ตอนที่ 795 คุณจะต้องไม่เป็นอะไร!
“เป็นอย่างไรล่ะ? การปูพื้นฐานวรยุทธนั้นคุ้มค่ากับหินวิเศษขั้นกลาง 200 ก้อนนะ ใช่ไหม?” เห็นสีหน้าของเชวเจินหยาง ซุนฉางบอกได้ทันทีว่าเขาดื่มด่ำไปกับเนื้อหาที่หวังหยิ่งบรรยายแล้ว จึงยิ้มให้และกระทุ้งอีกดอก
เขามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในการถ่ายทอดวรยุทธของนายท่านและนายน้อย
ในเมื่อนายท่านทำให้ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจน่าทึ่งจำนวนมากมายยอมจำนนให้เขาได้ การเอาชนะคนธรรมดาสามัญอย่างเจ้าหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับบรรดาศิษย์หลานของเขา
“คุ้มค่า คุ้มค่ากับหินวิเศษขั้นกลางจำนวน 200 ก้อนจริงๆ!” เชวเจินหยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลงกัน การบรรยายทั้งของหวังหยิ่ง เจิ้งหยาง และ หลิวหยางจะมีมูลค่าเท่ากับหินวิเศษขั้นกลาง 200 ก้อนสำหรับแต่ละคน ผมคงต้องขอให้คุณเตรียมหินวิเศษไว้เป็นค่ามัดจำล่วงหน้าสำหรับการบรรยาย ไม่อย่างนั้น…ก็คงต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อน”
สมกับเป็นพ่อค้าตัวฉกาจ ซุนฉางพร้อมจะหาประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากการเจรจาต่อรองแต่ละครั้ง
“หินวิเศษขั้นกลาง 200 ก้อนสำหรับการบรรยายของแต่ละคน?” เชวเจินหยางอ้าปากค้าง แต่แล้วก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ตามนั้น!”
เหล่าปรมาจารย์มักเปิดการบรรยายเป็นครั้งคราว และราคาค่าเข้าฟังก็ไม่ใช่น้อยๆ เมื่อพิจารณาจากความเข้าใจอันล้ำลึกในวรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ของทั้งสามคน การจ่ายค่าเข้าฟังเป็นหินวิเศษคนละ 200 ก้อนยังถือว่าถูก
เมื่อครั้งแรกที่ปรมาจารย์ขงก่อตั้งสภาปรมาจารย์ขึ้นมานั้น แม้อุดมคติของเขาจะเป็นการมอบแสงสว่างให้กับมวลชนและนำพามนุษยชาติไปสู่ความแข็งแกร่งกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่มีเจตนาจะถ่ายทอดทุกสิ่งให้กับทุกคน
ไม่อย่างนั้น คงไม่มอบมรดกตกทอดของตัวเองให้กับนักปราชญ์เพียง 72 คน
ว่ากันว่าเจตนาดั้งเดิมของปรมาจารย์ขงในการก่อตั้งสภาปรมาจารย์นั้นก็เพื่อมอบความรู้ให้โดยไม่มีการแบ่งแยก แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ลูกศิษย์บางคนตีความเทคนิควรยุทธของเขาอย่างผิดๆ และถ่ายทอดการตีความแบบผิดๆนั้นให้กับอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องหลายคน ส่งผลให้วรยุทธของพวกเขาตกต่ำ
หากจะพูดถึงความล้ำลึกของเทคนิคการต่อสู้ ก็เป็นเรื่องง่ายที่ใครสักคนจะตีความผิดหากไม่ได้รับคำชี้แนะที่ถูกต้องเหมาะสมจากครูบาอาจารย์
ความรู้นั้นประดุจดาบสองคม นี่คือเหตุผลที่มีคำกล่าวว่า ‘ความรู้ไม่ได้มีไว้ถ่ายทอดให้กับทุกคน และทักษะก็ไม่ใช่จะสืบทอดกันได้ง่ายๆ’
ปรมาจารย์ก็เป็นมนุษย์ พวกเขามีทั้งเวลาและพลังงานจำกัด ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถเอาใจใส่และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับลูกศิษย์ได้เพียง 2-3 คนในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อถ่ายทอดมรดกให้ และนี่ก็คือเหตุผลที่ลงท้ายมีการแบ่งแยกประเภทของนักเรียนออกเป็นศิษย์สายตรง ศิษย์ธรรมดา นักเรียนผู้เข้ารับฟัง และความสัมพันธ์ในฐานะกึ่งอาจารย์
หากใช้มุมมองนี้ การเปิดการบรรยายจึงถือว่าเป็นบริการเสริมจากเหล่าปรมาจารย์ และพวกเขาก็ต้องใช้เงินเช่นกัน จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่จะต้องมีการเก็บค่าเข้าฟังการบรรยาย
“ได้! ผมจะจัดการให้ แล้วจะเปิดการบรรยายเมื่อไหร่?” เมื่อเห็นเชวเจินหยางตกลง ซุนฉางพยักหน้าอย่างพอใจ
ขณะที่พวกเขากำลังฐานะยอบแยบ อีกฝ่ายก็ปรากฏตัวได้ทันเวลาพอดี ช่างเป็นเทพบุตรจริงๆ!
และนี่ก็เป็นแหล่งรายได้ที่เป็นรูปธรรม หากต่อไปพวกเขาขาดแคลนเงินทองอีก ก็แค่เปิดการบรรยายสาธารณะ แล้วเงินก็จะไหลมาเทมา…
“เร็วที่สุดได้เท่าไหร่ยิ่งดี! พรุ่งนี้เช้าดีไหม?” เชวเจินหยางถาม
ในเมื่อนี่เป็นโอกาสแห่งความรุ่งโรจน์ของแก๊งตะวันฉาย ก็คงดีหากทำให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!
“เช้า?” นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรีบร้อนขนาดนั้น ซุนฉางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้!”
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องคิดมาก ไว้ค่อยรายงานนายน้อยหลังการบรรยายเสร็จสิ้นก็ยังได้
“เยี่ยมเลย! พรุ่งนี้เช้าผมจะพาพวกคุณทุกคนไปที่สถาบันปรมาจารย์!” ได้ยินอีกฝ่ายตอบตกลง เชวเจินหยางพยักหน้าอย่างตื่นเต้น
“สถาบันปรมาจารย์?” เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกคนแทบกระโดดด้วยความตกใจ ซุนฉางตาโต “คุณเป็น…ปรมาจารย์หรือ?”
“ใช่แล้ว!” เชวเจินหยางพยักหน้า
“เอ่อ…” ทุกคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าลำบากใจ
พวกเขานึกว่าหมอนี่เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่น่าเชื่อว่าลงท้ายจะเป็นนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์…
นายน้อยก็เป็นนักเรียนของสถาบันเช่นกัน จะดีหรือหากพวกเขาเข้าไปเปิดการบรรยายโดยไม่ขออนุญาตนายน้อยเสียก่อน?
“ลุงฉาง เราจะทำอย่างไรดี?” ทุกคนหันมามองซุนฉางเป็นตาเดียวขณะที่เจิ้งหยางส่งโทรจิตถาม
“มันก็…ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่นะ ผมคิดว่าต่อให้พวกคุณจะเปิดการบรรยายให้บรรดาปรมาจารย์ฟัง แล้วไงล่ะ? มีปรมาจารย์เยอะแยะไปหมดที่ยอมจำนนให้กับนายท่าน แม้แต่ประธานมั่วก็ยังยกย่องเขาไม่ใช่หรือ? ในฐานะศิษย์หลานของบุคคลระดับนั้น ก็ไม่มีอะไรที่พวกคุณจะต้องเกรงกลัว ตราบใดที่พวกคุณถ่ายทอดแนวคิดที่นายน้อยถ่ายทอดให้ออกมาอย่างถี่ถ้วน ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอก!” ซุนฉางกัดฟันตอบหลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง
ต่อให้เป็นสถาบันปรมาจารย์ ก็แล้วไง? เขาไม่เคยเกรงกลัวอะไรทั้งนั้น แล้วทำไมคราวนี้จะต้องกลัว?
อีกฝ่ายเป็นผู้เชื้อเชิญพวกเขาให้เข้าไปเปิดการบรรยาย พวกเขาไม่ได้อยากจะเข้าไปเองเสียหน่อย
อีกอย่าง ถ้าปฏิเสธ ก็เท่ากับปล่อยให้เงินที่เกือบจะไหลเข้ากระเป๋าอยู่แล้วหลุดลอยไป…
“แล้ว…ท่านอาจารย์ล่ะ?” หวังยิ่งถามอย่างวิตก
“เรื่องนายน้อยไว้เป็นธุระของผมเอง พวกคุณเอาใจใส่การบรรยายของตัวเองให้ดีเถอะ ตราบใดที่ทำผลงานได้ดี นายน้อยจะต้องไม่มีข้อขัดข้องแน่!” ซุนฉางตอบ
ด้วยสภาพถังแตกของพวกเขา วณิพกมีสิทธิ์เลือกผู้ให้เงินได้ด้วยหรือ?
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จู่ๆจะส้มหล่นแบบนี้ คงเป็นเรื่องน่าอับอายมากหากพวกเขาปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป
นายน้อยจะต้องเข้าใจเหตุผลที่พวกเขาทำ
“เอาเถอะ…ท่านอาจารย์ก็ดูแลพวกเรามาตลอด ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องทำอะไรให้เขาบ้าง!”
หวังหยิ่งกับคนอื่นๆกำหมัดแน่น
แหล่งทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนของวรยุทธของพวกเขาก็มาจากท่านอาจารย์ ในเมื่อมีโอกาสไม่มากนักที่จะตอบแทนเขา ก็เป็นธรรมดาที่พวกเธอจะต้องตื่นเต้น
“ถ้าอย่างนั้นเป็นอันตกลง เชวเจินหยาง, คืนนี้คุณพักที่นี่ก็ได้ พรุ่งนี้เช้าหวังหยิ่ง เจิ้งหยาง และ หลิวหยางจะได้ตามคุณไปที่สถาบันปรมาจารย์!” เมื่อตัดสินใจแล้ว ซุนฉางก็หันไปพูดกับเชวเจินหยาง
“ตามนั้น!” เชวเจินหยางพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
…..
เฮ่ออออ!
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดจางเซวียนก็ถ่ายโอนหนังสือทุกเล่มในหอสมุดโรงเรียนนายแพทย์เข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าจนหมด เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก
จากนั้นก็รอเวลาที่นักเรียนคนใหม่จะเข้ามา แล้วตัวเขาก็เล็ดลอดออกไปจากหอสมุดและกลับสู่ที่พัก
“ประมวล!”
เพียงแค่คิด หนังสือทั้งหมดก็รวมตัวกัน เกิดเป็นหนังสือ 6 เล่ม ตั้งแต่ระดับ 1 ดาวไปจนถึง 6 ดาว
ในเมื่อตัวเขาเป็นนายแพทย์ระดับ 4 ดาวแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องอ่านหนังสือเล่มแรกๆ เขาหยิบเล่ม 5 มาอ่านเลย
วิ้ง!
เนื้อหาในหนังสือลอยเข้าสู่สมองของจางเซวียน และเขาก็ซึมซับความรู้เหล่านั้นไว้โดยเร็ว
ไม่นาน จางเซวียนก็ทำความเข้าใจรายละเอียดในหนังสือเล่มนั้นได้ทั้งหมด
จากนั้นเขาก็หันไปหาหนังสือเล่ม 6
อีก 1 ชั่วโมงต่อมาทุกกระบวนการก็เสร็จสิ้น
จากนั้นจางเซวียนก็กลับไปพลิกดูหนังสือ 4 เล่มแรกแบบผ่านๆ และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ใจความสำคัญของมันเป็นอย่างที่เขาได้ประมวลไว้แล้ว
“เอาล่ะ ตอนนี้ความรู้เรื่องการรักษาโรคของเราก็เทียบเท่ากับนายแพทย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด…”
หลังจากเรียนศาสตร์การแพทย์เทียบฟ้าจบถึงเล่ม 6 จางเซวียนก็ระบายลมหายใจยาว
ตอนนี้ความรู้เรื่องการรักษาโรคของเขาเทียบเท่ากับนายแพทย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด ต่อให้หัวหน้าโรงเรียนนายแพทย์ก็ยังเทียบชั้นกับเขาไม่ได้ และเขาก็อาจแข่งขันได้แม้กระทั่งกับนายแพทย์ระดับ 7 ดาวที่ไม่เก่งกาจเท่าไหร่นัก
“อาการป่วยของเว่ยหรูเหยียน…”
เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการรักษาโรคมากขึ้น จางเซวียนก็หันกลับมาใคร่ครวญอาการป่วยของเว่ยหรูเหยียนอีกครั้ง แต่หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า
สาวน้อยคนนั้นได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เธอต้องทุกข์ทรมานกับความบกพร่องของทั้งจิตวิญญาณและเลือด สภาพร่างกายของเธออ่อนแอเกินไปจนไม่มีสิ่งอื่นใดที่เขาทำได้นอกจากบ่มเพาะจิตวิญญาณและกายเนื้อของเธอ
“ขอแค่เราได้ดอกสิบใบมา แล้วเอามันรวมเข้ากับสมุนไพรบางอย่างเพื่อเพิ่มฤทธิ์ ก็น่าจะฟื้นฟูจิตวิญญาณของเธอได้เร็วขึ้น”
ดอกสิบใบของรองหัวหน้าโหยวฉู่ยังไม่โตเต็มที่ อานุภาพของมันจึงยังไม่ถึงขีดสุด แต่ด้วยความรู้ที่จางเซวียนค้นพบใหม่ เขาสามารถผนวกเอาดอกสิบใบเข้ากับสมุนไพรอื่นๆอีกหลายชนิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของมัน
“ผ่านไปอีก 1 คืนแล้ว!”
จางเซวียนยืดหลังบิดขี้เกียจ วางความคิดเหล่านั้นไว้ก่อนแล้วเดินออกจากห้อง เพื่อจะเห็นว่าท้องฟ้าสว่างแล้ว
แสงแดดตกกระทบลานบ้าน สะท้อนให้พื้นดินกลายเป็นสีทองอร่าม
“ท่านอาจารย์!” หลังจากกินอาหารเช้าแล้วจางเซวียนกำลังจะออกไป ก็พอดีกับที่หลัวฉีฉีเดินเข้ามา
“คุณมาได้เวลาพอดี เมื่อวานมีเรื่องหนึ่งที่ผมลืมถามไป” จางเซวียนพูดยิ้มๆขณะที่พลันนึกได้ว่ามีบางสิ่งที่เขาหลงลืมไป
เมื่อวานเขาตกอกตกใจกับข่าวเรื่องคฤหาสน์เก่าแก่ของหวูหยางจื่อที่กลายเป็นของเขาจนลืมถามหลัวฉีฉีถึงเรื่องนั้น
“ท่านอาจารย์พูดมาเลย!” หลัวฉีฉีตอบงงๆ
“คุณเคยได้ยินชื่อดอกปุยเมฆมาก่อนไหม?” จางเซวียนถาม
เมื่อวานนี้ เขารู้สึกได้ถึงอาการผิดปกติบางอย่างของเว่ยชางเฟิง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะคิดว่ามันคงไม่เป็นปัญหากับผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนอย่างเขา แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา
“ดอกปุยเมฆ? ท่านอาจารย์หมายถึงดอกไม้ที่เติบโตบนสันเขาปุยเมฆ ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นใบชาได้น่ะหรือ?” หลัวฉีฉีครุ่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“นั่นแหละ!”
เขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวของดอกปุยเมฆมาก่อน แต่เว่ยชางเฟิงได้บอกไว้ว่าดอกปุยเมฆสามารถนำไปตากแห้งและใช้เป็นใบชาได้ ซึ่งชานั้นสามารถก่อให้เกิดเมฆหมอกและมีกลิ่นหอมสดชื่น จึงกลายเป็นของหายาก
“เท่าที่ฉันได้ฟังจากเฟยเอ๋อ ดอกปุยเมฆถือเป็นสมบัติแสนล้ำค่า ไม่เพียงแต่จะหายาก ยังเก็บได้ยากมากด้วย ต่อให้เดินหาทั่วทั้งจักรวรรดิหงหย่วน ก็คงมีเพียง 2-3 ต้น ขนาดทางราชวงศ์ยังใช้เพื่อต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติของจักรวรรดิเท่านั้น!” หลัวฉีฉีตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“หายากขนาดนั้นเลย?” จางเซวียนชะงัก ครู่ต่อมาเขาก็ขมวดคิ้วและถามว่า “คุณบอกว่าการเก็บมันนั้นยากมาก หมายความว่าอย่างไร?”
“ดอกปุยเมฆขึ้นอยู่ท่ามกลางสันเขาของจักรวรรดิหงหย่วนซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนนับไม่ถ้วน มนุษย์หน้าไหนก็ตามที่เหยียบย่างเข้าไปในสันเขาปุยเมฆจะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างดุเดือดของพวกมัน ถือเป็นดินแดนอันตราย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอสูรอย่างหัวหน้ามั่วยังไม่กล้าเข้าไปที่นั่น!” หลัวฉีฉีตอบ
“นี่คือเหตุผลที่สันเขาปุยเมฆจัดเป็นดินแดนต้องห้าม”
“ดินแดนต้องห้าม?” จางเซวียนใจหายวาบและเริ่มหน้าเสีย
“ใช่แล้ว!” หลัวฉีฉีถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าของจางเซวียน “มีอะไรหรือท่านอาจารย์?”
“ถ้าผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนเข้าไปที่สันเขาปุยเมฆเพื่อเก็บดอกปุยเมฆ จะเกิดอะไรขึ้น?” จางเซวียนถามอย่างร้อนใจด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
“ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียน? เรื่องจริงก็คือเขาไม่น่าจะมีชีวิตรอดกลับออกมาหรอก แม้แต่ดอกปุยเลขที่ราชวงศ์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนมีไว้ในครอบครองก็ยังมาจากความพยายามของทีมผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนกว่า 12 คน แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังไม่กล้าเข้าไปลึกกว่านั้น เพราะเกรงจะเป็นอันตรายถึงชีวิต แล้วนักรบระดับเซียนเพียงคนเดียวจะเอาตัวรอดในสถานที่แบบนั้นได้อย่างไร? เขาต้องถูกสังหารแน่!” หลัวฉีฉีส่ายหน้า
“ต้องถูกสังหารแน่? บรรลัยแล้วสิ!” จางเวียกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเว่ยชางเฟิงถึงมีสีหน้าไม่สู้ดีเมื่อได้ยินเรื่องดอกปุยเมฆ
ดูเหมือนเขารู้ดีว่ามันอันตรายอย่างไร!
“เรื่องนี้อธิบายได้เลยว่าทำไมเจ้าโหยวฉู่หน้าด้านหน้าทนคนนั้นถึงเปลี่ยนใจ…เป็นแบบนี้นี่เอง!” จางเซวียนหน้าตาเคร่งเครียด
รังสีแห่งความเคืองแค้นแผ่อยู่รอบตัวเขา ดูพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกขณะ
“ท่านอาจารย์…” หลัวฉีฉีถึงกับตัวแข็งไปเมื่อเห็นสภาพนั้น
ตั้งแต่เธอได้พบกับท่านอาจารย์ อีกฝ่ายสามารถเก็บอาการและแสดงออกถึงความสุขุมเยือกเย็นได้เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะเลวร้ายแค่ไหน เมื่อครั้งที่อยู่ในห้องใต้ดิน ตอนที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากับภาวะวิกฤต เขาก็ยังสามารถรับมือได้อย่างสุขุม แต่แล้วกลับมาอยู่ในสภาพนี้…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ผมไม่เป็นอะไรหรอก!” เห็นสายตาเป็นห่วงเป็นใยของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า จางเซวียนสูดหายใจลึกก่อนจะถามต่อ “สันเขาปุยเมฆอยู่ที่ไหน?”
“สันเขาปุยเมฆอยู่ห่างจากที่นี่ไปทางทิศตะวันออกราว 1,000 ลี้ มันได้ชื่อนี้เพราะว่ามีเมฆปกคลุมตลอดปี ทำให้เป็นพื้นที่ที่หาพบได้ไม่ง่ายนัก” หลัวฉีฉีตอบ
“ผมจะออกไปข้างนอกสักครู่นะ!”
เมื่อรู้ตำแหน่งที่ตั้งของมันแล้ว จางเซวียนก็รีบวิ่งออกจากที่พักของเขาไปพร้อมกับส่งโทรจิตไปด้วย ไม่ช้าจอมอสูรปีกม่วงก็มาปรากฏตรงหน้า เขากระโดดขึ้นหลังของมัน แล้วทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
เว่ยชางเฟิง, ในเมื่อคุณจงรักภักดีกับผม ผมจะไม่ยอมให้คุณเป็นอะไรไปเป็นอันขาด!
