Skip to content

Library Of Heaven’s Path 876


ตอนที่ 876 ปรมาจารย์!

“ดงอสูร?” จางเซวียนชะงัก

“ใช่แล้ว ดงอสูรเก็บรักษาเลือดอสูรระดับเซียนไว้มากมายหลายชนิด ขอแค่นักฝึกอสูรมีระดับขั้นสูงพอ ก็สามารถซื้อหาหยดเลือดเหล่านั้นได้!” นางพญามดพูด

“เข้าใจแล้ว ผมจะเข้ารับการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรระดับ 6 ดาวและซื้อมัน”

เมื่อรู้แล้วว่าหยดเลือดของนางพญามดที่มีวรยุทธระดับเซียนมีประสิทธิภาพแบบนั้น จางเซวียนก็ออกจากรังของมัน เขาตรวจสอบสภาวะร่างกายของเว่ยหรูเหยียนอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากแน่ใจแล้วว่าเธอกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและต้นโพธิ์เซียนก็ไม่มีสัญญาณของการถูกวางยา จึงถอนหายใจอย่างโล่งอกและออกจากพระราชวัง

จุดหมายต่อไปของเขาคือสถาบันปรมาจารย์

การเข้ารับการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรและซื้อหาหยดเลือดนั้นจะสะดวกกว่ากันมากหากผ่านหัวหน้ามั่ว อีกอย่าง เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าดงอสูรแห่งจักรวรรดิหงหย่วนนั้นตั้งอยู่ที่ไหน

เมื่อเข้าไปถึงโรงเรียนนักฝึกอสูร ไม่ช้าก็พบหัวหน้ามั่วนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในสำนักงาน ดูเหมือนมีเรื่องยุ่งยากใจบางอย่าง

“อาจารย์ใหญ่จาง!” เห็นจางเซวียนปรากฏตัว หัวหน้ามั่วรีบลุกขึ้นและประสานมืออย่างสุภาพ

“ไม่ต้องมีพิธีรีตองไปหรอก ผมมาที่นี่วันนี้เพราะอยากเข้ารับการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรระดับ 6 ดาว” จางเซวียนเปิดประเด็นทันที

“เข้ารับการทดสอบเป็นนักฝึกอสูรระดับ 6 ดาว?” หัวหน้ามั่วแสดงอาการอึ้งเห็นๆ ก่อนจะส่ายหัว “อาจารย์ใหญ่จาง คุณล้อผมเล่นแล้วล่ะ ในเมื่อแม้แต่อสูรตะวันไบแซนไทน์ยังยอมจำนนให้คุณ คุณก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 7 ดาวแล้ว ผมได้ส่งแบบคำร้องไปยังสำนักงานใหญ่ และได้รับคำตอบแล้วเช่นกัน ตอนนี้ก็เหลือแค่รอให้ตราสัญลักษณ์มาถึง”

อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอสูรระดับเซียนขั้น 2-การรับรู้จิตวิญญาณ และภายใต้การจัดระดับของดงอสูร ผู้ที่สามารถทำให้อสูรระดับเซียนยอมจำนนได้จะมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการทดสอบอีก

“นักฝึกอสูรระดับ 7 ดาว?” จางเซวียนถึงกับประหลาดใจ

เขาตั้งใจจะมาเข้ารับการทดสอบระดับ 6 ดาว แล้วก็ได้รู้ว่าหัวหน้ามั่วยื่นคำร้องขอตราสัญลักษณ์ระดับ 7 ดาวให้เขาแล้ว

ช่างดีเหลือเกิน เรื่องนี้ช่วยทุ่นแรงไปได้มาก

“ผมต้องขอขอบคุณล่วงหน้า ในเมื่อทางสำนักงานใหญ่ตอบตกลงแล้ว ผมก็มีบางอย่างที่จะต้อง ร้องขอจากพวกเขา ผมอยากได้หยดเลือดนางพญามดระดับเซียน” จางเซวียนพูด

“หยดเลือดของนางพญามดระดับเซียน?” หัวหน้ามั่วขมวดคิ้ว

“ใช่” จางเซวียนพยักหน้า

หัวหน้ามั่วตอบหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “โดยปกติ ทางสำนักงานใหญ่ยินดีรับคำขอซื้อหยดเลือดอสูรวิเศษ ราคาก็ไม่ได้สูงเกินไปด้วย แต่สำหรับหยดเลือดของนางพญามด ผมเกรงว่าจะไม่ง่ายแบบนั้น”

“ไม่ง่าย?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

ในเมื่อมันก็เป็นอสูรระดับเซียนเหมือนกัน ความยากในการร้องขอหยดเลือดของมันก็ไม่น่าจะแตกต่างจากอสูรชนิดอื่น ทำไมนางพญามดถึงเป็นข้อยกเว้น?

หัวหน้ามั่วอธิบายเพราะรู้ว่าจางเซวียนสงสัย “ข้อแรก นางพญามดเป็นอสูรที่หายากมาก แถมยังมีเพียงจำนวนเพียงน้อยนิดที่ฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นอสูรระดับเซียนได้ และที่สำคัญกว่านั้น นางพญามดมีความสามารถในการสร้างพื้นที่ ทำให้มันเป็นอสูรที่มีมูลค่ามหาศาล ต่อให้ทางสำนักงานใหญ่มีหยดเลือดของมันเก็บไว้ ผมก็เกรงว่าราคาจะสูงลิ่ว!”

“สูงลิ่ว? ประมาณเท่าไหร่?”

“ต่อให้มีตราสัญลักษณ์นักฝึกอสูรระดับ 7 ดาว ก็คงต้องใช้หินวิเศษขั้นสูงหลายพันก้อน หรืออาจจะมากกว่านั้น” หัวหน้ามั่วพูดขณะส่ายหน้าอย่างลำบากใจ

ราคาของหยดเลือดนางพญามดระดับเซียนนั้นสูงเกินกว่าที่พวกเขาจะเอื้อมถึง

“หินวิเศษขั้นสูงหลายพันก้อน?” จางเซวียนอ้าปากค้าง

เขานึกว่าตัวเองเป็นเศรษฐีแล้วหลังจากได้รับหินวิเศษหลายร้อยก้อนจากอู๋ฉู่และลู่เฉิง ไม่น่าเชื่อว่าซื้อของเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ

แถมเขายังมีตำแหน่งนักฝึกอสูรระดับ 7 ดาวด้วย ถ้าเป็นคนนอกมาซื้อ ราคาคงสูงกว่านี้เป็น 2 เท่า

สมาคมวิชาชีพอย่างดงอสูรมักให้สิทธิพิเศษอย่างเช่นส่วนลดหรือโอกาสในการให้บริการกับสมาชิกของตัวเอง โดยขึ้นอยู่กับระดับขั้นของสมาชิกคนนั้น

ดูเหมือนคุณสมบัติที่เขามีอยู่จะยังไม่เพียงพอ

ถึงตอนนี้ หัวหน้ามั่วพลันพูดขึ้น “อันที่จริงยังมีทางที่จะได้มันมา ต่อให้สู้ราคาไม่ไหวก็เถอะ แต่ยากเย็นกว่ากันมาก!”

“อย่างนั้นหรือ?” เมื่อเห็นว่าพอมีทาง จางเซวียนรีบหันไปมองหน้าอีกฝ่าย

“ตราบใดที่คุณทำคุณประโยชน์ให้กับดงอสูรมากพอ ทางสำนักงานใหญ่ก็จะให้คุณฟรีๆ เลย” หัวหน้ามั่วตอบ

“ทำคุณประโยชน์?” จางเซวียนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำที่ไม่คุ้นหู

“ใช่แล้ว การบริจาคหยดเลือดของอสูรวิเศษหรืออสูรระดับเซียนที่หายาก หรือการปฏิบัติภารกิจที่ทางดงอสูรมอบหมายให้จนสำเร็จ ก็จะถือเป็นการทำคุณประโยชน์ให้กับทางดงอสูรแล้ว” หัวหน้ามั่วอธิบาย

“บริจาคหยดเลือดของอสูรวิเศษหรืออสูรระดับเซียนที่หายาก?” จางเซวียนส่ายหน้า

ดงอสูรก่อตั้งมายาวนานจนนับปีไม่ถ้วน และมีอิทธิพลแผ่ไปทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์ มีอสูรระดับเซียนและอสูรวิเศษเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่พวกเขาเข้าไม่ถึง จึงมีเพียงไม่กี่ชนิดที่จัดว่าหายาก ต่อให้จางเซวียนรู้ว่าจะไปหาที่ไหน เขาก็ไม่มีเวลามากพอจะไปตามหามัน

“วิธีแรกน่ะทำยาก จะทำสำเร็จก็ต้องดวงดีจริงๆ ส่วนวิธีที่สองนั้น ทางดงอสูรก็ไม่ค่อยจะกำหนดภารกิจอะไรมากมาย และต่อให้พวกเขากำหนด ก็มาไม่ถึงที่นี่” หัวหน้ามั่วยิ้มเจื่อนๆ

การทำคุณประโยชน์ให้กับสมาคมวิชาชีพนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะได้มากันง่ายๆ เพราะไม่อย่างนั้น สมบัติล้ำค่าของพวกเขาก็คงหมดไปเสียนานแล้ว

“หัวหน้ามั่ว เรารอไม่ได้แล้ว พวกเราต้องการความช่วยเหลือ”

ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง

เมื่อเห็นจางเซวียน ผู้อาวุโสประสานมือและทักทาย “อาจารย์ใหญ่จาง!”

เขาคือหัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็ก จ้าวปิงฉู

“หัวหน้าจ้าว หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่ารอไม่ได้แล้ว?” จางเซวียนถามอย่างงงงัน

มาถึงตอนนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงใบหน้านิ่วคิ้วขมวดของหัวหน้ามั่วเมื่อครั้งที่เขามาถึง ตอนแรกนึกว่าคงเป็นปัญหาส่วนตัวบางอย่าง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวปิงฉู ก็ดูจะไม่ง่ายอย่างนั้น

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากหรอก อาจารย์ใหญ่จาง เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวก็จะถึงพิธีสถาปนาของคุณแล้ว คุณควรใช้เวลานี้เตรียมตัวดีกว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร” จ้าวปิงฉูรีบตอบพร้อมกับส่งยิ้ม

“จริงด้วย อาจารย์ใหญ่จาง ปล่อยให้เป็นภาระของพวกเราเถอะ” หัวหน้ามั่วรีบเสริม

รู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ จางเซวียนขมวดคิ้ว “บอกผมมาว่ามันเรื่องอะไร?”

ผู้อาวุโสทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นหัวหน้าโรงเรียนนักฝึกอสูรและโรงเรียนช่างตีเหล็ก ทั้งยังเป็น นักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด คนระดับนี้มีสีหน้ายุ่งยากใจอย่างที่เห็น ก็แปลว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่

ถึงจางเซวียนจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสถาบันปรมาจารย์มากนัก แต่เขาก็ยังเป็นอาจารย์ใหญ่ และมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในภารกิจที่มาพร้อมกับบทบาทนี้

“เอ่อ” ได้ยินจางเซวียนถาม หัวหน้าทั้งสองมองหน้ากันอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร

แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของจางเซวียน หัวหน้ามั่วก็รู้ดีว่าพวกเขาคงเก็บเป็นความลับต่อไปไม่ได้ จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วตอบว่า “เหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆได้ส่งกองกำลังมาโจมตีเรา”

“เหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆ? กองกำลังอสูร?” จางเซวียนชะงัก

“ใช่แล้ว เหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆมักแยกตัวจากจักรวรรดิหงหย่วนของเรา ไม่เคยเข้ามาก้าวก่าย แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้พวกมันก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ไล่ล่านายพรานและนักรบทุกคนที่ผ่านเข้าไปในสันเขา” หัวหน้ามั่วตอบ

“ทางสถาบันปรมาจารย์ของเราได้รับคำขอความช่วยเหลือ จึงส่งคนเข้าไปจัดการ แต่แทนที่จะล่าถอย พวกมันกลับโจมตีเหล่าปรมาจารย์และส่งกองกำลังเต็มอัตราศึกเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน เพราะไม่มีทางเลือก ผมจึงส่งนักเรียนทุกคนของโรงเรียนนักฝึกอสูรเข้าไปยับยั้งพวกมันที่สันเขาหงหย่วน ซึ่งการต่อสู้ก็ผ่านมา 1 วันแล้ว แนวรบของเรากำลังจะพัง!”

“พัง” จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียดและกำหมัดแน่น “พาผมไปที่นั่นที ผมอยากเห็น!”

เหตุผลที่เหล่าอสูรในสันเขาปุยเมฆเกิดคุ้มคลั่งก็เป็นเพราะเขาไปเอาน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีของพวกมันมา

แม้อสูรแห่งสันเขาปุยเมฆจะใช้ชีวิตแยกจากจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็มีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นบางครั้งระหว่างสองฝ่าย สันติภาพแบบไม่ค่อยราบรื่นนักเกิดขึ้นได้ก็เพราะอิทธิพลของสถาบันปรมาจารย์

เหตุผลหนึ่งที่จางเซวียนไม่ลังเลในการนำน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีมาทั้งที่รู้ว่าเหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆให้คุณค่ากับมันแค่ไหนก็เพราะเขารู้ดีว่า หากอีกฝ่ายรวบรวมพละกำลังได้ขึ้นมา ก็หมายถึงหายนะของจักรวรรดิหงหย่วนในอนาคต

แต่ก็นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะบุกเข้ามาเผชิญหน้ากับสถาบันปรมาจารย์

ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเขา เขาจะเพิกเฉยไม่ได้

“อาจารย์ใหญ่จาง คุณไปไม่ได้นะ คุณยังไม่ได้เข้าพิธีสถาปนาและระดับวรยุทธของคุณก็ยังอ่อนด้อย ถ้าใครๆ ล่วงรู้ตัวตนของคุณ คุณจะถูกหมายหัว!” จ้าวปิงฉูรีบส่ายหน้า

พวกเขามีเหตุผลที่ไม่แจ้งให้อาจารย์ใหญ่รับทราบเรื่องการส่งนักเรียนออกไปสู้รบ เพราะตอนนี้ระดับวรยุทธของจางเซวียนยังอ่อนด้อย ถ้าใครต่อใครรู้ว่าเขาเป็นอาจารย์ใหญ่ เหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆจะต้องหมายหัวเขาอย่างแน่นอน

หากในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้อาจารย์ใหญ่มาถูกข้าศึกจับตัวไป คงจะสร้างความตื่นตระหนกและบานปลายเป็นวิกฤตการณ์ใหญ่โต

พวกเขาเชื่อมั่นอย่างจริงใจในความสามารถของจางเซวียนว่าสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะต้องเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกมาก ด้วยเหตุนี้ อย่างน้อยที่สุด จนกว่าความสามารถของอีกฝ่ายจะอยู่ในระดับสูงพอ พวกเขาในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสจะปล่อยให้มีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้นกับอาจารย์ใหญ่ไม่ได้

ทั้งคู่จึงเลือกที่จะรับภาระด้วยตัวเอง

“พาผมไปที่นั่น ไม่อย่างนั้นผมจะไปเอง!” จางเซวียนเลิกคิ้ว

ความเป็นความตายของนักเรียนจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นอยู่กับเขา เขาจะเพิกเฉยดูดายในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้!

“เอ่อ” เห็นแววตามุ่งมั่นของจางเซวียน หัวหน้าโรงเรียนทั้งสองมองหน้ากันและถอนหายใจเฮือก “เอาเถอะ พวกเราจะพาคุณไปที่นั่น แต่เราหวังว่าคุณจะไม่บุ่มบ่าม และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเปิดเผยตัวตนของคุณกับใครทั้งนั้น นี่ไม่ใช่การบุกโจมตีครั้งแรกของเหล่าอสูรจากสันเขาปุยเมฆ ในท้ายที่สุด พวกเราจะต้องหาทางระงับยับยั้งได้อยู่ดี”

“ผมเข้าใจ” จางเซวียนพยักหน้า

หัวหน้ามั่วเรียกอสูรเซียนมังกรเพลิงเข้ามา แล้วทั้ง 3 ก็บินไปยังสันเขาปุยเมฆ

จางเซวียนยืนอยู่บนหลังอสูรมังกรเพลิงและตั้งคำถามกับจ้าวปิงฉู “สถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร?”

“ไม่ค่อยดีนัก การบุกรุกของเหล่าอสูรรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ อสูรวิเศษส่วนใหญ่มีพละกำลังแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับนักรบที่มีระดับวรยุทธสูงกว่ามันได้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือพวกมันรวมหัวกันราวกับกองทัพที่มีลำดับขั้น ทำให้กลุ่มนักเรียนของเราตกอยู่ในอันตราย!” จ้าวปิงฉูตอบอ้ำอึ้ง

“รวมหัวกันราวกับกองทัพที่มีลำดับขั้น?”

จ้าวปิงฉูพยักหน้า “ใช่ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เหล่าอสูรระดับเซียนของสันเขาปุยเมฆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่ออยู่ภายใต้การนำของพวกมัน อสูรวิเศษจึงรวมหัวกันต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“แล้วผู้บาดเจ็บล่ะ?” จางเซวียนถาม

“ถือว่ารุนแรงเอาการ ในฐานะโรงเรียนที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสถาบันปรมาจารย์ มีนักเรียนเลือกเรียนวิชาชีพนักฝึกอสูรเป็นอาชีพหลักราว 20,000 คน นอกเหนือไปจากคนที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ที่เหลือก็เข้าร่วมในการสู้รบทั้งหมด มากกว่าครึ่งได้รับบาดเจ็บ แต่ผู้เสียชีวิตยังมีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น” จ้าวปิงฉูตอบอย่างเคร่งเครียด

“ตายไปแล้วสิบกว่าคน?” จางเซวียนตัวแข็ง

“ใช่” คราวนี้คนตอบไม่ใช่จ้าวปิงฉู แต่เป็นหัวหน้ามั่ว

ขณะที่พวกเขากำลังหารือกันอยู่ อสูรเซียนมังกรเพลิงก็มาถึงสันเขาหงหย่วน เมื่อมองลงไป จางเซวียนเห็นอสูรวิเศษนับไม่ถ้วนกรูกันลงมาจากยอดเขา และนักเรียนจำนวนมากมายกำลังเข้ากลุ้มรุมปะทะ การต่อสู้นั้นดุเดือดมาก

ในกลุ่มนี้มีนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บอยู่หลายคน แต่พวกเขาก็ยืนหยัดอย่างกล้าหาญ ไม่ยอมถอย ดูเหมือนจะมีความบ้าบิ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะเผชิญหน้ากับเหล่าอสูรวิเศษอย่างไม่กลัวเกรง

จางเซวียนอดตัวสั่นไม่ได้

เขาเห็น 2 ใบหน้าที่คุ้นเคย คือฟงอู๋และหยู่เฉิง ที่เคยมีเรื่องกันเมื่อครั้งเข้ารับการทดสอบที่ยอดเขาเล่หยวน ตอนนี้ร่างของทั้งคู่ต่างโชกเลือด หยู่เฉิงแขนหักไปข้างหนึ่ง แต่ทั้งคู่ก็ยังบุกตะลุยอย่างไร้ความเกรงกลัวพร้อมดวงตาแดงก่ำ

ช่างตรงกันข้ามกับนิสัยเห็นแก่ได้ที่พวกเขาแสดงออกมาเมื่อครั้งที่แข่งขันกับจางเซวียน

ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือเป็นอริ ในเวลานี้ทุกคนต่างต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เชื่อมั่นในกันและกัน

หัวหน้ามั่วพูดอย่างภูมิใจเมื่อมองเห็นสีหน้าอัศจรรย์ใจของจางเซวียน “หลายคนในหมู่พวกเขาเคยมีความขัดแย้งกัน ต่อสู้กันก็หลายครั้ง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา ทุกคนก็สามารถรวมตัวกันเป็นหนึ่งและสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้อย่างปราศจากความกลัวเกรง แม้จะต้อง เผชิญหน้ากับความตาย!”

“นี่ก็เพราะภารกิจและความรับผิดชอบของพวกเขา เพราะพวกเขามีสิ่งหนึ่งร่วมกัน”

“ปรมาจารย์!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version