ตอนที่ 816 เล่นงานโรงเรียนนักปรุงยา
เพราะเป็นอาชีพหนึ่งในเก้าสถานะระดับบน สมาคมช่างตีเหล็กจึงมีกฎเกณฑ์เคร่งครัดเรื่องวรยุทธของเหล่าสมาชิก เมื่อพิจารณาจากการที่หวูหยางจื่อเกือบจะฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นช่างตีเหล็กระดับ 7 ดาวได้แล้ว ก็แปลว่าเขาต้องเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1 สูงสุด และด้วยความที่เป็นช่างตีเหล็กผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิหงหย่วน เขาจะต้องมีสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่ามากมายอยู่กับตัวเช่นกัน
ต่อให้หัวหน้ามั่ว หัวหน้าจ้าว หัวหน้าลู่และคนอื่นๆ รวมตัวกันสังหารเขา ก็คงจะเป็นเรื่องยากมาก
แต่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นที่มีวรยุทธระดับเซียนขั้น 1 ฝูงหนึ่งเข้ามาในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนและจับตัวหวูหยางจื่อไปโดยไม่มีใครรู้ และนำตัวเขาไปกักขังไว้จนกระทั่งเสียชีวิต เป็นเรื่องที่ออกจะเหนือจินตนาการ
เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงของหูเหยาเหย่า ดูเหมือนเธอจะรู้อะไรอยู่บ้าง
เป็นไปได้ว่าการถูกลักพาตัวของหวูหยางจื่อซับซ้อนกว่าที่คิด
“ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น?” จางเซวียนถาม
“มีข้อสันนิษฐานเรื่องนี้มากมาย และฉันก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันดีกว่า เหตุผลเดียวที่ฉันเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คุณรู้ก็เพื่อให้คุณเชื่อถือ ถ้าคุณตามหาทรัพย์สมบัติของหวูหยางจื่ออยู่จริงๆ ล่ะก็ ฉันช่วยคุณได้” หูเหยาเหย่าพูด
“ในเมื่อคุณเป็นเชื้อสายของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อ พวกเราก็ไม่มีอะไรจะต้องปกปิดคุณอีก คุณพูดถูกแล้ว เหตุผลที่เราตามหาคฤหาสน์เก่าแก่ของเขาก็เพื่อค้นหาทรัพย์สมบัติที่เขาทิ้งไว้” จางเซวียนเปิดเผย
“แต่รายละเอียดที่เขาบอกไว้ก็คลุมเครือมาก เขาพูดเพียงว่าเขาทิ้งบางสิ่งไว้ในคฤหาสน์เก่าแก่ แต่ส่วนจะเป็นอะไรและอยู่ที่ไหนก็ยังไม่ชัดเจน”
แม้จางเซวียนจะยอมรับแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมบอกหูเหยาเหย่าถึงเงื่อนงำของทรัพย์สมบัติที่เขาได้รู้มาจากห้องใต้ดิน
ไม่ใช่เพราะเขาไม่ไว้ใจหูเหยาเหย่า แต่เพราะเงื่อนงำและข้อสันนิษฐานของเรื่องนี้ยิ่งใหญ่เกินไป ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
“ฉันพอจะรู้ว่าเขาทิ้งของพวกนั้นไว้ที่ไหน แต่ฉันมาที่นี่ก็หลายครั้งแล้ว ยังหาร่องรอยของพวกมันไม่ได้เลย” หูเหยาเหย่าพูดอย่างสงสัย
ในฐานะเชื้อสายของหวูหยางจื่อ เธอรู้ว่าทรัพย์สมบัติของเขาอยู่ที่ไหน แต่ผู้ที่รู้ว่ามันถูกฝังไว้ที่ไหนจริงๆ ก็มีแต่ตัวเขาเองเท่านั้น เธอแวะเวียนมาที่คฤหาสน์หลังนี้หลายครั้งหลายหนเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพื่อหวังจะหาให้เจอ แต่ก็ไร้วี่แวว
“เรามีเวลานี่ ตอนนี้คฤหาสน์หลังนี้เป็นของเราแล้ว ค่อยๆ หาไปก็ได้!” จางเซวียนตอบ
หวูหยางจื่อบอกไว้ว่าเขาได้ทิ้งบางสิ่งที่สามารถช่วยให้สำเร็จวรยุทธระดับเซียนได้ไว้ที่ต้น 3 ดาวของมังกรปฐพี เพียงแค่ปักธงค่ายกลสามอันลงไปที่ดาว 3 ดวง ของสิ่งนั้นก็จะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ
จางเซวียนไม่รู้ว่าต้น 3 ดาวของมังกรปฐพีหมายถึงอะไร จึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหน
แต่เมื่อรู้ที่ตั้งของคฤหาสน์เป็นที่แน่นอนแล้ว ก็ลดขอบเขตการค้นหาลงไปได้มาก ตราบใดที่มันยังอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ หากค้นหาอย่างถี่ถ้วน วันหนึ่งก็ต้องเจอ
เป็นไปได้ว่าทรัพย์สมบัติของหวูหยางจื่ออาจไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้สำเร็จวรยุทธระดับเซียน จางเซวียนคิด
บางที เหตุผลที่บรรดาลูกหลานของเขาถูกตามล่าก็อาจเป็นเพราะทรัพย์สมบัตินี้ด้วย
จางเซวียนคิดจะถามหูเหยาเหย่าอีกสองสามคำถามเกี่ยวกับคฤหาสน์เก่าแก่หลังนี้ แต่มันก็ถูกเปลี่ยนมือมาหลายครั้งตลอดระยะเวลาหลายปี จึงแทบจะบอกไม่ได้ว่าเมื่อสองพันปีก่อนมันมีหน้าตาอย่างไร
“เอาล่ะ พวกคุณไปพักก่อนเถอะ ผมจะรักษาเว่ยหรูเหยียนก่อน แล้วค่อยคุยกันวันหลัง”
ไม่ช้า ซุนฉางกับจอมอสูรปีกม่วงก็กลับมาพร้อมเว่ยหรูเหยียน จางเซวียนรีบเข้าไปรับ เขาเช็คอาการของเว่ยหรูเหยียนทันที
หลังจากได้รับการบ่มเพาะจากจิตวิญญาณของเขาเมื่อ 2 วันก่อน อาการของเธอกระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในภาวะโคม่า
เขาพาเธอไปยังบริเวณที่ปลูกดอกสิบใบไว้ก่อนหน้านี้และเริ่มกรรมวิธีการรักษา
ขั้นแรก จางเซวียนถอดจิตของตัวเองออกมาแล้วใช้ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าถ่ายโอนจิตวิญญาณของเธอเข้าสู่ดอกสิบใบ เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้ว เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
สำหรับช่วงเวลานี้ เขาจะปล่อยจิตวิญญาณของเว่ยหรูเหยียนเอาไว้ในดอกสิบใบเพื่อให้มันช่วยบ่มเพาะเธอ กระบวนการนี้จะกินเวลาอย่างน้อย 3 วัน
จากนั้น จางเซวียนนำน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีออกมาเพื่อจะใช้เยียวยากายเนื้อของเว่ยหรูเหยียน แต่เพียงครู่เดียวก็ต้องขมวดคิ้ว
ดูเหมือนว่าน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีจะทำได้เพียงแค่รักษาสภาพร่างกายของเธอให้ทรงๆ อยู่เท่านั้น หากต้องการเรียกพละกำลังกลับคืนมา จะต้องใช้ยาเม็ดปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่!
ยาเม็ดปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่เป็นยาเม็ดเกรด 7 ด้วยความสามารถในตอนนี้ของจางเซวียน ไม่มีทางที่เขาจะหลอมได้เลย
แถมยังไม่มีสูตรยาและสมุนไพรที่ต้องใช้ด้วย
“ดูเหมือนเราจะต้องไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนนักปรุงยาเสียหน่อยแล้ว” จางเซวียนพึมพำ
ในการจะหลอมยาเม็ดปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่นั้น ขั้นแรก เขาต้องยกระดับทักษะการหลอมยาของตัวเองให้เท่ากับนักปรุงยาระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดก่อน จากนั้นก็ต้องขอสูตรยาเม็ดปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่จากทางสำนักงานใหญ่ จัดหาวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ และสุดท้ายก็หานักปรุงยาระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดสักคนหนึ่งมาหลอมแทนเขา
ยังพอมีเวลาก่อนพระอาทิตย์จะตก เพราะฉะนั้นต้องรีบหน่อย!
เป็นเวลาเกือบเช้ามืดแล้วตอนที่จางเซวียนกลับมาถึงสถาบันหลังออกจากสันเขาปุยเมฆ จากนั้นเขาก็ทำลายสถิติมากมายในโรงเรียนนายแพทย์และผ่านการทดสอบเป็นนายแพทย์ระดับ 6 ดาว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ใช้เวลาราว 30 นาที จากนั้นก็มาถึงการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์กับโหยวฉู่ ซึ่งกินเวลาอีกราว 30 นาทีเช่นกัน
ตามมาด้วยการไปเอาดอกสิบใบ การได้รับสัญญาซื้อขายคฤหาสน์ และการย้ายเข้าอยู่ในคฤหาสน์ หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาราวเที่ยงวันเท่านั้น ยังมีเวลาเหลือกว่าจะถึงเวลานัดที่หลัวลั่วชิงนัดไว้ในคืนนี้
อย่างที่ว่ากันว่า “แก้แค้นต้องให้ไว” ในเมื่อเขาพูดออกไปแล้วว่าจะต้องหาทางไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนนักปรุงยาให้ได้ และตอนนี้ก็มีเวลา จึงสมควรที่จะไปทันทีไม่ใช่หรือ?
เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นปรมาจารย์
จะผิดสัญญาได้ไง?
…..
ในห้องขนาดใหญ่ภายในโรงเรียนนักปรุงยา ลู่เฟิงนั่งหน้าตาถมึงทึง
ที่อยู่ตรงหน้าเขาคือสี่ผู้อาวุโสซึ่งนั่งล้อมวงกันรอบโต๊ะ
“เหตุผลที่ผมเชิญพวกคุณทุกคนมาที่นี่ก็เพื่อหารือกันว่าเราจะช่วยชีวิตโหยวฉู่อย่างไร!” ลู่เฟิงพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หัวหน้า มันเป็นความผิดของโหยวฉู่ที่นำพาตัวเองให้เดือดร้อนแบบนั้น ปรมาจารย์สมควรทำตัวมีเกียรติและรักษาสัญญา แต่รองหัวหน้าโหยวฉู่กลับคืนคำและตั้งใจทำให้นักรบระดับเซียนคนหนึ่งต้องตาย นี่มันก็มากเกินกว่าจะทำให้เขาต้องถูกพิพากษาโดยคณะลูกขุนปรมาจารย์แล้วนะ!”
หนึ่งในผู้อาวุโสส่ายหน้าและถอนหายใจเฮือก “อีกอย่าง เขายังพ่ายแพ้ในการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์ด้วย ต่อให้เราอยากช่วยชีวิตเขา ก็ไม่มีวิธีการที่ถูกต้องใดๆ ที่เราจะใช้ได้เลย ผมคิดว่าปล่อยเรื่องนี้ไปเสียน่าจะดีที่สุด!”
ถ้าจางเซวียนอยู่ตรงนี้ ก็จะจำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือรองหัวหน้าโจวชิง
เขาคือคนที่ช่วยหลัวลั่วชิงทำความสะอาดเวทีตอนเธอเปิดการบรรยายเมื่อครั้งก่อน
“ปล่อยเรื่องนี้ไป? นี่คุณล้อเล่นใช่ไหม! ถ้าไม่ใช่เพราะการบ่มเพาะสมุนไพรที่โหยวฉู่ลงทุนลงแรงทำให้พวกเรา คุณคิดว่าเราจะหลอมยาเม็ดเกรด 6 ขั้นสูงสุดได้หรือ? คุณคิดว่าตัวเองจะมีทักษะการหลอมยาที่ก้าวหน้าขนาดนี้ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีได้หรือไง?” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งขัดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“จริงด้วย โรงเรียนนักปรุงยาของเราเป็นหนี้บุญคุณโหยวฉู่ เราจะปล่อยให้เขาถูกพาตัวไปแบบนั้นไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นฝีมือของนักเรียนคนหนึ่ง!” ผู้อาวุโสอีกคนเสริม
“เราต้องรับมือกับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น หากปล่อยให้นักเรียนทำอะไรได้ตามอำเภอใจ แล้วสถาบันปรมาจารย์ของเราจะเป็นอย่างไร?” ผู้อาวุโสคนสุดท้ายพูด
ก็เหมือนกับโรงเรียนส่วนใหญ่ โรงเรียนนักปรุงยามีรองหัวหน้า 4 คนเช่นกัน
“ผมรู้ว่าพวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณโหยวฉู่ แต่ผู้ที่ทำผิดในเรื่องนี้ก็คือเขา แถมอีกฝ่ายทำตามกฎเกณฑ์และขั้นตอนอย่างถูกต้องทุกอย่าง แม้แต่โรงเรียนนายแพทย์ก็ไม่มีข้อโต้แย้ง หากเราเข้าไปก้าวก่ายเรื่องนี้ ผมเกรงว่าคนอื่นๆ จะกล่าวหาว่าพวกเราใจแคบ!” โจวชิงขมวดคิ้ว
“ใจแคบ? โธ่เอ๊ย! หมอนั่นไม่เคารพผู้อาวุโสเลยสักนิด หยามเกียรติโรงเรียนของเราต่อหน้าธารกำนัล ถ้าเราไม่สั่งสอนบทเรียนเขาเสียบ้าง คนอื่นมิข้ามหัวเราหมดหรือ?” ผู้อาวุโสคนแรกคำราม
“แต่เป็นท่านหัวหน้าเองนะที่เข้าขัดขวางการดวล” รองหัวหน้าโจวขมวดคิ้ว แต่ยังพูดไม่ทันจบ ลู่เฟิงก็ตบโต๊ะดังลั่น
“พอได้แล้ว! เหตุผลที่ผมเรียกตัวพวกคุณทุกคนมาก็เพื่อหารือว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ไม่ใช่ให้มาทะเลาะกันเอง!” ลู่เฟิงฟึดฟัด
ถึงตอนนี้ เขาก็ยังหงุดหงิดมาก
แม้จะเป็นถึงผู้ปฏิบัติงานแทนท่านอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ แต่ก็ยังถูกเด็กหนุ่มอายุ 20 ปีคนหนึ่งหักหน้าต่อหน้าธารกำนัล แค่เรื่องนี้ก็ทำให้เขาโมโหเดือดแล้ว
“เจ้าจางเซวียนคนนั้นทำเรื่องป่วนไปทั่วตั้งแต่เข้ามาในสถาบัน ต่อให้ปราดเปรื่องแค่ไหนก็เถอะ ทางสถาบันจะไม่อดทนกับนักเรียนที่พยายามฝ่าฝืนอำนาจ!” หัวหน้าลู่เฟิงโบกมืออย่างวางมาด
“อีกอย่าง ที่โรงเรียนนายแพทย์ เขาก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าตัวเองไม่ใช่นักเรียนของสถาบัน ผมจึงส่งคนไปจัดการขนข้าวของของเขาออกจากที่พักในโซนหัวกะทิ ไม่อนุญาตให้เขา เข้ามาในที่พักได้อีก!”
“เอ่อ”
รองหัวหน้าโจวออกจะกังวลกับการกระทำรุนแรงของลู่เฟิง “ท่านหัวหน้า แต่ถึงอย่างไรจางเซวียนก็มีหัวหน้ามั่ว หัวหน้าจ้าว และหัวหน้าเว่ยคอยหนุนหลังอยู่นะ คุณไม่คิดว่าจะทำให้พวกเขาขุ่นเคืองใจหรือ?”
แม้จางเซวียนจะไม่ใช่นักเรียนของสถาบัน แต่ในฐานะคนโปรดของบรรดาหัวหน้าโรงเรียน การที่เขาจะมีที่พักภายในสถาบันปรมาจารย์ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เฉดหัวเขาออกไปแบบนั้น นั่นเท่ากับเปิดฉากฉะกับหัวหน้าโรงเรียนทั้ง 3 โดยตรง!
“ขุ่นเคืองใจ? ผมก็แค่ทำตามกฎของสถาบัน พวกนั้นจะเอาอะไรมาเคืองผมล่ะ?” ลู่เฟิงคำรามเยาะ “ที่พักที่อยู่โดยรอบสถาบันก็ราคาแพงมาก ดูซิว่าถูกเตะโด่งออกไปแล้ว เขาจะไปอยู่ที่ไหนได้!”
รองหัวหน้าโจวส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของลู่เฟิง เขากำลังจะหว่านล้อมลู่เฟิงอีกครั้ง ก็พอดีกับที่ใครคนหนึ่งเคาะประตู
“หัวหน้าลู่ หวงชิง, นักเรียนเกรด 2 ขอเข้าพบ!”
“เข้ามาได้” เมื่อรู้ว่าเป็นหวงชิงซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของที่พักในโซนหัวกะทิ ลู่เฟิงจึงอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามา
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง หวงชิงถึงกับตะลึงเมื่อเห็นว่าทั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าโรงเรียนอยู่ด้วยกันครบ เขารีบประสานมือคารวะ “หวงชิงคารวะหัวหน้าลู่และรองหัวหน้าทั้ง 4!”
“เอาล่ะ เรื่องที่ผมให้ไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง?” ลู่เฟิงถาม
หวงชิงอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบตอบ “เรียนหัวหน้าลู่ ผมจัดการขนข้าวของของปรมาจารย์จางออกจากที่พักและยึดที่พักกลับคืนมาแล้ว”
“ทำได้ดีมาก!” ลู่เฟิงลูบเคราพร้อมกับพยักหน้าอย่างพอใจ
เด็กใหม่คนหนึ่งกล้าฉะกับเขา? ช่างหยิ่งผยองนัก!
ต่อให้ลู่เฟิงไม่ลงมือกับจางเซวียนด้วยตัวเองเพราะเป็นห่วงภาพลักษณ์ปรมาจารย์ แต่ด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาที่สั่งสมอยู่ในสถาบันปรมาจารย์และเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนมาเนิ่นนานหลายปี การที่เขาจะทำให้ชีวิตของนักเรียนคนหนึ่งเหมือนตกนรกก็เป็นเรื่องแสนง่ายดาย
“แล้วเขาทำอย่างไร? ตะลีตะลานหาที่พักสิท่า? บอกตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์นะว่าไม่ให้ใครปล่อยเช่าหรือขายอะไรให้เขาทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นฉันจะเอาเรื่องด้วยตัวเอง!” ลู่เฟิงพูด
“เอ่อ” หวงชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เรียนหัวหน้าลู่ เขาไม่ได้หาที่พัก”
“ไม่ได้หาที่พัก? นี่ยังเกะกะอยู่แถวๆ โซนหัวกะทิ ดื้อแพ่งไม่ยอมไปอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฟิงขมวดคิ้ว
“ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนที่ปรมาจารย์จางมาเก็บของ พ่อบ้านของราชาหวายก็มาถึงและมอบคฤหาสน์หลังมหึมาที่มีพื้นที่ราว 300 หมู่ให้เขา การตกแต่งภายในโอ่อ่าหรูหราและสวยงามมากราวกับพระราชวัง เขาจึงย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น!” หวงชิงตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ราชาหวายมอบคฤหาสน์ให้เขาเป็นของขวัญ?” ลู่เฟิงตาค้าง
เขาเพิ่งเตะโด่งหมอนั่นออกไปหยกๆ แต่มาตอนนี้ก็ได้รับคฤหาสน์หรูหราเป็นของขวัญแล้ว เอาจริงๆ สิ?
“ใช่” หวงชิงตอบอย่างกระวนกระวาย
แม้เขาสุดแสนลำบากใจที่จะต้องพูดออกมา แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ไม่เพียงแต่หัวหน้าลู่จะกำจัดจางเซวียนไม่ได้ ยังเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายอย่างชัดเจนด้วย
ลู่เฟิงหน้าเสียและกำลังจะซักถามรายละเอียดต่อ ก็พอดีกับที่ชายหนุ่มคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง
“ท่านอาจารย์ ข่าวร้าย!”
ชายหนุ่มที่พรวดพราดเข้ามาเป็นศิษย์สายตรงของลู่เฟิง
เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าปั่นป่วนเต็มที ลู่เฟิงขมวดคิ้ว “มีอะไร?”
