Skip to content

Library Of Heaven’s Path 832


ตอนที่ 832 แท่นสถาปนาเซียน

ขณะที่ลู่เฟิงกับพรรคพวกกำลังวางแผนเปิดโปงตัวตนของจางเซวียน จางเซวียนกับหลัวลั่วชิงก็กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างในห้องโดยสารบนหลังจอมอสูรปีกม่วง เฝ้ามองหมู่เมฆที่ลอยผ่านไป

“แท่นสถาปนาเซียนคือสถานที่ที่ปรมาจารย์ขงได้กลายเป็นเซียน หลังจากที่ขึ้นสวรรค์แล้ว เขาได้จารึกสิ่งที่ตัวเองพบเห็นไว้บนหน้าผาของยอดเขา ทั้งยังทิ้งเจตจำนงส่วนหนึ่งไว้เพื่อเป็นของขวัญให้กับผู้ที่มีวาสนาต้องกันด้วย ในเมื่อคุณเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน คุณก็อาจมีสิทธิ์ได้รับมัน!” หลัวลั่วชิงพูดยิ้มๆ

“เจตจำนงส่วนหนึ่งของปรมาจารย์ขง?” จางเซวียนตาโต

ในฐานะผู้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์ เจตจำนงแม้เพียงเสี้ยวเดียวของปรมาจารย์ขงก็ทำให้ปรมาจารย์มากมายนับไม่ถ้วนพร้อมจะต่อสู้อย่างหน้ามืดตาลายเพื่อให้ได้มันมาแล้ว

“ถูกต้อง เจตจำนงนี้ไม่ได้แข็งแกร่งนักเพราะถูกทิ้งไว้หลังจากที่ปรมาจารย์ขงเพิ่งเข้าถึงวรยุทธระดับเซียน แต่นั่นแหละ ถึงอย่างไรก็เป็นของปรมาจารย์ขง ไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้ หากคุณได้รับมันมาและได้มีโอกาสทำความเข้าใจ ไม่ช้าไม่นานคุณจะต้องกลายเป็นนักรบระดับเซียนเช่นกัน” หลัวลั่วชิงตอบพร้อมกับพยักหน้า

“นักรบระดับเซียน?” จางเซวียนยิ้มเจื่อนๆ “ผมเป็นแค่นักรบการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุดเท่านั้น ยังห่างไกลกับนักรบระดับเซียนอยู่มาก”

ที่สูงไปกว่าวรยุทธขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ คือขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์, ขั้น 9-ตัวดักแด้, ขั้นกึ่งเซียน และสุดท้ายก็คือขั้นเซียนมือใหม่!

ตัวเขากับนักรบระดับเซียนยังห่างกันถึง 4 ขั้นเต็มๆ ต่อให้เขารวบรวมหนังสือเทคนิควรยุทธได้มากพอที่จะประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าของวรยุทธทั้ง 4 ขั้น แต่น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีก็คงมีไม่มากพอจะทำให้เขาฝึกฝนวรยุทธได้ไกลขนาดนั้น

การฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าในแต่ละขั้นต้องใช้พลังจิตวิญญาณในปริมาณสูงลิ่ว บางทีจางเซวียนอาจจะต้องหาหินวิเศษให้ได้มากกว่านี้เป็นพันเท่า หรือเพิ่มปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีให้ได้อีกมากกว่าจะสำเร็จวรยุทธระดับเซียน

อีกอย่าง ระยะห่างระหว่างวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้นตัวดักแด้กับขั้นกึ่งเซียน และระหว่างขั้นกึ่งเซียนไปถึงขั้นเซียนมือใหม่นั้นเป็นที่รู้กันดีว่าก้าวข้ามได้ยากมาก นักรบมากมายต้องจบการเดินทางในโลกแห่งวรยุทธของตัวเองก่อนเวลาอันควรเพราะติดอยู่ที่ด่านคอขวด 2 ด่านนี้ ต่อให้จางเซวียนฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะก้าวข้ามมันไปได้

“เมื่อครั้งแรกที่ฉันพบคุณที่ภูเขาเขียวขจี คุณยังเป็นแค่นักรบขจัดสิ่งมัวหมองขั้นสูงสุดเท่านั้น แต่ในเวลาไม่ถึง 2 เดือน คุณก็กลายเป็นนักรบการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุด พัฒนาวรยุทธได้ถึง 3 ขั้นเต็มๆ ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน! แม้ตัวฉันก็ยังไม่เคยพบใครที่พัฒนาได้รวดเร็วขนาดนี้มาก่อน การสำเร็จวรยุทธระดับเซียนนั้นอาจจะยังอยู่ไกล แต่คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณหรอก” หลัวลั่วชิงให้กำลังใจ

ครั้งแรกที่เธอได้พบจางเซวียน เขาเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4-ขจัดสิ่งมัวหมอง ขั้นสูงสุดเท่านั้น พอพบกันครั้งที่ 2 เขาเป็นนักรบขั้น 6-สะพานจักรวาล ขั้นสูงสุด เธอคิดว่าการพัฒนาวรยุทธด้วยระดับด้วยความรวดเร็วระดับนี้ก็น่าทึ่งมากแล้ว แต่ตอนที่เธอพบเขาอีกครั้งเมื่อวันก่อน เขาได้เป็นถึงนักรบขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ขั้นสูงสุด

เป็นการพัฒนาระดับวรยุทธที่น่าอัศจรรย์ทีเดียว

“ผมก็แค่ดวงดีเท่านั้นแหละ” จางเซวียนยิ้มเจื่อนๆ

เพราะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกและพลันนึกอะไรได้บางอย่าง จางเซวียนจึงถามต่อ “ว่าแต่ คุณมีหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นการเรียงร้อยสวรรค์อยู่บ้างไหม? คุณภาพไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผมแค่อยากได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะหาได้!”

สถาบันปรมาจารย์ก็มีหอวรยุทธที่ใช้เก็บหนังสือเทคนิควรยุทธ ซึ่งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดกว่าหอสมุดอื่นๆ ในสถาบัน โดยนอกจากจะมีค่ายกลอานุภาพสูงที่ทำให้แม้แต่จิตวิญญาณก็เล็ดรอดเข้าไปได้ยากแล้ว ผู้ที่ทำหน้าที่อารักขาก็เป็นอาจารย์ซึ่งมีวรยุทธระดับเซียนทั้งสิ้นหลังจากเข็ดเขี้ยวกับประสบการณ์ที่หอศาสตร์นาฏศิลป์ จางเซวียนก็ไม่กล้าหุนหันพลันแล่นอีก

แค่เว่ยหรันเฉว่คนเดียวก็ทำให้เขาเกือบถูกฆ่าตาย หากต้องเผชิญหน้ากับนักรบระดับเซียนหลายๆ คนที่มีความเชี่ยวชาญในการโจมตีจิตวิญญาณล่ะก็ คงได้ตายจริงๆ แน่

ด้วยเหตุนี้ แม้เขาจะแวะเวียนไปที่หอสมุดมาแล้วหลายโรงเรียน ก็ยังไม่ได้แวะไปที่หอวรยุทธเลย

ไม่ใช่เพราะหาไม่เจอ แต่เพราะไม่กล้าเข้าไป

ในเมื่อตอนนี้ไม่มีอะไรทำ หากจางเซวียนสามารถหาหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นการเรียงร้อยสวรรค์จากหลัวลั่วชิงได้สักหน่อย เขาจะได้ใช้เวลานี้ยกระดับวรยุทธไปพลางๆ

“หนังสือเทคนิควรยุทธขั้นการเรียงร้อยสวรรค์ ฉันมีแค่เล่มเดียว เป็นเทคนิควรยุทธที่ตกทอดกันมา ภายในตระกูล ฉันให้คุณดูไม่ได้หรอก” หลัวลั่วชิงส่ายหน้า

“ต้องขออภัยด้วยที่ผมละลาบละล้วง!” จางเซวียนเอ่ยปากขอโทษ

เท่าที่เขารู้ สาวน้อยคนนี้น่าจะมาจากตระกูลนักปราชญ์, ตระกูลหลัว ซึ่งตระกูลลักษณะนี้ย่อมหวงแหนมรดกตกทอดของตัวเอง การที่จู่ๆ ไปขอดูหนังสือเทคนิควรยุทธของอีกฝ่ายนั้นถือเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพ

ดูปรมาจารย์มู่เป็นตัวอย่าง เขาถูกขับออกจากตระกูลของตัวเองเพราะเปิดเผยศาสตร์ลับสุดยอดของตระกูลให้คนนอก

“ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าคุณอยากฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการเรียงร้อยสวรรค์ล่ะก็ ฉันพอจะให้คำชี้แนะคุณได้” หลัวลั่วชิงยิ้ม

“การเรียงร้อยสวรรค์, วรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 8 ด้วยการผสานร่างกายของตัวเองเข้ากับธรรมชาติ ผู้นั้นจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้…”

จางเซวียนตาโตขณะตั้งใจฟังคำพูดของหลัวลั่วชิง

สมกับที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลนักปราชญ์ ความรู้ความเข้าใจของเธอในวรยุทธขั้นการเรียงร้อยสวรรค์นั้นละเอียดล้ำลึกมาก หาที่ติไม่ได้เลย

หากจางเซวียนฝึกฝนวรยุทธตามวิธีการที่เธอถ่ายทอดให้ แม้ไม่มีเคล็ดวิชาเทียบฟ้า เขาก็สามารถฝ่าด่านวรยุทธได้

แต่จางเซวียนก็ตัดสินใจไม่รีบร้อน

แม้จะใช้เคล็ดวิชาเทียบฟ้า เขาก็ยังจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างรากฐานวรยุทธของตัวเองให้แข็งแกร่งก่อน มิฉะนั้น ต่อให้ยกระดับวรยุทธได้อย่างรวดเร็ว ก็จะเหมือนกับเงาของพระจันทร์ในน้ำ คือแตะเพียงเบาๆ ก็สูญสลาย

เขาเพิ่งเป็นนักรบการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบได้เพียง 2 วันเท่านั้น จึงควรใช้เวลาปรับวรยุทธให้มั่นคงและเข้าที่เข้าทางเสียก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป

แต่ถึงอย่างไร บทสนทนาระหว่างเขากับหลัวลั่วชิงก็ทำให้จางเซวียนได้ประโยชน์และมีความเข้าใจในวรยุทธเพิ่มขึ้นอีกมาก

วันนั้นเป็นวันที่สามของการเดินทางไปสู่แท่นสถาปนาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา จางเซวียนมีธุระยุ่งเหยิงกับกิจธุระเบ็ดเตล็ดของเขา ตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ปรับระดับวรยุทธให้เข้าที่

เขาซึมซับน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีจำนวนหนึ่งเข้าไป จากนั้นก็ถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าลงไปผสมผสาน ทำให้มันเข้มข้นและบริสุทธิ์กว่าเดิม

…..

เวลาผ่านไปราวกับติดปีก

การฝึกฝนอย่างหนักตลอด 3 วันทำให้จางเซวียนปรับระดับวรยุทธขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงสุดของเขาให้เข้าที่เข้าทางได้สำเร็จ ส่งผลให้รังสีของเขาคมปลาบกว่าแต่เก่าก่อน

แม้พละกำลังโดยรวมจะยังคงอยู่ที่ 14 ล้านติ่ง แต่ก็สามารถใช้พลังปราณได้รวดเร็วกว่าเดิม ทำให้ประสิทธิภาพการต่อสู้สูงขึ้น

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคือทะเลแห่งจิตวิญญาณบริเวณจุดตันเถียนของเขา ซึ่งได้ขยายใหญ่ขึ้นมากกว่า 2 เท่า พลังปราณบริสุทธิ์ปริ่มอยู่ในนั้นราวกับเขื่อนที่มีน้ำเต็ม สามารถดึงเอาพละกำลังมาใช้ได้ตลอดเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น ความเข้าใจในเรื่องวรยุทธขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบของเขาก็ล้ำลึกขึ้นด้วย ตอนนี้ จางเซวียนสามารถฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการเรียงร้อยสวรรค์ได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ

…..

เราควรพิจารณาหน้าหนังสือสีทองก่อน! จางเซวียนคิด

หลังจากรับหัวหน้าเจียงเป็นศิษย์ หน้าหนังสือสีทองก็ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า แต่ด้วยภารกิจยุ่งเหยิงมากมายที่ต้องจัดการในตอนนั้น จางเซวียนจึงยังไม่มีเวลาดูให้ดี ในเมื่อตอนนี้ คงอีกสักพักกว่าจะถึงแท่นสถาปนาเซียน จึงเป็นโอกาสดีที่จะตรวจสอบดู

หนังสือเล่มนี้เหมือนกับหนังสือสีทองของหอสมุดเทียบฟ้าก่อนการอัพเกรด แต่คราวนี้หน้าปกของมันเป็นสีเข้ม ทำให้ดูล้ำลึกและทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก

ดูเหมือนการที่หอสมุดเทียบฟ้าอัพเกรดตัวเองขึ้นนั้นจะเป็นการอัพเกรดหน้าหนังสือสีทองด้วย

ที่ผ่านมา หน้าหนังสือสีทองมีประโยชน์หลักๆ 4 อย่างคือ การซึมซับความรู้ต่างๆ นานาจากหนังสือในหอสมุดเทียบฟ้าเข้าหัวสมองของเขา, สามารถสำแดงอานุภาพเป็นก้อนอิฐที่สังหารได้แม้แต่ นักรบที่มีความเชี่ยวชาญระดับเดียวกันกับไอ้โหด, เป็นเครื่องมือยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ และสามารถกักขังสิ่งมีชีวิตไว้ในหนังสือได้

หลังจากได้รับการอัพเกรดจนกลายเป็นหนังสือที่มีปกสีเข้มแล้ว มันจะมีความสามารถอะไรแตกต่างจากเดิมหรือเปล่า?

ขณะที่จางเซวียนกำลังจะเพ่งสมาธิดิ่งลึกเข้าไป เสียงนุ่มๆ ก็ดังขึ้น “เรามาถึงแท่นสถาปนาเซียนแล้ว!”

เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนรีบถอนสมาธิออกจากหอสมุดเทียบฟ้า และทันทีที่ลืมตาขึ้นก็เห็น หลัวลั่วชิงยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เธอจับจ้องภูมิทัศน์ด้านนอก เกิดเป็นภาพที่แสนงดงามและดูสงบสุข

จางเซวียนเดินเข้าไปหาเธอ ที่นอกหน้าต่างนั้น เขาเห็นภูเขาสูงชันลูกหนึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางที่ราบโล่ง ทำให้ดูเหมือนมังกรทรงพลังที่กำลังพุ่งผงาดขึ้นสู่หมู่เมฆ

แต่ที่ออกจะประหลาดสักหน่อยก็คือยอดเขานั้นมีลักษณะแบนราบ เมื่อมองจากระยะไกล ก็ดูเหมือนแท่นขนาดใหญ่ มีทางเดินหมุนวนขึ้นไปจนถึงยอด

“นี่คือแท่นสถาปนาเซียน?” จางเซวียนตาโต

ด้วยการรังสรรค์อย่างพิสดารพันลึกของธรรมชาติ ภูเขาลูกนี้ดูเหมือนแท่นที่เชื่อมระหว่างสรวงสวรรค์กับโลกมนุษย์ ยากที่จะบรรยายภาพที่เห็นออกมาด้วยคำพูดหากไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง

“ว่ากันว่าปรมาจารย์ขงนั่งอยู่บนยอดเขานั้นเป็นเวลา 3 วัน และในทันทีที่เขาฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ เสียงของเหล่าทวยเทพก็ดังก้องลงมาจากสรวงสวรรค์ ฆ้องกลองสวรรค์มากมายประโคมขึ้นพร้อมกันเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของเขา!”

หลัวลั่วชิงอธิบายยิ้มๆ ดูเหมือนเธอพอจะรู้รายละเอียดการสำเร็จวรยุทธเป็นเซียนของปรมาจารย์ขงอยู่บ้าง “ไม่มีใครรู้ว่าก่อนหน้านั้นภูเขามีลักษณะอย่างไร แต่ดูเหมือนมันจะปรับเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองหลังจากที่ปรมาจารย์ขงสำเร็จวรยุทธและกลายเป็นเซียน มันกลายเป็นแท่นบนโลกมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับสวรรค์ คุณว่าอย่างนั้นไหม? การฝึกฝนวรยุทธบนยอดเขาจะช่วยเปิดใจของนักรบผู้นั้นให้ปลอดโปร่ง ทำให้ฝ่าด่านวรยุทธได้ง่ายขึ้น นี่คือเหตุผลที่นักรบมากมายเดินทางมาถึงที่นี่เพื่อพยายามฝ่าด่านคอขวดที่ปิดกั้นพวกเขา”

จางเซวียนพยักหน้า

ด้วยดวงตาหยั่งรู้ เขามองเห็นร่างดำๆ หลายร่างเดินไปเดินมาบนทางเดินที่คดเคี้ยวนั้น

ก็เป็นอย่างที่เธอพูด ผู้คนมากมายพากันแวะเวียนมาที่นี่เพื่อแสวงหาความกระจ่างและการหยั่งรู้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแต่ละคน

‘เพราะเป็นสถานที่ที่ปรมาจารย์ขงได้สำเร็จวรยุทธและกลายเป็นเซียน สภาปรมาจารย์จึงกำหนดให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ต้องการขึ้นไปเยี่ยมชมด้านบนจะต้องเดินขึ้นเขาทีละก้าว ห้ามการต่อสู้ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด และแม้แต่นักรบระดับเซียนก็ไม่ได้รับข้อยกเว้น” หลัวลั่วชิงพูด

เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อปรมาจารย์ขง นักเดินทางจะไม่ได้รับอนุญาตให้บินตรงไปสู่ยอดเขา ใครที่ต้องการขึ้นไปจนถึงยอดเขาก็มีทางเดียวคือป่ายปีนไปตามเส้นทางอันคดเคี้ยวนั้น

จางเซวียนจึงสั่งจอมอสูรปีกม่วงให้ร่อนลงจอดที่ตีนเขา

แต่ยังไม่ทันจะถึงพื้น ก็เห็นผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนในชุดเสื้อคลุมปรมาจารย์ค่อยๆ เดินขึ้นเขาไป

ส่วนใหญ่เป็นนักรบขั้นตัวดักแด้ แต่ก็มีนักรบขั้นกึ่งเซียน หรือแม้แต่เซียนมือใหม่อยู่จำนวนหนึ่ง บางส่วนเป็นปรมาจารย์ แต่ที่เป็นนักรบทั่วไปก็มีอยู่บ้าง ดูเหมือนพวกเขาจะมาเสาะแสวงหาปาฏิหาริย์เช่นกัน

“คนพวกนี้มาจากจักรวรรดิหงหย่วนหมดเลยหรือ?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

ด้วยการกวาดสายตามอง เขากะได้คร่าวๆ ว่ามีนักรบอยู่บริเวณนี้ราว 10,000 คน ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นนักรบขั้นตัวดักแด้ ขั้นกึ่งเซียน และขั้นเซียนมือใหม่ ว่าแต่จักรวรรดิหงหย่วนมีผู้เชี่ยวชาญมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

“แน่นอนว่าไม่ใช่! แท่นสถาปนาเซียนตั้งอยู่ใกล้บริเวณชายแดนของจักรวรรดิหงหย่วน ซึ่งตัดกันกับจักรวรรดิขั้น 1 อีกสิบกว่าจักรวรรดิ บางครั้ง แม้แต่นักรบจากจักรวรรดิอันทรงเกียรติก็แวะเวียนที่นี่ ดังนั้น จากฝูงชนที่คุณเห็นอยู่ตอนนี้ มีที่มาจากจักรวรรดิหงหย่วนแค่ไม่ถึง 1%” หลัวลั่วชิงตอบ

“ผมเข้าใจแล้ว” จางเซวียนพยักหน้า

จากการอ่านหนังสือมากมายตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาก็พอเข้าใจการกระจายอำนาจในดินแดนบริเวณนี้อย่างคร่าวๆ

จักรวรรดิหงหย่วนเป็นจักรวรรดิขั้น 1 ที่อยู่ในสังกัดของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ

จักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรตินี้มีจักรวรรดิขั้น 1 ที่อยู่ในระดับเดียวกับจักรวรรดิหงหย่วนอยู่ในสังกัดหลายสิบจักรวรรดิ โดยจักรวรรดิฉิงหย่วนมีพื้นที่หลายสิบล้านตารางกิโลเมตร ทั้งยังมีประชากรราวหนึ่งล้านล้านคน

แม้จักรวรรดิหงหย่วนจะมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อยในจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ เพราะเป็นที่ตั้งของสถาบันปรมาจารย์ แต่ก็ยังห่างไกลกับการเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดในบรรดาจักรวรรดิขั้น 1 ด้วยกัน เรียกได้ว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นี่คือเหตุผลที่มีจำนวนผู้เชี่ยวชาญอยู่ในจักรวรรดิหงหย่วนไม่มากเท่าไหร่

ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็เป็นแค่นักรบระดับเซียนขั้น 1 สูงสุดเท่านั้น แต่ในจักรวรรดิขั้น 1 ที่ทรงพลังกว่านี้ มีทั้งนักรบระดับเซียนขั้น 2 หรือแม้แต่ขั้น 3

ขนาดในจักรวรรดิขั้น 1 เหมือนกันก็ยังมีความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพการต่อสู้

“จักรวรรดิขั้น 1 ที่อื่นๆ มีสถาบันปรมาจารย์หรือเปล่า หรือมีเฉพาะที่จักรวรรดิหงหย่วน?” จางเซวียนถาม

“การก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์เป็นโครงการที่ต้องใช้ทรัพยากรและเงินทองมหาศาล ด้วยเหตุนี้ แม้สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะไม่ใช่สถาบันปรมาจารย์แห่งเดียว แต่ในบรรดาจักรวรรดิขั้น 1 ด้วยกันก็มีอยู่เพียงไม่กี่ที่ที่มีสถาบันปรมาจารย์ จากหลายสิบจักรวรรดิขั้น 1 ที่อยู่ในสังกัดของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ มีสถาบันปรมาจารย์เพียง 4 แห่งเท่านั้น” หลัวลั่วชิงตอบ

“แต่สถาบันทั้ง 4 แห่งก็ตั้งอยู่ไกลจากกันมากจนมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ามีอยู่!”

“4 สถาบัน?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าสถาบันปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนเป็นเพียงสถาบันปรมาจารย์แห่งเดียวที่มีอยู่ในจักรวรรดิขั้น 1 ใครจะรู้ว่ายังมีอีก 3 แห่ง

สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนมีปรมาจารย์ราว 1 แสนคน ก็แปลว่าที่อื่นจะต้องมีปรมาจารย์ในจำนวนใกล้เคียงกัน

ดูเหมือนทวีปแห่งปรมาจารย์นี้จะใหญ่โตมโหฬารมาก ใหญ่กว่าดวงดาวที่เขาเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้อย่างน้อยๆ ก็หลายหมื่นเท่า!

ช่างน่าสะพรึงเสียจริง!

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version