Skip to content

Library Of Heaven’s Path 829


ตอนที่ 829 ฉันคืออสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน!

จางเซวียนมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ไม่รู้สักนิดว่าตงซินรู้ความลับเรื่องอสูรตะวันไบแซนไทน์แล้ว

แม้เขาจะได้ติดตั้งค่ายกลบดบังรังสีอย่างไร้ที่ติ แต่เกรดของค่ายกลนั้นยังต่ำเกินไป

ถึงอสูรตะวันไบแซนไทน์จะถูกเบียดอยู่ในรังนางพญามด แต่มันก็ยังคงเป็นอสูรระดับเซียนที่มีความสามารถในการฟื้นตัวรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ภายในเวลาแค่ 2-3 วัน อาการบาดเจ็บที่เคยได้รับก็หายไปเกือบหมด

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ถูกปล่อยออกมาในลานบ้าน มันจึงสำแดงพละกำลังเต็มที่เพื่อพยายามทลายค่ายกลและหลบหนี

โชคดีที่จางเซวียนคาดเดาสถานการณ์ได้และเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า เขาใช้ทั้งพละกำลังของไอ้โหดและกองทัพหุ่นปีศาจ จึงสามารถสยบมันได้ในท้ายที่สุด

แต่นั่นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว

จางเซวียนจำเป็นต้องปล่อยอสูรตะวันไบแซนไทน์ออกมาเพื่อซักถามเรื่องเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น แต่หากเขาไม่สามารถกักขังมันไว้อย่างมิดชิดภายในค่ายกลได้ ก็มีโอกาสที่ความลับจะต้องรั่วไหลสักวันหนึ่ง

อีกอย่าง การพังทลายของค่ายกลบดบังรังสีหมายความว่ามีโอกาสที่รังสีของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจะเล็ดลอดออกไป นำมาซึ่งความสงสัยของผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนในสถาบัน ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ก็คงยากที่เขาจะอธิบาย

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ตัดสินใจว่าเขาควรจะเรียนรู้ค่ายกลเกรดสูงกว่านี้เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน

ดังนั้นจึงออกจากคฤหาสน์ไป ไม่ช้าก็มาถึงโรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล

ต้องเริ่มที่หอสมุดก่อน!

หลังจากซักถามผู้ที่ผ่านไปมาจนรู้แล้วว่าหอสมุดอยู่ที่ไหน เขาก็พบศาลาเล็กๆ อยู่แถวนั้น จึงเข้าไปนั่งแล้วถอดจิตออกไป

โรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเป็นโรงเรียนอันดับ 3 ของสถาบันปรมาจารย์ มีผู้คนเดินเข้าออกหอสมุดไม่ขาดสาย เป็นภาพที่จะไม่มีทางได้เห็นในโรงเรียนนาฏศิลป์หรือโรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ

ใช้เวลาไม่นาน จางเซวียนก็เข้าไปในหอสมุดได้

เพราะตอนนี้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาว จึงข้ามหนังสือในระดับที่ต่ำกว่าแล้วตรงไปยังชั้น 5 เลย

ฟิ้ววววว!

ขณะที่เขากวาดสายตาไปทั่วชั้น หนังสือหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าก็ถูกถ่ายโอนเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า

ผ่านไป 4 ชั่วโมง จางเซวียนก็ถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดในชั้น 5 และชั้น 6 ได้เสร็จสิ้น จากนั้นเขาประมวลขึ้นเป็นศาสตร์ค่ายกลเทียบฟ้าระดับ 5 ดาวและ 6 ดาว

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ จางเซวียนก็รีบกลับเข้าร่างและตั้งต้นศึกษาทันที

เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา ก็มีประกายระยิบระยับอยู่ในดวงตาทั้งคู่

ตอนนี้ ความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลของจางเซวียนเทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดแล้ว ต่อให้หัวหน้าโรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมาเอง เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถรับมือได้แบบไม่อายใคร

เราก็อยู่ตรงนี้แล้ว ควรจะเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 6 ดาวเสียเลยดีไหม?

จางเซวียนลุกขึ้นยืนขณะครุ่นคิดและเอามือลูบคาง

หากเขาได้ตราสัญลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 6 ดาวมา ก็จะบรรลุเงื่อนไขพื้นฐานของการเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว

แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ตัดสินใจจะลืมเรื่องนั้นไปก่อน เพราะตอนนี้เขาเข้ารับการทดสอบหลายอย่างแล้ว หากยังทำความเร็วระดับนี้ต่อไป จะต้องถูกสงสัยและนำมาซึ่งปัญหา เพราะฉะนั้น ตอนนี้ควรจะเอาเวลาไปสอบเค้นอสูรตะวันไบแซนไทน์ดีกว่า

ไม่กี่วันมานี้ เขาได้เข้ารับการทดสอบมากมาย ทั้งที่โรงเรียนช่างตีเหล็ก โรงเรียนนาฏศิลป์ โรงเรียนนายแพทย์ โรงเรียนนักปรุงยา และโรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ ซึ่งเรื่องนี้ก็สร้างความอึกทึกครึกโครมในสถาบันปรมาจารย์มากพอแล้ว และในเมื่อระดับวรยุทธของเขายังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ก็สมควรยื้อเวลาออกไปอีกหน่อย

เมื่อเรื่องซาลงแล้วค่อยดำเนินการต่อก็ได้

ถึงอย่างไรความรู้ที่ได้มาก็ไม่หนีหายไปไหน จะเข้ารับการทดสอบตอนนี้หรือรอไปอีกหน่อยก็ไม่ต่างกัน

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จางเซวียนก็กลับคฤหาสน์

เขาตรงเข้าไปที่ลานบ้าน และนำธงค่ายกล 2 อันออกมาปักเพื่อติดตั้งค่ายกลแบ่งแยกลมหายใจ ซึ่งเป็นค่ายกลเกรด 6

เมื่อเสร็จกระบวนการ จางเซวียนก็ถอยออกมาชื่นชมผลงานของตัวเองและพยักหน้าอย่างพอใจ

ไม่เหมือนกับค่ายกลเกรด 6 ชนิดอื่นๆ ซึ่งไม่อาจติดตั้งได้หากผู้ติดตั้งยังไม่ได้สำเร็จวรยุทธขั้นตัวดักแด้หรือกึ่งเซียน ค่ายกลแบ่งแยกลมหายใจสามารถติดตั้งได้โดยผู้ที่ยังมีระดับวรยุทธไม่ถึงเกณฑ์

จางเซวียนได้คิดคำนวณแล้ว และรู้ว่าต่อให้อสูรตะวันไบแซนไทน์อยู่ในสภาวะแข็งแกร่งสูงสุด ก็ไม่มีทางทลายค่ายกลนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่จำเป็นต้องกลัวมันจะหลบหนีอีกต่อไป

ฟึ่บ!

จางเซวียนก้าวเข้าไปในค่ายกล แล้วเรียกกองทัพหุ่นปีศาจออกมาล้อม จากนั้นก็ปล่อยอสูรตะวันไบแซนไทน์ออกมา

“ถ้าแกอยากฆ่าฉัน ก็ฆ่าเสียเลย!”

ตอนนี้อสูรตะวันไบแซนไทน์ฟื้นจากอาการสลบแล้ว มันนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับพื้นขณะที่จ้องหน้าชายหนุ่มอย่างเกลียดชัง

ในฐานะอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน เราต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

ถ้าเพียงแค่มันมีพละกำลังมากพออยู่ในมือ คงจะฉีกหมอนี่เป็นชิ้นๆ ไปแล้ว

“ถ้าฉันอยากฆ่าแก ฉันฆ่าเสียตั้งแต่บนยอดเขาเล่หยวนแล้วล่ะ ไม่จำเป็นต้องเก็บแกไว้ถึงตอนนี้!”

จางเซวียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าแกไม่อยากจะทุกข์ทรมาน ก็เปิดเผยมาเสียดีกว่าว่าแกคิดจะทำอะไรกับผู้เข้าสอบทั้ง 3 หมื่นคน และใครที่เป็นผู้บงการ ถ้าแกพูด ฉันจะพิจารณาไว้ชีวิต ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็ แน่ใจได้เลยว่าฉันจะทำให้ทุกวันของแกกลายเป็นนรก!”

เจ้านี่ไม่เหมือนกับวานรดึกดำบรรพ์ที่สันเขาปุยเมฆ

การสืบค้นวิญญาณไม่ใช่เทคนิคที่จะไร้ข้อผิดพลาด เหตุผลที่จางเซวียนทำสำเร็จกับวานรดึกดำบรรพ์ก็เพราะมันกลัวเขา สภาพจิตที่ไม่มั่นคงทำให้จางเซวียนแทรกตัวเข้าไปในความทรงจำของมันได้อย่างง่ายดาย แต่อสูรตะวันไบแซนไทน์มีความมั่นใจและหัวแข็ง ดูจากการที่มันไม่ยอมพูดอะไรสักแอะแม้จะถูกซ้อมแล้วซ้ำเล่า จึงมีโอกาสที่การใช้การสืบค้นวิญญาณกับมันจะล้มเหลว

ซึ่งหากล้มเหลว จางเซวียนจะไม่สามารถเป็นผู้นำกองทัพหุ่นปีศาจได้อีกต่อไป

ทำให้เขาอดหงุดหงิดใจไม่ได้เพราะความจนปัญญา

“ทำให้ชีวิตของฉันเป็นนรก? แกนึกหรือว่าฉันกลัว?” อสูรตะวันไบแซนไทน์คำรามกร้าว

“นายท่านของฉันก็ถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอย่างแกสังหารเหมือนกัน แล้วแกยังหวังจะให้ฉันยอมจำนนให้สิ่งมีชีวิตอย่างพวกแกหรือ ต่อให้เป็นล้านปีก็ไม่มีวัน!”

นายท่านของมันได้อุทิศชีวิตเข้าต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น และตัวมันก็ได้สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่นายท่านมาหลายปี อสูรตะวันไบแซนไทน์จึงซึมซับคุณธรรมและจริยธรรมของอีกฝ่ายมาด้วย มันรู้ดีว่าอะไรควรหรือไม่ควร

หากต้องเข้าข้างเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นล่ะก็ คงจะอับอายขายหน้าจนมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้ไม่ได้

ถ้าจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติยศศักดิ์ศรี ขอตายดีกว่า!

“นายท่านของแกถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นสังหาร?” จางเซวียนขมวดคิ้ว “แกหมายความว่าอย่างไร?”

อสูรตะวันไบแซนไทน์คำราม “การทำไขสือของแกน่ะไม่มีประโยชน์หรอกนะ! แกเป็นชนชั้นสูงของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นใช่ไหม? มีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถบดบังรังสีของตัวเองและปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ได้โดยไม่มีใครรู้!”

“ปลอมตัวเป็นปรมาจารย์?”

จางเซวียนหัวเราะลั่น เขากำลังจะสอบเค้นอีกฝ่ายว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอยู่ที่ไหน ไม่นึกเลยว่าลงท้ายจะถูกกล่าวหาว่าเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเสียเอง

“แกคิดว่าโกหกแบบนี้แล้วแกจะดูดีเรอะ? แกสามารถสั่งการอสูรวิเศษจำนวนมากให้โจมตีผู้เข้ารับการทดสอบของสถาบันปรมาจารย์ ต่อให้ไอ้โง่ที่ไหนก็รู้ว่าแกมีเจตนาชั่วร้าย แล้วแกจะทำงานให้ใครถ้าไม่ใช่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น?” จางเซวียนคำราม

“โจมตีผู้เข้ารับการทดสอบ? เจตนาชั่วร้าย?” อสูรตะวันไบแซนไทน์ที่เดือดปุดๆ อยู่แล้วพลันหน้าแดงก่ำเมื่อได้ยินข้อกล่าวหานั้น “หัวหน้ามั่วเป็นคนเชิญฉันให้มาจัดการทดสอบ แล้วเจตนาชั่วร้ายคืออะไร?”

“จัดการทดสอบ? แกใช้นางพญามดสะกดรอยหาตำแหน่งของผู้เข้าทดสอบเพื่อที่เหล่าอสูรวิเศษจะได้วางกับดัก ทำแบบนั้นน่ะคือการจัดการทดสอบหรือ? ถ้าฉันไม่ไปเจอเข้าทันเวลา ใครจะรู้ว่า จะมีนักเรียนต้องสังเวยชีวิตไปกี่คน!” จางเซวียนโต้ตอบอย่างไม่พอใจ

เห็นอีกฝ่ายยังพยายามใส่ร้ายป้ายสีเกียรติยศของเขาอยู่แบบนั้น อสูรตะวันไบแซนไทน์อธิบายอย่างหงุดหงิด “อสูรวิเศษพวกนั้นน่ะหัวหน้ามั่วเป็นคนจับมา และฉันก็เตือนพวกมันแล้วว่าไม่ให้สังหารผู้เข้าทดสอบคนไหน วัตถุประสงค์ของการทดสอบก็เพื่อขจัดความหยิ่งผยองของพวกเขา และทำให้พวกเขาเข้าใจว่ามีแต่การรวมพลและร่วมมือกันของปรมาจารย์เท่านั้นที่จะทำให้อยู่รอด ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง!”

ต่อให้ต้องตาย มันก็จะตายอย่างอสูรที่มีเกียรติ จะไม่มีวันปล่อยให้ใครมากล่าวหา

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?” จางเซวียนชะงัก

จากนั้นเขาก็พลันระลึกได้ถึงช่วงเวลาที่อยู่บนยอดเขาเล่หยวน ตอนที่ปรมาจารย์ 200 คนถูกอสูรวิเศษ 400 ตัวล้อมไว้ แม้สถานการณ์จะดูน่ากลัว แต่เมื่อนึกถึงความแปลกประหลาดที่ว่าไม่มีใคร เสียชีวิตเลย หรือว่านั่นจะเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบจริงๆ ?

เพราะแบบนั้นหรือ เขาถึงเข้าใจอสูรตะวันไบแซนไทน์ผิด?

“แกสนิทสนมกับหัวหน้ามั่ว?” จางเซวียนถาม

“ก็ใช่น่ะสิ! ฉันเป็นอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน แล้วฉันจะไม่รู้จักได้อย่างไรว่าหัวหน้ามั่วจูคือใคร!” อสูรตะวันไบแซนไทน์ตอบเสียงลอดไรฟัน

“แกจะฆ่าฉันก็ได้ แต่อย่าหวังว่าฉันจะพูดอะไร!”

“อสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน?” จางเซวียนอ้าปากค้าง

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในสถาบันปรมาจารย์ เขาได้ทำให้อสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไป ซึ่งก็ไพล่ไปนึกว่าเป็นฝีมือของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น

นึกไม่ถึงเลยว่าตัวการคือเขาเอง!

อสูรตะวันไบแซนไทน์คำรามอีกครั้ง ไม่รับรู้อาการช็อคของจางเซวียน “ก็ใช่น่ะสิ! ถึงนายท่านจะจากฉันไปแล้ว แต่ก็ไม่มีทางที่ฉันจะไปเข้าเป็นสมัครพรรคพวกกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอย่างแน่นอน! เป็นไปไม่ได้!”

“เข้าเป็นสมัครพรรคพวกกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น? แกจะบอกว่าฉันเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นหรือ?” จางเซวียนถามด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น

“ก็หรือไม่ใช่? แกมีกองทัพหุ่นปีศาจปกป้องมากมายขนาดนั้น แล้วแกจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น!” อสูรตะวันไบแซนไทน์โพล่งออกมา

“คือ” จางเซวียนมองกองทัพหุ่นปีศาจที่รายล้อม แล้วก็ได้แต่กระพริบตาปริบๆ

ใครก็ตามที่มาเห็นกองทัพหุ่นปีศาจอยู่รอบตัวเขามากมายแบบนี้โดยไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลัง ก็จะต้องคิดแบบนั้น

ดูเหมือนทั้งหมดที่ผ่านมาจะเป็นการเข้าใจผิดขนานใหญ่

เขาคิดว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นลูกน้องที่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นส่งมาทำร้ายผู้เข้าทดสอบของสถาบันปรมาจารย์ ส่วนอีกฝ่ายก็คิดว่าเขาเป็นชนชั้นสูงของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น

นี่มันบ้าอะไร!

ถ้าเขารู้เสียก่อนว่าเป็นการเข้าใจผิด จะไม่มีทางทำร้ายอสูรตะวันไบแซนไทน์เลย!

สภาพของอีกฝ่ายตอนนี้แทบจะไม่เหมือนอสูรแล้ว

เมื่อนึกถึงภาพที่ตัวเองซ้อมอีกฝ่ายโดยใช้ให้ไอ้โหดจัดการเมื่อตอนบ่าย จางเซวียนได้แต่อ้าปากค้าง

ดูเหมือนเรื่องราวหลายอย่างจะเลยเถิดไป

ในแง่ของสถานภาพ อสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนก็เทียบเท่ากับหัวหน้าโรงเรียน การที่เขาซ้อมอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยมจนทำให้มันร่อแร่ไปไม่รู้กี่ครั้งกี่หน หากใครๆ รู้เข้าล่ะก็ เขาจบเห่แน่

ทั้งสถาบันปรมาจารย์คงจะไล่ล่าจนเขาต้องหายตัวไปจากโลก

เพราะฉะนั้น ตอนนี้มีทางออกอยู่สองทาง ทางแรกคือต้องฆ่าหมอนี่เสีย และทำให้แน่ใจว่าไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นตัวการ อีกทางหนึ่งคือทำให้มันเชื่อง ให้มันกลายเป็นอสูรของเราซะ ไม่อย่างนั้น ปล่อยมันออกไปเมื่อไหร่ มันจะต้องเอาเรื่องเราแน่! จางเซวียนคิดวกไปวนมาหลังจากที่รู้แล้วว่าเกิดการเข้าใจผิดครั้งใหญ่

ด้วยสถานภาพของอีกฝ่าย ต่อให้จางเซวียนพิสูจน์ได้ว่าตัวเขาไม่ใช่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ก็คงไม่มีทางที่มันจะปล่อยให้จางเซวียนหลุดมือไปง่ายๆ เพราะเขาได้ทำให้มันร่อแร่ใกล้ตายไม่รู้กี่ครั้งกี่หน หากปล่อยมันไป เคราะห์ร้ายต้องมาเยือนแน่

หนทางที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดก็คือต้องฆ่ามันเสีย!

แต่เราทำไม่ได้ เราควรจะลองวิธีที่ 2 ดีกว่า

ช่างเป็นเรื่องน่าประทับใจที่ได้เห็นอสูรตะวันไบแซนไทน์ปฏิเสธและไม่ละทิ้งจุดยืนแม้ขณะเผชิญหน้ากับความตาย มันเลือกที่จะเก็บความลับของมวลมนุษยชาติลงหลุมไปกับตัวเองด้วย หากจางเซวียนไม่รู้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในเมื่อเขารู้แล้ว คงจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิตหากพลั้งมือสังหารอีกฝ่ายไป

การทำให้มันเชื่องคงจะเป็นเรื่องยาก แต่จางเซวียนก็รู้สึกว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะแก้ไขความยุ่งเหยิงต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เมื่อตัดสินใจแล้ว จางเซวียนก็สูดหายใจลึกก่อนจะหันไปพูดกับอสูรตะวันไบแซนไทน์ว่า “ผมไม่ใช่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ผมเป็นปรมาจารย์จริงๆ !”

“เลิกเสแสร้งได้แล้ว! แกคิดว่าฉันจะเชื่อแกหรือ?” อสูรตะวันไบแซนไทน์ยังไม่เชื่อ

ถ้าหมอนี่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น จะมีกองทัพหุ่นมากมายคอยอารักขาได้อย่างไร? อีกอย่าง พวกมันก็จงรักภักดีกับเขาด้วย

นี่แกคิดว่าแกจะปั่นหัวฉันได้ง่ายๆ เพียงเพราะฉันเป็นอสูรอย่างนั้นหรือ?

จางเซวียนส่ายหน้าและถอนหายใจเฮือก “มีความจำเป็นอะไรที่ฉันจะต้องโกหกแก ฉันไม่ได้เป็น เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจริงๆ เรากำลังเข้าใจผิดกันอย่างแรง!”

ครู่ต่อมา รังสีที่จางเซวียนแผ่ออกาก็เปลี่ยนไป ในตอนนั้น เขาดูคล้ายเทพเจ้าจากสรวงสวรรค์ที่ไม่มีใครแตะต้องได้ ไม่มีใครอาจหาญท้าทายได้แม้สักคนเดียว

“นี่คือ”

เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีนั้น อสูรตะวันไบแซนไทน์งงไปชั่วขณะ จากนั้นนัยน์ตาของมันก็เบิกโพลงด้วยความอัศจรรย์ใจ

“คุณคือปรมาจารย์ฟ้าประทาน?”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version