ตอนที่ 799 ฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ
“แกเข้าไปก่อน!”
จางเซวียนสั่งการให้มดตัวที่รับผิดชอบแหวนเก็บสมบัติของเขาเข้าไปสำรวจถ้ำโดยไม่ให้ดึงดูดความสนใจของใคร ก่อนจะมาบินวนรอบๆ ตัวเขา
“ดูเหมือนเจ้าวานรดึกดำบรรพ์จะหายไปสักพักหนึ่งแล้ว ทำไมยังไม่กลับมาเสียที?”
ยังไม่ทันจะได้เข้าไปในถ้ำ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
อสูรระดับเซียน 2 ตัวซึ่งอยู่ไม่ห่างจากถ้ำนักกำลังพูดคุยกันอยู่ อีกตัวหนึ่งคำราม “ใครจะไปรู้ล่ะ? แต่ฉันได้ยินมาว่าคู่ต่อสู้เป็นมนุษย์ซึ่งมีวรยุทธระดับเซียนขั้นกลาง เพราะฉะนั้นก็คงยิ่งกว่าง่ายที่เขาจะปราบหมอนั่น เขาคงจะเล่นสนุกกับเจ้ามนุษย์คนนั้นสักพักแหละ เพราะถึงอย่างไรก็นานแล้วที่ไม่มีมนุษย์บุกรุกเข้ามาในสันเขาปุยเมฆเลย!”
ทั้ง 2 ตัวคุยกันด้วยภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ แต่จางเซวียนก็เข้าใจได้ทุกคำ
“จริงด้วย…อย่างน้อยพวกมนุษย์ก็รู้ที่ทางของตัวเองดี พวกเขารู้ว่ามีเราอยู่ ก็ไม่กล้าเข้ามา!” อสูรระดับเซียนตัวแรกพูด
เห็นทั้ง 2 ตัวใส่ใจกับการพูดคุยกันเกินกว่าจะสนใจเขา จางเซวียนดุ่มลึกเข้าไปในถ้ำ
หากเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตนอื่น ต่อให้อสูรระดับเซียนไม่มีความรู้เรื่องจิตวิญญาณ พวกมันก็จะยังรับรู้ได้ถึงการปรากฏตัวของเขาจากรังสีของพลังหยินที่แผ่ออกมา แต่เพราะจางเซวียนได้ฝึกฝนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า จิตวิญญาณของเขาจึงสมบูรณ์แบบและไม่ทิ้งร่องรอยของรังสีอะไรเอาไว้เลย มันเบาบางราวกับสายลมโชย เป็นเรื่องยากมากที่ใครก็ตามซึ่งไม่มีทักษะจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
จางเซวียนใช้ประโยชน์จากจากเสียงและคลื่นน้ำปริมาณมากของน้ำตก เขาลอดเข้าไปในถ้ำได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ
ถ้ำนั้นกว้างใหญ่มากและมีอากาศชื้น จางเซวียนตามไปสมทบกับมดตัวที่รับผิดชอบแหวนเก็บสมบัติของเขา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าไป
ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ อากาศโดยรอบก็ยิ่งชื้นมากขึ้น อีกทั้งพลังจิตวิญญาณก็เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมด้วย ณ ตำแหน่งที่เขาอยู่ตอนนี้ ความเข้มข้นของพลังจิตวิญญาณสูงกว่าในที่พักของรองหัวหน้าโหยวฉู่เสียอีก
มันเป็นดินแดนที่สวรรค์ประทานมาให้สำหรับการฝึกฝนวรยุทธจริงๆ สิ่งที่จะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะสำเร็จ หากมาฝึกฝนที่นี่ก็จะใช้เวลาเพียงวันเดียว
ไม่แปลกใจเลยที่เราอสูรระดับเซียนปกป้องสันเขาปุยเมฆเป็นอย่างดีเพราะไม่มีทางที่ใครจะยอมละทิ้งดินแดนสวรรค์ประทานแบบนี้แน่…จางเซวียนครุ่นคิด
พลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบนั้นไม่เพียงแต่จะเข้มข้น ยังมีความบริสุทธิ์อย่างน่าทึ่ง ระดับความบริสุทธิ์ของมันนั้นเพียงพอกับความต้องการของจางเซวียนเลยทีเดียว
จางเซวียนดุ่มลึกเข้าไปจนสุดอีกด้านหนึ่งของถ้ำ
ที่นั่น เขาเห็นทะเลสาบรูปกลมที่มีรัศมียาว 8 เมตร ของเหลวสีเขียวมรกตในนั้นมีบรรยากาศสดชื่น ให้ความรู้สึกว่าหากซึมซับเข้าไปเพียงนิดหน่อยก็จะสามารถยกระดับวรยุทธได้มากแล้ว
นี่คือน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีหรือ? ช่างน่าประทับใจจริงๆ ! จางเซวียนตาโต
ถึงเขาจะได้รู้อานุภาพอันน่าทึ่งของมันจากเจ้าวานรดึกดำบรรพ์ตัวนั้นแล้ว แต่ก็ยังยากที่จะเชื่อว่ามีของน่าทึ่งแบบนี้อยู่ในโลกจนกว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง
แม้ความบริสุทธิ์ของมันจะด้อยกว่าพลังจิตวิญญาณในหินวิเศษขั้นสูงอยู่สักหน่อย แต่ก็มีปริมาณที่มากมายชดเชยกันได้ ต่อให้หินวิเศษขั้นสูง 1000 ก้อนก็คงเทียบไม่ได้กับปริมาณพลังจิตวิญญาณที่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้
บรรดาภูเขาและเทือกเขาที่อยู่ในสันเขาแห่งจักรวรรดิหงหย่วนถือเป็นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณโดยธรรมชาติ และสันเขาปุยเมฆก็อยู่ใจกลางค่ายกลนั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีพลังจิตวิญญาณปริมาณมหาศาลสะสมอยู่ในพื้นที่ แม้เมฆหมอกในบริเวณนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการดูดซึมพลังจิตวิญญาณอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังจิตวิญญาณเข้มข้นก็จะแปรสภาพเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีในที่สุด
แต่แน่นอนว่ากว่าจะก่อเกิดเป็นทะเลสาบที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นหมื่นปี
หากเราสามารถนำไปได้ทั้งหมด ไม่เพียงแต่การยกระดับวรยุทธไปถึงขั้นเซียนจะไม่มีปัญหาอะไร จะยังมีเหลือพอให้เจิ้งหยางกับคนอื่นๆ ใช้ด้วย…จางเซวียนคิดอย่างยินดีปรีดา
ด้วยสมบัติล้ำค่านี้ พวกเขาจะไม่ต้องเดือดร้อนกับการขาดแคลนหินวิเศษอีกต่อไป!
แต่…จะยกทะเลสาบไปทั้งทะเลสาบได้อย่างไรล่ะ?
แม้พื้นที่ในแหวนเก็บสมบัติของจางเซวียนจะใหญ่โตพอที่จะใส่ทะเลสาบนี้เข้าไปได้ เขาก็ไม่มีภาชนะบรรจุมัน
เขามีน้ำเต้าไวน์อยู่ 2-3 ลูก แต่ก็เทียบอะไรไม่ได้เลยกับปริมาณของทั้งทะเลสาบ
แล้วจะทำอย่างไรดี?
ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการสะดุดเข้ากับสมบัติล้ำค่ากองใหญ่ และจากนั้นก็รู้ตัวว่าสามารถนำติดตัวไปได้เพียงเล็กน้อย
แม้ตัวเขาจะอยู่ในรูปของจิตวิญญาณ ก็ยังต้องอาศัยโชคเข้าข้างอยู่ไม่น้อยที่จะลอบเข้ามาโดยไม่เป็นจุดสนใจของเหล่าอสูรระดับเซียน ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทุกอย่างจะเป็นแบบเดิมหากเขาเข้ามาอีกครั้ง
ดังนั้น จึงต้องนำติดตัวไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในคราวนี้ เพราะไม่อย่างนั้น จะถือเป็นการปล่อยโอกาสงามให้หลุดมือไป
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็พลันเกิดความคิดขึ้นมา
บางทีอาจจะใช้หนังอสูรได้!
เขามีหนังอสูรเก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติอยู่หลายแผ่น บางทีอาจจะมัดมันเข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นภาชนะเก็บน้ำได้
จางเซวียนเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขาทันที แล้วนำหนังอสูรผืนใหญ่หลายผืนออกมา
เขาเย็บหนังเหล่านั้นเข้าด้วยกันจนกลายเป็นภาชนะขนาดมหึมา จากนั้นก็หย่อนมันลงไปในทะเลสาบเพื่อกักเก็บน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ซูมมมมมมมม!
ไม่ช้า ภาชนะที่ทำจากหนังอสูรนั้นก็มีของเหลวกว่า 20 ตันอยู่ภายใน
จางเซวียนรีบเก็บภาชนะเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขาอย่างรวดเร็ว
ยังเหลืออีกกว่าครึ่ง…เมื่อเห็นว่ายังเหลือน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีอีกกว่าครึ่งในทะเลสาบ จางเซวียนอ้าปากค้าง
ในเมื่อเขามาถึงที่นี่แล้ว หากไม่กวาดให้เรียบ เขาคงสลัดความรู้สึกค้างคาในใจออกไปไม่ได้
เฮ่อออออ ความงกมันไม่เข้าใครออกใคร ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน!
อีกอย่าง อสูรระดับเซียนที่อยู่ในสันเขาปุยเมฆพวกนี้ก็มีเจตนาโหดเหี้ยมกับมนุษย์ ทั้งยังได้สังหารมนุษย์มานับไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกหยาดหยดของน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีหมายถึงการบ่มเพาะพละกำลังให้กับพวกมัน
แต่เพราะใช้หนังอสูรไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จางเซวียนจะใช้เป็นภาชนะได้อีก
ไม่มีทางที่เขาจะเก็บน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีไปได้มากกว่านี้!
สงสัยเหลือเกินว่าจะมีอะไรที่ใช้เก็บน้ำได้อีกไหม…
จางเซวียนรุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่พบทางออกที่เป็นไปได้เลย จึงมองหาไปรอบๆ ถ้ำ เผื่อจะเจอสิ่งที่นำมาใช้ได้
เอ๊ะ? นั่นอะไร?
มีของบางอย่างกองพะเนินอยู่ข้างทะเลสาบ จางเซวียนเลิกคิ้ว
นี่มัน…กระดูกมนุษย์?
เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ วัตถุกองนั้นคือกระดูกมนุษย์จริงๆ จางเซวียนมองไปรอบๆ และเห็นว่ามีกระดูกแบบนี้หลายร้อยชิ้นกองอยู่กลาดเกลื่อนทั่วถ้ำ!
มนุษย์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมีโครงกระดูกมนุษย์อยู่ที่นี่?
จางเซวียนสงสัย
ด้วยการอารักขาอย่างเข้มงวดของทั้งอสูรระดับเซียนและอสูรวิเศษ ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีมนุษย์หน้าไหนเข้ามาที่นี่ การมีโครงกระดูกกองอยู่จึงออกจะผิดธรรมชาติ
ด้วยความสงสัย จางเซวียนเข้าไปดูใกล้ๆ
โครงกระดูกส่วนใหญ่เป็นของผู้ชาย และไม่ห่างจากกองกระดูกนั้น เขาพบอาวุธอีกหลายชิ้น ซึ่งก็ไม่ใช่อาวุธขั้นสูงอะไร โดยเฉลี่ยก็เป็นแค่อาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นกลาง
จางเซวียนใช้พลังจิตวิญญาณของเขาหยิบอาวุธขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แต่มันก็หักเป็นสองท่อนในทันที
ดูเหมือนอาวุธพวกนี้จะได้รับความเสียหายรุนแรงระหว่างการต่อสู้ ทำให้สูญเสียความทนทานไปโดยสิ้นเชิง
เป็นไปได้ว่าจะมีกองทัพหนึ่งบุกรุกเข้ามาในถ้ำแห่งนี้เพื่อหวังยึดครองพื้นที่ แต่ลงท้ายก็พ่ายแพ้
เอ๊ะ?
จางเซวียนมองไปรอบๆ และสะดุดเข้ากับแหวนเก็บสมบัติวงหนึ่ง
เขาใช้จิตใต้สำนึกดำดิ่งเข้าไปในแหวนวงนั้นด้วยความสนใจ
ไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย ดูเหมือนใครสักคนกวาดทรัพย์สมบัติข้างในออกไปจนหมดแล้ว…จางเซวียนส่ายหน้า
แม้อสูรวิเศษเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติไม่ได้ แต่อสูรระดับเซียนทำได้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนอสูรระดับเซียนที่มีอยู่มากมายในพื้นที่นี้ หากมีของดีอยู่ในแหวนเก็บสมบัติ ก็คงถูกนำออกไปหมดแล้ว จะเหลืออะไรไว้ให้เขา?
นี่มัน…หนังสือ?
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะออกจากแหวนเก็บสมบัติ ก็พลันเห็นวัตถุกองหนึ่งอยู่มุมห้อง เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็รู้ว่าพวกมันคือหนังสือ!
พวกอสูรระดับเซียนมีมรดกตกทอดของตัวเอง และและธรรมชาติแต่กำเนิดที่แตกต่างกันระหว่างมนุษย์กับอสูรก็ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะนำเทคนิคการต่อสู้และเทคนิควรยุทธของมนุษย์ไปใช้ ด้วยเหตุนี้ หนังสือเหล่านั้นจึงไร้ประโยชน์กับพวกมัน
จางเซวียนกวาดตามองและถ่ายโอนหนังสือเหล่านั้นเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าอย่างรวดเร็ว
มันเป็นหนังสือเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้! จางเซวียนตาโตด้วยความตื่นเต้น
นักรบส่วนมากเก็บหนังสือจำนวนหนึ่งไว้ในแหวนเก็บสมบัติเพื่อนำมาใช้หาข้อมูลหรือศึกษาหาความรู้
ก็เหมือนกับที่นีแหวนเก็บสมบัติวงนี้มีหนังสือกว่า 100 เล่ม
มีทั้งวรยุทธขั้นสะพานจักรวาล การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ และการเรียงร้อยสวรรค์ แต่เพราะมีปริมาณน้อย จางเซวียนจึงไม่อาจประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าจากหนังสือเหล่านี้ได้
บางทีอาจจะมีแหวนเก็บสมบัติวงอื่นๆ อยู่ในบริเวณนี้อีก ถ้าเราหาหนังสือได้มากกว่านี้ ก็อาจประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าเล่มใหม่ได้…
ในเมื่อจางเซวียนไม่จำเป็นต้องรีบ เขาจึงสำรวจพื้นที่อย่างถี่ถ้วน และไม่ช้าก็พบแหวนเก็บสมบัติมากกว่า 20 วง
มีศพอยู่หลายร้อยศพ แต่มีแหวนเก็บสมบัติเพียงเท่านี้ ก็แปลว่าแหวนที่เหลือคงถูกอสูรระดับเซียนตัวอื่นๆ คงเอาไปแล้ว
ก็เหมือนกับแหวนวงที่จางเซวียนเพิ่งดูไปเมื่อครู่ ของมีค่าถูกนำออกไปจนหมด ทิ้งไว้แต่หนังสือ
จางเซวียนถ่ายโอนหนังสือเหล่านั้นเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้มีหนังสือเทคนิควรยุทธขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบมากกว่า 1,000 เล่ม, ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ราว 500 เล่ม และขั้น 9-ตัวดักแด้อีกราว 200 เล่ม
จางเซวียนตาโต
เขายังมีหนังสือไม่มากพอที่จะประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้นการเรียงร้อยสวรรค์และขั้นตัวดักแด้ แต่ด้วยจำนวนหนังสือวรยุทธขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบที่มากกว่า 1,000 เล่ม เขาสามารถประมวลได้แล้ว
ประมวล!
ไม่ช้า เคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบก็มาปรากฏต่อหน้า จางเซวียนรีบพลิกดูและซึมซับรายละเอียดเข้าสู่หัวสมอง
ในเมื่อเรานำน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่เหลือไปไม่ได้ ก็ควรจะฝึกฝนวรยุทธที่นี่ และนำไปใช้ให้ได้มากที่สุด…
ในเมื่อไม่มีอะไรจะเอามาใช้เป็นภาชนะได้แล้ว จางเซวียนจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ยกระดับวรยุทธให้ตัวเอง
สมบัติก็คือสมบัติ อะไรที่กอบโกยได้ก็ต้องกอบโกย
จางเซวียนนำกายเนื้อของเขาออกมา และส่งจิตวิญญาณกลับเข้าร่าง จากนั้นก็สะบัดข้อมือ แล้วตัวโคลนก็มาปรากฏตรงหน้า
ก็เหมือนกับร่างต้นแบบ ตัวโคลนของเขาก็ฝึกฝนวรยุทธถึงขั้นสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดด้วยปริมาณ น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่ยังเหลืออยู่อีกมากในทะเลสาบ มันมากเกินพอที่ร่างต้นแบบกับตัวโคลนจะแบ่งกัน
ด้วยเหตุนี้ หลังจากอธิบายที่มาที่ไปให้ตัวโคลนฟังแล้ว จางเซวียนก็ก้าวลงไปในทะเลสาบก่อน
ซรืดดดดดด!
เมื่อขับเคลื่อนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่อยู่รอบตัวเขาก็เริ่มซึมซาบเข้าสู่ร่างผ่านทางจุดชีพจร
เกิดเสียงดังลั่น จางเซวียนฝ่าด่านวรยุทธจากสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดไปสู่ขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบได้สำเร็จ
เมื่อมีระดับวรยุทธสูงขึ้น ความเร็วในการซึมซับพลังจิตวิญญาณก็สูงขึ้นด้วย เขาซึมซับพลังจิตวิญญาณจากน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นคลื่นลูกย่อมๆ ขึ้นในทะเลสาบ
การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นต้น!
การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นกลาง!
การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูง!
……
ภายในเวลา 1 ชั่วโมง จางเซวียนก็ยกระดับวรยุทธของตัวเองได้จนถึงขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุด
ส่วนจิตวิญญาณของเรา…
หลังจากยกระดับวรยุทธให้พลังปราณแล้ว จางเซวียนก็ถอดจิตออกมาและตั้งต้นฝึกฝนวรยุทธให้กับจิตวิญญาณ
ขณะนี้จิตวิญญาณของเขาสำเร็จวรยุทธการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูง จึงใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็สำเร็จขั้นสูงสุด
เมื่อทั้งวรยุทธของพลังปราณและของจิตวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับใหม่ จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก และเมื่อรู้สึกถึงพละกำลังมหาศาลที่มีอยู่ภายใน ดวงตาของเขาก็เป็นประกายอย่างตื่นเต้น
ถ้าจะพูดกันตามตรง เขาต้องใช้หินวิเศษขั้นสูงอย่างน้อยก็หลายสิบก้อนกว่าจะยกระดับวรยุทธของทั้งจิตวิญญาณและพลังปราณได้ขนาดนี้ ในเมื่อทำได้ฟรีๆ ก็อดที่จะอิ่มอกอิ่มใจไม่ได้
เอาล่ะ…
จางเซวียนลุกขึ้นและชำเลืองมองน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีเพื่อจะดูว่ายังเหลืออีกแค่ไหน แต่แล้วก็ต้องตัวแข็งไป
ตอนนี้เขามองเห็นก้นทะเลสาบซึ่งมีความลึกราว 8 เมตร ภายในเวลาเพียงชั่วโมงกว่า น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีได้เหือดแห้งไปจนหมด
เป็นแบบนี้ได้อย่างไร?
จางเซวียนเพียงแค่ยกระดับวรยุทธของเขาไปถึงขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุดเท่านั้น เขาจะใช้มันมากขนาดนั้นเชียวหรือ?
จางเซวียนหันไปมองตัวโคลนของเขาโดยอัตโนมัติ แล้วก็ต้องหรี่ตาด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็ยั้งใจไม่ไหว ต้องด่า “สารเลว แกนี่มันใช้เปลืองจริงๆ !”
