Skip to content

Library Of Heaven’s Path 904


ตอนที่ 904 นับจากวันนี้ไป ผมคืออาจารย์ใหญ่!

วิ้ง!

จากนั้นไม่นาน ร่างแหเก้าวัฏจักรสวรรค์ก็เริ่มพร่าเลือน ตราประทับอาจารย์ใหญ่ที่ส่องแสงแวววาวราวกับเพชรปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน

ตราประทับอันนี้มีลักษณะโปร่งแสง ดูเหมือนเพชรน้ำงาม ทุกคนถึงกับใจสั่นด้วยความตื่นเต้น

หัวหน้ามั่วกับหัวหน้าเจียงสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งคู่พึมพำด้วยเสียงแหบพร่าอย่างไม่เชื่อสายตา “นี่มันไม่ใช่ตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับสุดยอด แต่เป็นตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทาน!”

“ตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทานเป็นของที่มีอยู่แค่ในตำนานไม่ใช่หรือ เกิดขึ้นจริงๆได้หรือนี่?”

ตราประทับที่ก่อตัวขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขาไม่ใช่ตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับสุดยอด ซึ่งต้องได้การยอมรับอย่างจริงใจอย่างน้อย 80% แต่กลับเป็นขั้นสูงกว่านั้น คือตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทาน!

ผู้ที่จะได้ตราประทับระดับนี้จะต้องได้ทั้งการยอมรับและความเคารพจากนักเรียนและอาจารย์ในสถาบันปรมาจารย์หมดทุกคน

ซึ่งเป็นเพียงทฤษฎี เพราะการจะได้มาจริงๆดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ผู้ก่อตั้ง, มู่ข่าย ก็ยังไม่ได้ตราประทับระดับนี้เลย!

ทุกคนต่างมีความเชื่อและอุดมคติของตัวเอง ยิ่งมีผู้คนมากมายเท่าไหร่ การจะเอาชนะใจพวกเขาพร้อมๆกันก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ไม่มีทางที่ใครจะเอาชนะใจปรมาจารย์เป็นแสนคนได้ทีเดียวพร้อมๆกัน เว้นเสียแต่ผู้นั้นจะเป็นหินวิเศษ

ยิ่งกว่านั้น แม้ปรมาจารย์ขงผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังทำให้ทุกคนยอมรับในตัวเขาไม่ได้

แต่ตอนนี้ ดูเหมือนมีใครบางคนทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้จนสำเร็จ และอยู่ตรงหน้าพวกเขานี่เอง

มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?

อีกฝ่ายเพิ่งเข้ามาในสถาบันปรมาจารย์ได้เพียงเดือนกว่า ทั้งยังใช้เวลากว่าครึ่งอยู่นอกสถาบันปรมาจารย์เพื่อปฏิบัติภารกิจอันแสนเหลือเชื่อ

ฟึ่บ!

ตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทานร่วงลงมาใส่มือของจางเซวียน ต่อหน้าสายตาตกตะลึงทุกคู่

จางเซวียนถือมันไว้และขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ

ตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทานมีขนาดเพียงแค่ฝ่ามือเท่านั้น แต่ทันทีที่เขารับไว้ ก็เกือบตกจากเวทีเพราะน้ำหนักมหาศาลของมัน

ด้วยพลังปราณ พละกำลังของร่างกาย และระดับวรยุทธของจิตวิญญาณที่จางเซวียนมีอยู่ในตอนนี้ พละกำลังรวมของเขาอยู่ที่ 65 ล้านติ่ง แข็งแรงขนาดนี้ ต่อให้ยกภูเขาก็ยังได้!

น่าประหลาดใจนักที่ตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทานจะหนักถึงขนาดที่เขาเกือบถือไม่ไหว จางเซวียนก้มหน้าลงพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

ตราประทับนั้นมีลักษณะโปร่งแสงคล้ายกับเพชร เกิดเป็นประกายสุกสว่างเงางาม

หน้าตาของมันดูไม่เหมือนจะมีน้ำหนักอะไรเลย ให้ความรู้สึกเหมือนจะเบาและลอยได้เสียด้วยซ้ำ

ด้วยความอยากรู้ จางเซวียนเพ่งสมาธิเข้าไปในตราประทับ และสิ่งที่เห็นก็ทำเอาต้องหรี่ตา

มันคือน้ำหนักของความรับผิดชอบ! จางเซวียนอุทานในใจก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

ในฐานะของล้ำค่าที่หลอมรวมขึ้นจากเจตจำนง มันควรจะเบาหวิวจนแทบไร้น้ำหนัก ต่อให้เด็กคนหนึ่งก็ถือได้สบาย แต่มันบรรจุเอาความเชื่อมั่นและความศรัทธาของนักเรียนและครูบาอาจารย์มากกว่าแสนคนในสถาบันปรมาจารย์เข้าไว้ด้วยกัน นั่นจึงเป็นน้ำหนักที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะแบกรับไหว

ตัวตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทานนั้นไม่ได้หนักอะไร สิ่งที่หนักคือภาระและความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับมัน!

จางเซวียนตกลงปลงใจยอมเป็นอาจารย์ใหญ่เพื่อจะได้เข้าถึงหนังสือทุกเล่มในสถาบันปรมาจารย์เท่านั้น แต่เมื่อรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่อยู่ในมือ ก็พลันบอกตัวเองว่าจะเดินหน้าต่อด้วยทัศนคติแบบเดิมไม่ได้

ในเมื่อเขาตัดสินใจจะรับหน้าที่นี้แล้ว ก็ต้องแบกรับความหวัง ความฝันของทุกคนไว้บนบ่า และนำพาพวกเขาไปถึงความรุ่งเรืองสูงสุดให้ได้

ไม่อย่างนั้น เขาจะมองหน้าผู้คนที่พากันเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเขาได้อย่างไร?

จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่และปฏิญาณกับตัวเอง “วางใจเถอะ ตราบใดที่ตราประทับอาจารย์ใหญ่ยังอยู่ในมือของผม ผมจะไม่ทำให้พวกคุณผิดหวัง”

ตราประทับอันนี้ไม่ใช่เกียรติยศหรือเครื่องยกระดับสถานภาพของเขา แต่เป็นตัวแทนของหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งมวลที่จางเซวียนต้องแบกไว้บนบ่า!

ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไหร่ ความรับผิดชอบก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ตอนนี้ จางเซวียนเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ใหญ่คนก่อนถึงยืนกรานจะเข้าไปในดินแดนโบร่ำโบราณทั้งที่รู้ว่ามีอันตรายอยู่ข้างใน บางที อาจมีอะไรที่สำคัญกว่านั้นซึ่งทำให้เขาไม่มีทางเลือก

ฟึ่บ!

หลังเกิดความคิดนั้นขึ้นไม่นาน น้ำหนักที่ถ่วงเขาอยู่จนแทบจะทำให้ข้อมือหักก็หายวับไป ตราประทับอาจารย์ใหญ่ระดับไร้เทียมทานพลันเบาเหมือนขนนก

จางเซวียนถือตราประทับไว้ เขาหันไปมองฝูงชนที่อยู่ด้านล่างเวทีอีกครั้ง

ใบหน้าของอาจารย์และนักเรียนทุกคนปรากฏแก่สายตา ล้วนมีความอบอุ่นอยู่ในดวงตาเหล่านั้นเหมือนกับเจอเพื่อนเก่า

หลังจากเงียบงันกันไปนาน เสียงของจางเซวียนดังก้องไปทั่วสนามฝึกซ้อม

“นับจากวันนี้ไป ผมคืออาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน!”

“ท่านอาจารย์ใหญ่!”

“ท่านอาจารย์ใหญ่!”

“ท่านอาจารย์ใหญ่!”

เสียงโห่ร้องเซ็งแซ่จากฝูงชนดังขึ้นอีกยาวนาน

ในที่สุด ตำแหน่งที่ว่างมากว่า 2 ปีก็มีเจ้าของใหม่แล้ว ทั้งยังมาจากการยอมรับและความชื่นชมของอาจารย์และนักเรียนทุกคนในสถาบัน!

“นั่นคืออาจารย์ใหญ่ของพวกเรา!” หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆอดตื้นตันจนน้ำตาแทบไหลไม่ได้

ตั้งแต่อาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไป, 10 สุดยอดปรมาจารย์ก็จำเป็นต้องแบกรับทั้งความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ท่ามกลางความสงสัยแคลงใจของใครๆ ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความกดดันอย่างมาก

แต่เมื่อมีอาจารย์ใหญ่ผู้เก่งกาจเป็นผู้นำแล้ว พวกเขาจะต้องนำพาสถาบันปรมาจารย์ให้เจริญก้าวหน้าไปกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

ในเวลาเดียวกัน บนแท่นสถิติที่สภาปรมาจารย์ของอาณาจักรฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ ปรากฏถ้อยคำขึ้นประโยคหนึ่ง

ปีที่ 18,872 ของปฏิทินฉิงหย่วน ปรมาจารย์จางเซวียนเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน

ข้อความนี้ไม่ได้โดดเด่นอยู่นาน ไม่ช้าก็กลืนหายไปกับข่าวสารอื่นๆที่เข้ามาใหม่

มีแต่ในภายภาคหน้าเท่านั้น ที่คนรุ่นต่อๆไปจะได้รู้ถึงความสำคัญของถ้อยคำ อีกทั้งบุคคลผู้เป็นตำนานของประโยคนั้น

ในที่สุดพิธีการก็เสร็จสิ้น จางเซวียนก้าวลงจากเวทีและมุ่งหน้าไปยังบ้านพักอาจารย์ใหญ่เพื่อเตรียมตัว แต่ยังไม่ทันจะถึงที่หมาย หัวหน้ามั่วก็เดินเข้ามาและมอบแหวนเก็บสมบัติให้วงหนึ่ง

“อาจารย์ใหญ่จาง นี่คือของกำนัลเพื่อแสดงความยินดีที่ส่งมาจากจักรวรรดิ กลุ่มอำนาจ และสภาปรมาจารย์ที่อยู่โดยรอบ”

สภาปรมาจารย์คือองค์กรศูนย์กลางซึ่งมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและสงบสุขของจักรวรรดิขั้น 1 กว่า 12 จักรวรรดิโดยรอบ รวมทั้งสำนักต่างๆอีกนับไม่ถ้วน แม้ผู้นำของจักรวรรดิและสำนักเหล่านั้นส่วนใหญ่จะไม่ได้มาร่วมพิธี แต่อย่างน้อยที่สุดก็ส่งของกำนัลที่เหมาะสมมา

จางเซวียนรับแหวนเก็บสมบัติไว้แล้วเพ่งสมาธิเข้าไปดูข้างใน จากนั้นก็ตาลุกด้วยความตื่นเต้น

ในนั้นมีของล้ำค่าอยู่มากมาย ทุกอย่างล้วนประเมินค่ามิได้!

ลำพังแค่หินวิเศษขั้นสูงก็มีหลายพันก้อนแล้ว ทั้งยังมียาเม็ดและสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าอีกเยอะแยะไปหมด

“เก็บมันไว้ที่คลังสมบัติของสถาบันปรมาจารย์ ของพวกนี้เป็นของสถาบัน ไม่ใช่ของผม” จางเซวียนส่ายหน้า ข่มความอยากเก็บแหวนเข้ากระเป๋าและยื่นมันคืนให้หัวหน้ามั่ว

เขาอยากจะเก็บแหวนไว้กับตัวเหลือเกิน แต่ก็รู้ดีว่าของกำนัลเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อตัวเขา แต่เพื่อตัวตนของอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนต่างหาก

พูดง่ายๆก็คือ ไม่ว่าใครที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ ก็จะได้รับของแบบนี้เช่นกัน

ดังนั้น ของกำนัลเหล่านี้จึงควรเรียกว่าเป็นของสถาบันปรมาจารย์ ไม่ใช่ของเขา

อีกอย่าง หลังจากได้ของกำนัลจากสันเขาปุยเมฆแล้ว ของเหล่านี้ก็ไม่ได้มีค่ากับเขาสักเท่าไหร่

“ได้!” หัวหน้ามั่วพยักหน้าและรับแหวนเก็บสมบัติคืนมา แววตาชื่นชมที่เขามีให้ชายหนุ่มล้ำลึกขึ้นอีก จากนั้นก็หยิบแหวนเก็บสมบัติออกมาอีกวงแล้วยื่นให้ “นี่เป็นของขวัญจากฮ่องเต้หยูเสิ่นชิงที่มอบให้คุณเป็นการส่วนตัว”

“ให้ผม?” จางเซวียนชะงักและกะพริบตาปริบๆอย่างประหลาดใจ

ข้าวของที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติวงนี้มีมูลค่าต่ำกว่าวงก่อนมาก แต่ก็ยังถือว่าไม่น้อย หยูเสิ่นชิงคงต้องหมดสมบัติไปกว่าครึ่งท้องพระคลังกว่าจะได้ของที่มีมูลค่าขนาดนี้!

“ฮ่องเต้หยูเสิ่นชิงกล่าวว่า นี่คือการแสดงความขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตต้นโพธิ์เซียนและถ่ายทอดเทคนิควรยุทธสำหรับบ่มเพาะจิตวิญญาณอันล้ำลึกให้ เขาหวังว่าคุณจะไม่ปฏิเสธของกำนัล!” หัวหน้ามั่วพูด

“เอ่อ” จางเซวียนลังเลเล็กน้อย

เหตุผลที่เขาช่วยชีวิตต้นโพธิ์เซียนก็เพื่อเว่ยหรูเหยียน และที่ถ่ายทอดเทคนิควรยุทธให้ก็เพื่อเป็นการตอบแทนที่เขาแอบศึกษาศาสตร์ลับของอีกฝ่าย แล้วจะให้ยอมรับของที่มีมูลค่ามากขนาดนี้ได้อย่างไร?

“บอกฝ่าบาทว่าผมขอบคุณมากสำหรับความปรารถนาดี แต่ผมไม่คู่ควรกับของกำนัลเหล่านี้!” จางเซวียนพูดพร้อมกับโบกมือ

ของเหล่านี้เป็นของล้ำค่าก็จริง แต่มันไม่ควรจะเป็นของเขา ถ้าเขารับไว้ก็เท่ากับเป็นหนี้บุญคุณหยูเสิ่นชิง และนั่นคือภาระที่จางเซวียนไม่อยากจะแบกรับ

“ก็ได้” หัวหน้ามั่วพยักหน้า

หลังจากคุยสัพเพเหระอีก 2-3 เรื่อง จางเซวียนพูดว่า “ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ช่วยพาผมไปที่ภูผาสถิติที ผมอยากเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว”

เขาได้รับการสถาปนาให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเสียที

“ได้เลย!” หัวหน้ามั่วพยักหน้าก่อนจะให้คำแนะนำเบื้องต้น “ภูผาสถิติ คือพื้นที่ที่สถาบันปรมาจารย์ใช้ประเมินความแข็งแกร่งของแต่ละคน ปรมาจารย์คนไหนก็ตามที่ยังมีวรยุทธไม่ถึงระดับกึ่งเซียนก็สามารถเข้าท้าทายได้ มีทั้งหมด 9 ระดับ!”

“9 ระดับ?”

“ใช่แล้ว การทดสอบจะยากขึ้นตามระดับและความสูง ที่ชั้น 3 ซึ่งเป็นการทดสอบระดับ 3 ผู้เข้าท้าทายจะต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่เทียบเท่ากับนักรบระดับกึ่งเซียน, ที่ระดับ 6 คู่ต่อสู้จะเทียบได้กับนักรบระดับเซียนมือใหม่, และที่ระดับ 9 บนชั้น 9 คู่ต่อสู้จะเทียบได้กับนักรบระดับเซียนขั้น 1!”

หัวหน้ามั่วพูดต่อ “การทดสอบนี้ไม่ได้เป็นแค่การทดสอบธรรมดา แต่ยังเป็นมาตรฐานสำหรับการคัดเลือกยอดขุนพลด้วย ถ้านักรบที่มีวรยุทธต่ำกว่าระดับกึ่งเซียนคนไหนผ่านระดับ 6 ไปได้ ก็จะได้รับสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกเป็นยอดขุนพล หากผ่านได้ถึงระดับ 9 ก็จะได้เข้าร่วมในสภายอดขุนพลทันที!”

“ผ่านระดับ 6 ได้ด้วยวรยุทธที่ต่ำกว่าระดับกึ่งเซียน พูดอีกอย่างก็คือ ผู้นั้นจะต้องเอาชนะนักรบระดับเซียนมือใหม่ด้วยวรยุทธตัวดักแด้ขั้นสูงสุดของตัวเอง?” จางเซวียนถามย้ำ

“ใช่แล้ว ด้วยความสามารถในการหยั่งรู้ของเหล่าปรมาจารย์ พวกเขามีพละกำลังมากพอที่จะเผชิญหน้ากับนักรบที่มีระดับวรยุทธสูงกว่า แต่ถึงอย่างนั้น การเอาชนะนักรบระดับเซียนมือใหม่ด้วยวรยุทธตัวดักแด้ขั้นสูงสุดก็ยังต้องการพื้นฐานวรยุทธที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพในการต่อสู้ที่เป็นเลิศ” หัวหน้ามั่วพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม

“อือ” จางเซวียนตอบรับ

2 ปรมาจารย์ที่เขาได้พบในหุบเขาเมื่อตอนไปเก็บผลหิ่งห้อยแดง อู๋ฉู่กับลู่เฉิง ก็น่าจะเป็นยอดขุนพล ไม่อย่างนั้น อู๋ฉู่คงไม่สามารถรับมือกับ 4 อัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันปรมาจารย์ได้ทีเดียวพร้อมกัน ทั้งยังเอาชนะพวกเขาได้ด้วย

จางเซวียนอดถามต่อไม่ได้ “ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มีกี่คนที่ผ่านการทดสอบระดับ 6 ได้ด้วยวรยุทธที่ต่ำกว่าระดับกึ่งเซียน?”

หัวหน้ามั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ตลอดระยะเวลาหมื่นปีของการก่อตั้งสถาบัน มีผู้ประสบความสำเร็จได้เป็นยอดขุนพล 327 คน แต่ผู้ที่ทำได้โดยการผ่านระดับ 6 นั้นมีต่ำกว่า 100 คน!”

ผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะได้เป็นยอดขุนพลนั้นจะต้องเป็นปรมาจารย์ที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ไร้เทียมทานเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเพียงส่วนน้อยที่รับมือกับนักรบระดับเซียนมือใหม่ได้ขณะที่ตัวเองมีวรยุทธต่ำกว่าระดับกึ่งเซียน

นักรบเหนือมนุษย์กับนักรบระดับเซียนนั้นมีความเหลื่อมล้ำกันมาก สำหรับนักรบระดับเซียน ทุกอย่างล้วนมีค่าเพียงแค่มด การจะก้าวข้ามช่องว่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่กับอัจฉริยะ

“ผมเข้าใจแล้ว” จางเซวียนพยักหน้าและถามต่อ “ใครเป็นเจ้าของสถิติสูงสุดของภูผาสถิติในสถาบันปรมาจารย์?”

ในเมื่อมีผู้เข้าท้าทาย ก็ย่อมมีสถิติบันทึกไว้ จางเซวียนอยากรู้ว่าอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสถาบันปรมาจารย์มีความแข็งแกร่งแค่ไหน

“สถิติสูงสุดเป็นของอาจารย์ใหญ่โม่หลิ่วเจิน” หัวหน้ามั่วหัวเราะหึๆ “อาจารย์ใหญ่โม่นั้นเป็นที่รู้กันว่าคืออัจฉริยะผู้เก่งกาจที่สุดของสถาบันปรมาจารย์ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่าเขาเป็นเจ้าของสถิติด้วย ในตอนนั้น ทันทีที่เขาฝ่าด่านวรยุทธได้เป็นนักรบระดับตัวดักแด้ เขาก็มุ่งหน้าไปที่ภูผาสถิติเพื่อเข้าท้าทายทันที และเพียงอึดใจเดียว ก็ผ่านได้ถึงระดับ 7 ทำให้ทุกคนตาค้าง!”

“อาจารย์ใหญ่โม่ผ่านระดับ 7 ได้ทันทีที่สำเร็จวรยุทธขั้นตัวดักแด้?” จางเซวียนตาลุก

ตอนนี้วรยุทธของเขาก็อยู่ที่ระดับตัวดักแด้เช่นกัน คือขั้นเดียวกับโม่หลิ่วเจินเมื่อสมัยที่เขาเข้าท้าทายภูผาสถิติในครั้งนั้น

คู่ต่อสู้ของการทดสอบระดับ 9 เป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1-ขั้นต้น ก็แปลว่าคู่ต่อสู้ที่เขาจะต้องเผชิญในการทดสอบระดับ 7 นั้น อย่างน้อยก็คงเป็นนักรบระดับเซียนมือใหม่ขั้นกลาง หรือไม่ก็ขั้นสูง

พูดง่ายๆก็คือ จางเซวียนกับอาจารย์ใหญ่โม่มีวรยุทธระดับเดียวกัน และอาจารย์ใหญ่โม่หลิ่วเจินก็มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ทัดเทียมกับเขา หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version