยายามจะซื้อคฤหาสน์หลังนี้ แต่ก็เอาชนะผู้ซื้อรายอื่นไม่ได้ แต่จู่ๆคฤหาสน์ก็กลับกลายมาเป็นชื่อของนายน้อยเสียอย่างนั้น?
“เอ่อ” จางเซวียนก็รู้สึกว่าเรื่องนี้พิลึกพิลั่นไม่น้อย
เขาเคยได้ยินเรื่องคนที่จ่ายเงินผิดจำนวนเวลาซื้อของ แต่ไม่เคยได้ยินใครใส่ชื่อผิดเวลาซื้อบ้าน
เขาอดหันไปถามสาวน้อยตรงหน้าไม่ได้ “หลัวฉีฉี, คุณหรือเปล่า?”
ทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน คนที่น่าจะทำแบบนี้ได้มากที่สุดก็คือลูกศิษย์ของเขา
หลัวฉีฉีส่ายหน้า “จะเป็นฉันได้อย่างไร? ต่อให้ฉันอยากซื้อ ก็ไม่มีเงินมากพอจะซื้อคฤหาสน์หรูหราแบบนี้หรอก”
“ก็จริง” จางเซวียนขมวดคิ้ว
ดูจากทางทำเลและขนาด ราคาของมันน่าจะเกินกว่าหินวิเศษขั้นสูง 100 ก้อน ต่อให้หลัวฉีฉีมีภูมิหลังอันลึกลับซับซ้อน แต่เธอก็ไม่น่าจะมีเงินติดตัวมากขนาดนั้น
“หรือว่าจะเป็นหยู่เฟยเอ๋อกับคนอื่นๆ?”
ถ้าไม่ใช่หลัวฉีฉี, อีกสองสามคนที่เขาคิดได้ก็มีแต่หยู่เฟยเอ๋อ ชิงย่วน และคนอื่นๆ เพราะพวกเขามาจากตระกูลอันทรงเกียรติ แถมหยู่เฟยเอ๋อยังเป็นถึงองค์หญิงที่ 6 แห่งจักรวรรดิหงหย่วน การที่พวกเขาจะซื้อหาคฤหาสน์ระดับนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
“เฟยเอ๋อ ชิงย่วน และคนอื่นๆเข้าปลีกวิเวกเพื่อฝึกฝนวรยุทธทันทีที่ได้รับการทำความสะอาดทางเดินพลังปราณและกระดูก เพื่อพยายามจะฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบให้ได้ ฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะมีเวลามาทำเรื่องแบบนี้หรอก” หลัวฉีฉีส่ายหน้า
ถ้าพวกเขามีเวลาทำอะไรแบบนั้น ก็คงแวะเวียนมาเยี่ยมจางเซวียนเสียนานแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านความเป็นความตายจากห้องใต้ดินมาด้วยกัน
ในเมื่อพวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะมาเยี่ยม แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาซื้อคฤหาสน์ให้?
อีกอย่าง หยู่เฟยเอ๋อก็เป็นเพื่อนสนิทของเธอ ถ้าคิดจะทำอะไรแบบนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปกปิดไว้
“แล้วเป็นใครกัน?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
มั่วเกาหย่วน หัวหน้ามั่ว และคนอื่นๆก็เป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้ แต่จางเซวียนก็ไม่คิดว่าจะเป็นพวกเขา
แม้คนเหล่านั้นจะสนใจอยากผูกมิตรกับเขา แต่ก็มีอีกหลายวิถีทางที่จะทำได้ การซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่และตกแต่งให้ใหม่เพื่อเป็นของขวัญให้เขานั้นเป็นเรื่องที่ออกจะเกินไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าพวกเขาเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว การทำแบบนั้นก็มีแต่จะกลายเป็นตัวตลกในสายตาของคนอื่นๆ
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อเขาซื้อในนามของผม ไม่ช้าก็คงปรากฏตัว เขาคงไม่จ่ายเงินไปเปล่าๆปลี้ๆหรอกน่ะ” หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ จางเซวียนก็ยังนึกไม่ออกว่าน่าจะเป็นใคร เขาจึงตัดสินใจวางเรื่องนี้ไว้ก่อน
เมื่อคำนึงถึงเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ไปในการซื้อและปรับปรุงคฤหาสน์ คงจะเป็นเรื่องโง่เขลาอย่างมากหากเจ้าตัวไม่ออกมาเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม
“ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นเราจะย้ายเข้าอยู่ในคฤหาสน์ไหม?” หลัวฉีฉีถาม
“ยังหรอก ถึงจะซื้อในนามของผม แต่เจ้าตัวเขาคงมาหาผมเมื่อการตกแต่งภายในเสร็จสิ้น ถึงตอนนั้นเราค่อยย้าย” จางเซวียนตอบ
ในเมื่อมันเป็นคฤหาสน์ของเขาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร แต่เพื่อความปลอดภัยก็ควรจะได้พบกับบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก่อน เพื่อให้แน่ใจในเจตนาของเขาก่อนจะลงมือทำอะไรต่อไป
“ได้สิ” หลัวฉีฉีพยักหน้า
“ซุนฉาง บอกหวังหยิ่ง หลิวหยาง กับเจิ้งหยางนะว่าไม่ต้องมองหาบ้านแล้ว” จางเซวียนสั่งการ
“ขอรับนายน้อย” ซุนฉางตอบ
“ดี ถ้าอย่างนั้นเรากลับสถาบันกัน!”
ในเมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าเจ้าของคฤหาสน์เป็นตัวเขา ก็ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น หลังจากสั่งการอีกหลายอย่างกับซุนฉาง เขาก็กลับไปยังสถาบันพร้อมกับหลัวฉีฉีและหูเหยาเหย่า
ทันทีที่กลับถึงที่พักในโซนหัวกะทิ จางเซวียนก็เข้าห้องและดำดิ่งเข้าสู่สมาธิทันที
หลังจากปรับสภาวะร่างกายอยู่ราว 4 ชั่วโมง ความอ่อนล้าของเขาก็หายไป
เมื่อมองออกไปข้างนอก ก็พบว่าเป็นเวลาราวเที่ยงคืนแล้ว ท้องฟ้าดูจะมืดมนอยู่ไม่น้อย ไม่มีดวงจันทร์หรือดาวให้เห็นแม้สักดวง
ในเมื่อตอนนี้เราว่าง ก็ควรจะไปโรงเรียนนายแพทย์เพื่ออ่านหนังสือเสียหน่อย! จางเซวียนคิด
ตั้งแต่รักษาเว่ยหรูเหยียนคราวก่อน เขาก็รู้ตัวว่าความรู้เรื่องการรักษาโรคยังอ่อนด้อย จึงคิดจะเข้าไปหอสมุดของโรงเรียนนายแพทย์
ยิ่งมีความรู้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะช่วยชีวิตเว่ยหรูเหยียนได้มากขึ้นเท่านั้น
จางเซวียนจึงถอดจิตออกไปยังโรงเรียนนายแพทย์โดยไม่ลังเล
จากเหตุการณ์คราวก่อนที่ปะทะกับเว่ยหรันเฉว่ เขาได้เรียนรู้ว่า แม้จะอยู่ในสภาพจิตวิญญาณก็ยังต้องทำอะไรอย่างระมัดระวัง เพราะที่นี่มีผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนอยู่ ดังนั้น จางเซวียนจึงเดินหน้าไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงกว่าจะเข้าสู่บริเวณรอบๆหอคอยนายแพทย์
หอสมุดอยู่ที่นั่น
ตอนที่จางเซวียนอยู่ในโรงเรียนนายแพทย์ก่อนหน้านี้ เขาได้จับตาดูที่ตั้งของหอสมุดไว้แล้ว จึงใช้เวลาไม่นานก็ไปถึง
จิตวิญญาณของเขามาลอยอยู่หน้าอาคารขนาดใหญ่ที่แผ่รังสีอันน่าเกรงขามออกมา
ก็เหมือนกับหอศาสตร์นาฏศิลป์ การจะเข้าไปในนั้นได้ต้องมีทั้งตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและคะแนนวิชาการ จางเซวียนจึงรออยู่ข้างนอกอย่างอดทน
ไม่เหมือนกับโรงเรียนนาฏศิลป์ โรงเรียนนายแพทย์ถือเป็นโรงเรียนอันดับ 5 ของสถาบัน มีนักเรียนหลายหมื่นคน ในแต่ละวันจึงมีนักเรียนแวะเวียนมาที่หอสมุดมากมาย เขาจึงไม่ต้องรอนานนัก
ก็เป็นไปตามคาด 2-3 นาทีต่อมานักเรียนคนหนึ่งก็เดินออกมา เปิดโอกาสให้จิตวิญญาณของจางเซวียนลักลอบเข้าไป
เมื่อเข้าไปในหอสมุดแล้ว หนังสือจำนวนมากมายก่ายกองอย่างไม่น่าเชื่อก็ปรากฏแก่สายตา
“เอาล่ะ เริ่มเลย!” จางเซวียนหัวเราะหึๆก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ แล้วหนังสือเหล่านั้นก็เริ่มถูกถ่ายโอนเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
…..
ขณะที่จางเซวียนกลับไปยังสถาบันปรมาจารย์ ซุนฉางก็กลับที่พักเช่นกัน
ตกพลบค่ำ เขาก็พบหวังหยิ่งกับคนอื่นๆกลับมาด้วยสีหน้าผิดหวัง
การหาบ้านพักที่เหมาะสมในบริเวณใกล้สถาบันปรมาจารย์เป็นเรื่องยาก เพราะไม่อย่างนั้น ซุนฉางคงทำสำเร็จไปเสียนานแล้ว
“นายน้อยเจิ้งหยางไปไหน? ไม่ได้กลับมากับพวกคุณหรือ?”
ขณะที่ซุนฉางกำลังจะบอกว่าไม่ต้องหาบ้านพักแล้ว ก็พลันเห็นว่าเจิ้งหยางไม่ได้กลับมาด้วย เขาขมวดคิ้ว
“พวกเราก็ไม่รู้ เราแยกกันตั้งแต่เช้า ผมมาเจอหวังหยิ่งเอาตอนขากลับ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เขาน่าจะกำลังเดินทางกลับเหมือนกัน” หลิวหยางตอบ
“เจิ้งหยางเป็นคนระมัดระวังตัว แถมยังได้รับมรดกตกทอดของท่านอาจารย์ไว้ด้วย เขาไม่เป็นอะไรหรอก!” หวังหยิ่งพยักหน้า
ในบรรดาศิษย์สายตรงของจางเซวียน ผู้ที่ปรับตัวตามสถานการณ์ได้เก่งที่สุดคือหยวนเทา ตามมาด้วยเจิ้งหยาง แค่เขาไม่พยายามไปจูงจมูกใครก็ถือว่าดีมากแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไรกัน?
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาในลานบ้าน
จะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่เจิ้งหยาง
“ลุงฉาง!” เจิ้งหยางรีบรุดเข้ามาด้วยนัยน์ตาตื่นเต้น
เห็นสีหน้าของเจิ้งหยาง ซุนฉางถามอย่างสงสัย “คุณหาบ้านพักได้แล้วหรือ?”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก แต่วันนี้ผมไปเจออะไรบางอย่างมา และอยากจะขอปรึกษา!” เจิ้งหยางเกาหัวอย่างออกจะกระอักกระอ่วน
“ปรึกษาผม? เรื่องอะไร?” ซุนฉางถาม
จางเซวียนฝากฝังลูกศิษย์ของเขาไว้ให้ซุนฉางดูแล พวกนั้นจึงมักจะปรึกษาหารือและขอความเห็นจากเขาเสมอ
“มันเป็นอย่างนี้ วันนี้ตอนที่ผมอยู่ข้างนอก ผมเจอคนๆหนึ่งซึ่งสนใจอยากขอเรียนศิลปะเพลงหอกจากผม ผมอยากจะรับเขาเป็นศิษย์สายตรงและให้เขามาพักที่นี่สัก 2-3 วัน พอจะเป็นไปได้ไหม?” เจิ้งหยางถามอย่างไม่ค่อยสบายใจ
“คุณจะพาลูกศิษย์เข้ามา?” ซุนฉางตาโตด้วยความตกตะลึง
ตัวคุณเองก็ยังเป็นลูกศิษย์อยู่เลย จะรับศิษย์แล้วหรือ?
“ใช่แล้ว ผมเห็นว่าหมอนั่นมีความสามารถในเชิงศิลปะเพลงหอกสูงมาก ผมจึงให้คำชี้แนะเขาไปนิดหน่อย ใครจะคิดว่าเขาจะยืนกรานขอรับผมเป็นอาจารย์อยู่นั่น ถึงกับมอบเงินให้ผมจำนวนหนึ่งเป็นค่าเล่าเรียนด้วย ดูสิว่าเขาตั้งใจจริงขนาดไหน ผมไม่รู้จะปฏิเสธเขาอย่างไร” เจิ้งหยางตอบอย่างลังเล
วันนี้ ขณะที่เขากำลังออกไปหาบ้านพัก ก็ไปเจอคนเกกมะเหรกเกเรคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ด้วยความโมโห เขาจึงชักหอกออกมาและสั่งสอนบทเรียนให้หมอนั่น ชายหนุ่มคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์นั้นพอดีและประทับใจกับสิ่งที่เห็นมาก จึงยืนกรานขอเรียนศิลปะเพลงหอกจากเขา
หลังจากขยันหมั่นเพียรฝึกฝนศิลปะเพลงหอกกับปรมาจารย์จางมากกว่าครึ่งปี ทักษะเพลงหอกของเจิ้งหยางนั้นเรียกได้ว่าล้ำลึกเกินหยั่ง เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มคนนั้นสนใจอยากเรียนกับเขา เขาก็อดที่จะให้คำชี้แนะไปอีก 2-3 ประโยคไม่ได้ แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าอีกฝ่ายกระตือรือร้นมาก อีกทั้งยังเฉลียวฉลาด สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่เขาถ่ายทอดไปได้ในทันที
แม้ว่าศิลปะเพลงหอกของเขาจะยังอ่อนด้อยไปหน่อย แต่ก็โชคดีที่พื้นฐานของเขาแข็งแกร่งมากด้วยเหตุนี้ เจิ้งหยางจึงยิ่งอยากรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์มากขึ้นอีก
แต่เมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าตัวเองก็ยังเป็นนักเรียนอยู่ เขาจึงคิดว่าควรจะหารือกับท่านอาจารย์ก่อน
แต่ในเมื่อท่านอาจารย์ก็ไม่อยู่ ตัวเลือกที่สองก็คือลุงฉาง
“เขาจ่ายค่าเรียนให้คุณด้วยหรือ? เท่าไหร่ล่ะ?” ซุนฉางถาม
“อยู่ในนี้หมดเลย!” เจิ้งหยางยื่นแหวนเก็บสมบัติให้
ซุนฉางรับแหวนเก็บสมบัติวงนั้นมาอย่างงงๆและมองดูข้างใน พริบตาต่อมาก็ตาโต “หินวิเศษขั้นกลาง 20,000 ก้อน? อีกทั้งยาเม็ดอีกมากมาย นี่คือค่าเล่าเรียนที่เขาจ่ายให้คุณหรือ?”
นอกจากหินวิเศษขั้นกลาง 20,000 ก้อนแล้ว ยังมีสมุนไพรและของเบ็ดเตล็ดอีกมากมายอยู่ในนั้นด้วย
ถ้าจะคิดมูลค่ารวมของทุกอย่างที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติ ก็น่าจะตกราวหินวิเศษขั้นกลาง 50,000 ก้อนเป็นอย่างน้อย
อีกฝ่ายยอมจ่ายมากขนาดนี้เพื่อขอเรียนศิลปะเพลงหอกจากเจิ้งหยาง?
เขาไปเจอเจ้าหนุ่มมั่งคั่งคนนี้ที่ไหนกัน?
“ก็นั่นแหละ ผมอยากรับเขาเป็นศิษย์ แต่เกรงว่าท่านอาจารย์จะไม่เห็นด้วย ลุงฉางช่วยหว่านล้อมท่านอาจารย์ให้ผมหน่อยนะ”
“ไม่ต้องห่วง! จ่ายค่าเรียนมามากขนาดนี้ ในฐานะปรมาจารย์ นายน้อยย่อมอยากให้บทเรียนของเขาแพร่หลายออกไปอยู่แล้ว คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก!” ซุนฉางยิ้ม
เขาใช้เวลากับนายน้อยมาระยะหนึ่งแล้ว จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน?
หากจ่ายเงินมากพอล่ะก็ อย่าว่าแต่รับศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวเลย ต่อให้มาเป็นกองทัพ เขาก็พร้อมรับโดยไม่ลังเล!
