Skip to content

Library Of Heaven’s Path 900


ตอนที่ 900 ให้ผมซ้อมคุณได้ไหม?

อาจารย์ใหญ่ทุกรุ่นทุกยุคสมัยได้ฝากเจตจำนงเสี้ยวหนึ่งไว้ที่สถาบันปรมาจารย์ แม้อาจารย์ใหญ่คนก่อนจะหายตัวไปกะทันหัน แต่ในเมื่อที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกตกทอดของสถาบันปรมาจารย์ เขาก็น่าจะฝากฝังเจตจำนงส่วนหนึ่งไว้

ทำไมถึงไม่มีร่องรอยของอาจารย์ใหญ่คนก่อนให้เห็นเลย?

รู้สึกได้ว่าจางเซวียนสงสัย จ้าวปิงฉูอธิบายผ่านทางโทรจิต “ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไปก่อนที่จะทำคุณประโยชน์ได้มากพอที่จะเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่ จึงฝากเจตจำนงไว้ไม่ได้”

“ทำคุณประโยชน์?” จางเซวียนงงกับถ้อยคำนั้น

“สภาปรมาจารย์มีสถิติการประสบความสำเร็จของปรมาจารย์แต่ละคน และการประสบความสำเร็จเหล่านี้จะถูกวัดปริมาณในรูปของการทำคุณประโยชน์ อาจารย์ใหญ่แต่ละรุ่นจะต้องทำคุณประโยชน์ให้ได้ถึงระดับที่กำหนดไว้ จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่”

“โดยทั่วไป สิ่งที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติก็ถือเป็นการทำคุณประโยชน์ อย่างเช่นการถ่ายทอดความรู้ที่ทำให้นักรบมีวรยุทธก้าวหน้าขึ้น ก็ถือเป็นการทำคุณประโยชน์ การสังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นและปกป้องมวลมนุษย์จากการข่มขู่คุกคามที่ไม่เป็นธรรม ก็ถือเป็นการทำคุณประโยชน์ การคิดค้นเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ใหม่ๆ รวมถึงเผยแพร่มันออกไปเพื่อให้มวลมนุษย์ได้ใช้ ก็ถือเป็นคุณประโยชน์เช่นกัน” จ้าวปิงฉูอธิบายยิ้มๆ

“อาจารย์ใหญ่จาง การที่คุณทำให้เหล่าอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนแห่งสันเขาปุยเมฆยอมจำนนได้นั้นถือเป็นการช่วยชีวิตมวลมนุษย์ไว้จากหายนะที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งทางสภาปรมาจารย์ถือเป็นการทำคุณประโยชน์ครั้งใหญ่ ลำพังแค่การทำคุณประโยชน์ครั้งนี้ก็ทำให้คุณมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่แล้ว”

สันเขาปุยเมฆเป็นภัยคุกคามขนาดหนักกับสถาบันปรมาจารย์ตลอดมา และแม้จะผ่านอาจารย์ใหญ่มาแล้วเป็นร้อยคน ปัญหานี้ก็ยังไม่คลี่คลาย เมื่อเผชิญกับความยุ่งยากดังกล่าว ไม่เพียงแต่อาจารย์ใหญ่จางจะลงมือแก้ไขทันที ยังสามารถเปลี่ยนกองกำลังของสันเขาปุยเมฆให้กลายเป็นกองกำลังของสถาบันปรมาจารย์ได้ด้วย ด้วยการประสบความสำเร็จขนาดนี้ แม้การทำคุณประโยชน์ของเขาจะยังด้อยกว่าผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์ แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกเป็นนับพันนับหมื่นปี

“ผมทำคุณประโยชน์เพียงพอแล้วหรือ?” จางเซวียนชะงักกับข่าวที่ได้รับอย่างกะทันหัน

“แน่นอน!” จ้าวปิงฉูผงกหัวด้วยสีหน้าปั้นยาก

อาจารย์ใหญ่คนอื่นๆเขาต้องพยายามกันแทบเป็นแทบตายเพื่อจะทำในสิ่งที่เรียกว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เพื่อจะได้เข้าถึงระดับที่เพียงพอต่อการเข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่

มีแต่อาจารย์ใหญ่คนปัจจุบันนี่แหละ ที่ทำคุณประโยชน์ได้มากพอแล้วทั้งที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสักนิด

ถ้าอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆรู้เรื่องนี้เข้า มิกระอักเลือดและสาปแช่งกันให้วุ่นหรือ?

บางทีความเหลื่อมล้ำระหว่างมนุษย์ก็เป็นเรื่องที่น่าท้อใจ

จางเซวียนถามต่อ ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าหัวหน้าจ้าวคิดอะไรอยู่ “สุสานอาจารย์ใหญ่คืออะไร?”

“สุสานอาจารย์ใหญ่คือสถานที่ที่เจตจำนงของเหล่าอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆถูกบ่มเพาะเอาไว้ เช่นเดียวกับเป็นที่ที่กายเนื้อของพวกเขาถูกเก็บรักษาไว้หลังจากเสียชีวิต ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนของอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆของสถาบันปรมาจารย์”

“เป็นหลุมฝังศพนี่เอง” จางเซวียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

เท่าที่ฟังจากคำบอกเล่าของหัวหน้าจ้าว ดูเหมือนอาจารย์ใหญ่ทุกคนจะไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะถูกฝังไว้ที่นั่น มีแต่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์จนถึงระดับที่กำหนดไว้เท่านั้นถึงจะได้รับอนุญาตให้พักผ่อนที่นั่นหลังจากเสียชีวิต

แปลว่าน่าจะต้องมีความพิเศษบางอย่างอยู่ในสุสานแห่งนี้ จางเซวียนครุ่นคิด

ถ้าเป็นแค่สุสานธรรมดา คงไม่จำเป็นต้องกีดกันอาจารย์ใหญ่คนไหน ในเมื่อมีข้อบังคับอย่างเข้มงวด ก็แปลว่าต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็น

ขณะที่จางเซวียนกำลังใคร่ครวญอยู่ บรรดาเจตจำนงของเหล่าอาจารย์ใหญ่ก็หันมาจับจ้องเขา

“คุณคืออาจารย์ใหญ่รุ่นปัจจุบันหรือ?” เสียงทรงอำนาจดังกังวานไปทั่ว

ผู้พูดคือผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน, มู่ข่าย

มู่ข่ายมีบุคลิกสง่างามและอ่อนโยน สายตาของเขาไม่มีแววของการสบประมาทหรือไม่พอใจในตัวจางเซวียนเพราะเหตุที่เขาอายุยังน้อย ตรงกันข้าม มู่ข่ายพยักหน้าอย่างชมเชยและแสดงอาการยอมรับในตัวจางเซวียน

“คนอายุขนาดคุณได้การยอมรับจากนักเรียนและเหล่าผู้อาวุโสมากมายขนาดนี้ ดูเหมือนคุณจะต้องมีความเก่งกาจเป็นพิเศษ”

แน่นอนว่าดวงตาหยั่งรู้ของผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์ย่อมไม่ธรรมดา

ในขณะที่คนอื่นๆจับผิดเรื่องอายุและความด้อยประสบการณ์ของจางเซวียน ผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์กลับมองเห็นศักยภาพของเขา

คนหนุ่มอายุขนาดนี้ได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ นั่นหมายความได้อย่างเดียวว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ

“แม้จะมีค่ายกลปกป้องไว้ แต่พวกเราก็อยู่ที่นี่ได้ในระยะเวลาจำกัด กล่าวแนะนำตัวเอง พละกำลัง และความสามารถของคุณมา 3 ประโยค พวกเราจะใช้มันเป็นเครื่องตัดสินว่าคุณคู่ควรต่อการยอมรับของพวกเราหรือไม่!” มู่ข่ายพูดยิ้มๆ

“3 ประโยค?” นึกไม่ถึงว่าจะเจอเงื่อนไขแบบนี้ จางเซวียนขมวดคิ้ว

เขานึกว่าตัวเองจะสามารถคุกเข่าวิงวอนขอการยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่เหล่านี้ได้เหมือนกับที่เคยทำในห้องรับรองอาจารย์ แต่เท่าที่ดู คงจะไม่ง่ายดายขนาดนั้น

เขาได้รับโอกาสให้พูด แต่นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มความยากให้กับการทดสอบมากขึ้นไปอีก

โอกาสครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบจากบรรดาอดีตอาจารย์ใหญ่ เขาจะต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง

ขณะที่จางเซวียนกำลังอึ้ง จ้าวปิงฉูส่งโทรจิตหาเขา “อาจารย์ใหญ่จาง ใคร่ครวญให้ดีๆนะ จำนวน การยอมรับที่คุณได้จากบรรดาอาจารย์ใหญ่จะเป็นตัวกำหนดขอบเขตอำนาจที่คุณจะได้รับในสถาบัน!”

“ขอบเขตอำนาจที่จะได้รับ?”

“ใช่ มีบางสถานที่ในสถาบันปรมาจารย์ที่แม้แต่อาจารย์ใหญ่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป หากมีอำนาจไม่ถึงขอบเขตที่กำหนด”

“ผมเข้าใจแล้ว” จางเซวียนพยักหน้า

แท้ที่จริงแล้วอาจารย์ใหญ่ไม่ใช่เจ้านายของสถาบันปรมาจารย์ แต่เป็นปรมาจารย์ที่ได้รับการเสนอชื่อจาก 10 สุดยอดปรมาจารย์ให้มาปฏิบัติภารกิจของทางสถาบันเป็นการชั่วคราว จึงเป็นธรรมดาที่อาจารย์ใหญ่จะไม่ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดในทุกๆเรื่องของสถาบัน

ยิ่งมีขอบเขตของอำนาจที่ได้รับมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีศักยภาพในการควบคุมดูแลสถาบันมากขึ้นเท่านั้น

“แค่คุณได้การยอมรับจากบรรพบุรุษจำนวน 20% ก็จะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์ และได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นต้น หากคุณได้การยอมรับ 40% จะได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นกลาง, 60% ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูง และ 80% ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูงสุด ถ้าคุณได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูงสุดในสถาบันปรมาจารย์ล่ะก็ จะสามารถควบคุมค่ายกลทุกอัน เข้าถึงหนังสือทุกเล่มที่เป็นความลับสุดยอดในสถาบัน และยังได้สิทธิ์เข้าไปในสุสานอาจารย์ใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องทำคุณประโยชน์ถึงระดับที่กำหนดด้วย”

“เข้าถึงหนังสือที่เป็นความลับสุดยอดของสถาบัน?” จางเซวียนตาโต

เหตุผลที่เขาตอบตกลงรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ในตอนแรกก็เพราะอยากเข้าถึงหนังสือทุกเล่มในสถาบัน แต่เท่าที่ฟังจากคำพูดของจ้าวปิงฉู ดูเหมือนเขาจะยังเข้าถึงไม่ได้ทุกเล่มหากไม่ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูงสุด

เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา เขาจะต้องหาคำพูดที่เหมาะสมมาหว่านล้อมอดีตอาจารย์ใหญ่ให้ได้เกิน 80% เพื่อให้พวกเขาให้การยอมรับภายในคำพูด 3 ประโยค ซึ่งการพูดนั้นง่ายกว่าทำมาก

แม้ผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์, มู่ข่าย จะมองเขาในแง่ดี แต่ก็ใช่ว่าอาจารย์ใหญ่ทุกคนจะมีความเห็นไปในทางเดียวกัน

อีกอย่าง ตัวเขาก็ไม่มีอะไรควรค่าแก่การยอมรับเลย ไม่ว่าจะเป็นอายุ ระดับวรยุทธ และระดับขั้นของการเป็นปรมาจารย์

การจะเปลี่ยนใจพวกเขาให้ได้ภายใน 3 ประโยคนั้นเป็นเรื่องที่ยากสิ้นดี!

จางเซวียนอดถามจ้าวปิงฉูไม่ได้ “อาจารย์ใหญ่คนก่อนได้การยอมรับกี่เปอร์เซ็นต์?”

“ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดตอนที่เข้ารับตำแหน่ง จึงได้คะแนนเฉียดฉิว ได้การยอมรับเพียง 22 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น” จ้าวปิงฉูตอบ

“ส่วนมาก อาจารย์ใหญ่คนก่อนๆจะได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นต้นในพิธีการนี้ จากจำนวนอดีตอาจารย์ใหญ่ 103 คน มีน้อยกว่า 30 คนที่ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นกลาง น้อยกว่า 10 คนได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูง และมีเพียงคนเดียวที่ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูงสุด ซึ่งก็คือผู้ก่อตั้ง, ตัวปรมาจารย์มู่เอง!”

“มีเพียงคนเดียวที่ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูงสุด?” จางเซวียนอึ้ง

ดูเหมือนการทดสอบจะยากกว่าที่เขาคิดไว้มาก

อาจารย์ใหญ่แต่ละคนล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิในยุคสมัยของพวกเขา การจะได้การยอมรับและการยกย่องอย่างจริงใจจากบุคคลเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกอย่าง ความสวยก็อยู่ที่สายตาของผู้มอง สิ่งที่คนๆหนึ่งมองว่าสมบูรณ์แบบอาจไร้ค่าในสายตาของคนอื่นๆก็ได้

มีปรมาจารย์หลายคนในโลกนี้ที่เชี่ยวชาญอาชีพรองรับมากกว่า 12 อาชีพ มีทักษะเก่งกาจอย่างน่าทึ่ง ถ้าพูดกันด้วยเหตุผล บุคคลที่มีความสามารถระดับนี้ก็สมควรจะได้รับความเคารพและคำชมเชยจากคนอื่นๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้ที่คิดว่าปรมาจารย์ควรให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการสั่งสอนผู้อื่นมากกว่า ความจริงที่ว่าปรมาจารย์คนหนึ่งมีความเชี่ยวชาญอย่างล้ำลึกในทุกสาขาอาชีพนั้นหมายความว่าเขาไม่ได้ทุ่มเทให้กับความรับผิดชอบเบื้องต้นของหน้าที่ปรมาจารย์ จึงไม่ควรค่าแก่การเคารพ

“ใช่แล้ว ในพิธีการขั้นตอนนี้ หากมีอาจารย์ใหญ่เข้าร่วมน้อยเท่าไหร่ การจะได้การยอมรับในเปอร์เซ็นต์ที่มากพอก็ยิ่งเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่เนื่องจากมีอาจารย์ใหญ่มากกว่า 100 คนมารวมตัวกันวันนี้ การจะได้เปอร์เซ็นต์การยอมรับที่มากพอจนนำไปสู่การได้ขอบเขตของอำนาจสิทธิ์ขาดนั้นเป็นเรื่องยากมาก” จ้าวปิงฉูพูด

การจะได้การยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่เพียงหนึ่งหรือสองคน ก็ถือว่าโชคดีและสวยสดงดงามแล้ว แต่การจะเอาชนะใจกลุ่มคนกว่าร้อยคนได้พร้อมๆกันนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

ดังนั้น 3 ประโยคที่เขาจะต้องพูดออกไปจึงมีความสำคัญมาก

คำพูดชนิดไหนกันที่จะโน้มน้าวใจพวกเขาได้?

จางเซวียนคิดหนัก

…..

เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีรู้สึกถึงความยากในการร้องขอของผู้ก่อตั้ง, มู่ข่าย ความกังวลใจปรากฏขึ้นบนสีหน้าของพวกเขา

นักเรียนคนหนึ่งหันไปพูดกับเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างๆ “คุณว่าปรมาจารย์จางจะพูดอะไร?”

“ปรมาจารย์จางเป็นบุคคลผู้ปราดเปรื่องมาก มันลึกซึ้งเกินขอบเขตความคิดของผมที่จะรู้ได้ว่าเขาจะพูดอะไรออกมา แต่ด้วยความสามารถของเขา ผมเชื่อว่าการที่เขาจะเอาชนะใจและได้การยอมรับจากบรรพบุรุษส่วนใหญ่ก็คงไม่ยากเกินไปหรอก!” สหายคนนี้ดูจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของจางเซวียน จึงมีความมั่นใจแบบไม่คลอนแคลน

หนึ่งในปรมาจารย์ผู้รู้ประวัติศาสตร์ของสถาบันเป็นอย่างดีพูดขึ้น “ผมเกรงว่าจะไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ แม้แต่อาจารย์ใหญ่โม่เหยียนชิงผู้มีความปราดเปรื่องอย่างน่าทึ่งในครั้งนั้นก็ยังได้การยอมรับเพียง 71% ผมเชื่อว่าความปราดเปรื่องของอาจารย์ใหญ่จางคนนี้ไม่ได้ด้อยกว่าอาจารย์ใหญ่โม่ เพียงแต่ทักษะของเขายังไม่ได้รับการบ่มเพาะเต็มที่ ถ้าอาจารย์ใหญ่จางมีเวลาอีกสักหลายสิบปี ผมไม่สงสัยเลยว่าเขาจะต้องผ่านเกณฑ์การยอมรับในระดับที่เหนือกว่าอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆแน่ แต่สำหรับตอนนี้ ผมเกรงว่าจะไม่ง่าย!”

“เห็นด้วย คราวนี้ปรมาจารย์จางไม่น่าจะทำได้ดี ผมรู้มาว่าอาจารย์ใหญ่คนก่อนก็ทำได้ไม่ดีในขั้นตอนนี้ เขาได้การยอมรับเพียง 22 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น” นักเรียนอีกคนหนึ่งเสริม

เมื่อพิจารณาจากการที่อาจารย์ใหญ่คนก่อนทำให้อสูรตะวันไบแซนไทน์ยอมจำนนได้ และเกือบจะฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวได้สำเร็จ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากถึงความปราดเปรื่องและความสามารถของเขา

แต่คนระดับนั้นก็ยังได้การยอมรับเพียง 22 เปอร์เซ็นต์ บ่งบอกถึงความยากของพิธีการขั้นตอนนี้ได้อย่างดี

“การที่ใครคนหนึ่งจะได้การยอมรับจากอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถ บุคลิก และโชคชะตา การจะสำแดงความสามารถออกมาให้ได้เต็มที่ภายใน 3 ประโยคนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าปรมาจารย์จางทำได้ดี เขาก็อาจประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง หรือไม่ก็อาจจะแค่ผ่านแบบเฉียดฉิว!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งส่ายหน้าเมื่อได้ยินบทสนทนานั้น แล้วเขาก็ชี้มือไปพร้อมกับพูดว่า “ดูนั่น ปรมาจารย์จางกำลังจะพูดแล้ว!”

ฝูงชนพากันหันกลับไปมองเวที และเห็นจางเซวียนเงยหน้าสบตากับเจตจำนงของอาจารย์ใหญ่ทั้ง 102 คน

ดูเหมือนว่าบทสนทนาระหว่างตัวเขากับจ้าวปิงฉูและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของเหล่าปรมาจารย์ด้านล่างจะกินเวลานาน แต่อันที่จริงเพิ่งผ่านไปเพียง 10 อึดใจเท่านั้น

เห็นว่าที่อาจารย์ใหญ่เตรียมตัวพร้อมได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนต่างรอฟังคำพูดของเขาจนแทบจะหยุดหายใจ

จ้าวปิงฉูก็หันไปมองจางเซวียนขณะลูบเครา

เขาพูดทุกอย่างที่ควรจะพูดไปหมดแล้ว ทั้งหมดที่เหลือตอนนี้ก็คือรอดูว่าปรมาจารย์จางจะสร้างปาฏิหาริย์ และเปลี่ยนแปลงความเห็นของทุกคนได้อีกครั้งหรือไม่

“ผมชื่อจางเซวียน!” จางเซวียนหัวเราะเบาๆและเริ่มแนะนำตัว

ได้ยินคำนั้น บรรดาเจตจำนงของอดีตอาจารย์ใหญ่พยักหน้ายอมรับ

ดูเหมือนเขาจะเสียไป 1 ประโยคแล้ว แต่นี่คือการแสดงความเคารพทั้งต่อตัวเองและต่อผู้ฟัง มันทั้งสุภาพและปราศจากความเย่อหยิ่งในแบบที่คนหนุ่มอย่างเขามักมี

ยิ่งไปกว่านั้น บุคลิกอันสุขุมของเขาก็ยิ่งทำให้ความมั่นใจในตัวเองฉายชัดขึ้นอีก ดูเหมือนอาจารย์ใหญ่คนนี้จะไม่ใช่ธรรมดา!

ขณะที่บรรดาเจตจำนงของอาจารย์ใหญ่พากันพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับคำพูดประโยคแรกของจางเซวียน อีกฝ่ายก็เกาหัวยิกอย่างกระอักกระอ่วนใจ และถามอุบอิบด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ในฐานะอดีตอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ ผมเชื่อว่าพวกคุณทุกคนคงจะมีหัวใจเมตตากรุณา ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ให้ผมซ้อมคุณได้ไหม?”

“อาจารย์ใหญ่จางจะซ้อมพวกเขา?”

ฝูงชนที่ตั้งใจฟังหูผึ่งพากันอึ้งอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

ACAC

1 thought on “Library Of Heaven’s Path 900”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version