ตอนที่ 891 สี่ฮ่องเต้
ที่วังหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน
เมื่อจางเซวียนกลับไป หยูเสิ่นชิงก็รีบกลับไปตรวจสอบที่ต้นโพธิ์เซียนและบริเวณโดยรอบ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีความเสียหายอะไร ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
ว่าที่อาจารย์ใหญ่จางคนนี้เป็นบุรุษผู้โดดเด่น มีความปราดเปรื่องเหนือชั้นเรื่องวรยุทธ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านอาชีพรองรับ มีดวงตาหยั่งรู้อันน่าทึ่ง แถมท้ายด้วยบุคลิกที่ไม่ธรรมดา แต่หากจะชี้ข้อบกพร่องของชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบคนนี้ ก็คงจะเป็นการที่เขาสร้างความวุ่นวายให้ทุกหนทุกแห่งที่ย่างกรายไป
ทุกครั้งที่อีกฝ่ายมาเยือนวังหลวง ฮ่องเต้จะใจเต้นโครมคราม ระแวงว่าเขาจะพังทั้งวังให้แหลกเป็นชิ้นๆ
อันที่จริง เขาก็ออกจะแปลกใจที่ปรมาจารย์จางรักษาต้นโพธิ์เซียนให้หายดีได้โดยไม่ทำอะไรแตกหักเสียหาย
“ฝ่าบาท” หลังจากหยูเสิ่นชิงกลับห้องได้ไม่นาน หลัวฟู่, ขันทีเก่าแก่ก็เดินเข้ามา
“สถานการณ์ที่สันเขาปุยเมฆเป็นอย่างไรบ้าง?” หยูเสิ่นชิงถาม
ด้วยความใหญ่โตของเรื่องวุ่นวายที่สันเขาปุยเมฆ ตัวเขาในฐานะฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิหงหย่วนได้จับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตอบโต้ทันทีหากเกิดสถานการณ์เลวร้าย อันที่จริง เขาถึงกับสั่งการทหารทั้งกองทัพให้เคลื่อนตัวเข้ามารวมกันในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน จะได้เคลื่อนย้ายกำลังพลได้ทันท่วงทีหากมีความจำเป็น
หลัวฟู่ประสานมือแล้วตอบว่า “เรียนฝ่าบาท การสู้รบระหว่างสันเขาปุยเมฆกับสถาบันปรมาจารย์ สิ้นสุดลงแล้ว!”
“การสู้รบสิ้นสุดแล้ว?” หยูเสิ่นชิงขมวดคิ้ว
ทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายมาตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่มีใครคิดจะยอมใคร ทำไมการสู้รบถึงจบลงปุบปับแบบนี้?
“หัวหน้ามั่วเข้าไปเจรจาต่อรองกับบรรดาราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆด้วยตัวเอง และหลังจากนั้นไม่นาน การสู้รบก็จบลง” หลัวฟู่รายงาน
ตลอดทางที่ไปสันเขาปุยเมฆ จางเซวียนอยู่บนหลังอสูรเซียนมังกรเพลิง จึงไม่มีใครนอกจากบรรดาหัวหน้าโรงเรียนและปรมาจารย์มู่ที่รู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น
“เจรจาต่อรอง?” หยูเสิ่นชิงขมวดคิ้ว “ใครเป็นคนเสนอความคิด?”
การเสนอให้มีการเจรจาต่อรองก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมแพ้ และฝ่ายที่เป็นผู้ยื่นข้อเสนอจะตกเป็นรองทันที
“ทางสถาบันปรมาจารย์เป็นผู้เสนอให้เปิดการเจรจาต่อรอง” หลัวฟู่ตอบ
“สถาบัน?” หยูเสิ่นชิงถึงกับผงะ
สถาบันปรมาจารย์ซึ่งเป็นที่เคารพยกย่องยอมพ่ายแพ้ให้กับอสูรฝูงหนึ่งหรือ?
แถมหัวหน้ามั่วยังฝ่าดงข้าศึกเข้าไปเปิดการเจรจาต่อรองด้วยตัวเอง?
ออกจะทำความเข้าใจยากอยู่สักหน่อย
“ใช่แล้ว เพราะการเจรจาเกิดขึ้นในสันเขาปุยเมฆ แหล่งข่าวของเราจึงไม่ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือผลของการเจรจา แต่เมื่อบ่ายนี้ กองทัพอสูรวิเศษที่สู้รบกับสถาบันปรมาจารย์ได้ถอนกำลังออกจากแนวรบแล้ว” หลัวฟู่ตอบ
อสูรส่วนใหญ่เป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ และเหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆก็เป็นภัยคุกคามขนานใหญ่ แม้แต่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของจักรวรรดิหงหย่วนก็ไม่ได้รับความยำเกรงใดๆจากที่นั่น
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง หยูเสิ่นชิงพยักหน้าอย่างนึกได้ “พวกเขาคงประนีประนอมเพื่อพิธีสถาปนาในวันพรุ่งนี้”
พิธีสถาปนาจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ และแม้จดหมายเชิญจะถูกส่งออกไปอย่างเร่งรีบ แต่กลุ่มอำนาจที่เป็นเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ โดยเฉพาะจักรวรรดิขั้น 1 ก็ยังส่งตัวแทนมาร่วมพิธี หากพวกเขามาเห็นสงครามใหญ่โตระหว่างสันเขาปุยเมฆกับสถาบันปรมาจารย์แบบนี้ ก็คงขาดความเชื่อมั่น ในความสามารถของว่าที่อาจารย์ใหญ่
“ก็คงจะเป็นแบบนั้น ผมส่งกองกำลังเข้าไปสอดแนมที่สันเขาปุยเมฆเพื่อติดตามผลการเจรจาแล้ว พวกเขาคงจะกลับมารายงานเราได้ก่อนเริ่มพิธีสถาปนา” หลัวฟู่พูด
“ดี!” หยูเสิ่นชิงพยักหน้า ขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ ขันทีหนุ่มคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง
ขันทีหนุ่มรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น “ฝ่าบาท!”
“มีอะไร?” หยูเสิ่นชิงขมวดคิ้ว
หมอนี่พรวดพราดเข้ามาในห้องกลางดึกกลางดื่นแบบนี้ คงจะเป็นเรื่องสำคัญมาก
“ฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิขั้น 1 – หงสือ, หยวนเจียง, ไป๋ถัว และสือเหยามาถึงแล้ว พวกเขากำลังรออยู่ในห้องโถงภราดรสวรรค์” ขันทีหนุ่มรายงาน
“มาถึงแล้วหรือ? เร็วจริงๆ!” หยูเสิ่นชิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบออกเดิน “ไปพบพวกเขากันเถอะ!”
แม้สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะใช้ชื่อของจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็มีนักเรียนที่เป็นปรมาจารย์จากจักรวรรดิขั้น 1 ที่อยู่โดยรอบด้วย
หงสือ, หยวนเจียง, ไป๋ถัว และสือเหยา คือ 4 จักรวรรดิที่อยู่ใกล้กับจักรวรรดิหงหย่วนมากที่สุด
เมื่อรู้ว่าอาจารย์ใหญ่คนใหม่กำลังจะได้รับการสถาปนา เหล่าผู้นำจักรวรรดิก็รีบเดินทางมาแสดงความเคารพ
หยูเสิ่นชิงเดินเข้าไปในห้องโถงภราดรสวรรค์ เห็นชายวัยกลางคนจำนวน 4 คนนั่งอยู่บนที่รับรองแขก รังสีโอ่อ่าสง่างามดูจะอ้อยอิ่งอยู่รอบตัวพวกเขา เพียงแค่เห็นก็ชัดเจนแล้วว่าแต่ละคนมีพละกำลังสูงส่ง
เป็นถึงผู้นำแห่งจักรวรรดิขั้น 1 อย่างน้อยที่สุดวรยุทธของพวกเขาก็ต้องเป็นระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด
“พี่จู พี่หาน พี่เสิ่น พี่เนี่ย!” หยูเสิ่นชิงทักทายทีละคน “พวกคุณมาถึงที่นี่ในเวลาเพียง 3 วัน คงจะเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย!”
แม้จักรวรรดิของพวกเขาจะอยู่ใกล้กับจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็ต้องเร่งรีบเอาการหากจะมาให้ถึงภายในเวลา 3 วัน
“พวกเราจะพลาดพิธีสถาปนาอาจารย์ใหญ่คนใหม่ได้อย่างไร?”
“สถาบันปรมาจารย์เป็นรากฐานของสันติภาพและความสงบสุขในจักรวรรดิขั้น 1 ทั้ง 12 จักรวรรดิของดินแดนนี้ ในเมื่อผู้นำคนใหม่กำลังจะได้รับการสถาปนา พวกเราก็จะต้องมาให้ทัน ต่อให้ต้องเดินทางทั้งวันทั้งคืนก็เถอะ!”
“ท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไปราว 2 ปีแล้ว ผมอยากรู้เหลือเกินว่าอาจารย์ใหญ่คนใหม่จะเป็นใคร!”
…..
ชายวัยกลางคนทั้ง 4 หัวเราะอย่างสุภาพ
ทุกคนคือผู้มีอำนาจและพละกำลังไร้เทียมทานในดินแดนของตัวเอง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสถาบันปรมาจารย์ ก็ไม่กล้าออกตัวแรงมาก
ทันทีที่พวกเขาได้รับจดหมายเชิญ ก็รีบละทิ้งหน้าที่การงานและเดินทางมาทันที
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันอีกเล็กน้อย ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ตั้งคำถาม “อ้อ ใช่สิ ผมเกือบลืม ผมรีบมาทันทีที่ได้รับจดหมาย จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าอาจารย์ใหญ่คนใหม่เป็นใคร? ไม่ทราบว่า เป็นหัวหน้าจ้าวปิงฉูหรือหัวหน้าลู่เฟิง?”
เขาคือจูอี้, ฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิขั้น 1-หงสือ
เมื่อได้ยินคำถามนั้น คนที่เหลือก็พากันหันกลับมามองหยูเสิ่นชิง
อันที่จริง เหตุผลที่พวกเขามาที่วังหลวงทันทีตั้งแต่กลางดึกกลางดื่นหลังจากมาถึงเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ก็เพื่อไถ่ถามว่าอาจารย์ใหญ่ที่กำลังจะได้รับการสถาปนาเป็นใคร จะได้ตระเตรียมของขวัญที่เหมาะสมไว้ให้ล่วงหน้า
เพราะหากให้ของขวัญผิด อย่างเช่นมอบสมุนไพรให้หัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็ก ก็คงจะไม่ประทับใจกันสักเท่าไร
ได้ยินคำถามของบรรดาแขกเหรื่อ หยูเสิ่นชิงยิ้มเจื่อนๆและส่ายหน้า “ไม่ใช่ทั้งคู่!”
ตัวเขาเองก็เหมือนกับทั้ง 4 คือเคยคิดว่าอาจารย์ใหญ่ที่กำลังจะได้รับการสถาปนาจะต้องเป็นหนึ่งในสองคนนี้แน่ แต่ผลที่ออกมากลับคาดไม่ถึง
“ไม่ใช่ทั้งคู่?”
ฮ่องเต้ทั้ง 4 ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะมองตากันอย่างงงๆ จูอี้ประสานมืออีกครั้งแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้น น้องหยู่จะช่วยบอกเราสักหน่อยได้ไหมว่าผู้อาวุโสที่จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปคือใคร พวกเราจะได้เตรียมการล่วงหน้า”
“เอ่อ” หยูเสิ่นชิงลังเล
การที่ตัวตนของว่าที่อาจารย์ใหญ่ถูกปิดเป็นความลับจนถึงตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล เขาจึงไม่แน่ใจว่าการเปิดเผยไปก่อนจะเหมาะสมหรือไม่
หนึ่งในชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว “อะไรกัน? พรุ่งนี้อาจารย์ใหญ่ก็จะได้รับการเปิดตัวในพิธีสถาปนาแล้ว เพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงล่วงหน้า น้องหยู่ไม่เต็มใจจะให้พวกเรารับรู้หรือ?”
หยูเสิ่นชิงส่ายหัว “ไม่ใช่แบบนั้น แต่ทางสถาบันปรมาจารย์มีเหตุผลที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนของว่าที่อาจารย์ใหญ่ คงจะเป็นการไม่เคารพการตัดสินใจของพวกเขาหากผมจะบอกก่อน”
“ดูเหมือนน้องหยู่จะไม่เชื่อถือพวกเรา! พวกเราก็เหมือนกันนั่นแหละ ชะตากรรมของทั้งสี่จักรวรรดิขึ้นอยู่กับสถาบันปรมาจารย์ ในเมื่อพวกเราก็ลงเรือลำเดียวกัน คุณคิดว่าเราจะโง่งั่งถึงขนาดปล่อยให้ข่าวหลุดรั่วออกไปได้ง่ายๆหรือ?”
“ก็ได้!”
รู้ดีว่ามีแต่จะทำให้ผิดใจกันหากเขายังพยายามปกปิดตัวตนของว่าที่อาจารย์ใหญ่ สุดท้าย หยูเสิ่นชิงก็พยักหน้า “นี่เป็นความลับสุดยอดของสถาบัน ผมหวังว่าพวกคุณจะปิดปากเงียบจนกว่าจะถึงพิธีสถาปนา!”
ในเมื่อทุกคนก็ล้วนแต่เป็นฮ่องเต้ พวกเขาควรจะรู้ดีว่าข่าวที่รั่วไหลออกไปนั้นจะก่อให้เกิดผลร้ายอย่างไร หากมีอะไรไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นกับว่าที่อาจารย์ใหญ่ ทางสภาปรมาจารย์จะต้องเข้ามาสืบสาวราวเรื่องและลงโทษผู้มีหน้าที่เก็บความลับอย่างรุนแรงที่สุด
ถึงจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น แต่หยูเสิ่นชิงก็ยังรู้สึกว่าย้ำเตือนพวกเขาไว้ก่อนจะดีกว่า
“ไม่ต้องห่วง!”
“เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว? พวกเราไม่ใช่คนพรรค์นั้น!”
คนที่เหลือพากันตอบรับอย่างเอาจริงเอาจัง
หยูเสิ่นชิงโบกมือเบาๆ แล้วค่ายกลรักษาความลับที่อยู่ในห้องก็เริ่มทำงาน จากนั้นเขาส่งโทรจิต “เอาล่ะ ตามข้อมูลที่ผมได้มา ผู้ที่จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปคือจางเซวียน!”
สี่ฮ่องเต้มองหน้ากันอย่างงงงัน
“จางเซวียน?”
พวกเขารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของทั้ง 10 สุดยอดปรมาจารย์ แถมยังเคยพบหน้าเกือบทุกคน แต่ชื่อจางเซวียนช่างไม่คุ้นหูเอาเสียเลย
จูอี้อดถามไม่ได้ “ปรมาจารย์จางมาจากสำนักงานใหญ่หรือเปล่า?”
คนที่เหลือต่างก็คิดแบบเดียวกัน
สถาบันปรมาจารย์มีภาระและความรับผิดชอบหนักหน่วงในการบ่มเพาะปรมาจารย์รุ่นใหม่ ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นอนาคตของมวลมนุษยชาติ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครที่ไหนก็ไม่รู้ผู้ไม่มีความน่าเชื่อถือหรือไม่มีความสามารถโดดเด่นเพียงพอจะได้มาเป็นผู้นำขององค์กรที่มีอิทธิพลระดับนี้
ในเมื่อพวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อของจางเซวียนมาก่อน ก็เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะมาจากสำนักงานใหญ่
แต่โดยทั่วไป ทางสำนักงานใหญ่จะไม่เข้ามาก้าวก่ายกิจการของแต่ละสาขาไม่ใช่หรือ?
ทำไมจู่ๆถึงส่งปรมาจารย์มา แถมแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่?
เห็นความสงสัยในดวงตาของทุกคน หยูเสิ่นชิงรีบอธิบาย “เขาไม่ได้มาจากสำนักงานใหญ่ และไม่ใช่ผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนด้วย เขาเป็นนักเรียนใหม่คนหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนในปีนี้!”
“นักเรียนใหม่?”
“คุณกำลังจะบอกว่านักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียนในสถาบันกลายเป็นอาจารย์ใหญ่เรอะ?”
เมื่อได้ฟังข้อมูลนี้ ฮ่องเต้ทั้ง 4 พากันตัวแข็งและพูดอะไรไม่ออก
สถาบันปรมาจารย์เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนมวลมนุษยชาติ มั่นคงไม่คลอนแคลนอยู่ในหัวใจของทุกคน แต่นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าศึกษาในปีนี้กำลังจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่?
ล้อเล่นแบบบ้าๆน่ะ!
“ผมรู้ว่าพวกคุณคงทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้ยาก แต่มันเป็นความจริง” หยูเสิ่นชิงพูดด้วยสีหน้าที่ออกจะสับสน
เขาเองก็แทบไม่เชื่อตอนที่ได้ข่าวเป็นครั้งแรก
แต่หลังจากเห็นวีรกรรมอันน่าทึ่งมากมายของปรมาจารย์จาง ก็อดยำเกรงในการตัดสินใจและสายตาอันเฉียบแหลมของปรมาจารย์มู่กับคนอื่นๆไม่ได้
หลังจากเงียบงันกันไปชั่วครู่ หนึ่งในชายวัยกลางคนก็ตั้งคำถาม “ภูมิหลังของปรมาจารย์จางเป็นอย่างไร?”
“ปีนี้ปรมาจารย์จางมีอายุ 20 ปี เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว แม้จะอายุยังน้อย แต่ก็มีความเชี่ยวชาญถึงระดับ 6 ดาวในวิชาชีพช่างตีเหล็ก นักปรุงยา นายแพทย์ มือบรรเลงบทเพลงปีศาจ และผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ แถมเขายังมีความสามารถอย่างน่าทึ่งด้านการฝึกอสูร ค่ายกล และสมุนไพรด้วย เขาเป็นอัจฉริยะผู้โดดเด่นอย่างหาตัวจับยาก!” หยูเสิ่นชิงตอบ
สี่ฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิขั้น 1 ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เขามีอาชีพรองรับระดับ 6 ดาวถึง 5 อาชีพ? แต่ถึงจะมีอาชีพรองรับมากขนาดนั้น ก็ยังเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวอยู่ดี มีสิทธิ์อะไรถึงได้เป็นอาจารย์ใหญ่!”
“จริงด้วย! โลกนี้น่ะไม่ขาดแคลนอัจฉริยะหรอกนะ ตราบใดที่เขายังมีคุณสมบัติไม่ถึงขั้น ผมก็ไม่คิดว่าเขาควรจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์”
“ผมได้ข่าวมาระหว่างทางว่าเพื่อพิธีสถาปนาในวันพรุ่งนี้ ทางสถาบันปรมาจารย์ถึงกับยอมลดตัวไปเจรจาต่อรองกับเหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆ คุณไม่คิดว่าสถาบันทำตัวตกต่ำและเดินผิดทางบ้างหรือ หลังจากท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนหายตัวไป?”
“ผมเองก็ได้ยินเรื่องนี้ สถาบันปรมาจารย์ซึ่งเป็นที่เคารพยกย่องลดตัวลงไปเจรจาต่อรองกับเหล่าอสูรได้อย่างไร ช่างดูถูกดูหมิ่นกันเหลือเกิน! แถมยังเสนอชื่อปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ พวกเขาจะตกต่ำกันไปถึงไหน?”
ทุกคนได้รับรู้เรื่องการสู้รบระหว่างสถาบันปรมาจารย์กับเหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆ ข่าวลือบอกว่าทางสถาบันเป็นผู้ยื่นข้อเสนอขอเจรจา
พวกเขายังคิดว่าเป็นแค่ข่าวลือเหลวไหล ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องเหลวไหลกว่ารออยู่จริงๆ
เสนอชื่อเด็กหนุ่มอายุเพียง 20 ปีให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์
คิดอะไรกันอยู่ถึงตัดสินใจแบบนี้?
เมื่อเผชิญหน้ากับการต่อต้านของ 4 ฮ่องเต้ หยูเสิ่นชิงก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะแสดงทีท่าอย่างไร
คนกลุ่มนี้ได้รับรู้เพียงแค่อายุและระดับขั้นปรมาจารย์ของปรมาจารย์จาง จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมีท่าทีแบบนี้ ต้องเจอตัวเป็นๆถึงจะได้รู้ว่าน่าทึ่งขนาดไหน
ฮ่องเต้ทั้งสี่ลุกขึ้นยืนและประกาศกร้าวอย่างไม่พอใจ
“พวกเราจะต้องสืบสาวราวเรื่องให้ได้ ไม่อย่างนั้น จักรวรรดิหงสือจะไม่มีวันยอมรับปรมาจารย์จางเป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์โดยเด็ดขาด!”
“จักรวรรดิหยวนเจียงก็จะไม่มีวันยอมรับปรมาจารย์จางเป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไป!”
“จักรวรรดิไป๋ถัวของเราด้วย!”
