ตอนที่ 899 เชื้อเชิญเหล่าบรรพบุรุษ
หลังจากเงียบงันกันไปนาน ใครคนหนึ่งก็อุทานออกมา “เดี๋ยวก่อน! พวกคุณรู้สึกหรือเปล่าว่าพวกนั้นเรียกปรมาจารย์จางว่า ‘นายท่าน’?
เพราะมัวแต่ตะลึงพรึงเพริดกับของกำนัล จึงไม่มีใครรู้สึก แต่เมื่อใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็พลันนึกได้
“จริงด้วย! พวกนั้นพูดว่า ‘ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน’!”
“เหล่าอสูรเรียกปรมาจารย์จางว่านายท่าน นั่นหมายความได้อย่างเดียวว่าพวกมันเป็นอสูรของเขา!”
“เดี๋ยวก่อน แปลว่าปรมาจารย์จางทำให้ราชันย์ทุกตัวของสันเขาปุยเมฆยอมจำนนได้อย่างนั้นหรือ? เพราะเหตุนี้หรือเปล่า พวกมันถึงเคลียร์พื้นที่และนำของกำนัลเหล่านั้นมาให้เขาในพิธีสถาปนา?”
ราวกับหินก้อนหนึ่งที่ตกตุ๋มลงไปในทะเลสาบอันสงบเงียบ คลื่นเสียงเซ็งแซ่กระจายไปทั่วฝูงชน
ในฐานะนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์ แน่นอนว่าไม่มีใครโง่เง่า พวกเขาพิจารณาครู่เดียวก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
ความตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนเวทีมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น ทุกคนต่างประทับใจสุดๆ
โดยเฉพาะเหล่านักเรียนของโรงเรียนนักฝึกอสูร พวกเขาแทบจะคลุ้มคลั่ง
ลำพังแค่จะทำให้อสูรวิเศษเชื่องได้สักตัวหนึ่ง พวกเขาต้องใช้เวลาหลายปีในการพะเน้าพะนอด้วยทรัพย์สมบัติล้ำค่ามากมาย ทั้งยังต้องยอมลดตัวไปดูแลพวกมันด้วย ทำราวกับบูชาบรรพบุรุษ
แต่ชายหนุ่มที่อยู่บนเวทีไม่เพียงแต่จะทำให้อสูรตะวันไบแซนไทน์ยอมจำนน ยังรวมถึงเหล่าราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆด้วย
จะมีอะไรเหลือเชื่อกว่านี้ได้อีกไหม?
ขณะที่ทุกคนกำลังมึนงง อสูรวิเศษบินได้และที่อยู่บนพื้นหลายสิบตัวต่างก็โค้งคำนับให้ชายหนุ่มที่อยู่บนเวที และกู่ร้องขึ้นมาพร้อมกัน
“นั่นคือภาษาอสูรดึกดำบรรพ์!” นักฝึกอสูรอาวุโสคนหนึ่งอุทานออกมา
อีกคนหนึ่งรีบถาม “ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์หรือ? พวกมันพูดว่าอะไร?”
การเรียนภาษาอสูรดึกดำบรรพ์นั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ และแม้แต่ในหมู่ปรมาจารย์ของสถาบันปรมาจารย์ ก็ยังมีเพียงหยิบมือที่เข้าใจภาษานี้
“ผมเข้าใจแค่คำง่ายๆเท่านั้น”
นักฝึกอสูรอาวุโสลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ดูเหมือนพวกมันกำลังพูดว่า ขอแสดงความยินดี ต่อนายท่านที่ได้ขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์”
“นายท่าน? เดี๋ยวก่อน นั่นหมายความว่าอสูรวิเศษพวกนี้ก็ยอมจำนนให้ปรมาจารย์จางแล้วน่ะสิ ทุกตัวเป็นของเขาหมดเลยหรือ?”
“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นแหละ”
“เหล่าราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆยังยอมจำนนได้ นับประสาอะไรกับอสูรวิเศษตัวอื่นๆ”
“ปรมาจารย์จางจัดการทุกสิ่งที่ขวางทางเขาจนวอดวายจริงๆ”
ฝูงงชนพากันกระพริบตาปริบๆ
เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่พวกเขายังคิดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่างย่ำแย่ แต่แล้วก็กลับกลายเป็นแบบนี้
อาจารย์ใหญ่จาง แน่ใจนะว่าคุณเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ไม่ใช่ปรมาจารย์ขงปลอมตัวมา?
อันที่จริง แม้แต่ปรมาจารย์ขงก็ยังไม่เคยมีสถิติว่าสามารถทำให้อสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนหลายหมื่นตัวยอมจำนนได้ในเวลาเพียงชั่วอึดใจเมื่อสมัยที่เขายังหนุ่ม
หนึ่งในนักเรียนของโรงเรียนนักฝึกอสูรที่เข้าร่วมการสู้รบเป็นคนแรกที่ถึงบางอ้อ
“ดูเหมือนพวกเราจะเข้าใจผิดมาตลอด อาจารย์ใหญ่จางเข้าร่วมการเจรจาต่อรองด้วย แต่แทนที่จะลดตัวลงไปอ่อนข้อให้เหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆ และยอมจ่ายค่าชดเชยอย่างงามเพื่อแลกกับสันติภาพ เขากลับทลายรังของพวกมันเสียหมด!”
“จริงด้วย! บุกถึงถิ่น ทำให้ 10 ราชันย์และอสูรวิเศษทุกตัวยอมจำนนได้แบบนั้น จะต้องเจรจาต่อรองไปทำไม?”
“น่าหัวเราะหรือเกินที่พวกเราระแวงแคลงใจในตัวอาจารย์ใหญ่จาง ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมหัวหน้าจ้าวถึงพูดว่าไม่จำเป็นต้องกังวลกับภัยคุกคามจากสันเขาปุยเมฆอีกต่อไป ในเมื่ออสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนทุกตัวยอมจำนนให้อาจารย์ใหญ่จางหมดแล้ว ภัยคุกคามจะมาจากไหนกัน?”
“ปัญหาเรื่องสันเขาปุยเมฆเป็นสิ่งที่สถาบันปรมาจารย์แก้ไม่ตกมานานนับปีไม่ถ้วนแล้ว แต่ปรมาจารย์จางจัดการได้ตั้งแต่ยังไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นอาจารย์ใหญ่ด้วยซ้ำ ถ้าผมเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดปรมาจารย์ ผมก็จะต้องเสนอชื่อเขาให้เป็นอาจารย์ใหญ่เหมือนกัน จะมีใครเหมาะสมไปกว่าเขาอีกล่ะ?”
หลังจากหายตกตะลึงแล้ว ต่างคนก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ
ก่อนหน้านี้ ตอนที่พวกเขาได้ยินว่าหัวหน้ามั่วยื่นข้อเสนอให้มีการเจรจาต่อรองกับสันเขาปุยเมฆ ต่างก็คิดว่าสถาบันปรมาจารย์คงถูกบีบให้ต้องอับอายเสียแล้ว
แต่เท่าที่เห็น ดูพวกเขาจะเข้าใจผิดถนัด ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการระบายความแค้นนานนับปีไม่ถ้วนของมวลมนุษยชาติเสียด้วยซ้ำ
หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ทั่วทั้งจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติจะต้องอ้าปากค้างด้วยความอัศจรรย์ใจเป็นแน่
“เขาทำให้พวกมันยอมจำนนได้หมดทุกตัว”
จูเฉินชิงมองภาพตรงหน้า นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการล้างแค้นให้ครอบครัว ในเมื่ออสูรทุกตัวยอมจำนนให้ปรมาจารย์จางแล้ว ก็เป็นอันล้มเลิกความแค้นครั้งนี้ได้
“อาจารย์ใหญ่จาง ขอบคุณมาก!” จูเฉินชิงทรุดตัวลงคุกเข่าและแสดงความสำนึกในบุญคุณอย่างจริงใจต่อจางเซวียน
“เอาล่ะ พวกแกไปได้แล้ว!” หลังจากรับของกำนัลทั้งหมดแล้ว จางเซวียนถึงกับกุมขมับ
เขาไม่รู้เลยว่าทั้งอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนพวกนี้จะมาสร้างความเอิกเกริกระหว่างพิธีสถาปนา
ถ้ารู้ล่วงหน้า คงจะยับยั้งพวกมันไม่ให้วุ่นวายอย่างที่เห็น!
แม้การกระทำของพวกมันจะทำให้เขาได้รับเกียรติยศมาก แต่ก็อดลำบากใจไม่ได้
อย่างคำพูดที่ว่ากันว่า ‘อวดรวย ก็ไม่ต่างอะไรกับโชว์โง่’ มันจะยากเย็นแค่ไหนกันเชียวถ้าพวกแกจะมอบของกำนัลให้ฉันแบบเงียบๆ? เล่นออกหน้าออกตากลางพิธีสถาปนาแบบนี้ ไม่เท่ากับป่าวประกาศให้ทุกคนในสถาบันรู้ว่าอยู่ดีๆฉันก็ส้มหล่นอย่างนั้นหรือ?
“ได้!” สิงโตเพลิงเลือดนกรีบนำเหล่าอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนออกจากสถาบันปรมาจารย์ไป
เมื่อกองทัพอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนกลับออกไปตามคำสั่ง เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่บริเวณนั้น ต่างอดชื่นชมไม่ได้
มีอาจารย์ใหญ่เป็นผู้นำแบบนี้ ไม่ช้าไม่นานสถาบันของพวกเขาจะต้องมีอันดับสูงขึ้นแน่
เมื่อเห็นอาจารย์ใหญ่จางเอาชนะใจทุกคนได้แล้ว จ้าวปิงฉูหัวเราะหึๆและพูดต่อ “เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีใครมีคำถามแล้ว เราจะดำเนินพิธีการขั้นต่อไป คารวะเหล่าบรรพบุรุษ!”
“พวกเราเต็มใจรับปรมาจารย์จางเป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบัน” ฝูงชนตอบรับเซ็งแซ่
ชายหนุ่มที่อยู่บนเวทีได้แสดงบุคลิกอันโดดเด่น ความเชี่ยวชาญ ความสามารถอันน่าทึ่งในการสอน ความรู้ลึกซึ้งเรื่องระดับวรยุทธ อีกทั้งความเมตตาปรานีให้พวกเขาเห็น ช่างน่าอับอายตัวเองเสียเหลือเกินที่ท้าทายคนแบบนี้
“เอาล่ะ เชื้อเชิญเหล่าบรรพบุรุษ!” จ้าวปิงฉูประกาศก้อง
การเชื้อเชิญเหล่าบรรพบุรุษมาเป็นสักขีพยานในพิธีสถาปนาอาจารย์ใหญ่นั้นเป็นธรรมเนียมของสถาบันปรมาจารย์ ซึ่งโดยหลักการ ว่าที่อาจารย์ใหญ่จะต้องร้องขอการยอมรับจากอาจารย์ใหญ่คนก่อน
แม้จะดูคล้ายกับห้องรับรองอาจารย์ แต่ก็มีความแตกต่าง โดยในห้องรับรองอาจารย์ ปรมาจารย์ จะร้องขอการยอมรับจากเจตจำนงของบรรพบุรุษที่ยังหลงเหลืออยู่ในสภาปรมาจารย์ ยิ่งได้การยอมรับจากบรรพบุรุษมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต
แต่ในส่วนของพิธีสถาปนานั้น ว่าที่อาจารย์ใหญ่จะต้องร้องขอการยอมรับจากเจตจำนงของอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆ ยิ่งมีจำนวนอดีตอาจารย์ใหญ่ที่ยอมรับตัวเขามากขึ้นเท่าไหร่ ว่าที่อาจารย์ใหญ่คนใหม่ก็จะยิ่งมีอำนาจและพละกำลังในสถาบันปรมาจารย์มากขึ้นเท่านั้น
สถาบันปรมาจารย์ไม่ได้ดูเรียบง่ายอย่างที่มองจากภายนอก ยังมีความลับล้ำลึกอีกมากมายที่แม้แต่หัวหน้าโรงเรียนผู้ทรงเกียรติอย่างจ้าวปิงฉูก็ยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะได้เรียนรู้มัน
พรึ่บ!
ทันทีที่สิ้นเสียงของจ้าวปิงฉู ค่ายกลขนาดมหึมาที่อยู่บนเวทีก็ถูกเปิดใช้งาน ท้องฟ้ามืดครึ้มไปทันที ราวกับเมฆดำเคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงอาทิตย์
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
นักเรียนส่วนใหญ่เพิ่งเคยเห็นพิธีการนี้เป็นครั้งแรก จึงอดงงงันไม่ได้กับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น
หัวหน้าจ้าวพูดว่าจะเชื้อเชิญเหล่าบรรพบุรุษไม่ใช่หรือ? ทำไมจู่ๆท้องฟ้าก็มืดครึ้มไปแบบนี้?
“ไม่ต้องห่วงหรอก ผมอยู่ในพิธีสถาปนาท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนด้วย สถานการณ์ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งลูบเคราและพูดต่อ “คำว่าบรรพบุรุษน่ะ แท้ที่จริงแล้วหมายถึงเจตจำนงของอดีตอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆที่ยังอยู่ในสถาบัน ในเมื่อเจตจำนงเหล่านั้นอยู่ในสภาพเดียวกับจิตวิญญาณ จึงไม่อาจเคลื่อนไหวไปมาภายใต้แสงอาทิตย์ เราจึงต้องสร้างค่ายกลขึ้นเพื่อบดบังแสงอาทิตย์ก่อนจะเรียกเหล่าบรรพบุรุษออกมา”
หนึ่งในนักเรียนอดถามไม่ได้ “จิตวิญญาณ? หมายถึงวิถีทางของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหรือ?”
“วิถีทางของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ? แน่นอนว่าไม่ใช่! วิถีทางของพวกเขาเหี้ยมโหดและเจ้าเล่ห์เจ้ากล มีทั้งกรรมวิธียืดอายุขัยโดยใช้กายเนื้อของคนอื่น และเปลี่ยนร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่ให้กลายเป็นหุ่นโลหะไร้วิญญาณ แต่วิถีทางของสภาปรมาจารย์ของเรานั้นเที่ยงธรรมและชัดเจน!” ผู้อาวุโสตอบ
“แล้ว” นักเรียนคนนั้นยังงงอยู่
เท่าที่เขารู้ มีแต่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเท่านั้นที่ต้องหลบเลี่ยงแสงแดด จำเป็นต้องซุกซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
“บรรพบุรุษเหล่านี้คือเจตจำนงของอดีตอาจารย์ใหญ่รุ่นก่อนๆ แน่นอนว่าพวกผู้พยากรณ์จิตวิญญาณเทียบชั้นกับพวกเขาไม่ได้ ถ้าคุณไม่เชื่อผม ก็ดูเอาเอง”
ไม่นานหลังจากผู้อาวุโสพูดจบ ก็เกิดลมหอบใหญ่พัดหวือ ปรากฏเงาเลือนรางของผู้อาวุโสคนหนึ่งบนเวที
เขามีใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม ริ้วรอยของความเข้มงวดปรากฏที่หว่างคิ้ว ทำให้ดูมีอำนาจและสง่างามในเวลาเดียวกัน
ไม่เหมือนกับรังสีโหดเหี้ยมและเยือกเย็นที่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณแผ่ออกมา การปรากฏตัวของเขาดูอบอุ่นและชอบธรรม
เมื่อเห็นผู้อาวุโส จางเซวียนอดขมวดคิ้วไม่ได้
ก็เหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆ เขาเองก็สงสัยว่าเหล่าบรรพบุรุษอาจใช้วิถีทางของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณในการรักษาสภาพของตัวเอง เพราะระยะเวลาเป็นหมื่นปีนั้นยาวนานพอที่จะทำให้จิตวิญญาณเสื่อมสลายได้ ต่อให้เป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจก็ตาม
แต่เมื่อเห็นผู้อาวุโส เขาก็รู้ได้เลยว่าเหล่าบรรพบุรุษปรากฏตัวขึ้นในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับปรมาจารย์ขงในวัยหนุ่มที่เขาได้พบที่แท่นสถาปนาเซียน
เขาเองก็ไม่แน่ใจในรายละเอียด แต่จิตวิญญาณนี้ดูชอบธรรม ไม่มีรังสีของความปั่นป่วนตามแบบของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ
แต่แน่นอนว่าการปรากฏตัวขึ้นในรูปนี้ก็มีข้อเสีย ข้อแรกก็คือ จิตวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเขามีสภาพไม่สมบูรณ์ ทำให้ไม่อาจสำแดงพละกำลังได้มาก
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แต่จิตวิญญาณของปรมาจารย์เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเจตจำนง ใกล้เคียงกับสภาพของไอ้โหดในตอนนี้
“เท่าที่ดูจากรูปลักษณ์และรังสี ดูเหมือนเขาจะเป็นอาจารย์ใหญ่คนแรกของสถาบันปรมาจารย์, ปรมาจารย์มู่!”
ทั้งอาจารย์และนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์พากันตาลุกเมื่อเห็นผู้อาวุโส ผิดกับสายตาของจางเซวียน
ผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าแล้ว จะไม่ให้พวกเขาตื่นเต้นได้อย่างไร?
อาจเป็นแค่จิตวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์ แต่มีเจตจำนงของเขาอยู่ภายใน
วิ้ง!
ไม่นานหลังจากมู่ข่ายปรากฏตัว อีกหลายสิบร่างก็ปรากฏขึ้น
แม้เงาเหล่านั้นจะดูเลือนราง แต่ก็มีรังสีอันทรงพลังที่สร้างความกดดันให้กับผู้พบเห็น
ในฐานะนักเรียนและครูบาอาจารย์ของสถาบันปรมาจารย์ พวกเขาถูกคาดหวังให้จดจำประวัติศาสตร์ของสถาบันได้เป็นอย่างดี อีกอย่าง ผู้ที่มีความสามารถถึงขนาดได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันจะต้องมีความสามารถที่เหนือชั้นกว่าคนรุ่นเดียวกัน ทำให้ได้รับความชื่นชมยกย่องทั้งจากเหล่าอาจารย์และนักเรียน
เห็นไอดอลมากมายปรากฏตัวพร้อมๆกันแบบนี้ บรรยากาศในสนามฝึกร้อนระอุจนแทบจะระเบิดขึ้นไปบนท้องฟ้า
“นั่นอาจารย์ใหญ่หลิ่วชังหยวนจากรุ่น 7 ใช่ไหม? ผมเคยเรียนวิชา ‘ฝ่ามือชังหยวนโทมนัส’ และ ‘ฝ่ามือปฏิวัติใบไม้พันใบ’ ของเขาเมื่อสองสามปีที่แล้ว”
“นั่นต้องเป็นอาจารย์ใหญ่โม่หลิ่วเจิน สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปราดเปรื่องที่สุดในบรรดาอาจารย์ใหญ่ทุกคน การปรากฏตัวของเขาบ่งบอกถึงพละกำลังที่ดูจะไร้ขอบเขต!”
“อาจารย์ใหญ่โม่หลิ่วเจินแข็งแกร่งจริงๆ แต่น่าเสียดายที่เขาเข้าไปในห้องแสดงภาพวาดใต้ดิน เพื่อหาทางฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว และไม่ได้กลับออกมาอีก การเสียชีวิตของเขาถือเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสภาปรมาจารย์”
“ไอดอลของผมคืออาจารย์ใหญ่จูซวนฉิงจากรุ่น 79 แม้เขาจะไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวจนชั่วชีวิต แต่ก็เชี่ยวชาญในอาชีพรองรับถึง 12 อาชีพ และประมวลความรู้ของเขาออกมาไว้อย่างละเอียด กลายเป็นคลังความรู้ที่ตกทอดกันมาจนถึงรุ่นของเรา”
เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ในสนามฝึกพากันใจเต้นโครมครามด้วยความร้อนรน
ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของฝูงชน ปรากฏร่างของอาจารย์ใหญ่ทั้งหมด 102 คนบนเวที
จางเซวียนขมวดคิ้ว “102 คน? ทำไมเราถึงไม่เห็นท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนล่ะ?”
