Skip to content

Library Of Heaven’s Path 835


ตอนที่ 835 จนมุม

ผู้อาวุโสทั้ง 3 สวมเสื้อคลุมปรมาจารย์ มีหนวดเคราขาวโพลนราวหิมะ ทุกคนต่างปล่อยรังสีทรงพลังออกมา

“ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว”

จางเซวียนเลิกคิ้วเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์สุกสว่างที่กลัดอยู่บนหน้าอกของพวกเขา

ผู้อาวุโสเหล่านี้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวจริงๆ! นั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาเหนือกว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิหงหย่วน

“ผมทำให้พวกคุณทุกคนต้องรอ” หนึ่งในผู้อาวุโสเปรยพร้อมกับยิ้มให้

เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ก้องเข้าไปในหูของผู้ฟังทุกคน เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่หยุดลงในพริบตา

“พวกเรารอคอยผู้อาวุโสอยู่แล้ว!”

“เป็นเกียรติที่ได้ฟังการบรรยายของเหล่าผู้อาวุโส!”

ฝูงชนต่างประสานมือเป็นการตอบรับ

คนส่วนใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าหน้าผาเป็นนักรบระดับกึ่งเซียนและเซียนมือใหม่ หมายความว่าพวกเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นต่ำและขั้นสูง ซึ่งในแง่ของสถานภาพ ยังด้อยกว่าผู้อาวุโสทั้ง 3 อยู่มาก ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ การใช้คำนำหน้าชื่อว่าผู้อาวุโสจึงถูกต้องแล้ว เพราะพวกเขาไม่รู้ชื่อของผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้า

“พวกเราต่างก็เป็นนักรบด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตอง ขอผมแนะนำตัวก่อน ผมชื่อหวู่หรัน เป็นผู้ดูแลกิจการต่างๆของวงเสวนาสถาปนาเซียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมเป็นปรมาจารย์จากจักรวรรดิฉิงจู พวกคุณเรียกผมว่าปรมาจารย์หวู่ได้เลย!”

“หวู่หรัน? ประธานวงเสวนาสถาปนาเซียน?”

“คุณเคยได้ยินชื่อของเขาหรือ?”

“แน่นอน! ปรมาจารย์หวู่มิได้มีเพียงแค่ความเข้าใจอย่างล้ำลึกในถ้อยคำแห่งการหยั่งรู้ของปรมาจารย์ขงเท่านั้น เขายังเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันฉิงจูด้วย”

“สถาบันฉิงจู? หมายถึงสถาบันปรมาจารย์ที่ตั้งอยู่ที่จักรวรรดิขั้น 1-ฉิงจูใช่ไหม?”

“ใช่แล้ว ฉิงจูเป็น 1 ใน 4 จักรวรรดิใหญ่ของบรรดา 46 จักรวรรดิขั้น 1 ภายใต้สังกัดของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติที่มีสถาบันปรมาจารย์ สถาบันปรมาจารย์ฉิงจูรั้งอันดับ 3 ใน 4, เหนือกว่าสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่เขาได้เป็นอาจารย์ใหญ่นั้นบ่งบอกถึงความสามารถและความรู้อันล้ำลึกที่เขามีอยู่!”

“อย่างนั้นหรือ? เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ฟังการบรรยายของบุคคลผู้ปราดเปรื่องระดับนี้!”

…..

ฝูงชนพากันมีปฏิกิริยาเมื่อได้ยินชื่อของหวู่หรัน

แม้วงเสวนาสถาปนาเซียนจะเปิดการบรรยายเป็นประจำทุกวัน แต่ส่วนใหญ่ผู้บรรยายก็เป็นสมาชิกธรรมดาสามัญ ดังนั้นนักรบส่วนมากที่อยู่บริเวณยอดเขาจึงประหลาดใจที่ได้เห็นประธานวงเสวนาซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวและอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์มาเปิดการบรรยายด้วยตัวเอง

ถือเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้ฟังคำอธิบายเรื่องคำสอนของปรมาจารย์ขงแบบเต็มๆ

“ด้านซ้ายของผมคือหวังเหลียว, ปรมาจารย์หวัง กับซุนจิ้ง ,ปรมาจารย์ซุน ถ้าพวกคุณมีข้อสงสัย สอบถามพวกเราได้เลย เราจะพยายามให้คำตอบอย่างสุดความสามารถ!” ปรมาจารย์หวู่พูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“หวังเหลียว? ผมเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนบทความ ‘เส้นทางสู่การรู้แจ้งของปรมาจารย์ขง ซึ่งเป็นที่โด่งดังไปทั่วในบรรดาจักรวรรดิขั้น 1 ที่อยู่ใกล้เคียง ว่ากันว่าบทความชิ้นนี้ได้นำแสงสว่างแห่งการหยั่งรู้มาสู่นักรบกว่า 300 คน ทำให้พวกเขาฝ่าด่านคอขวดไปได้ เขาเป็น 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ขงจักรวรรดิฉิงจู!”

“ผมเคยได้ยินชื่อซุนจิ้งเหมือนกัน เขาเองก็เป็นหนึ่งในสุดยอดปรมาจารย์ขงจักรวรรดิฉิงจู หนังสือที่เขาเขียนมีชื่อว่า ‘เคล็ดวิชาฝ่าด่านวรยุทธไปสู่การเป็นเซียนมือใหม่’ เป็นหนึ่งในหนังสือที่ตามหากันมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ผมเองต้องจ่ายเงินเป็นหินวิเศษขั้นสูงจำนวนมากกว่าจะได้มา นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบผู้เขียนตัวเป็นๆที่นี่!”

เมื่อได้ยินรายชื่อที่ปรมาจารย์หวู่แนะนำ ฝูงชนก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นอีกครั้ง

ผู้อาวุโสอีก 2 คนที่อยู่กับเขาไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นกัน

ว่าแต่ จักรวรรดิฉิงจูอยู่ไกลจากที่นี่มาก หากเดินทางโดยใช้อสูรวิเศษก็กินเวลาราวครึ่งเดือน เหตุใดปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ถึงมาอยู่ที่นี่?

“ดูเหมือนทุกคนจะรู้จักพวกเราแล้ว ผมจะตรงเข้าประเด็นเลยก็แล้วกัน จะขอเปิดการบรรยายให้ทุกท่านฟังเรื่องจุดกำเนิดแห่งการหยั่งรู้ของปรมาจารย์ขง!”

หลังจากแนะนำตัวแล้ว ปรมาจารย์หวู่ก็มองไปรอบๆก่อนจะเริ่มการบรรยาย

“…อย่างที่ทุกคนรู้กัน ยุคสมัยที่ปรมาจารย์ขงมีชีวิตอยู่เป็นยุคเดียวกับที่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเรืองอำนาจในผืนแผ่นดินนี้ ในตอนนั้นมวลมนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะถูกสังหารเมื่อไหร่ แม้ปรมาจารย์ขงจะกลายเป็นเซียนฟ้าประทานที่ได้การยอมรับแม้แต่จากสวรรค์ แต่ปรมาจารย์ขงก็ยังเป็นห่วงมวลมนุษยชาติและตั้งใจจะทำให้พวกเขามีสวัสดิภาพที่ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ หากคุณพิจารณาถ้อยคำแห่งการหยั่งรู้นั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้มันจะบ่งบอกถึงความยินดีปรีดาที่ได้สำเร็จวรยุทธระดับเซียน แต่พร้อมกันนั้นก็มีอารมณ์ของความสับสนวุ่นวายใจที่มาจากความเป็นห่วงที่ปรมาจารย์ขงมีต่อมวลมนุษยชาติและโลกทั้งโลก

ความเป็นห่วงที่มีต่อมวลมนุษยชาติและโลกทั้งโลก? จางเซวียนตาโต แทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้ยิน

ปรมาจารย์ขงทิ้งถ้อยคำแห่งการหยั่งรู้ไว้ให้เพื่อย้ำเตือนให้ชนรุ่นหลังยึดมั่นในการตัดสินใจของตัวเองและไม่ให้หลับหูหลับตาเชื่อตามสติปัญญาของเหล่าบรรพบุรุษ มันเรื่องอะไรหมอนี่ถึงมีอารมณ์ลึกซึ้งงมงายขนาดนั้น?

จินตนาการของคุณช่างผิดเพี้ยนสิ้นดี!

แต่ว่า หากจะคิดไป นี่ก็เป็นงานของนักวิชาการอย่างพวกเขา พวกเขาพยายามเปิดเผยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเจตจำนงของเหล่าบรรพบุรุษเพื่อให้คนอื่นๆได้ทำความเข้าใจมากขึ้น เพียงแต่ออกจะคิดมากเกินไปและเก็บแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยมาเป็นสาระ หากเจ้าของผลงานฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งและได้เห็นการประเมินงานของตัวเอง คงได้งงงันจนไปต่อไม่ถูก!

แต่เท่าที่ดู ก็ดูเหมือนว่าปรมาจารย์หวู่จะเป็นนักวิชาการประเภทนั้น!

“ลองอ่านข้อเขียนนี้อีกครั้งโดยใช้อารมณ์และความรู้สึก แล้วคุณก็จะเข้าใจสภาวะจิตของปรมาจารย์ขงในตอนนั้น!” ปรมาจารย์หวู่พูดต่อ

“อย่างประโยคนี้ ‘อาหารบูดเน่าและน้ำเย็นชืด ใช้แขนหนุนต่างหมอน แต่มีความสุขได้ด้วยตัวเอง’ มันบ่งบอกถึงความทุกข์ทรมานของมวลมนุษยชาติที่ต้องได้รับจากการกดดันโดยเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น เรื่องนี้สามารถตีความได้ว่าแม้ปรมาจารย์ขงจะได้รับความทุกข์ทรมาน แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ทำงานเพื่อสวัสดิภาพของมวลมนุษย์”

หลังจากฟังไปอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ได้แต่กระพริบตาปริบๆ

ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายตีความผิดพลาดโดยสิ้นเชิง แต่พวกเขายกย่องปรมาจารย์ขงราวกับมองผ่านเลนส์แว่นตาสีกุหลาบ และมองข้ามความเป็นมนุษย์ นั่นทำให้การตีความของพวกเขายิ่งห่างไกลออกจากความจริงไปเรื่อยๆ

แต่จะตำหนิอีกฝ่ายก็ไม่ได้เสียทีเดียว เพราะปรมาจารย์ขงก็สูงส่งกว่าเหล่าปรมาจารย์ทั่วไปมากมาย และความสามารถของเขาก็อยู่เหนือกว่าที่ใครจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้ การให้ค่าปรมาจารย์ขงจนสูงเกินจริงจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และอะไรที่ไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะกลายเป็นการท้าทายอำนาจและแสดงถึงความกระด้างกระเดื่อง

แต่สำหรับจางเซวียนนั้นแตกต่างออกไป อย่างที่มีคนพูดกันว่า ‘ผู้อยู่วงนอกมองเห็นภาพรวมชัดเจนที่สุด’ เพราะเขามาจากโลกอื่น จึงไม่ได้มีความประทับใจในตัวปรมาจารย์ขงอย่างลึกซึ้งเหมือนคนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้ที่ได้รับการสั่งสอนให้ชื่นชมและยกย่องปรมาจารย์ขงมาแต่อ้อนแต่ออก

แถมจางเซวียนยังมีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในครอบครอง เขาได้เรียนรู้แล้วว่าไม่ควรหลับหูหลับตาเชื่อมั่นหรือศรัทธาในคำพูดของใครจนหมดใจ

ฟึ่บ!

ตอนนั้นเอง นักรบที่มีวรยุทธระดับเซียนมือใหม่คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าก็ดูเหมือนจะได้แรงบันดาลใจกะทันหันบางอย่าง ร่างของเขาสั่นสะท้านและฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จในทันที

ภาพนั้นทำให้จางเซวียนถึงกับอึ้ง

เขากำลังคิดอยู่ว่าการบรรยายนี้ไร้สาระและคงไม่ก่อให้เกิดผลอะไร ก็พอดีกับที่ใครคนหนึ่งฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ

จางเซวียนพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

หรือสิ่งนี้คือความศรัทธา?

บางที แม้ปรมาจารย์หวู่เองก็อาจรู้ว่าการตีความของเขาเบี่ยงเบนไปจากเจตจำนงดั้งเดิมของปรมาจารย์ขง แต่ก็ยังเลือกที่จะบรรยายในลักษณะนี้เพื่อให้เหล่าปรมาจารย์เกิดความเคารพอย่างลึกซึ้งในตัวปรมาจารย์ขง ซึ่งด้วยพลังของความศรัทธา จะทำให้ผู้นั้นเกิดความมุ่งมั่นแน่วแน่ และนำไปสู่แรงผลักดันเพื่อการฝ่าด่านวรยุทธ

ความแตกต่างระหว่างนักรบระดับเซียนกับระดับเซียนมือใหม่นั้นไม่ใช่เพียงแค่วรยุทธ แต่เป็นเรื่องของสภาวะจิตด้วย!

เรื่องนี้อธิบายเหตุผลที่ว่า แม้การตีความทฤษฎีของวงเสวนาสถาปนาเซียนออกจะเบี่ยงประเด็นไปสักหน่อย แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ผู้ฟัง

ปรมาจารย์หวู่ลูบเคราอย่างพึงพอใจและพูดต่อ “ไม่เลวเลย พวกเราบางคนฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จแล้ว ผมเชื่อว่าพวกคุณคงมีความเห็นแบบเดียวกัน ‘ความสุขุมนำมาซึ่งการขจัดความวิตกกังวล และความร้อนรนมีแต่จะนำเรื่องยุ่งยากมาให้ หากเราสามารถรักษาสภาวะสุขุมเยือกเย็นของตัวเองเอาไว้ได้ การฝ่าด่านวรยุทธก็เกิดขึ้นได้ทุกขณะ’ ตราบใดที่ผู้นั้นสามารถรักษาสภาวะจิตให้สงบเย็น แม้มีพลังปราณไม่เพียงพอก็สามารถฝ่าด่านวรยุทธได้”

“เอางี้เลย” จางเซวียนหัวเราะคิกคัก

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในข้อบกพร่อง 9 ข้อที่หอสมุดเทียบฟ้าระบุไว้

การรักษาสภาวะจิตให้สุขุมเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ผู้นั้นต้องมีพลังปราณมากพอด้วยถึงจะฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ ลำพังเพียงแค่สภาวะจิตยังมีข้อจำกัด

แต่ถึงอย่างไรก็เป็นความจริงที่ว่าจิตใจที่สงบเยือกเย็นสามารถทำให้พลังปราณเกิดการเติบโตและนำไปสู่การฝ่าด่านวรยุทธได้ในที่สุด

แม้จะมีข้อบกพร่องในคำสอนนั้น แต่ก็เป็นเพียงวิธีการที่ปรมาจารย์ขงใช้บอกคนรุ่นหลังว่าไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกับการฝึกฝนวรยุทธให้พลังปราณมากเกินไป การสงบใจก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่อีกฝ่ายกลับนำเรื่องนี้มาใช้เป็นศาสตร์ลับในการฝ่าด่านวรยุทธ

ไม่สงสัยแล้วว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ไม่มีใครล่วงรู้ถึงข้อบกพร่องทั้ง 9 ข้อ หรือคิดจะแก้ไขให้ถูกต้องเลย

ไม่ใช่เพราะเหล่าปรมาจารย์โง่เง่า แต่พวกเขาวางปรมาจารย์ขงไว้ในตำแหน่งที่สูงส่งเกินไปจนเกินเอื้อม และเกิดการบิดเบือนเจตจำนงในถ้อยคำของเขา

“สหายที่อยู่ตรงนั้นน่ะ ไม่ทราบว่าคำอธิบายของผมมีอะไรผิดปกติ คุณถึงหัวเราะออกมา?”

จางเซวียนส่ายหัวและกำลังจะเดินเลี่ยงไป ก็พอดีที่ได้ยินคำถามนั้น

เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นปรมาจารย์หวู่จ้องมาพร้อมกับขมวดคิ้ว

ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งอกตั้งใจฟังการตีความถ้อยคำแห่งการหยั่งรู้ของปรมาจารย์ขง หมอนี่กลับยืนหัวเราะเบาๆอยู่ตรงมุมหนึ่ง ถือเป็นการแสดงความไม่เคารพทั้งต่อตัวเขาและปรมาจารย์ขง

ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว เรื่องที่ชายหนุ่มดูถูกดูแคลนการวิเคราะห์ของเขายังพอปล่อยผ่านได้ แต่เขาไม่อาจปล่อยให้ใครดูถูกเหยียดหยามคำสอนของปรมาจารย์ขง โดยเฉพาะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ส่วนจางเซวียนก็ไม่คิดว่ากิริยาของเขาจะไปเตะตาอีกฝ่าย เขาประสานมือและโค้งคำนับอย่างกระอักกระอ่วนใจ “เมื่อได้ยินคำบรรยายของคุณ ผมพลันเกิดแรงบันดาลใจบางอย่างที่ทำให้หัวเราะออกมา ขอคุณได้โปรดเข้าใจด้วยว่านั่นไม่ใช่การแสดงความไม่เคารพ!”

แม้อีกฝ่ายจะตีความผิด แต่ก็ไม่มีอะไรให้แก้ไขได้มากนัก จางเซวียนรู้ดีว่าหากทำอย่างนั้นก็มีแต่จะทำให้ปั่นป่วนกันขึ้นไปใหญ่ เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากขอโทษและยุติเรื่อง

“แรงบันดาลใจ? ฮ่าฮ่าฮ่า นักรบขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบอย่างคุณเข้าใจเนื้อหาที่ปรมาจารย์หวู่บรรยายด้วยหรือ?”

การหยั่งรู้ของปรมาจารย์ขงนั้นมุ่งสอนนักรบขั้นเซียนมือใหม่โดยตรง แรงบันดาลใจ…ปั้ดโธ่! รู้อะไรกับเขาสักคำหรือเปล่า?

“ในเมื่อมีแรงบันดาลใจ ทำไมไม่ฝ่าด่านวรยุทธให้พวกเราดูล่ะ?”

…..

ฝูงชนต่างหัวเราะลั่นเมื่อได้ฟังคำพูดของจางเซวียน

ขนาดพวกเขาเป็นนักรบระดับเซียนมือใหม่ ยังไม่กล้ายืนยันเลยว่าเข้าใจคำอธิบายของปรมาจารย์ขง แล้วนักรบการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบอย่างหมอนี่กลับกล้าประกาศว่าตัวเองได้รับแรงบันดาลใจ อวดดีอะไรอย่างนั้น!

มีคนหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ด้วยหรือ?

ปรมาจารย์หวู่ก็ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดนั้น “อ้อ? ถ้าคุณมีแรงบันดาลใจ ไม่ทราบว่าจะช่วยแบ่งปันกับพวกเราได้ไหม? เป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้เรียนรู้จากกันและกัน!”

“ผมควรจะขึ้นไปยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อให้ตัวเองอับอายขายหน้าหรือ” จางเซวียนรีบโบกมือและปฏิเสธข้อเสนออย่างถ่อมตัว

“คุณกำลังจะบอกว่าผมยืนอยู่ตรงนี้เพื่อทำให้ตัวเองอับอายขายหน้า?” ปรมาจารย์หวู่หน้าตาถมึงทึง

“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตีความคำพูดของเขาผิด จางเซวียนถึงกับอึ้งไป จากนั้นก็รีบอธิบาย “ที่ผมกำลังจะพูดคือ ด้วยความเข้าใจอันตื้นเขินของผม แรงบันดาลใจที่ผมได้ก็มีแต่จะเป็นที่น่าหัวเราะเยาะ จึงไม่ควรค่าแก่การพูดถึง”

“ถ้าคุณบอกว่าแรงบันดาลใจที่คุณได้รับหลังจากฟังการบรรยายของผมเป็นเรื่องน่าหัวเราะ นั่นก็หมายความว่าการบรรยายของผมน่าหัวเราะและไม่ควรค่าแก่การพูดถึงด้วยใช่ไหม?” ปรมาจารย์หวู่คำราม

“คุณเข้าใจคำพูดของผมผิดแล้ว ผมแค่บอกว่าความรู้ความเข้าใจของตัวผมเองยังคงตื้นเขินอยู่เท่านั้น” จางเซวียนส่ายหัว

“ก็ถ้าความเข้าใจตื้นเขินนั้นทำให้คุณเกิดแรงบันดาลใจจนถึงขนาดหัวเราะออกมาได้ นั่นก็หมายความว่าเนื้อหาในการบรรยายของผมตื้นเขินด้วยอย่างนั้นสิ?” ปรมาจารย์หวู่กระทุ้ง

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version