ตอนที่ 901 ลุย!
ทุกคนอยากรู้ว่าปรมาจารย์จางจะทำอย่างไรกับโอกาสที่มีอยู่ 3 ประโยค
หากเขาตั้งใจสำแดงความเก่งกาจ ไม่ว่าจะเป็นการหลอมยา วิถีทางแห่งการรักษาโรค การตีเหล็ก หรือบทเพลงปีศาจ ก็จะสามารถดึงดูดความสนใจและเอาชนะใจของเหล่าบรรพบุรุษได้อย่างง่ายดาย
หากเขาพูดถึงการทำคุณประโยชน์ เรื่องการนำศพของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อกลับมา และการเผยแพร่เทคนิคการตีเหล็กของเขาโดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน อีกทั้งการช่วยชีวิตต้นโพธิ์เซียนของราชวงศ์แห่งจักรวรรดิหงหย่วน การทำให้อสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนจำนวนมากมายแห่งสันเขาปุยเมฆยอมจำนน ทุกอย่างล้วนเป็นภารกิจน่าทึ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวีรกรรมของอาจารย์ใหญ่รุ่นก่อนๆเลย
ต่อให้เป็นด้านการถ่ายทอดความรู้ แม้ศิษย์สายตรงของเขายังไม่ได้สำเร็จวรยุทธขั้นสูง แต่ก็มีความรู้ความเข้าใจในเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ล้ำลึกกว่าปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวส่วนใหญ่เสียอีก ถึงขนาดที่แม้แต่หัวหน้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ยังเชื้อเชิญพวกเขาเป็นการส่วนตัวให้มาเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสถาบัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ก็ย่อมดึงดูดความสนใจของเหล่าบรรพบุรุษได้ แต่แทนที่จะพูดถึงเรื่องพวกนั้น เขากลับขอซ้อมบรรดาอดีตครูใหญ่เสียนี่!
ลูกพี่ พวกเราเป็นปรมาจารย์นะ ไม่ใช่นักเลงหัวไม้!
เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีพากันพูดไม่ออก ผู้อาวุโสหลายคนทึ้งเคราเต็มแรง ทำเอาเลือดไหลซิบ แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่รู้สึกตัวอยู่ดี
พวกเขาเคยเห็นผู้คนมากมายที่คุยโม้โอ้อวดเรื่องความสามารถของตัวเองเพื่อเอาชนะใจและให้ได้การยอมรับจากผู้อื่น ได้เห็นผู้คนมากมายทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่ไม่เคยเห็นใครที่กล้าขู่จะลงไม้ลงมือกับเหล่าบรรพบุรุษ หลังจากเชื้อเชิญพวกเขามา!
ยิ่งกว่านั้น ยังพูดออกมาเต็มปากเต็มคำ ไม่มีความละอายใจสักนิด
ปรมาจารย์จาง นี่คุณไม่กลัวจะถูกเหล่าบรรพบุรุษฆ่าตายเพราะความกระด้างกระเดื่องของตัวเองหรือ?
ต่อให้คุณไม่อยากได้การยอมรับ ไม่อยากเป็นอาจารย์ใหญ่ ก็ไม่เห็นต้องหาเรื่องใส่ตัวขนาดนี้?
อีกด้านหนึ่ง จ้าวปิงฉูเกือบตกจากเวทีหลังจากได้ยินคำพูดของจางเซวียน
หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆต่างก็อ้าปากค้าง ทุกคนหน้าแดงก่ำจนดูเหมือนพร้อมจะระเบิดได้ทุกขณะ
“คุณอยากซ้อมพวกเรา?”
ขณะที่ฝูงชนกำลังไปไม่เป็นกับเหตุการณ์ที่พลิกผัน บรรดาเจตจำนงของบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆที่อยู่บนเวทีต่างก็สบตากันอย่างบันดาลโทสะ แทบไม่เชื่อหูตัวเองเช่นกัน
ในฐานะอาจารย์ใหญ่รุ่นก่อนๆของสถาบันปรมาจารย์ พวกเขาเคยผ่านพิธีการนี้มา อีกทั้งยังได้ยอมรับคนรุ่นหลังอีกมากมาย ได้เห็นผู้คนที่พยายามเค้นสมองทุกหยาดหยดเพื่อเฟ้นหา 3 ประโยคที่ดีที่สุดมานำเสนอตัวเอง แต่ไม่เคยเจอใครขู่จะซ้อมพวกเขาในโอกาสสำคัญขนาดนี้
คุณต้องใกล้บ้าแล้วแน่ๆ!
ขณะที่อดีตอาจารย์ใหญ่พากันหน้าตาถมึงทึง ผู้ก่อตั้ง, มู่ข่ายก็ขมวดคิ้วและให้คำแนะนำ “คุณมีโอกาสพูดได้แค่ 3 ประโยคนะ ใคร่ครวญสิ่งที่จะพูดออกมาให้ดี!”
“ผมใคร่ครวญดีแล้ว ขอผมซ้อมพวกคุณสักหนหนึ่งก็แล้วกัน!” จางเซวียนตอบอย่างมั่นใจ
จากนั้นร่างของเขาก็เลือนไป และพริบตาต่อมาก็ไปยืนประจันหน้ากับมู่ข่าย โดยเงื้อฝ่ามือขึ้น พร้อมจะโจมตีอีกฝ่าย
พลั่ก!
แรงปะทะของฝ่ามือนั้นทรงพลังจนเกิดเป็นเสียงดังกึกก้องไปทั่ว แค่มองปราดเดียว มู่ข่ายก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขามีพละกำลังสูงส่งอย่างน่าทึ่ง แม้แต่นักรบระดับกึ่งเซียนก็อาจถูกฝ่ามือนี้สังหารได้อย่างง่ายดาย
“ปรมาจารย์จางเอาจริงๆเหรอ?”
“เขาคิดอะไรอยู่?”
“ตาย คราวนี้เขาตายแน่ๆ กล้าลงไม้ลงมือกับผู้ก่อตั้งสถาบัน ถือเป็นการแสดงความกระด้างกระเดื่องอย่างที่สุด เขาไม่มีวันได้การยอมรับอีกแล้วล่ะ!”
เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีแทบจะทึ้งหัวตัวเองด้วยความคลุ้มคลั่ง จ้าวปิงฉู หัวหน้ามั่วและคนอื่นๆรู้สึกเหมือนหัวใจกระเด็นออกมาจุกอยู่ที่ปาก พร้อมจะเป็นลมได้ทุกขณะ
กล้าลงไม้ลงมือกับบรรพบุรุษ เขาจะอยากเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็นแล้ว เพราะทันทีที่เรื่องนี้เข้าหูสภาปรมาจารย์ เขาจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงข้อหาทำตัวกระด้างกระเดื่อง!
ในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจถูกถอดถอนออกจากการเป็นปรมาจารย์ด้วย!
“บังอาจ!”
“กล้าดีอย่างไร!”
“แกรนหาที่ตายแล้ว!”
เห็นจางเซวียนลงไม้ลงมือกับมู่ข่าย อาจารย์ใหญ่คนอื่นๆพากันตวาดก้อง
มู่ข่ายเองก็อ้าปากค้างกับการจู่โจมแบบกะทันหันของจางเซวียน เขารีบหลบไปด้านข้าง ก่อนจะเงื้อฝ่ามือขึ้นตอบโต้ ทำให้จางเซวียนต้องหมุนตัวกลับและล่าถอย
มู่ข่ายเตรียมเข้ารุก แต่ในตอนนั้นเอง ก็พลันรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ทำให้เขาตัวสั่นและต้องหรี่ตา
ฟึ่บ!
เมื่อเห็นว่าในที่สุดอีกฝ่ายก็เข้าใจเสียที จางเซวียนยิ้มแล้วหยุดยืน
แต่การหยุดของเขาไม่ได้ทำให้การโจมตีจากอดีตอาจารย์ใหญ่คนอื่นๆหยุดตามไปด้วย กระแสพลังงานที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กพุ่งเข้าล้อมรอบตัวเขาไว้แน่นหนา
ความกระด้างกระเดื่องที่จางเซวียนมีต่อผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์นั้นทำให้ทุกคนโกรธเกรี้ยว และความโกรธนี้ไม่มีวันจะบรรเทาจนกว่าจะได้สั่งสอนบทเรียนอย่างสาสมให้กับอาจารย์ใหญ่คนใหม่
“หยุดนะ!”
แต่ขณะที่กระแสพลังงานซึ่งแข็งแกร่งราวกับเหล็กนั้นกำลังจะมัดตัวจางเซวียนให้แน่นขึ้นอีก มู่ข่าย ก็ตวาดก้อง
อดีตอาจารย์ใหญ่ที่เหลือลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอยกลับไปยืนที่เดิมอย่างไม่เต็มใจ แต่ถึงอย่างนั้น สายตาเกรี้ยวกราดและเป็นปฏิปักษ์ของพวกเขาก็ยังจับจ้องอยู่ที่จางเซวียน
“ปรมาจารย์มู่ อาจารย์ใหญ่คนนี้ไร้ความเคารพต่อรุ่นพี่และฝ่าฝืนกฎของสภาปรมาจารย์ เขากล้าลงไม้ลงมือกับคุณ นั่นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าบุคลิกภาพของเขาผิดปกติ ได้โปรดให้พวกเรา จัดการเขาด้วยเถอะ!”
“ปรมาจารย์อย่างพวกเราให้คุณค่ากับสัมมาคารวะ ถ้าเราไม่จัดการเขา จะรักษาความเป็นระเบียบในลำดับอาวุโสได้อย่างไร?”
อาจารย์ใหญ่ที่เหลือพากันโวยวายด้วยความโมโห
ตลอดระยะเวลาที่พวกเขาเป็นอาจารย์ใหญ่มา ไม่เคยเจอใครอวดเก่งกล้าดีขนาดนี้
“บังอาจ!” มู่ข่ายหน้าตึงเมื่อได้ยินเสียงโวยวาย เขาตะคอก “พวกเราเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของเจตจำนงที่ตัวเราได้ทิ้งไว้ พวกคุณยังคิดจะสั่งสอนบทเรียนให้อาจารย์ใหญ่คนปัจจุบันอีกหรือ ไม่รู้สึกว่าตัวเองทำเกินขอบเขตไปหน่อยหรือไง?”
ได้ยินปรมาจารย์มู่ผู้แสนจะเข้มงวดกวดขันกับสัมมาคารวะในหมู่ปรมาจารย์พูดออกมาแบบนั้น ทุกคนถึงกับเซ่อไป ต่างจ้องเขาด้วยความสับสน
ตอนคุณตอบโต้เขาเมื่อครู่ ก็ไม่เห็นจะลังเลเลยนี่?
เป็นเพราะอีกฝ่ายหลบการโจมตีของคุณได้ทัน พลังของคุณจึงไม่โดนตัวเขา พวกเราก็แค่ทำแบบเดียวกัน ทำไมถึงมองว่าเราทำเกินขอบเขต?
“แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ?” หนึ่งในอดีตอาจารย์ใหญ่ตั้งคำถาม
“มีอย่างอื่นให้คุณคิดจะทำด้วยหรือไง?” มู่ข่ายจ้องหน้าอาจารย์ใหญ่คนที่ตั้งคำถามเมื่อครู่ ก่อนจะยกมือขึ้นด้วยทีท่าสง่างาม “ยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วปล่อยให้เขาซ้อมคุณซะ!”
พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!
เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีพากันเข่าอ่อน ทุกคนทรุดลงไปกองกับพื้น
ยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้นแล้วปล่อยให้ปรมาจารย์จางซ้อม นี่มันบ้าบออะไรกัน?
มู่ข่ายกำลังเล่นตลกร้ายอะไรอยู่?
เจตจำนงของบรรดาอดีตอาจารย์ใหญ่ต่างสบตากันอย่างพรั่นพรึง
โดยเฉพาะอาจารย์ใหญ่รุ่น 2 กับรุ่น 3 เพราะไม่เพียงแต่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับ มู่ข่าย ยังเป็นศิษย์สายตรงและศิษย์หลานของเขาด้วย จึงรู้จักนิสัยใจคอของมู่ข่ายดี
มู่ข่ายนั้นทั้งเที่ยงธรรมและเข้มงวด ให้ความสำคัญกับสัมมาคารวะมาก แต่กลับไม่มีร่องรอยของความโกรธกริ้วแม้แต่น้อยกับความหยาบคายของอาจารย์ใหญ่คนใหม่ แถมยังสั่งการให้พวกเขา ยืนนิ่งๆ แล้วรอให้หมอนั่นซ้อมเสียอีก
ช่างเป็นปฏิกิริยาที่เหลือเชื่อจริงๆ!
“พอที รีบทำตามที่ผมบอก พวกเรามีเวลาจำกัด เลิกเสียเวลาได้แล้ว!” ผู้ก่อตั้ง, มู่ข่ายโบกมืออย่างหมดความอดทน ไม่ใส่ใจอาการตกตะลึงของใครต่อใคร
“ก็ได้!” เห็นมู่ข่ายหน้าตาหงุดหงิดแบบนั้น บรรดาอาจารย์ใหญ่ที่เหลือได้แต่กัดฟันและก้าวออกมาอย่างไม่เต็มใจ แต่ละคนมีทีท่าราวกับทหารที่มุ่งหน้าไปตาย พวกเขาจ้องหน้าจางเซวียนและพูดอย่างปลงตก “เข้ามาสิ อยากทำอะไรก็ทำ!”
“ขออภัยด้วย!” จางเซวียนพยักหน้า เขาก้าวเข้าไปและใช้พลังปราณโอบล้อมอาจารย์ใหญ่ทั้งกลุ่มเอาไว้ครู่หนึ่ง
พลังปราณที่ว่าคงตัวอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสลายไป แล้วจางเซวียนก็กลับไปยืนที่อีกด้านหนึ่งของเวที เขาปิดปากเงียบ ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใบหน้าของบรรดาอดีตอาจารย์ใหญ่ต่างซีดเผือดเมื่อถึงบางอ้อ พวกเขาหันมามองอาจารย์ใหญ่คนใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ
ผู้ก่อตั้ง, มู่ข่ายหัวเราะหึๆ “เอาล่ะ ได้เวลาเสียที เริ่มกันเถอะ!”
“ผม, อาจารย์ใหญ่รุ่น 1 ของสถาบันปรมาจารย์ ขอประกาศยอมรับปรมาจารย์จางให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป เมื่อมีเขา สถาบันปรมาจารย์จะต้องเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างแน่นอน!”
“ผม, อาจารย์ใหญ่รุ่น 2 ของสถาบันปรมาจารย์ ขอประกาศยอมรับปรมาจารย์จางให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป!”
“ผม, อาจารย์ใหญ่รุ่น 3 ของสถาบันปรมาจารย์ ขอประกาศยอมรับปรมาจารย์จางให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป!”
“ผม, อาจารย์ใหญ่รุ่น 4 ของสถาบันปรมาจารย์ ขอประกาศยอมรับปรมาจารย์จางให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป!”
“ผม”
“ผม, อาจารย์ใหญ่รุ่น 102 ของสถาบันปรมาจารย์ ขอประกาศยอมรับปรมาจารย์จางให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป!”
อดีตอาจารย์ใหญ่ของแต่ละรุ่นต่างก้าวออกมาประกาศยอมรับจางเซวียนให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์ พวกเขาส่งเสียงดังกึกก้อง
“ผมไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น!”
“ปรมาจารย์จางเพิ่งแสดงกิริยากระด้างกระเดื่องกับผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์นี่นา พวกเขาควรจะปฏิเสธพิธีสถาปนาครั้งนี้ ทำไมถึงกลับตาลปัตรไปได้?”
“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ปรมาจารย์จางไม่ใช่คนที่จะใช้สามัญสำนึกมาทำความเข้าใจได้เลย แม้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปได้เสมอเมื่อมีเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง”
เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีพากันใบ้กิน
ในบรรดาอาจารย์ใหญ่ที่มีมาในประวัติศาสตร์กว่าร้อยคน ผู้ที่ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดสูงสุด คือผู้ก่อตั้ง, มู่ข่าย ด้วยเหตุนี้ แม้จะขัดกับเจตจำนงของอดีตอาจารย์ใหญ่ที่เหลือ แต่เขาก็ได้การยอมรับจากทุกคน และได้อำนาจสิทธิ์ขาดขั้นสูงสุดจากทางสถาบันโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ
เป็นไปได้ไหมว่าเจตจำนงของอดีตอาจารย์ใหญ่เหล่านี้เป็นพวกมาโซคิสต์ ที่ชอบถูกซ้อมมากกว่าจะฟังคำพูดใดๆ?
“ในเมื่อพวกเราแสดงการยอมรับปรมาจารย์จางเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลากลับเสียที” เห็นทุกอย่างเสร็จสิ้น มู่ข่ายพยักหน้าก่อนจะหันไปพูดกับจางเซวียนอีกครั้ง “ผมหวังว่าคุณจะไม่ลืมตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของตัวเองในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ไม่ว่าต่อไปคุณจะก้าวหน้าแค่ไหนก็ตาม”
จากนั้นก็ประสานมือและพูดว่า “ลาก่อน!”
เมื่อขาดคำ ร่างของอดีตอาจารย์ใหญ่ต่างก็พร่าเลือนก่อนจะหายวับไปพร้อมๆกัน เป็นไปได้ว่า ถูกค่ายกลพาไปแล้ว
“เฮ่ออออ” จางเซวียนได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อทุกคนจากไป
พอรู้ว่าการจะเข้าถึงหนังสือทุกเล่มในสถาบันได้นั้นต้องมีอำนาจสิทธิ์ขาดสูงสุด เขาก็มุ่งมั่นจะคว้ามาให้ได้
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ ก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่จะได้การยอมรับเกิน 80% จากอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆด้วยคำพูดเพียง 3 ประโยค โดยเฉพาะเมื่อเขามีข้อด้อยทั้งเรื่องระดับวรยุทธและระดับขั้นความเป็นปรมาจารย์
เว้นเสียแต่เขาจะหาเหตุผลที่ทำให้ทุกคนต้องยอมรับเขาโดยไม่มีข้อแม้!
ถ้าเป็นคนอื่น คงแทบไม่มีปัญญาหาเหตุผลที่ว่า แต่โชคดีที่เขามีอยู่ข้อหนึ่ง
ปรมาจารย์ฟ้าประทาน!
ในเมื่อตัวเขาเป็นปรมาจารย์ที่แม้แต่สวรรค์ยังยอมรับ แล้วใครเล่าจะไม่ยอมรับเขา?
แต่ตอนนี้ความสามารถของเขายังด้อยเกินกว่าที่จะควบคุมพละกำลังของตัวเองให้ปรากฏเฉพาะแก่สายตาของอดีตอาจารย์ใหญ่ ในเมื่อทุกคนอยู่ในที่เปิดโล่ง จางเซวียนมีแต่จะเป็นอันตรายหากความเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานของเขาล่วงรู้ไปถึงหูใครต่อใคร
เมื่อไม่มีทางเลือก จึงต้องทำเป็นต่อสู้กับปรมาจารย์เหล่านั้น เพื่อจะได้แผ่พลังปราณออกมา ก่อนจะสำแดงรังสีของปรมาจารย์ฟ้าประทานให้พวกเขาเห็น!
มันออกจะยุ่งยากอยู่สักนิด แต่พลังปราณเทียบฟ้าก็ช่วยปกปิดสายตาของทุกคนที่พยายามจะส่องดูว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน
หลังจากเปิดเผยความเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานแล้ว จะมีอดีตอาจารย์ใหญ่คนไหนกล้าปฏิเสธเขาอีก?
ต่อให้ทรงพลังสักเพียงใด ก็จะแข็งแกร่งไปกว่าสวรรค์หรือ?
ปรมาจารย์ฟ้าประทาน ความสูงส่งที่ไม่มีใครเคยเอื้อมถึงนอกจากปรมาจารย์ขง!
ด้วยเหตุนี้ภาพเมื่อครู่จึงเกิดขึ้น และจางเซวียนก็กลายเป็นอาจารย์ใหญ่เพียงคนเดียวตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนมา ที่ได้การยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่ครบหมดทุกคน
หากจะให้อดีตอาจารย์ใหญ่อธิบายเรื่องนี้ ก็อาจจะไม่สะดวกใจนัก และคนอื่นๆก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น ความลับเกี่ยวกับที่มาที่ไปของจางเซวียนจึงมีมากขึ้นอีก
ทั้งนักเรียนและอาจารย์ที่เคยสงสัยแคลงใจกับพิธีสถาปนาจางเซวียนขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ พากันเงียบกริบ
บุคคลที่ได้การยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่หมดทุกคน พวกเขามีสิทธิ์อะไรไปสงสัย?
หลังจากหายตะลึงแล้ว จ้าวปิงฉูเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะประกาศด้วยเสียงแหบพร่า “เอาล่ะ ในเมื่อปรมาจารย์จางได้การยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่ทุกคนแล้ว ก็มาถึงพิธีการขั้นต่อไป การสร้างตราประทับอาจารย์ใหญ่!”
“แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ผมขอเชิญปรมาจารย์จางให้เปิดการบรรยายสาธารณะก่อน!”
