Skip to content

Library Of Heaven’s Path 796


ตอนที่ 796 เพื่ออะไร?

จอมอสูรปีกม่วงบินได้เร็วมาก ระยะทางหนึ่งพันลี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางสันเขาแห่งจักรวรรดิหงหย่วน มีสันเขาหนึ่งสูงเสียดเมฆ แสงอาทิตย์สาดกระทบเกิดเป็นแสงสะท้อนหลากสี ประกอบกับพลังจิตวิญญาณเข้มข้นบนพื้นดินและเสียงกู่ก้องของอสูรวิเศษที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว ดูราวกับแดนสวรรค์

“นี่คือสันเขาปุยเมฆ?” เมื่อนึกถึงข้อมูลที่หลัวฉีฉีให้มา จางเซวียนก็จ้องเขม็งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ตั้งแต่ยังมาไม่ถึง เขาก็รู้สึกได้ถึงคลื่นพลังจิตวิญญาณเข้มข้นแล้ว ราวกับมีค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณจากธรรมชาติติดตั้งไว้บนภูเขา แน่นอนว่าดินแดนสวรรค์ประทานแบบนี้จะต้องมีทั้งอสูรวิเศษ และอสูรระดับเซียนที่ทรงพลังอาศัยอยู่เต็มไปหมด

“ต้องเร่งหน่อยแล้ว!”

รู้ดีว่าเว่ยชางเฟิงอาจมีอันตรายได้ทุกขณะ จางเซวียนจึงสั่งการให้จอมอสูรปีกม่วงมุ่งหน้าต่อไป แต่เมื่อมาถึงตีนเขา จอมอสูรก็ดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงรังสีอันน่าสะพรึงบางอย่างที่ทำให้มันไม่ยินยอมบินต่อ ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร จางเซวียนจึงต้องปล่อยให้มันรอที่ตีนเขาขณะที่ตัวเขา สำรวจพื้นที่ต่อไปเพียงลำพัง

“ดวงตาหยั่งรู้!”

จางเซวียนใช้วิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงและมองสำรวจไปรอบๆอย่างถี่ถ้วนก่อนจะแกะรอยตามเว่ยชางเฟิงไป

สันเขาปุยเมฆเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสันเขาแห่งจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็มีความยาวหลายร้อยกิโลเมตร ทั้งยังมีทัศนวิสัยที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกไปทั่ว หากจางเซวียนสุ่มตามหาแบบนี้ ต่อให้ใช้เวลาเป็นปีก็คงหาอีกฝ่ายไม่เจอ

กว่าจะถึงตอนนั้น เว่ยชางเฟิงคงตายไปนานแล้ว

“เอ๊ะ? เราแกะรอยเขาไม่ได้หรือนี่?”

หลังจากมองไปรอบๆ จางเซวียนก็ถึงกับเลิกคิ้วเมื่อไม่พบอะไรเลย

ถ้าจะว่ากันตามเหตุผล เว่ยชางเฟิงออกเดินทางล่วงหน้ามาก่อนเขาเพียงวันเดียว เมื่อเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้ ก็น่าจะสามารถแกะรอยได้อย่างง่ายดาย แต่กลับไม่พบอะไรเลย…มันเกิดอะไรขึ้น?

“เว่ยชางเฟิงจะต้องจูงใจกลบเกลื่อนร่องรอยของเขาแน่…” จางเซวียนนึกได้หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

เพราะเขาเข้ามาในดินแดนที่เต็มไปด้วยอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียน หากทิ้งร่องรอยไว้ ฝ่ายตรงข้ามย่อมตามตัวเขาได้ง่ายและเขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายมาก

เพราะรู้อย่างนั้น เว่ยชางเฟิงจึงตั้งใจกลบเกลื่อนร่องรอยของเขาเพื่อไม่ให้เตะตาเหล่าอสูรระดับเซียน

“แล้วคราวนี้จะหาเขาเจอได้อย่างไร?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

เขาคิดว่าดวงตาหยั่งรู้จะทำให้สะกดรอยตามอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย แต่ในเมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ แล้วเขาจะช่วยชีวิตเว่ยชางเฟิงได้อย่างไรกัน

หากงมค้นหาไปเรื่อยๆ คงจะหลงทางเสียก่อนที่จะได้เจอตัว

“ใช่สิ!” ขณะที่จางเซวียนกำลังหันรีหันขวาง ก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาหยิบวัตถุขนาดเท่าลูกฟุตบอลออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ

รังนางพญามด!

ในการตามหาใครหรืออะไรสักอย่าง ไม่มีสิ่งใดจะมีประสิทธิภาพมากไปกว่านี้!

ฟึ่บ!

นางพญามดปรากฏตัวต่อหน้าจางเซวียน ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน มันดูจะผอมลงไปมาก และลำตัวก็บิดเบี้ยวราวกับโดนัท

“เกิดอะไรขึ้น?” จางเซวียนชะงักเมื่อเห็นสภาพของมัน ส่วนนางพญามดก็ค้อนปะหลับปะเหลือก

คุณรู้ดีที่สุดกว่าใครไม่ใช่หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน?

คุณยัดเจ้าอสูรตะวันไบเซนไทน์เข้ามาในรังของฉัน เจ้านั่นก็เบียดฉันเสียบี้แบน ถ้าไม่ใช่เพราะสวรรค์เมตตาละก็ ฉันคงถูกมันทับตายไปแล้ว!

แต่ถึงนางพญามดจะหงุดหงิดแค่ไหน มันก็ไม่กล้าบ่นอะไรต่อหน้าจางเซวียน

“เอาล่ะ เหตุผลที่ฉันนำแกออกมาก็เพื่ออยากให้ช่วยสำรวจสันเขาปุยเมฆให้หน่อย ฉันต้องการตัวคนๆหนึ่ง!” รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาสนใจเรื่องสภาพของนางพญามด จางเซวียนรีบสั่งการ

อีกฝ่ายพยักหน้า จากนั้นก็อ้าปากและปล่อยลูกบอลกลมออกมาลูกหนึ่ง

ฟู่ ฟู่ ฟู่!

ลูกบอลลูกนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆก่อนจะแตกออก แล้วมดมากมายก็พรั่งพรูออกมา จากนั้นก็ตรงเข้าสำรวจพื้นที่

“นายท่าน ไม่มีวี่แววของมนุษย์ในบริเวณนี้เลย!”

2-3 นาทีต่อมา นางพญามดก็รายงาน

“ไม่มีวี่แวว?” จางเซวียนขมวดคิ้ว “งั้นสำรวจพื้นที่ที่สูงขึ้นไปอีก แล้วคอยสังเกตอสูรระดับเซียนไว้ด้วยนะ หากเจอตัวล่ะก็ รีบรายงานฉันทันที!”

ในพื้นที่นี้น่าจะมีอสูรระดับเซียนอยู่มากมาย แต่เป็นไปได้ว่าพวกมันคงแบ่งโซนกันอยู่ ตราบใดทีเขารู้ว่ามันอยู่ที่ไหนและหลีกเลี่ยงพื้นที่บริเวณนั้นได้ ก็น่าจะหลีกเลี่ยงอันตรายไปได้พอสมควร

“ตามนั้น” นางพญามดพยักหน้า

มันใช้ความสามารถเฉพาะตัวออกคำสั่งกับมดบริวารทุกตัว

“ขึ้นเขากัน!”

ไม่ช้า หลังจากที่นางพญามดวิเคราะห์อสูรทั่วบริเวณแล้ว จางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งอาศัยอยู่บริเวณตีนเขานี้ก็เป็นแค่อสูรวิเศษขั้นการเรียงร้อยสวรรค์ ไม่มีอสูรระดับเซียนอยู่เลย

ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงสามารถปีนขึ้นเขาไปพร้อมกับนางพญามดได้โดยใช้เส้นทางปลอดภัยที่บรรดามดกรุยทางไว้

“นายท่าน ดูเหมือนจะมีร่องรอยของการต่อสู้อยู่ข้างหน้า…”

หลังจากมุ่งหน้าไปได้อีกสักพักหนึ่ง นางพญามดก็ส่งโทรจิตหาจางเซวียน

“มีศพไหม?” จางเซวียนถาม

“ไม่มีศพมนุษย์อยู่ที่นั่น!” รู้ดีว่าจางเซวียนกังวลใจเรื่องอะไร นางพญามดตอบ

“พาฉันไปที!” จางเซวียนสั่งการอย่างเคร่งขรึม

“ได้”

นางพญามดชี้ไปยังทิศทางที่เกิดการต่อสู้ขึ้น แล้วจางเซวียนก็บินไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ช้าก็ไปถึงบริเวณที่พอมองเห็นร่องรอยการต่อสู้

เขาเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้สำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด

การต่อสู้นั้นดูเหมือนจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 10 ถึง 12 ชั่วโมงก่อน…

นอกจากอสูรวิเศษ 3 ตัว เขายังรู้สึกได้ถึงร่องรอยของมนุษย์จากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นโดยรอบ แม้อสูรวิเศษเหล่านั้นจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมาย เป็นเพียงอสูรขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่พวกมันก็มีประสาทดมกลิ่นที่เฉียบแหลมมาก เป็นไปได้ว่าพวกมันได้กลิ่นมนุษย์และแกะรอยตามมาจนเกิดการต่อสู้ขึ้น

“มี 2 ตัวถูกเล่นงานนัดเดียวจอด แต่ตัวสุดท้ายกู่ร้องโหยหวนในวินาทีสุดท้ายก่อนจะตาย ด้วยความตระหนก มนุษย์คนหนึ่งจึงรีบทุบหัวมันให้เงียบ แต่ว่าสำหรับอสูรพวกนี้ แค่ตะโกนช่วงสั้นๆ เสียงของมันก็ดึงดูดอสูรวิเศษตัวอื่นๆมากมายแล้ว”

ไม่ช้าจางเซวียนก็วิเคราะห์รายละเอียดของการต่อสู้ได้ทั้งหมด เป็นไปได้ว่ามนุษย์คนนั้นคือเว่ยชางเฟิง

แม้การปะทะจะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังก่อให้เกิดคลื่นรบกวนของพลังจิตวิญญาณ ไม่ต่างอะไรกับการเปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งของตัวเอง

เมื่ออสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนในบริเวณโดยรอบรู้ตัวแล้ว อันตรายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ

แล้วเขาก็ไปทางนั้น!

ขณะที่จางเซวียนกำลังวิเคราะห์สภาพแวดล้อมอย่างถี่ถ้วน ก็นัยน์ตาเป็นประกายวาบขึ้นมาเมื่อพบร่องรอยการหลบหนีของเว่ยชางเฟิง เขารีบตามไป

เป็นไปได้ว่าเว่ยชางเฟิงคงรู้แล้วว่าปกปิดร่องรอยต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตำแหน่งที่ตั้งของเขาได้ถูกเปิดเผยไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะมัวเสียเวลากับการกลบเกลื่อนร่องรอย เขาจึงตัดสินใจหนีให้เร็วที่สุด

แต่ถึงอย่างไรก็พูดได้ว่าเขาเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมาก เพราะเมื่อรู้ดีว่าไม่ช้าจะต้องถูกพวกอสูรจับได้ เขาจึงเลือกหนีขึ้นเขาไปตามเส้นทางแคบๆ

หากไต่ไปตามเส้นทางแคบๆ เหล่าอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนจะไม่อาจได้เปรียบเขามากนัก เพราะร่างกายใหญ่โตของมันเป็นอุปสรรค ทำให้สำแดงพละกำลังได้ไม่เต็มที่

แต่วิธีนี้ก็มีข้อบกพร่องใหญ่หลวง คือในช่วงแรกเขาอาจยังระงับสถานการณ์ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พละกำลังถดถอย ก็จะพบว่าตัวเองไม่มีหนทางหนี ราวกับถูกหายใจรดต้นคอตลอดเวลา

จางเซวียนเห็นอสูรวิเศษ 2-3 ตัวนอนตายอยู่ระหว่างทาง

อสูรวิเศษขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ, ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์, ขั้น 9-ตัวดักแด้…

ยิ่งอสูรวิเศษมีพละกำลังมากขึ้นเท่าไหร่ การต่อสู้ก็ยิ่งรุนแรงเข้มข้นขึ้น อีกครู่หนึ่งจางเซวียนก็สะดุดเข้ากับซากศพของอสูรวิเศษขั้นกึ่งเซียน

มันคือหมีเหล็กหน้าดำและถูกสังหารด้วยการใช้กระบี่ตัดหัว

มีอสูรวิเศษขั้นกึ่งเซียนปรากฏตัวตั้งแต่เรายังไปไม่ถึงกลางสันเขาเลย…อีกทั้งแต่ละตัวก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ… จางเซวียนคิดอย่างเคร่งเครียด

ยิ่งเว่ยชางเฟิงสังหารอสูรไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดึงดูดพวกมันมามากขึ้นเท่านั้น ถึงเขาเป็นนักรบระดับเซียน สุดท้ายก็ต้องหมดพลัง

เราต้องรีบแล้ว!

จางเซวียนมุ่งหน้าต่อไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ บางทีเหล่าอสูรวิเศษและอสูรขั้นเซียนอาจถูกเว่ยชางเฟิงดึงดูดความสนใจไปหมด หรือไม่เครือข่ายข้อมูลของนางพญามดก็มีประสิทธิภาพจริงๆ เขาจึงไม่พบอสูรวิเศษสักตัวในเส้นทางที่ใช้

แต่ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ นัยน์ตาของจางเซวียนก็เบิกโพลงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ช้าเขาก็มาหยุดอยู่ที่สมรภูมิรบ

พันธุ์พืชและดอกไม้ที่ขึ้นอยู่บริเวณนั้นถูกคลื่นสังหารทำลายจนราบคาบ ความกดดันมหาศาลแผ่ออกไปหลายร้อยเมตร ในความกดดันนั้น สามารถมองเห็นร่องรอยของพลังจิตวิญญาณเข้มข้นได้ชัด

มีอสูรจิ้งจอกหางดำซึ่งเป็นอสูรระดับเซียนมือใหม่ถึง 3 ตัว!

จางเซวียนใช้ดวงตาหยั่งรู้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องหน้าดำคร่ำเครียด

แม้จิ้งจอกหางดำซึ่งเป็นอสูรขั้นเซียนมือใหม่จะเทียบชั้นกับเว่ยชางเฟิงไม่ได้ แต่พวกมันก็ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์และความเชี่ยวชาญในการโจมตีแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อดูจากร่องรอยของการต่อสู้ ดูเหมือนเว่ยชางเฟิงจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

จางเซวียนก้มตัวลงหยิบเศษผ้าชิ้นหนึ่งขึ้นจากพื้น มันแห้งเกรอะกรังไปด้วยเลือด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ชั่วโมงก่อน…จางเซวียนกำหมัดแน่น

รู้ดีว่าเขาเข้าใกล้ตัวเว่ยชางเฟิงมากขึ้นทุกที จึงรีบเดินหน้าต่อไป

ไม่ช้าก็มาถึงสมรภูมิรบอีกแห่งหนึ่ง

คราวนี้เป็นการสู้รบที่ดุเดือดกว่าเดิม อสูรวิเศษระดับเซียน 2 ตัวนอนตายอยู่กับพื้น ตัวหนึ่งมีท่อนแขนห้อยออกมาจากปาก เลือดยังหยดติ๋งๆออกมาจากปลายท่อนแขนจนถึงตอนนั้น

นั่นมันแขนของเว่ยชางเฟิง! จางเซวียนนัยน์ตาเบิกโพลงเมื่อจำท่อนแขนที่อยู่ตรงหน้าเขาได้

ถูกอสูรระดับเซียนโจมตีจนถึงกับต้องเสียแขน ต่อให้เว่ยชางเฟิงสังหารศัตรูของเขาได้ อาการบาดเจ็บก็น่าจะทำให้เขาไปได้อีกไม่ไกลนัก

เมื่อมองไปรอบๆ จางเซวียนก็เห็นว่าพื้นดินบริเวณนั้นมีคราบเลือดมนุษย์อยู่เต็มไปหมด บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ เว่ยชางเฟิงคงได้ตายเร็วๆนี้แน่หากไม่ได้รับการรักษา

หมอนั่น…ทำไมต้องยอมทำถึงขนาดนี้ ต่อให้เราไม่ได้ดอกปุยเมฆมา ก็ยังหาทางอื่นได้…จางเซวียนรำพึงและถอนหายใจเฮือก

การปะทะกับอสูรระดับเซียนที่มีพละกำลังเทียบเท่ากับเขา…เว่ยชางเฟิงย่อมรู้ดีว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาชนะพวกมันได้ หรือต่อให้เขาทำได้ ก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับประกันว่าเขาจะเจอดอกปุยเมฆ และเขาคงไม่มีทางยอมกลับไปแน่หากไม่มีดอกปุยเมฆอยู่ในมือ

แต่คนเฉลียวฉลาดอย่างเขาก็ควรจะรู้ดีว่าเดินหน้าต่อไปก็มีแต่จะฆ่าตัวตายเสียเปล่า!

จางเซวียนเดินต่อไปอีกหลายร้อยเมตร และเห็นกระบี่เล่มหนึ่งปักอยู่บนหน้าผา กระบี่นั้นมีเลือดอาบ บางทีอาจจะเป็นเลือดของอสูรระดับเซียนตัวที่เขาสังหารไปเมื่อครู่

ด้วยร่องรอยการต่อสู้ที่ปรากฏมากมาย จางเซวียนบอกได้ว่าอาวุธของเว่ยชางเฟิงเป็นกระบี่ระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุด เขารีบเข้าไปดึงกระบี่ออกมา

มันหักหรือเปล่า?

เมื่อดึงออกมาแล้ว จางเซวียนก็เห็นว่ากระบี่ได้หักเป็นสองท่อน ดูเหมือนมันจะถูกตัดด้วยอาวุธที่มีความคมกริบอย่างน่าทึ่ง พื้นดินบริเวณนั้นก็เป็นสีแดงเถือกไปหมด

สำหรับนักรบระดับเซียนคนหนึ่งที่สูญเสียอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดไประหว่างการสู้รบ เว่ยชางเฟิงต้องเผชิญหน้ากับตัวอะไร?

หลังจากมองปราดไปรอบๆ จางเซวียนก็รีบเดินต่อ เขาก้มตัวลงแล้วหยิบขนกระจุกหนาขึ้นมาจากพื้นดิน

นี่มัน…ขนของวานรดึกดำบรรพ์ อสูรวิเศษระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด? จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียด

เว่ยชางเฟิงเป็นแค่นักรบขั้นเซียนระดับ 1 ขั้นกลางเท่านั้น ด้วยประสิทธิภาพการต่อสู้ของเขาในตอนนี้ แม้แต่จะเอาชนะอสูรวิเศษระดับเซียนขั้น 1 ขั้นกลางก็ยังยาก ส่วนวานรดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นอสูรระดับเซียขั้น 1 สูงสุดก็ไม่ต้องพูดถึง…

คราวนี้เขาตกอยู่ในอันตรายจริงๆ…คงยากที่จะเอาชีวิตรอด จางเซวียนคิดอย่างเป็นห่วงขณะที่รีบรุดไป

ถ้าเว่ยชางเฟิงยอมถอดใจตรงนี้ เขาก็ยังมีโอกาสหนีเอาตัวรอด อะไรที่ทำให้เขาดื้อดึงก้าวต่อไปแม้จะบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น?

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version