ตอนที่ 800 การบรรยายของเจิ้งหยาง
ตอนนี้เขาเห็นตัวโคลนถอดจิตออกมา และกำลังซึมซับพลังจิตวิญญาณในทะเลสาบอย่างเอาเป็นเอาตาย
จากปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่เขาใช้ไป จิตวิญญาณของเขาใช้มากขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้มีความสูงราว 20 เมตร และเกือบจะทะลุเพดานถ้ำ
ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่เหลือก็ถูกหมอนี่ซึมซับไป
แม้จิตวิญญาณของตัวโคลนจะมีวรยุทธขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยคุณภาพระดับเทพเจ้า จึงมีพละกำลังอยู่ในมือมากมาย
หลังจากฝ่าด่านคอขวดที่ความสูง 20 เมตรไปได้แล้ว จิตวิญญาณนั้นก็ดูเหมือนผ่านการปรับเปลี่ยนสภาพอย่างลึกลับอีกครั้งหนึ่ง มันแข็งแกร่งทนทานกว่าเดิมมาก ทั้งยังน่าสะพรึง กว่าเดิมอีกด้วย
เมื่ออยู่ต่อหน้าจิตวิญญาณที่ใหญ่โตขนาดนี้ ต่อให้จิตวิญญาณของลู่ชงที่เขาเคยเห็นก่อนหน้านี้ก็ดูจะอ่อนด้อยไป
จางเซวียนใช้น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีไปเพียงหนึ่งในร้อยส่วนเพื่อยกระดับวรยุทธให้พลังปราณ และจิตวิญญาณของเขาจนพุ่งถึงขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุด แต่หมอนี่สูบทั้งทะเลสาบจนเหือดแห้ง ซึ่งนั่นทำให้เขาคลุ้มคลั่งจนแทบจะทึ้งผมออกมา
แม้เขาจะไม่มีโอกาสเอาน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีส่วนที่เหลือกลับไป แต่ก็ยังอดปวดใจไม่ได้ที่เห็นทะเลสาบนั้นเหือดแห้งไม่เหลืออะไรเลย
ฟึ่บ!
เมื่อได้ยินเสียงคำรามของจางเซวียน จิตวิญญาณของตัวโคลนก็รีบกลับเข้าร่างและแผ่รังสีอันน่าทึ่งออกมา ทำให้จางเซวียนต้องขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ก่อนหน้านี้ เขาก็สู้ตัวโคลนไม่ได้อยู่แล้ว มาตอนนี้ยิ่งสู้ไม่ได้หนักไปกว่าเดิม
แม้จะมาจากร่างต้นแบบเดียวกัน แต่ตัวโคลนของเขาได้รับการบ่มเพาะจากบัวเก้าหัวใจ ทำให้มีความแข็งแกร่งมากกว่าร่างต้นแบบหลายเท่า
น่าอายจริงๆ ที่ร่างต้นแบบอ่อนแอกว่าตัวโคลน!
แต่ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็มีจิตใต้สำนึกเดียวกัน ยังเรียกว่าเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ดังนั้นการเจริญเติบโตของตัวโคลนจึงถือเป็นข่าวดีสำหรับเขา
“แกกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติได้แล้ว!”
รู้ดีว่าไม่มีทางที่จะทำให้ตัวโคลนของเขาคายน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่ซึมซับเข้าไปแล้วออกมาได้ จางเซวียนจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างหมดปัญญาและยัดตัวโคลนกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
ส่วนตัวเขาก็กระโดดขึ้นจากทะเลสาบและกลับเข้าร่าง
หลังจากสำเร็จวรยุทธขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ขั้นสูงสุดแล้ว จางเซวียนก็มีพละกำลังของพลังปราณที่ 14 ล้านติ่ง เทียบเท่ากับนักรบขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ขั้นต้นเลยทีเดียว
เมื่อรวมเข้ากับพละกำลังจากจิตวิญญาณที่มีอยู่ 11 ล้านติ่ง และพละกำลังจากร่างกายอีก 8 ล้านติ่ง พละกำลังโดยรวมที่จางเซวียนมีอยู่ตอนนี้จึงเท่ากับ 33 ล้านติ่ง ซึ่งใกล้เคียงกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ขั้นสูงสุด
(นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 สูงสุดมีพละกำลัง 34 ล้านติ่ง)
ด้วยพละกำลังระดับนี้ ตัวเขาจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเรียนอันดับต้นๆ แต่ก็ยังห่างไกลกับบรรดาอสูรระดับเซียนที่เพ่นพ่านอยู่ข้างนอกมากมายนัก
เราควรจะรีบกลับเสียตอนนี้!
เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว จางเซวียนก็ถอดจิตออกมาแล้วเอากายเนื้อของเขาใส่เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติอีกครั้ง จากนั้นก็ดอดออกมาจากถ้ำ
“รอเดี๋ยวซิ ทำไมถึงรู้สึกเหมือนพลังจิตวิญญาณเข้มข้นที่อยู่ข้างในมันน้อยลงไป?”
“ไปดูกัน!”
แต่ยังไม่ทันจะถึงปากถ้ำ ก็พลันได้ยินเสียงตะโกนของอสูรขั้นเซียนที่อยู่ข้างนอก
ในช่วงเวลานั้น จางเซวียนรีบซ่อนแหวนเก็บสมบัติของเขาไว้หลังโขดหิน ก่อนจะนอนนิ่งไม่ไหวติงและแนบจิตวิญญาณของตัวเองไว้กับกำแพง
ฟึ่บ!
ท้นทีที่จัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย อสูรระดับเซียน 2 ตัวก็มาปรากฏตัวที่ปากถ้ำ และรีบรุดเข้ามาด้วยความเร็วราวกับพายุเฮอริเคน
เพราะน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีที่อยู่ในถ้ำนั้นมีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นมาก เมื่อมันเหือดแห้งไป ความเข้มข้นของพลังจิตวิญญาณจึงลดลงจนอยู่ในระดับที่รู้สึกได้ ต่อให้อสูรระดับเซียนพวกนี้จะความรู้สึกช้าแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่พวกมันจะไม่รู้
ได้โอกาสแล้ว เราต้องรีบออกไป!
รู้ดีว่าอสูรพวกนี้จะต้องสำรวจทุกตารางนิ้วทันทีที่เห็นว่าทะเลสาบเหือดแห้งไปหมด จางเซวียนจึงไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขารีบคว้าแหวนเก็บสมบัติแล้วพุ่งออกจากถ้ำไป
“โว้ยยยยยยยย! ใครมาขโมยน้ำหล่อเลี้ยงไปหมด!”
“บ้าที่สุด ใครทำ!”
ทันทีที่จางเซวียนออกมาพ้นปากถ้ำ ก็ได้ยินเสียงคำรามกึกก้องอยู่ภายใน เขาไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที จึงรีบดำดิ่งลงไปในน้ำตกทันที
พริบตาต่อมา ความกดดันราวกับโลกจะถล่มทลายก็ระเบิดออกมาจากถ้ำ ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นไปทั่ว
“มีคนลอบเข้ามาในสันเขาปุยเมฆ อสูรทุกตัวฟังคำสั่งของฉัน ค้นหาให้ทั่วบริเวณสันเขาและกำจัดผู้ต้องสงสัยทุกคนที่เจอ!”
ฮื่ออออออ!!
อสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนจำนวนนับไม่ถ้วนคำรามตอบรับ เกิดเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั้งสันเขา
ดูเหมือนเราจะหนีไม่รอดเสียแล้ว
หากเหล่าอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนในสันเขาปุยเมฆลงมือค้นหาตัวเขาทุกตารางนิ้ว ก็ยากที่จางเซวียนจะหนีรอดแม้จะอยู่ในสภาพจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจจะใช้แม่น้ำอําพรางตัวไปก่อน
แต่แล้ว ครู่ต่อมา อสูรวิเศษกว่า 12 ตัวก็ดำลงไปค้นหาในแม่น้ำ
โชคดีเหลือหลายที่จางเซวียนอยู่ในสภาพจิตวิญญาณ และแหวนเก็บสมบัติของเขาก็ซ่อนอยู่หลัง พุ่มสาหร่าย จึงไม่มีอะไรผิดสังเกตให้อสูรพวกนั้นเห็น ด้วยเหตุนี้หลังจากค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง พวกมันก็ไม่เจออะไรเลย จึงได้แต่ล่าถอยกลับไป
หลังจากว่ายไปอีกครู่ใหญ่ จางเซวียนก็มาถึงปากแม่น้ำ กว่าจิตวิญญาณของเขาจะขึ้นจากแม่น้ำได้ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
จางเซวียนมองไปรอบๆ ตัว และเห็นว่ายังมีอสูรวิเศษหลงเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่ง แต่ก็แทบเป็นไม่ไปไม่ได้ที่อสูรวิเศษที่มีวรยุทธต่ำกว่าระดับเซียนจะรับรู้ถึงการปรากฏตัวของเขา
แต่ถึงอย่างนั้น จางเซวียนก็ตัดสินใจเดินหน้าด้วยความระมัดระวัง เพราะในบางครั้งก็เป็นไปได้ที่ประสาทสัมผัสของอสูรวิเศษจะไวต่อสภาพแวดล้อมมากกว่าที่มนุษย์จะนึกถึง จะต้องถือเป็นความซวยอย่างมหันต์หากเขาถูกจับได้และถูกล้อมไว้ในตอนนี้
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงค่อยๆ ไต่ลงจากเขา หยุดนิ่งเป็นระยะเมื่อรู้สึกได้ว่ามีอสูรวิเศษตัวไหนพุ่งความสนใจมาบริเวณนั้น สุดท้าย ก็ล่วงเข้าเช้าวันใหม่กว่าเขาจะมาถึงตีนเขา
ในที่สุด เมื่อปลอดภัยจากสันเขาปุยเมฆแล้ว เขาก็เจอพื้นที่เงียบๆ แห่งหนึ่ง จึงจัดการนำกายเนื้อออกมา หลังจากใส่จิตวิญญาณกลับเข้าไปในกายเนื้อแล้ว ก็เรียกตัวจอมอสูรปีกม่วงมาและโบยบินกลับสถาบันอย่างรวดเร็ว
เขาอาจช่วยชีวิตเว่ยชางเฟิงไม่สำเร็จ แต่จะต้องช่วยชีวิตเว่ยหรูเหยียน, ลูกสาวของเขาให้ได้!
ด้วยเหตุนี้ จึงนับได้วันหนึ่งเต็มๆ ที่จางเซวียนออกจากสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนไป
…..
ขณะที่จางเซวียนกำลังวุ่นวายกับภารกิจของเขาที่สันเขาปุยเมฆ ความอึกทึกครึกโครมอย่างหนักก็บังเกิดขึ้นในสถาบันปรมาจารย์
ซุนฉางรีบรุดไปหาจางเซวียนยังที่พักของเขาในโซนหัวกะทิ เพื่อจะรายงานว่ามีใครคนหนึ่งสนใจอยากร่ำเรียนเทคนิคการต่อสู้จากเจิ้งหยางและเด็กคนอื่นๆ แต่แน่นอนว่าฝ่ายนั้นไม่อยู่ให้เขาพบ
ในเวลาเดียวกัน เจิ้งหยางกับพรรคพวกก็ไปถึงสำนักงานใหญ่ของแก๊งตะวันฉายแล้ว โดยมีเชวเจินหยางตามหลังไปติดๆ
ที่ลานขนาดใหญ่
“เรียกรวมพล!” เชวเจินหยางสั่งการทันทีที่มาถึง
ไม่ช้า สมาชิกทุกคนในแก๊งตะวันฉายก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขา
สมกับที่เป็นหนึ่งในสองสามแก๊งใหญ่ของสถาบัน สมาชิกของแก๊งตะวันฉายรวมแล้วมีมากกว่า 2 พันคน ซึ่งมีตั้งแต่นักเรียนเกรด 1 ไปจนถึงเกรด 4
เมื่อเห็นสมาชิกทุกคนมารวมตัวกันแล้ว เชวเจินหยางก็กวาดตามองฝูงชนก่อนจะเริ่มพูด “เหตุผลที่ผมเรียกรวมพลพวกคุณในวันนี้ก็เพื่อจะประกาศว่า ผมได้พบผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดสาระสำคัญของเทคนิคการต่อสู้ให้กับสมาชิกในแก๊งของเรา!”
“ผู้เชี่ยวชาญ?”
“หัวหน้าก็เป็นผู้ถ่ายทอดบทเรียนเกี่ยวกับเทคนิคการต่อสู้ให้พวกเราอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? เขาไปเจอใครที่เก่งกาจกว่าเขาอีกหรือไง?”
ทุกคนมองหน้ากันอย่างสงสัย
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากอาจารย์ที่รับพวกเขาเป็นศิษย์ ผู้เดียวที่คอยชี้แนะเรื่องเทคนิคการต่อสู้ให้กับพวกเขาก็คือเชวเจินหยาง
อีกฝ่ายเป็นหนึ่งในอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่งของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ พวกเขาจึงได้รับประโยชน์มากจากการถ่ายทอดวิชาของเขา และอันที่จริงก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สมาชิกส่วนใหญ่ เลือกเข้าร่วมกับแก๊งตะวันฉายด้วย
แต่วันนี้เชวเจินหยางกลับเรียกพวกเขามารวมตัวกันเพื่อบอกว่ามีผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่งที่จะมาให้คำชี้แนะเรื่องเทคนิคการต่อสู้ เขาเอาจริงหรือเปล่า?
“ขอผมแนะนำอาจารย์สอนศิลปะเพลงหอกคนใหม่ของผมนะ, เจิ้งหยาง การบรรยายวันนี้ก็จัดโดยเขานี่แหละ เขามีทักษะด้านศิลปะเพลงหอกอันน่าทึ่ง ผมเชื่อว่าพวกคุณทุกคนจะได้ประโยชน์มาก!” เชวเจินหยางแนะนำพร้อมกับผายมือไป
“เจิ้งหยาง?”
“อาจารย์สอนศิลปะเพลงหอก?”
“แต่เขาดูอายุราว 16-17 ปีเองนะ!”
“เด็กหนุ่มขนาดนี้จะมาอธิบายศิลปะเพลงหอกให้พวกเราฟัง?”
เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินขึ้นไปบนเวที ฝูงชนต่างก็งงงัน
พวกเขาล้วนเป็นปรมาจารย์ระดับหัวกะทิ เป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ แต่กลับให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งมาเปิดการบรรยายให้พวกเขาฟัง ดูถูกดูแคลนกันไปหน่อยไหม?
“เอาล่ะ วันนี้ผมจะพูดคุยกับพวกคุณในเรื่องพื้นฐานศิลปะเพลงหอก”
เจิ้งหยางอดประหม่าไม่ได้เมื่อยืนต่อหน้าฝูงชนกลุ่มใหญ่ แต่เขาก็เริ่มต้นบรรยายถึงศิลปะเพลงหอก ทั้งความมั่นใจและความความภาคภูมิใจที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจของเขาได้สลายความไม่เชื่อมั่นในตัวเองออกไปจนหมดสิ้น แล้วคำพูดของเขาก็ค่อยๆ ราบรื่นและคล่องขึ้นเรื่อยๆ
“อธิบายศิลปะเพลงหอกแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?”
“น่าทึ่งที่สุด! แค่ฟัง ผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าความเข้าใจในศิลปะเพลงหอกของผมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า!”
“แนวคิดที่เขากำลังบรรยายอยู่นั้นล้ำลึกมาก แต่เขาสามารถพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาโดยใช้ถ้อยคำเรียบง่าย แถมยังนำไปใช้กับอาวุธชนิดอื่นได้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะหอกเท่านั้น!”
“การบรรยายของเขาทำให้ความเข้าใจเรื่องศิลปะเพลงหอกของผมล้ำลึกกว่าเดิมเหมือนกัน!”
…..
ในตอนแรก ฝูงชนต่างพากันสงวนท่าทีที่เห็นเด็กวัยรุ่นมาเปิดการบรรยายให้พวกเขาฟัง และเตรียมพร้อมจะเห็นหมอนั่นทำอะไรให้ตัวเองอับอายขายหน้า แต่แล้วเมื่อได้ฟังไปครู่หนึ่ง ก็พลันรู้สึกเกรงขามขึ้นมา
แม้จะยังเด็ก แต่แนวคิดที่เขาบรรยายนั้นคือการตีความสาระสำคัญของศิลปะเพลงหอกอย่างตรงจุด เป็นไปได้ว่าแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสในสถาบันก็อาจมีความเข้าใจในศิลปะเพลงหอกไม่ล้ำลึกเท่ากับเด็กหนุ่มคนนี้
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมหัวหน้าถึงเชิญเขามาแล้วเรียกรวมพลทุกคนให้มาฟังการบรรยาย เขามีคุณสมบัติที่เรียกว่ายิ่งกว่าคู่ควร
…..
“คุณว่าอะไรนะ? เชวเจินหยางเชิญผู้เชี่ยวชาญศิลปะเพลงหอกจากข้างถนนมาเปิดการบรรยายให้สมาชิกในแก๊งของเขาฟังหรือ?”
ที่แก๊งพระจันทร์สีเทา หลงชางเยว่จ้องหน้านักเรียนที่มารายงานข่าวอย่างไม่อยากเชื่อ
“ใช่แล้ว! บุคคลที่เขาเชิญมานั้นมีความเข้าใจในศิลปะเพลงหอกอย่างล้ำลึกมาก ตลอดระยะเวลาการบรรยาย 2 ชั่วโมง เกินครึ่งของผู้ฝึกฝนศิลปะเพลงของในแก๊งตะวันฉายฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ!” นักเรียนผู้นั้น
“ฝ่าด่านวรยุทธได้เกินครึ่ง?” หลงชางเยว่ถึงกับตะลึง
การสร้างความก้าวหน้าในเชิงของความเชี่ยวชาญด้านอาวุธนั้นยากกว่าการสร้างความก้าวหน้าเรื่องวรยุทธ สำหรับวรยุทธ ใครๆ ก็อาจฝ่าด่านได้หากมีความขยันหมั่นเพียรและได้รับทรัพยากรที่ดีพอ แต่สำหรับความเชี่ยวชาญด้านอาวุธนั้น ต้องอาศัยการฝึกฝนและการทำความเข้าใจ การเรียนทฤษฎีนั้นง่าย แต่การทำความเข้าใจสาระสำคัญของแนวคิดนั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
แล้วผู้เชี่ยวชาญคนนั้นทำให้ผู้ฝึกฝนศิลปะเพลงหอกเกินครึ่งฝ่าด่านวรยุทธได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง?
เขาทำได้อย่างไร?
เชวเจินหยางไปเจอปีศาจตนนี้เข้าที่ไหน?
“ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงล่ะก็ แก๊งตะวันฉายจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ผมจะต้องไปตามหาตงซิน เพื่อหารือเรื่องนี้เสียหน่อย!”
เมื่อรู้แล้วว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน หลงชางเยว่ก็รุดไปยังที่พักของตงซินด้วยความร้อนใจ
…..
“ช่างอวดดีนัก!”
ภายในสำนักงานของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ ฉูฉางชิ่งสะบัดแขนเสื้ออย่างเดือดดาลหลังจากได้ฟังรายงานของอาจารย์คนหนึ่ง
เชวเจินหยางเป็นศิษย์สายตรงของเขา การที่หมอนั่นสร้างปัญหาอยู่เนืองๆ ก็ยังพอมองข้ามได้ แต่ถึงกับเชื้อเชิญเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งมาที่โรงเรียนศิลปะการต่อสู้เพื่อเปิดการบรรยายให้เหล่านักเรียนฟัง จะไม่เรียกว่าเป็นการหยามเกียรติโรงเรียนของพวกเขาหรือ?
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป โรงเรียนศิลปะการต่อสู้จะเชิดหน้ามองโรงเรียนอื่นๆ ได้อย่างไรกัน?
“ผมต้องไปดูเสียหน่อย!”
ฉูฉางชิ่งคำรามอย่างเดือดดาล และรีบจ้ำไปยังสำนักงานของแก๊งตะวันฉาย
ไม่ช้าเขาก็มาถึงลานแห่งนั้น
ทำไมคนมากขนาดนี้? ฉูฉางชิ่งขมวดคิ้วอย่างอัศจรรย์ใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า
ทั่วทั้งลานบ้านตั้งแต่เวทีไปยันทางเข้าอัดแน่นไปด้วยฝูงชน จะว่าไป ก็ถือเป็นคลื่นมหาชนขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว!
แม้แก๊งตะวันฉายจะเป็นองค์กรหนึ่งของนักเรียน แต่ฉูฉางชิ่ง ก็พอรู้รายละเอียดเพียงอย่างสองอย่างเท่านั้น เท่าที่เขารู้ แก๊งตะวันฉายน่าจะมีสมาชิกราว 2 พันคน
แต่จากจำนวนผู้คนคลาคล่ำที่เขาเห็น น่าจะปาเข้าไป 5,000 คน!
คน 5,000 คนมารวมตัวกันเพื่อฟังการบรรยายของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง?
น่าสมเพช! ช่างน่าหัวเราะสิ้นดี!
ขณะที่ฉูฉางชิ่งกำลังจะก้าวเข้าไปในลานบ้าน ชายพุงพลุ้ยคนหนึ่งที่ถือตะกร้าไว้ในมือก็ถลันเข้ามาขวางทาง “ค่าผ่านประตู เป็นหินวิเศษขั้นกลาง 200 ก้อน”
“ผมต้องจ่ายค่าผ่านประตูด้วย?” เมื่อได้ยินคำนั้น ฉูฉางชิ่งหน้าตึง
การที่เชวเจินหยางพาใครหน้าไหนก็ไม่รู้เข้ามาเปิดการบรรยายในโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ก็แย่พออยู่แล้ว คิดดูสิว่าเขาต้องจ่ายค่าผ่านประตูเป็นหินวิเศษขั้นกลาง 200 ก้อนอีก นี่มันแพงกว่าค่าเข้าฟังการบรรยายของปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวทั่วไปอีกนะ!
และยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งมีคนเข้าฟังมากแค่ไหน ค่าผ่านประตูก็น่าจะยิ่งถูกลง
ตอนนี้มีคนรวมตัวกันเกือบ 5,000 คนแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเก็บค่าผ่านประตูเป็นหินวิเศษขั้นกลางคนละ 200 ก้อน รวมๆ แล้ว หินวิเศษขั้นกลางที่ได้ไปในวันนี้มิปาเข้าไปเป็นล้านก้อนหรือ?
สวรรค์โปรด! แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวยังไม่คิดแพงขนาดนี้เลย!
“อะไรกัน? คุณไม่มีจ่ายหรือ? ถ้าไม่มีจ่ายแล้วจะเสนอหน้ามาทำไม ไม่แปลกใจเลยที่แก่หงำเหงือกขนาดนี้แล้วยังเรียนไม่จบ!”
