ตอนที่ 837 มิติลี้ลับ
หัวใจของแท่นสถาปนาเซียนก็คือถ้อยคำที่จารึกไว้บนหน้าผา
เพราะเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ขงได้ทิ้งไว้ จึงไม่มีปรมาจารย์คนไหนที่ไม่คิดว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดังต่อหน้าถ้อยคำเหล่านั้นด้วยซ้ำเพราะเกรงจะเป็นการไม่เคารพ
แต่คุณมาถึงได้แค่แป๊บเดียวก็ทำลายมันจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม้แต่จะซ่อมก็ซ่อมไม่ได้
การที่คุณจะสร้างความปั่นป่วนไปทั่วสถาบันก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะด้วยความจำเป็นในการรักษาชื่อเสียง ทางสถาบันก็จำเป็นจะต้องเหยียบเรื่องนั้นไว้ให้มิด
แต่คราวนี้
คุณมีความเคืองแค้นอะไรกับข้าวของทุกอย่าง หรือเกิดมาพร้อมกับสภาวะพิเศษแต่กำเนิดที่ทำให้เป็นเทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง?
ในพจนานุกรมของคุณมีคำว่าระมัดระวังบ้างหรือเปล่า?
กล้าทำลายแม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ปรมาจารย์ขงสำเร็จวรยุทธเป็นขั้นเซียน อย่างน้อยก็หาเป้าหมายที่สำคัญน้อยกว่านี้หน่อยได้ไหม? นี่คุณกำลังตบหน้าสภาปรมาจารย์ทั้งสภาเลยนะ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าออกจากหุบเขาไม่ได้แน่ ตอนนี้ปรมาจารย์มากมายนับไม่ถ้วนจ้องจะเล่นงานคุณอยู่ อยากสับคุณให้เละเป็นชิ้นๆ
หลัวลั่วชิงพูดไม่ออก เธอรี่เข้าไปหาจางเซวียน ฉุดแขนเสื้อของเขาไว้แล้วรีบดึงให้หนี
เธอคือผู้พาจางเซวียนมาที่นี่ จึงรู้สึกว่าจะต้องรับผิดชอบชีวิตเขา
ถึงอย่างไร หนีไปเสียตอนนี้เลยก็ยังไม่เท่าไหร่ หากทุกคนมาพร้อมหน้ากันล่ะก็คงเสร็จแน่!
“ฮึ?”
หลัวลั่วชิงคิดว่าจางเซวียนคงรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะฉะนั้นคงยอมหนีแต่โดยดี แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเพราะอีกฝ่ายยืนนิ่งราวกับรากงอกไปเสียแล้ว
“เร็วเข้า รีบไปกันเถอะ!” หลัวลั่วชิงเร่ง
“รอเดี๋ยว!” จางเซวียนฉุดแขนเสื้อของหลัวลั่วชิงไว้ไม่ให้เธอไป อีกมือหนึ่งชี้ไปที่เศษอิฐเศษปูน “ดูนั่นสิ”
“ให้ดูอะไร?” หลัวลั่วชิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นจางเซวียนยังมีอารมณ์จะจ้องมองซากปรักหักพัง
แต่แล้วก็ได้เห็นในสิ่งที่ทำให้เธอได้แต่กระพริบตาปริบๆ
สิ่งที่อยู่ภายใต้เศษอิฐเศษปูนนั้นไม่ใช่มีแค่ซากปรักหักพัง แต่มีแท่นหินขนาดราว 1 ตารางเมตรซึ่งกำลังเร่งรังสีแปลกประหลาดออกมา ทั้งสง่างามและดูศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งวัตถุที่มาจากสรวงสวรรค์
“หรือว่าตรงนี้คือสถานที่ที่ปรมาจารย์ขงสำเร็จวรยุทธระดับเซียน?” หลัวลั่วชิงตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
นั่นคือเหตุผลหลักที่เธอมาที่นี่ หลังจากเดินวนดูรอบๆยอดเขาและไม่พบอะไรเลย ก็คิดว่าบางทีสถานที่นั้นคงเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา คงไม่มีโอกาสได้พบอีกแล้ว ใครจะคิดว่ามาซ่อนอยู่ในหน้าผา!
เรื่องนี้อธิบายได้ว่าทำไมเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นถึงหาพื้นที่นั้นไม่พบ แม้จะกวาดล้างทุกอย่างจนราบคาบ
ในตอนนั้น สิ่งที่พวกมันทำลายได้ก็มีแต่ถ้อยคำบนกำแพง แต่หน้าผายังคงสภาพดีอยู่
ขณะกำลังตกตะลึง หลัวลั่วชิงก็รู้สึกว่ามีคนฉุดแขนเสื้อ
“ไปดูกัน!” จางเซวียนพูดขณะที่ดึงตัวเธอไปยังแท่นหิน
หลัวลั่วชิงตามเขาไปโดยไม่ลังเล
แสงสว่างนั้นยังคงเห็นได้ชัดท่ามกลางกลุ่มควันคละคลุ้ง จางเซวียนยื่นมือเข้าไปแตะมันอย่างแผ่วเบา
วิ้ง!
แสงจันทร์เจิดจ้าปกคลุมร่างของทั้งสองคนไว้ ครู่ต่อมาจางเซวียนกับหลัวลั่วชิงก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังร่วงหล่น เหมือนโลกทั้งโลกลอยลิ่วผ่านไปในชั่วพริบตา
เมื่อแสงเจิดจ้านั้นดับลง ทั้งจางเซวียน หลัวลั่วชิง และแท่นหินก็หายวับไปราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน
…..
“สรุปว่านี่คือข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังถ้อยคำแห่งการหยั่งรู้ ไม่นึกเลยว่าการศึกษาตลอดระยะเวลาหลายปีของผมจะสูญเปล่า”
หลังจากทั้งคู่หายไปแล้ว ปรมาจารย์หวู่กับคนอื่นๆถึงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง ราวกับเพิ่งหายตกตะลึง
หลังจากถ้อยคำให้การยอมรับจากปรมาจารย์ขงปรากฏขึ้น พวกเขาก็ตกอยู่ในภวังค์ ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง
เมื่อระลึกได้ถึงสิ่งที่เพิ่งได้เห็น ต่างคนพากันหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
วัตถุประสงค์ของวงเสวนาสถาปนาเซียนก็เพื่อค้นหาความหมายที่อยู่เบื้องหลังถ้อยคำของปรมาจารย์ขงไม่ใช่หรือ?
แม้ผู้ที่ทำสำเร็จจะเป็นแค่นักรบขั้นการสอดประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เรื่องจริงก็คือเขาได้ค้นพบสิ่งที่ทุกคนพยายามค้นหามานานนับปีไม่ถ้วน
“ผู้อาวุโสที่อธิบายถ้อยคำแห่งการหยั่งรู้ของปรมาจารย์ขงอยู่ที่ไหนล่ะ?”
ฝูงชนรีบหันไปทางทิศที่จางเซวียนเคยยืนอยู่เมื่อครู่ แต่พื้นดินว่างเปล่า ไม่มีใครให้เห็นเลย
ในเวลาเดียวกัน คำนำหน้าชื่อของเขาก็เปลี่ยนจาก ‘เจ้าหนุ่ม’ มาเป็น ‘ผู้อาวุโส’ เพื่อแสดงความเคารพ
“ไม่อยู่แล้ว เมื่อครู่ยังยืนอยู่ตรงนั้นเลย” ปรมาจารย์หวังพึมพำด้วยความอัศจรรย์ใจ
ในความรู้สึกของพวกเขา เหมือนผ่านไปเพียง 1 วินาทีเท่านั้นหลังจากถ้อยคำให้การยอมรับของปรมาจารย์ขงปรากฏขึ้น แต่อันที่จริงแล้วทุกคนต่างเข้าภวังค์ ไม่มีใครเห็นภาพที่จางเซวียนกับ หลัวลั่วชิงก้าวเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝุ่นควันและหายวับไปในชั่วพริบตา ทุกอย่างเกิดขึ้นและผ่านไปราวกับความฝัน
“สามารถทำความเข้าใจเจตจำนงของปรมาจารย์ขงและถึงกับได้การยอมรับของเขา ชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ธรรมดาเลย น่าเสียดายที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาสักนิด!” ปรมาจารย์หวู่ส่ายหัวอย่างละอายใจ
เมื่อครู่ก่อนนี้เองที่เขาเพิ่งกล่าวหาอีกฝ่ายว่าแสร้งทำเป็นโง่เง่า แต่ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายมีความรอบรู้เหนือกว่าเขา
เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก สิ่งที่ทำลงไปช่างน่าอับอายขายหน้า
เพราะถึงอย่างไร ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวก็ควรมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น เขาเข้าใจอีกฝ่ายผิดไปอย่างรุนแรง และหากมีโอกาสได้พบผู้อาวุโสคนนั้นอีกสักครั้ง แน่นอนว่าจะต้องเอ่ยปากขอโทษอย่างจริงใจ
“ปรมาจารย์หวู่ หน้าผาพังแล้ว” ปรมาจารย์ซุนเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ
ในแต่ละปี นักรบมากมายนับไม่ถ้วนจะมาเยี่ยมเยียนแท่นสถาปนาเซียนเพื่อหวังผลในการฝ่าด่านวรยุทธ แต่ในเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น พวกเขาจะอธิบายให้สภาปรมาจารย์ฟังอย่างไร?
“แท่นสถาปนาเซียนเป็นปูชนียสถานก็จริง แต่สิ่งที่จารึกไว้บนกำแพงนั้นไม่ใช่ลายมือของปรมาจารย์ขง เป็นแค่การทำเลียนแบบ อีกอย่าง ถึงมันจะพังทลายไปแล้ว แต่เราก็ได้รับความเข้าใจอย่างสมบูรณ์แบบมาแทน ดังนั้นจึงไม่ได้มีอะไรเสียหายต่อสภาปรมาจารย์เลย กลับเป็นเรื่องดีอย่างใหญ่หลวงเสียด้วยซ้ำ! ผมจะติดต่อทางสมาคมจิตรกรเพื่อให้พวกเขาส่งคนมาทำการซ่อมแซม และครั้งนี้เราจะจารึกในแบบที่ถูกต้อง” ปรมาจารย์หวู่พูดด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
ปรมาจารย์ขงได้แสดงถ้อยคำที่บ่งบอกถึงการยอมรับเรื่องนี้แล้ว ในเมื่อแม้แต่ปรมาจารย์ขงยังไม่โกรธเคือง แล้วพวกเขาจะหงุดหงิดใจไปทำไม?
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความเข้าใจอันสมบูรณ์แบบแล้ว คราวนี้พวกเขาก็สามารถดึงดูดผู้คนให้มาที่แท่นสถาปนาเซียนได้มากขึ้นอีก และเผยแพร่คำสอนของปรมาจารย์ขงได้ด้วย!
“ปรมาจารย์หวัง ช่วยทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนี้สงบลงที, ปรมาจารย์ซุน ตามผมไปสำรวจรอบๆ เผื่อเราจะเจอชายหนุ่มคนนั้น ถ้าเราให้เขาเปิดการบรรยายเรื่องถ้อยคำแห่งการหยั่งรู้ของปรมาจารย์ขงล่ะก็ เราคงจะได้รับประโยชน์มาก” ปรมาจารย์หวู่พูด
“ได้สิ” ปรมาจารย์ซุนกับปรมาจารย์หวังพยักหน้า
หลังจากสั่งการแล้ว ปรมาจารย์หวู่กับปรมาจารย์ซุนก็รีบมุ่งหน้าลงเขาไปเพื่อตามหาชายหนุ่ม ด้วยฝีเท้าแผ่วเบา ใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงตีนเขา แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะหายวับไปจากโลกใบนี้เสียแล้ว
เจ้าหนุ่มคนนั้นทำให้หน้าผาพังทลาย แต่ก็ได้ตีความเจตจำนงของปรมาจารย์ขงจนได้การยอมรับจากเขา แม้ทั้งคู่จะเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว แต่ก็ดีใจที่มีโอกาสได้เห็นภาพนั้นกับตา
“น่าเสียดายจริงๆ”
ทั้งคู่ถอนหายใจด้วยความเสียดายที่หาตัวชายหนุ่มไม่พบ
…..
หลังจากหายวับไปจากบริเวณที่ยืนอยู่ จางเซวียนกับหลัวลั่วชิงก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างไปจากเดิม
ตรงหน้าพวกเขาคือทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มและสวนดอกไม้ ไม่ห่างออกไปนักมีกระท่อมฟางอยู่หลังหนึ่ง
“ที่นี่คือที่ไหน?” จางเซวียนงงงันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน
เมื่อครู่นี้เขายังอยู่ที่ยอดเขา แต่ในชั่วพริบตาก็มาอยู่ในทุ่งหญ้าเสียแล้ว
เมื่อนึกได้ว่ายังคงจับชายแขนเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้ ก็รีบหันกลับไปดู ซึ่งก็ทันได้เห็นหลัวลั่วชิงหน้าแดงก่ำขณะรีบดึงแขนเสื้อให้หลุดจากมือของเขา
ครู่ต่อมา เมื่อหายเขินแล้ว หลัวลั่วชิงมองไปรอบๆแล้วพูดว่า “ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด ที่นี่คือมิติลี้ลับ!”
“มิติลี้ลับ?” จางเซวียนถามด้วยความสงสัย
“ใช่ มิติลี้ลับคือพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกบีบอัดจนเหลือเป็นพื้นที่เล็กๆ แหวนเก็บสมบัติก็คือรูปแบบหนึ่งของมิติลี้ลับเช่นกัน แต่สภาพแวดล้อมในแหวนเก็บสมบัตินั้นไม่เหมาะที่จะให้มนุษย์อาศัยอยู่ ขณะที่มิติลี้ลับทำได้” หลัวลั่วชิงตอบ
จางเซวียนพยักหน้า “ฟังดูเหมือนรังนางพญามดเลย”
“ใช่แล้ว โดยหลักการก็เหมือนกับรังนางพญามด แต่มิติลี้ลับนั้นกว้างใหญ่กว่ามาก”
หลัวลั่วชิงพยักหน้า “การตัดสินว่าสถานที่ที่คุณอยู่เป็นมิติลี้ลับหรือไม่นั้นไม่ได้ยากเกินไป เพราะมิติลี้ลับเป็นของเทียมและเสถียรน้อยกว่า พื้นที่ว่างภายในนั้นจึงสามารถสั่นสะเทือนได้ด้วยการออกแรงเพียงเล็กน้อย”
เมื่อได้ยินแบบนั้น จางเซวียนสูดหายใจลึกก่อนจะปล่อยหมัดออกไป
ครืนนนน!
แรงปะทะอย่างรุนแรงระเบิดออกมาโดยรอบ พื้นที่บริเวณนั้นดูจะสั่นสะเทือนเล็กน้อย
“ดูเหมือนจะไม่ค่อยแข็งแรงมั่นคงนักนะ” จางเซวียนออกความเห็น
สิ่งนี้ยืนยันได้ว่าพวกเขาอยู่ในมิติลี้ลับจริงๆ
แต่การสร้างและบีบอัดพื้นที่ใหญ่โตลงไปในพื้นที่เล็กขนาดนี้ได้ย่อมบ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่เหนือชั้นกว่ารังนางพญามดหลายเท่า แล้วผู้รังสรรค์สิ่งนี้จะต้องน่าสะพรึงแค่ไหนกัน?
หลัวลั่วชิงพูดราวกับจะเดาความคิดของจางเซวียนออก “หากไม่ใช่ด้วยวิธีการพิเศษบางอย่าง ก็มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ได้”
“ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว?” จางเซวียนถามด้วยความอัศจรรย์ใจ
นั่นคือบุคคลที่เป็นสุดยอดของทวีปแห่งปรมาจารย์ แม้ตัวเขาจะมีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในครอบครอง แต่จางเซวียนก็ไม่กล้าจะเอะอะมะเทิ่งต่อหน้าบุคคลระดับนั้น
ความเหลื่อมล้ำในความสามารถนั้นห่างกันมากเกินไป จนแม้แต่การปลอมตัวเพื่อตบตาของเขาก็ทำอะไรไม่ได้
“หรือว่าสิ่งนี้เป็นผลงานของปรมาจารย์ขง?” จางเซวียนถาม
เพียงแค่สัมผัสรังสีที่อยู่บริเวณหน้าผาของแท่นสถาปนาเซียน เขาก็ถูกพาตัวมาที่นี่ ดังนั้นสิ่งนี้จึงน่าจะเป็นผลงานของปรมาจารย์ขง
การเปิดเผยข้อบกพร่องต่อหน้าสาธารณชนของจางเซวียนอาจเป็นการกระตุ้นกลไกบางอย่างที่ปรมาจารย์ขงติดตั้งไว้บนหน้าผานั้น
“เป็นไปได้เลยล่ะ แต่ก็ยังเร็วเกินกว่าที่จะแน่ใจ ไปดูที่กระท่อมกันก่อนเถอะ บางทีอาจจะพบเงื่อนงำบางอย่าง!” หลัวลั่วชิงพูด
“ได้สิ” จางเซวียนพยักหน้า
กระท่อมฟางหลังนั้นดูรกเลอะเทอะ ใกล้เคียงกับกระท่อมที่เขาเห็นบนยอดเขาเล่หยวน ประตูไม่ได้ล็อค เพียงแค่ผลักเบาๆทั้งคู่ก็เข้าไปในกระท่อมได้
ห้องนั้นมีพื้นที่ราว 20-30 ตารางเมตร มีโต๊ะสี่เหลี่ยมตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง ม้วนกระดาษเก่าคร่ำม้วนหนึ่งวางอยู่บนนั้น
จางเซวียนสบตากับหลัวลั่วชิง ก่อนจะเข้าไปคลี่ม้วนกระดาษนั้นออกอย่างแผ่วเบา
มีถ้อยคำจารึกไว้บนม้วนกระดาษนั้น ซึ่งเนื้อหาก็เหมือนกันเป๊ะกับสิ่งที่จารึกไว้บนหน้าผา
ถ้อยคำพวกนั้นไม่ได้หรูหราอะไร แต่ส่งผลต่อจิตใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
“นี่คือลายมือของปรมาจารย์ขง?” จางเซวียนหรี่ตา
ครู่ต่อมา เลือดในกายของเขาก็ไหลพล่านราวกับถูกกระตุ้นด้วยอะไรบางอย่าง จางเซวียนปล่อยรังสีของปรมาจารย์ฟ้าประทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
และไม่ช้า เขาก็ตกอยู่ในภวังค์
“ลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณ?” หลัวลั่วชิงขมวดคิ้ว
ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าสิ่งที่จารึกไว้บนม้วนกระดาษนั้นจะต้องเป็นลายมือของปรมาจารย์ขงแน่
มีแต่ครูบาอาจารย์ของโลกเท่านั้นที่สามารถทำให้ผู้หนึ่งเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งได้เพียงแค่มองเห็นถ้อยคำ
เมื่อลายมือบ่มเพาะจิตวิญญาณแสดงผล จะทำให้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผู้นั้นเพิ่มขึ้น มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนักและเป็นที่ปรารถนาของปรมาจารย์ทุกคน
รู้ดีว่าเธอไม่ควรขัดจังหวะจางเซวียนในช่วงเวลาแบบนี้ หลัวลั่วชิงจึงปล่อยเขาไว้ เธอสำรวจรอบๆกระท่อมอย่างรวดเร็ว แต่นอกจากม้วนกระดาษแล้วก็ไม่มีอะไรให้เห็นเลย จึงได้แต่ส่ายหน้าแล้วออกจากกระท่อมไป
เธอเดินวนไปรอบๆทุ่งหญ้าที่อยู่รอบกระท่อม ริ้วรอยของความกังวลบนใบหน้าของเธอดูจะฝังลึกขึ้นอีก บอกไม่ได้ว่าหลัวลั่วชิงคิดอะไรอยู่ แต่ประกายแห่งความคาดหวังเบาบางที่มีอยู่ในดวงตาของเธอนั้นดูจะหม่นหมองลง
