Skip to content

Library Of Heaven’s Path 902


ตอนที่ 902 แม้แต่ลายังเป็นบ้าไป!

การสร้างตราประทับอาจารย์ใหญ่ต้องอาศัยการรวบรวมเจตจำนงของเหล่านักเรียนและครูบาอาจารย์ในสถาบันปรมาจารย์ เป็นพิธีการที่จริงจังและศักดิ์สิทธิ์มาก

ซึ่งก่อนจะทำแบบนั้น ว่าที่อาจารย์ใหญ่จะต้องเปิดการบรรยายสาธารณะเพื่อให้สมาชิกในสถาบัน ได้สัมผัสความสามารถด้านการถ่ายทอดความรู้ของเขา หากว่าที่อาจารย์ใหญ่ไม่สามารถโน้มน้าวใจได้แม้แต่กับบรรดาสมาชิกในสถาบัน แล้วจะรวบรวมเจตจำนงของคนเหล่านี้เพื่อสร้างตราประทับอาจารย์ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร?

“ผมตื่นเต้นที่จะได้ฟังการบรรยายของปรมาจารย์จาง!”

“ขนาดลูกศิษย์ของเขายังเก่งเสียอย่างนั้น อาจารย์ก็ไม่ต้องพูดถึง”

“สงสัยเหลือเกินว่าการบรรยายจากบุคคลที่ได้การยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่ทุกคนจะเป็นอย่างไร”

ฝูงชนพากันตื่นเต้น

ในเมื่อแม้แต่ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จางยังสามารถเปิดการบรรยายเรื่องพื้นฐานเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ออกมาได้ดี ตัวเขาก็ย่อมทำได้ดีกว่านั้นมาก

“ผมจะบรรยายเรื่องพื้นฐานก็แล้วกันนะ” จางเซวียนพยักหน้าขณะเดินไปที่อีกด้านหนึ่งของเวที

หัวหน้ามั่วบอกเขาไว้แล้วว่าจะต้องเปิดการบรรยายสาธารณะ โดยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีสถาปนา จึงไม่มีอะไรที่จะต้องลังเล

อีกอย่าง หลังจากที่เข้าถึงหัวใจครูบาอาจารย์แล้ว จางเซวียนก็มีความเข้าใจล้ำลึกถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้เป็นครูบาอาจารย์ ความรู้คือเครื่องมือสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่มวลมนุษยชาติ และมีแต่การถ่ายทอดความรู้เท่านั้นที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้ ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องเก็บความรู้ไว้กับตัวเอง

หลังจากสำรวจฝูงชนแล้ว จางเซวียนก็เริ่มต้นพูด

“วรยุทธก็เปรียบได้กับการสร้างปราสาท ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างปราสาทได้สูง ไม่อย่างนั้นก็มีแต่จะเหมือนดวงจันทร์ในทะเลสาบ เจอระลอกคลื่นเพียงนิดเดียวก็หายวับไป”

แม้เขาจะไม่ได้จงใจส่งเสียงดังเป็นพิเศษ แต่ถ้อยคำของจางเซวียนก็กระจ่างชัดเข้าหูของผู้ฟังทุกคนในสนามฝึกนั้น

ขณะที่เขาพูด กระแสพลังจิตวิญญาณจากสรวงสวรรค์ก็เริ่มรวมตัวกันอยู่รอบๆสนามฝึก ความเข้มข้นและกระจ่างชัดของพลังจิตวิญญาณก่อตัวเป็นดอกบัวขาวบริสุทธิ์มากมายนับไม่ถ้วน เกิดเป็นภาพที่งดงามจนสุดจะพรรณนา

โวหารเรียกวิญญาณ!

ไม่ช้าไม่นาน นักเรียนทุกคนก็เข้าภวังค์เมื่อได้ฟังการบรรยายของจางเซวียน

บนถนนที่ตรงไปสู่สถาบันปรมาจารย์นั้นมีข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิดเท่าที่ใครคนหนึ่งจะนึกได้วางขายอยู่ ทั้งเครื่องใช้ประจำวัน สินค้าอุปโภคบริโภค

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ละร้านได้พัฒนาห่วงโซ่เศรษฐกิจขึ้นจนกลายเป็นความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิหงหย่วน

ปรมาจารย์คือหนึ่งในอาชีพที่มั่งคั่งที่สุดในทวีปแห่งปรมาจารย์ ดังนั้นใครก็ตามที่ยึดทำเลค้าขายโดยรอบสถาบันปรมาจารย์ได้ ก็จะได้เปรียบคู่แข่ง

“เถ้าแก่ เหตุผลหลักที่ผู้คนเลือกทำเลค้าขายอยู่ใกล้ๆสถาบันปรมาจารย์ ก็เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับเหล่าปรมาจารย์และมีโอกาสได้รับคำชี้แนะเพื่อพัฒนาวรยุทธของตัวเองไม่ใช่หรือ? ทำไมวรยุทธของคุณจึงยังอยู่กับที่ ทั้งที่ผ่านมาก็กว่า 20 ปีแล้ว?”

ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง นักดาบพเนจรซึ่งถือแก้วไวน์อยู่ในมือกำลังจ้องมองชายอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเขาด้วยสายตาเฉื่อยเนือย

เขาเคยแวะเวียนมาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้หนหนึ่งตั้งแต่ 20 ปีก่อน และพักอยู่หลายเดือน ซึ่งระหว่างนั้น มิตรภาพของทั้งคู่ก็เติบโต

ชายที่เขากำลังพูดด้วยเป็นชายพุงพลุ้ยอายุราว 50 ปี มีบุคลิกลักษณะแบบพ่อค้าเต็มตัว แต่อันที่จริงเมื่อหลายสิบปีก่อน เขาเป็นนักดาบชื่อดังซึ่งขึ้นชื่อเรื่องทักษะเพลงดาบอันน่าทึ่ง!

แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เขาหันหลังให้โลกวรยุทธและกลับกลายมาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยม ซึ่งเวลาก็ผ่านไปหลายสิบปี บรรดาพ่อค้าตลอดสองฟากถนนต่างก็เข้ามาและผ่านไป มีเขาเพียงผู้เดียวที่ยึดหัวหาดอยู่ที่นี่ตลอดเวลา และระดับวรยุทธก็ไม่ไปไหนเลย

ด้วยเหตุนี้ นักดาบพเนจรจึงอดสงสัยไม่ได้

“ผมเองก็อยากยกระดับวรยุทธ มีปรมาจารย์อย่างน้อยกว่า 8000 คนที่เคยมาดื่มจนเมามายอยู่ที่นี่ ซึ่งในจำนวนนั้น ราว 2-3 พันคนได้ให้คำชี้แนะนำเรื่องวรยุทธกับผม แต่ดูเหมือนผมจะมาถึงทางตันแล้ว พยายามแค่ไหนก็คืบหน้าไปไม่ได้เลยสักนิด!”

เถ้าแก่โรงเตี๊ยมส่ายหัวและยิ้มเจื่อนๆ

ในฐานะนักดาบที่ใช้ชีวิตเคียงคู่ดาบของตัวเองมาเนิ่นนานหลายปี เขาคงไม่ละทิ้งเพลงดาบของตัวเองหากไม่เผชิญกับปัญหาใหญ่แบบนี้

เพราะได้รับความบอบช้ำอย่างหนักในการต่อสู้ครั้งหนึ่ง เขาพบว่าวรยุทธและความสามารถในการพัฒนาวรยุทธของตัวเองหยุดชะงักไป เพื่อหาวิธีแก้ไข เขาได้เปิดโรงเตี๊ยมขึ้นใกล้กับสถาบันปรมาจารย์ เพื่อเสาะแสวงหาคำชี้แนะที่จะทำให้ฝีมือกลับมาดังเดิม

แต่แล้วเวลาหลายสิบปีก็ผ่านไป เขาได้พบกับปรมาจารย์มากหน้าหลายตา แต่ไม่มีสักคนที่สามารถรักษาอาการบอบช้ำของเขาและทำให้เขาจับดาบได้อีกครั้ง!

เวลาผ่านไป ความผิดหวังและหมดหวังกัดกร่อนความมั่นใจของเขาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดทักษะเพลงดาบของเขาก็เป็นรองทักษะการแล่เนื้อเสียแล้ว

“เฮ่ออออ!”

เมื่อรับรู้ถึงความอับจนปัญญาของเถ้าแก่ นักดาบพเนจรกระดกไวน์อึกใหญ่และถอนหายใจออกมา ขณะที่เขากำลังจะปลอบใจอีกฝ่าย ก็พลันรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังจิตวิญญาณที่พุ่งเข้าสู่สถาบันปรมาจารย์

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” นักดาบขมวดคิ้ว

เถ้าแก่มองตามและตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ผมได้ยินมาว่า วันนี้ที่สถาบันปรมาจารย์มีพิธีสถาปนาอาจารย์ใหญ่คนใหม่ ตอนนี้พวกเขาน่าจะอยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดการบรรยายสาธารณะ ก็แค่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวคนหนึ่งที่สร้างปรากฏการณ์โวหารเรียกวิญญาณ ไม่เห็นมีอะไรต้องตื่นเต้น”

ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวก็สร้างปรากฏการณ์โวหารเรียกวิญญาณได้ เพียงแต่บริเวณที่ครอบคลุมก็จะเล็กกว่ามาก

ในเมื่อผู้ที่กำลังบรรยายเป็นถึงว่าที่อาจารย์ใหญ่คนต่อไป การที่เขาจะสร้างโวหารเรียกวิญญาณได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

“อ้อ” นักดาบพยักหน้า แต่ขณะที่เขากำลังจะดื่มไวน์ต่อ ก็พลันได้ยินเสียงแว่วมาไกลๆ “…วรยุทธก็เปรียบได้กับการสร้างปราสาท ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างปราสาทได้สูง…”

เสียงนั้นค่อยๆจางหายไป แต่เพราะโรงเตี๊ยมอยู่ติดกับกำแพงสถาบัน จึงยังพอได้ยินแว่วๆ

“เนื้อหาดูจะเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ตรงประเด็นและเข้าถึงแก่นของวรยุทธ” หลังจากฟังอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาของนักดาบพเนจรก็ลุกโพลง เขาวางแก้วไวน์ลง พลังปราณในร่างกายดูจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับคำพูดของอีกฝ่าย ทำให้ระดับวรยุทธของเขาสูงขึ้น

“เหลือเชื่อ!”

การที่ร่างกายของเขามีปฏิกิริยาทั้งที่อยู่ไกลจากผู้พูดขนาดนี้ ผู้ที่กำลังเปิดการบรรยายอยู่ในสถาบันปรมาจารย์จะต้องเก่งกล้าแค่ไหน?

นี่ไม่ใช่การบรรยายธรรมดาสามัญแล้ว แต่เป็นการถ่ายทอดแก่นแท้ของโลก!

เขาชำเลืองมองเถ้าแก่โรงเตี๊ยม เห็นอีกฝ่ายยังง่วนอยู่กับการเตรียมไวน์ นักดาบพเนจรตะโกนโหวกเหวก “เถ้าแก่ คุณควรจะฟังการบรรยายนะ!”

อาการบอบช้ำที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเถ้าแก่ทำให้ไม่อาจฝึกฝนวรยุทธได้ บางทีการบรรยายอันน่าทึ่งครั้งนี้อาจจะช่วยให้เขาหายจากอาการบอบช้ำและกลับมาเก่งกล้าดังเดิม!

“ให้ฟังอะไร? ทำอย่างกับผมไม่เคยพบบรรดาผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์มาก่อนอย่างนั้นแหละ ผมน่ะได้รับคำชี้แนะเป็นการส่วนตัวจากพวกเขาสองสามคนด้วยซ้ำ แต่ไม่มีใครแก้ไขอาการของผมได้เลย ลำพังแค่การบรรยายสาธารณะจะช่วยอะไรได้?” เถ้าแก่ส่ายหัวและไม่สนใจ

ในเมื่อแม้แต่คำชี้แนะเป็นการส่วนตัวจากเหล่าผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์ยังรักษาอาการบอบช้ำของเขาไม่ได้ การบรรยายสาธารณะจะทำได้อย่างไรกัน?

หลังจากผิดหวังมาหลายต่อหลายปี ความหวังที่เขาเคยมีก็หมดสิ้นไปแล้ว เหลือแต่ความท้อใจ

พร้อมๆกันกับความศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวปรมาจารย์ที่เขาเคยมีก็แทบไม่เหลือ

ส่วนนักดาบพเนจร เมื่อเห็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมไม่เต็มใจจะฟัง ก็ลนลาน “ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ คุณควรจะฟังจริงๆ มันดีมาก”

เขาร่อนเร่พเนจรไปทั่วโลก ได้พบปะเหล่าปรมาจารย์มากมาย ได้ฟังคำบรรยายของพวกเขาด้วย แต่ไม่มีการบรรยายครั้งไหนเลยจะเทียบได้กับการบรรยายครั้งนี้ เรียกว่าคนละชั้นเลยก็ว่าได้!

แม้เสียงนั้นจะขาดหายไปบ้างเป็นบางคำ แต่เขาก็ยังได้รับประโยชน์มาก

“เถอะน่ะ ผมชินแล้ว” เถ้าแก่ส่ายหัวยิ้มๆขณะเตรียมไวน์หลังเคาเตอร์ต่อไป ไม่ใส่ใจจะฟังอะไรทั้งนั้น

“คุณไม่เชื่อผมหรือ? ดูเจ้าลานั่นสิ!”

เห็นเถ้าแก่ยังคงไม่สน นักดาบพเนจรส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ไม่รู้ว่าควรจะหว่านล้อมอีกฝ่ายต่อไปหรือไม่ ก็พอดีกับที่เห็นภาพบางอย่าง เขาตาโตด้วยความตกใจ รีบยกมือขึ้นชี้ไปที่ลาตัวหนึ่งในลานหลังโรงเตี๊ยม

มันคือสัตว์พาหนะที่เถ้าแก่เอาไว้ใช้ขนส่งไวน์

“ลา?” เถ้าแก่ขมวดคิ้วและมองตาม ภาพที่เห็นทำให้เขาถึงกับอึ้ง

เจ้าลาที่อยู่ด้วยกันมาหลายต่อหลายปีทำหูผึ่งและแนบหูข้างหนึ่งของมันเข้ากับกำแพงสถาบันปรมาจารย์ ตั้งอกตั้งใจฟังราวกับจะไม่ยอมให้พลาดแม้แต่คำเดียว ด้วยอานุภาพของการบรรยายนั้น ดูเหมือนมันจะเข้าภวังค์และตื่นเต้นขึ้นทุกทีๆ ขณะที่พยักหน้ารับเป็นระยะราวกับจะแสดงความเคารพต่อผู้บรรยาย

“ขนาดลายังตั้งใจฟัง?” เถ้าแก่หรี่ตาด้วยความตกใจ

ว่ากันว่าปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทานสามารถถ่ายทอดความรู้ข้ามสายพันธุ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นกับมนุษย์หรืออสูร ปรมาจารย์ที่เก่งกาจจะใช้การบรรยายดึงดูดให้ร่างกายของผู้ฟังฝึกฝนวรยุทธตามไปโดยอัตโนมัติ

แต่ผู้ที่ทำได้ถึงขนาดนั้นก็มีอยู่น้อยมาก อย่างน้อยที่สุด ตั้งแต่ตั้งโรงเตี๊ยมนอกสถาบันปรมาจารย์มาหลายปีดีดัก เขาก็ยังไม่เคยพบปรมาจารย์คนไหนที่มีความสามารถขนาดนั้น

การบรรยายสาธารณะของว่าที่อาจารย์ใหญ่ทำให้แม้กระทั่งลายังเชื่อฟัง คำพูดเหล่านั้นมีดีอะไร?

ขณะที่กำลังตะลึง เถ้าแก่ก็เห็นลาของเขาเงยหน้าขึ้นและร้องออกมาดังลั่น รังสีที่แผ่ออกมาจากตัวมันกลับกลายเป็นพลังจิตวิญญาณที่พุ่งกลับเข้าไปในร่างกาย ทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นอีก

ฟิ้ววววว!

เจ้าลานั่นฝ่าด่านวรยุทธจากการเป็นลาธรรมดาๆไปสู่การเป็นอสูรได้สำเร็จ!

การฝ่าด่านวรยุทธทำให้มันร้องออกมาอย่างลำพองใจขณะมองเถ้าแก่ด้วยสายตาดูถูก ความกล้าหาญในตัวมันที่หายไปตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้กลับมาอีกครั้ง มันเกิดความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับโชคชะตาอันไม่เป็นธรรมของมัน

“ขนาดลายังฝ่าด่านวรยุทธได้ คุณไม่คิดว่าตัวเองจะถอดใจเร็วไปหน่อยหรือ? ตัวคุณคงไม่ด้อยไปกว่าลาหรอกนะ ใช่ไหม?” นักดาบพเนจรออกความเห็น

เถ้าแก่หน้าซีดเผือด

เจ้าลาที่เขาซื้อมาตัวนี้เป็นเพียงลาธรรมดา ไม่มีสายเลือดของอสูรหรืออะไรทำนองนั้น แต่แค่ฟังการบรรยายเพียงครู่เดียวก็ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ ผู้บรรยายจะต้องเก่งกาจขนาดไหน?

บางที ถ้าเขาตั้งใจฟัง เขาอาจจะฝ่าด่านคอขวดที่จำกัดวรยุทธของเขาอยู่ก็เป็นได้

ขณะที่เถ้าแก่กำลังจะเดินไปที่กำแพงสถาบันปรมาจารย์เพื่อฟังการบรรยาย ก็เห็นพ่อไก่ตัวหนึ่งที่เขาตั้งใจจะเชือดกินเป็นอาหารเย็นในคืนนี้กระโจนออกจากกรง มันกางปีกและโผขึ้นผงาดบนท้องฟ้าราวกับนกฟีนิกซ์ผู้หยิ่งผยอง!

ไก่ธรรมดาตัวหนึ่งกลายเป็นอสูรได้เพราะฟังการบรรยาย!

จากนั้น หมูที่เขาเลี้ยงไว้ ปลาที่อยู่ในถังก็มีพละกำลังเพิ่มขึ้น พวกมันพยายามจะดิ้นรนหนีให้พ้น จากลานโรงเตี๊ยม ราวกับจะมุ่งหน้าไปสังเวยโชคชะตา

“อะ-เอ่อ” เถ้าแก่ขยี้ตาอย่างไม่อยากเชื่อ

การบรรยายของว่าที่อาจารย์ใหญ่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร?

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหายตกใจ ก็พลันได้ยินเสียงของเหล่าอสูรและสัตว์มากมายที่อยู่สองฟากถนน พากันกู่ร้องอย่างยินดีปรีดาที่พละกำลังของมันเพิ่มขึ้น และในเวลาเดียวกัน วณิพกหลายคนที่กำลังตั้งใจฟังการบรรยายก็ปลื้มปริ่มไปกับการฝ่าด่านคอขวดได้สำเร็จ

เพียงชั่วพริบตาเดียว ถนนสายนั้นก็ดูจะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

“เราต้องรีบฟังการบรรยายแล้ว” รู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงปุบปับเหล่านี้มาจากการบรรยายที่ดำเนินอยู่ในสถาบัน เถ้าแก่ไม่กล้าลังเลอะไรอีก เขารีบวิ่งไปเอาหูแนบกับกำแพงสถาบัน ตั้งใจฟังว่าข้างในกำลังพูดว่าอะไร

ฟังไปได้แค่ไม่กี่คำ นัยน์ตาของเขาก็เป็นประกายราวกับตกอยู่ในภวังค์

ครืนนนน!

ครู่ต่อมา วรยุทธของเขาที่ติดแหงกไม่ไปไหนมาหลายสิบปีก็พลันขยับเขยื้อน เกิดเสียงหึ่งดังลั่น เขาผ่านด่านที่เคยล็อคตัวเองไว้ได้

“ผมทำสำเร็จแล้ว!”

เมื่อรู้ตัวว่าในที่สุดก็จับดาบได้อีกครั้ง เถ้าแก่ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น เขาไม่รู้ว่าผู้บรรยายคือใคร แต่ก็คุกเข่าและหันหน้าไปทางสถาบันปรมาจารย์อยู่นานเพื่อแสดงความสำนึกในบุญคุณอย่างสูงสุด

ภาพแบบเดียวกันเกิดขึ้นไปทั่วสองฟากถนนที่ตรงไปสู่สถาบันปรมาจารย์

9 ใน 10 คนที่ได้ฟังการบรรยายได้รับประโยชน์อย่างมาก หรือแม้แต่ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จด้วย!

แต่ที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือบรรดาสิงสาราสัตว์ ทุกตัวแปรสภาพเป็นอสูรเพียงแค่ได้ฟังการบรรยายครั้งนี้

ในวังหลวง อาลักษณ์ผมขาวโพลนบันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้

จักรวรรดิหงหย่วน, ปีที่ 33 แห่งการครองราชย์ของหยูเสิ่นชิง, ฤดูใบไม้ผลิ

ในพิธีสถาปนาอาจารย์ใหญ่คนที่ 104 ของสถาบันปรมาจารย์ ปรมาจารย์จางได้เปิดการบรรยายสาธารณะ พลังจิตวิญญาณร่วงพรูลงมาจากสรวงสวรรค์ ดอกบัวสวรรค์ล่องลอยไปทั่วท้องฟ้า สมาชิกทุกคนในแก๊งชวนชวนฝ่าด่านวรยุทธได้พร้อมกัน นักเรียนจำนวนมากยกระดับวรยุทธของตัวเองได้สำเร็จ

เพื่อฟังการบรรยาย อสูรธรรมดาและอสูรวิเศษทุกตัวต่างแนบหูเข้ากับกำแพงสถาบันปรมาจารย์ ทั่วทั้งสองฟากถนนและตามตรอกซอกซอยของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ไม่ปรากฏสัตว์ให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว แต่เสียงร้องกู่ก้องของพวกมันดังไปทั่วทั้งเมือง

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version