ตอนที่ 896 ลูกศิษย์ฉะกัน
“ช่วยชีวิตผม?”
ว่าที่อาจารย์ใหญ่ใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ทำให้ประธานเลี่ยวชงต้องอับอายต่อหน้าธารกำนัล แต่ไม่เพียงฝ่ายหลังจะไม่โกรธเคือง ยังถึงกับขอบคุณที่ช่วยชีวิตของเขาด้วย
ภาพนี้ทำให้ฝูงชนไปต่อไม่ถูก
พวกเขาคิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันเป็นรูปนี้
รู้สึกได้ถึงความสงสัยแคลงใจในดวงตาของทุกคน ประธานเลี่ยวชงส่ายหน้าและอธิบาย “เพราะผมรีบร้อนอยากสำเร็จวรยุทธ จึงเกิดความผิดพลาด ทำให้กระแสการไหลของพลังปราณถูกรบกวน เกิดความเจ็บปวดที่จุดชีพจรหูหยาง และอวัยวะบางส่วนเสื่อมสภาพไปเล็กน้อย ผมเคยคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ และเพียงแต่จดจำเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต”
“แต่หลังจากได้รับคำชี้แนะของอาจารย์ใหญ่จาง ก็รู้แล้วว่ารากฐานวรยุทธของผมถูกทำลายเสียหาย การตบหน้า 2 ครั้งเป็นการเปิดจุดชีพจรหลงชีและสือหยาง ทำให้พลังปราณไหลผ่านจุดที่ถูกปิดกั้นในทางเดินพลังปราณได้ จากนั้น การใช้มือยืนต่างเท้าก็ช่วยเรื่องการไหลเวียนพลังปราณ แก้ไขอาการบอบช้ำที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของผม!”
“แบบนี้ก็ได้เหรอ?”
“อาการบอบช้ำที่ซ่อนอยู่ภายในสามารถรักษาได้ด้วยการตบหน้า 2 ครั้งและการใช้มือยืนต่างเท้า?”
เกิดเสียงเซ็งแซ่ทั่วบริเวณด้านล่างเวที ทุกคนมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา หากพวกเขาไม่ได้เห็น ประธานเลี่ยวชงยียวนจางเซวียนเมื่อครู่นี้ล่ะก็ จะต้องคิดว่าทั้งคู่กำลังแสดงละครแน่!
“อาจารย์ใหญ่จางคนนี้”
ที่โซนฮ่องเต้ จูอี้กลืนน้ำลายและพึมพำ “ดูเหมือนเขาจะเก่งจริง!”
ก็เหมือนกับประธานสภาปรมาจารย์คนอื่นๆ เขาเองก็แคลงใจในความสามารถของจางเซวียนอันเนื่องมาจากอายุที่ยังน้อย และคิดว่าอีกฝ่ายก้าวขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ได้เพราะมีเส้นสายบางอย่างอยู่เบื้องหลัง แต่เมื่อได้เห็นว่าอาจารย์ใหญ่จางรับมือกับการท้าทายของ 2 ประธานสภาปรมาจารย์อย่างเฉียบขาดและแม่นยำแค่ไหนแล้ว ความเห็นของเขาก็เปลี่ยน
ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ข้างเขาส่ายหน้าและตั้งข้อสังเกต “ดูไปก่อนเถอะ ผมก็ยังรู้สึกว่าอย่างไรเขาก็หนุ่มเกินไปสำหรับตำแหน่งสำคัญแบบนี้”
แม้อายุจะไม่ใช่ปัจจัยตัดสินความสามารถของปรมาจารย์ แต่ก็ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเวลาจะช่วยบ่มเพาะบุคลิกและการสั่งสมความรู้ ซึ่งจะทำให้เขายังคงความมีเหตุมีผลได้ในทุกสถานการณ์ หากจะเปรียบเทียบกัน คนหนุ่มก็มักจะหุนหันพลันแล่นและระเบิดอารมณ์ได้ง่ายกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาวิกฤต ซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องข้อใหญ่ ในเมื่อสถาบันปรมาจารย์เป็นหน่วยงานสำคัญ เรื่องนี้จึงเสี่ยงไม่ได้
“ดูหมือนปรมาจารย์จางจะมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงกว่าประธานเลี่ยวเสียอีก ผมประทับใจจริงๆ”
ขณะที่ฮ่องเต้ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนท่ามกลางฝูงชน และพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ การที่จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่นั้น ทั้งความสามารถในการถ่ายทอดความรู้และการชี้แนะผู้อื่นถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แม้ผมจะไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย แต่ก็ได้รับลูกศิษย์ไว้ 2-3 คน พวกเขามาร่วมพิธีสถาปนาในวันนี้ด้วย ถ้าอาจารย์ใหญ่จางไม่ถือสา อยากจะขอให้มีการประชันกันระหว่างลูกศิษย์ของคุณกับลูกศิษย์ของผมเพื่อวัดระดับความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของคุณได้หรือไม่?”
“ประชันกันระหว่างลูกศิษย์?”
“ไม่เบาเลย!”
…..
ฝูงชนส่งเสียงอื้ออึงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
ความรับผิดชอบที่แท้จริงของอาจารย์ก็คือการถ่ายทอดความรู้ ซึ่งวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการวัดความสามารถด้านการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์คนหนึ่งก็คือการประเมินลูกศิษย์ของเขา ยิ่งลูกศิษย์มีความเก่งกาจมากเท่าไหร่ ก็ย่อมแสดงถึงความสามารถของอาจารย์
หากอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ด้อยความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ นั่นก็หมายความว่า ในฐานะอาจารย์ เขาสอบตก!
จากเหตุการณ์นี้ บอกได้เลยว่าการเดินหมากของผู้อาวุโสคนล่าสุดน่ายำเกรงกว่า 2 คนก่อนหน้าหลายเท่า
ถ้าหวู่เหว่ยเทียนกับเลี่ยวชงตั้งใจแค่จะหักหน้าจางเซวียน หมอนี่ก็พยายามจะถีบจางเซวียนให้ตกหน้าผาเลยทีเดียว!
ปรมาจารย์จางเป็นผู้ปราดเปรื่องและมีความสามารถเหนือชั้นกว่าเพื่อนร่วมรุ่น แต่ถึงอย่างไรเขาก็อายุแค่ 20 ปี แถมยังมีระดับวรยุทธแค่ตัวดักแด้ ลูกศิษย์ของเขาจะเก่งกาจได้แค่ไหนกัน?
ฟึ่บ!
ครู่เดียวหลังจากผู้อาวุโสพูดจบ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นยืน รังสีอันทรงพลังระเบิดออกจากตัวเขา
นักรบระดับเซียนขั้น 1-ขั้นสูง!
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ เขาเทียบชั้นได้แม้แต่กับเหล่าผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์!
“อาจารย์ใหญ่จาง ผู้อาวุโสคนนี้คือประธานชเวชังอวิ๋นจากจักรวรรดิไป๋ถัว และถ้าผมจำไม่ผิด ชายวัยกลางคนผู้นั้นคือหงหลิง ศิษย์สายตรงของเขา เขาร่ำเรียนกับประธานชเวมากว่าร้อยปีแล้ว และเมื่อ 35 ปีก่อนก็สำเร็จวรยุทธระดับเซียนขั้น 1” จ้าวปิงฉูรีบส่งโทรจิตอธิบายรายละเอียดกับจางเซวียน
“ชายวัยกลางคนผู้นั้นเป็นศิษย์สายตรงของเขามากว่าร้อยปีแล้ว?” จางเซวียนพูดไม่ออก
ประธานคนนี้ก็ใช่ย่อย นอกจากศิษย์สายตรงของเขาจะเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1-ขั้นสูงแล้ว ความจริงที่ว่าหงหลิงได้ร่ำเรียนกับประธานสภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิขั้น 1 มากว่าร้อยปี นั่นก็หมายความว่าเขาจะต้องมีความสามารถเหนือชั้นกว่าเพื่อนร่วมรุ่น และคงจะไม่เป็นการพูดเกินจริงหากจะกล่าวว่าเขาเป็นนักรบผู้ไร้เทียมทานเมื่อเทียบกับนักรบในระดับเดียวกัน
หากเป็นการท้าทายเรื่องอื่น จางเซวียนยังพอจะหาทางออกตัวเพื่อปฏิเสธได้ แต่การดวลระหว่างลูกศิษย์นั้นเกี่ยวข้องกับเกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาในฐานะอาจารย์ รวมถึงความสามารถที่เป็นรากฐานของการเป็นปรมาจารย์ด้วย การปฏิเสธคำท้าทายนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างมาก
พูดง่ายๆก็คือ ไม่ว่าเขาจะอยากหรือไม่อยาก ในฐานะปรมาจารย์และว่าที่อาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตอบรับการดวล
สมกับที่เป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจที่สุดในสภาปรมาจารย์ ไม่ใช่คนที่จะรับมือด้วยได้ง่ายๆเลย
ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะรับมืออย่างไร ชายวัยกลางคนที่ชื่อหงหลิงก็หันมาประสานมือให้ “ผมอยากขอท้าดวลกับลูกศิษย์ของอาจารย์ใหญ่จาง ไม่ทราบว่าคู่ต่อสู้ของผมเป็นใคร?”
“พวกเราอยู่นี่!” ทันทีที่หงหลิงพูดจบ สองสามเสียงก็ประสานกันดังลั่นมาจากสนามฝึก
ทุกคนหันขวับไปมอง และเห็นหวังหยิ่ง เจิ้งหยาง และหลิวหยางลุกขึ้นจากที่นั่ง
พวกเขาคือผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสถาบันปรมาจารย์ จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่พลาดพิธีสถาปนา
ในตอนนี้ คนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาคือหวังหยิ่ง เธอเพิ่งฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-สะพานจักรวาล
การสำเร็จวรยุทธขั้นสะพานจักรวาลตั้งแต่อายุ 16 ปีนั้นจัดว่าน่าทึ่งมากอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังห่างไกลต่อการรับมือกับนักรบระดับเซียนขั้น 1-ขั้นสูงอย่างหงหลิง
“ไม่มีหวังจะชนะเลย” หัวหน้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้, ฉูฉางชิ่ง ส่ายหัวและถอนหายใจเฮือก
เขาคือผู้เชื้อเชิญหวังหยิ่งกับพรรคพวกให้มาเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสถาบันปรมาจารย์ จึงรับรู้ระดับความสามารถของพวกเขาเป็นอย่างดี
ทุกคนมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้ยืนหยัดต่อสู้ได้แม้กับนักรบที่มีระดับวรยุทธสูงกว่า แต่ถึงอย่างนั้น ระหว่างหงหลิงกับพวกเขาก็มีช่องว่างมากเกินไป ต่อให้หงหลิงลดระดับวรยุทธของตัวเองลง แต่ด้วยประสบการณ์และความเร็วในการตอบโต้ที่เทียบกันไม่ได้ เขาย่อมเอาชนะทุกคนได้สบาย!
ช่องว่างที่ห่างกันถึง 6 ขั้นไม่ใช่สิ่งที่จะก้าวข้ามกันได้ง่ายๆ ต่อให้มีพื้นฐานแข็งแกร่งหรือมีความเข้าใจในเทคนิควรยุทธที่ล้ำลึกขนาดไหนก็ตาม
“พวกคุณคือลูกศิษย์ของอาจารย์ใหญ่จาง? ฮ่าฮ่า! ผมลดระดับวรยุทธให้เท่ากับพวกคุณก็ได้ ตอนที่เราดวลกันน่ะ!” เมื่อเห็นว่าแม้แต่ลูกศิษย์คนที่แข็งแกร่งที่สุดของจางเซวียนก็เป็นแค่นักรบสะพานจักรวาล หงหลิงอดหัวเราะลั่นไม่ได้
เขาสามารถสังหารนักรบที่มีวรยุทธระดับนั้นได้ภายในชั่วอึดใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถึงอย่างไรเขาก็ต้องชนะ!
“งั้นก็เจอกัน!” หวังยิ่งคำรามกร้าวขณะกระโดดขึ้นไปบนเวที หงหลิงหัวเราะหึๆก่อนจะตามไป
เกิดบรรยากาศตึงเครียดขึ้นขณะที่ทั้งคู่ประจันหน้ากัน จางเซวียนกำลังจะก้าวเข้าไปให้คำชี้แนะบางอย่างกับหวังหยิ่ง ก็พอดีกับที่เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ศิษย์พี่หวังหยิ่ง คุณเป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนไปเสียเปล่าหากคุณต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหนุ่มคนนี้ ให้ผมสู้แทนเถอะ!”
จากนั้น ชายชราคนหนึ่งก็กระโดดขึ้นไปบนเวที เขาโค้งคำนับอย่างงามพร้อมกับประสานมือให้จางเซวียน “ศิษย์เจียงชิงชิงคารวะท่านอาจารย์!”
“ฮะ?” เมื่อเห็นอีกฝ่าย จางเซวียนถึงกับตาโต เขาลืมไปได้อย่างไรว่ายังมีลูกศิษย์อีกคนอยู่ที่นี่?
ชายชราผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้าโรงเรียนมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ เจียงชิงชิง!
อีกฝ่ายได้ยอมรับเขาเป็นอาจารย์อย่างเป็นทางการ จึงสามารถเข้าแทนที่หวังหยิ่งได้
“นั่นหัวหน้าเจียงใช่ไหม?”
“1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์, หัวหน้าเจียง เป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์จางหรือ?”
“ล้อเล่นแล้วล่ะ! จะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร?”
“แต่ในเมื่อหัวหน้าเจียงพูดออกมาแล้ว ก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง ปรมาจารย์ทุกคนให้ความสำคัญกับการสืบทอดคำสอนมาก ขนาดปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดอย่างหัวหน้าเจียงยังยอมรับเขาเป็นอาจารย์นี่นะ? ต่อให้เขาตั้งใจจะช่วยปรมาจารย์จาง ก็ไม่น่าจะทุ่มสุดตัวขนาดนั้นหรอก!”
“ถึงอย่างไรผมก็ยังไม่อยากจะเชื่อ!”
“นั่นสิ ปรมาจารย์จางทำให้อสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนยอมจำนนได้ ทำได้แม้กระทั่งรับหัวหน้าเจียงเป็นลูกศิษย์ ทำไมมันถึงเหมือนฝันอย่างนี้!”
…..
เรื่องที่จางเซวียนรับเจียงชิงชิงเป็นลูกศิษย์นั้นไม่เคยถูกแพร่งพรายออกไป จึงไม่มี 10 สุดยอดปรมาจารย์คนไหนรู้เรื่อง เมื่อต่างก็รับรู้กันเป็นครั้งแรก ฝูงชนด้านล่างจึงตาลุกอย่างไม่อยากเชื่อ
ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดคนหนึ่งรับปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวเป็นอาจารย์ ต่อให้หัวหน้าเจียงพูดออกมาเอง พวกเขาก็ยังรับแทบไม่ได้
“หัวหน้าเจียง”
ที่ด้านล่างเวที ประธานชเวชังอวิ๋นยืนโงนเงนและแทบทรุด
เขาคิดว่าด้วยระดับวรยุทธที่อ่อนด้อยและอายุน้อยของจางเซวียน ลูกศิษย์ของอีกฝ่ายก็คงจะเป็นได้อย่างดีที่สุดแค่นักรบขั้นสะพานจักรวาล แต่แล้ว จู่ๆสมาชิกคนหนึ่งของ 10 สุดยอดปรมาจารย์ซึ่งแข็งแกร่งกว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็เสนอตัว แล้วการดวลครั้งนี้จะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?
ขณะที่เขากำลังหายใจหายคอไม่ออก เจียงชิงชิงที่ยืนอยู่บนเวทีก็หัวเราะหึๆและพูดว่า “คุณคือลูกศิษย์ของประธานอวิ๋นใช่ไหม? ฮ่าฮ่า! ผมสามารถลดระดับวรยุทธลงให้เท่ากับคุณได้นะตอนที่เราดวลกัน!”
ได้ยินคำนั้น หงหลิงกระพริบตาปริบๆ
นั่นคือคำพูดที่เขาเพิ่งพูดกับลูกศิษย์ของจางเซวียนไปเมื่อครู่ แล้วเจียงชิงชิงก็เอามาย้อนเขาแบบเต็มๆ
“คุณ”
รู้ดีว่าจะถอยก็ช้าไปแล้ว หงหลิงกัดฟันกรอด “เข้ามาเลย!”
จากนั้นเขาก็สะบัดข้อมือ และชักดาบเล่มหนึ่งออกมา
ฟิ้วววววว!
ประกายเยือกเย็นของดาบนั้นพุ่งหวือไปในอากาศ ราวกับจะตรงเข้าใส่เจียงชิงชิง
บอกได้เลยว่าความเข้าใจในศิลปะเพลงดาบของหงหลิงนั้นเข้าถึงขั้นลึกซึ้ง อยู่ในระดับที่คนกับดาบเป็นหนึ่งเดียวกัน แน่นอนว่ายังเทียบไม่ได้กับจางเซวียน แต่อย่างน้อยก็ทัดเทียมกับหวังหยิ่งและพรรคพวกในแง่ของความเชี่ยวชาญด้านเทคนิควรยุทธ
ถ้าหวังหยิ่งกับพรรคพวกมาดวลกับเขา คงทำอะไรไม่ได้
นอกจากทักษะการหยั่งรู้และความเร็วของปฏิกิริยาตอบโต้อันน่าทึ่งแล้ว ลำพังแค่ประสบการณ์การต่อสู้ที่เขาสั่งสมมาตลอดร้อยกว่าปีก็ทำให้ตัวเขาเหนือชั้นกว่าอีกฝ่าย ซึ่งไม่เคยเผชิญกับการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายมาก่อนเลยสักครั้ง
แต่ลำพังแค่ประสิทธิภาพการต่อสู้อันจิ๊บจ๊อยนี้ไม่มีความหมายเลยกับหัวหน้าเจียง เขาหัวเราะหึๆและนำพิณออกมาเขย่าเบาๆ
แตร๊งงงงงง!
เสียงโน้ตดังกังวานออกมาทันทีเสียงนั้นเหมือนกับเสียงแจกันแตกที่ดังก้องไปทั่ว
ยังไม่ทันที่หงหลิงจะได้ทำอะไร ดาบของเขาก็แหลกเป็นชิ้นๆ ‘ฟิ้ววววว!’ เกิดลมหอบใหญ่ ร่างของเขาถูกสอยกระเด็นไปจากเวทีราวกับแมลงสาบ เขาลอยไกลออกไปทุกทีๆ ดูเล็กลงเรื่อยๆก่อนจะหายไปในที่สุด
เท่าที่ดูจากระยะทางที่เขาลอยไป ต่อให้เอาชีวิตรอดมาได้ ก็คงต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอีกสัก 2-3 วัน
“มือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 7 ดาว?” ประธานชเวชังอวิ๋นลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
ภายใต้สถานการณ์ปกติ แม้จะมีความเหลื่อมล้ำอยู่บ้างระหว่างหัวหน้าเจียงกับหงหลิง แต่ก็ยังเป็นการยากที่ฝ่ายแรกจะเอาชนะฝ่ายหลังได้ด้วยการออกตัวเพียงครั้งเดียว เว้นเสียแต่ว่าความเข้าใจของเขาจะเข้าถึงระดับของมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 7 ดาว!
หากต้องเผชิญกับมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับนี้ ต่อให้เป็นตัวเขาเอง ก็คงรีบเผ่นไปให้ไกลที่สุด ไม่มีวันกล้าเผชิญหน้า
แต่คนระดับนี้รับจางเซวียนเป็นอาจารย์
หมอนี่สมองเพี้ยนหรือเปล่า?
ขณะที่ชเวชังอวิ๋นไปต่อไม่ถูก ก็พลันได้ยินเสียงพึมพำอย่างหงุดหงิดของเว่ยหรันเฉว่ซึ่งเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของ 10 สุดยอดปรมาจารย์ที่อยู่ไม่ห่างจากเขานัก
“บ้าที่สุด ฉันปล่อยให้หมอนั่นตัดหน้าไปเสียได้ ในเมื่อจางเซวียนเป็นกึ่งอาจารย์ของฉัน ฉันก็ถือเป็นลูกศิษย์ของเขาเหมือนกัน การส่งลูกศิษย์เต็มตัวไปสู้กับหมอนั่นน่ะช่างสูญเปล่า ลำพังแค่กึ่งลูกศิษย์อย่างฉันก็เพียงพอแล้ว”
“หัวหน้าเว่ยเป็นลูกศิษย์ของเขาเหมือนกัน?” ประธานชเวรู้สึกเหมือนจะหน้ามืด
…..
บรรดานักเรียนและอาจารย์ของสถาบันพากันอ้าปากค้างจ้องมองจางเซวียน
น้องชาย คุณทำให้อสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนยอมจำนน ทำให้นักเรียนกว่าครึ่งสถาบันเข้าเป็นสมาชิกแก๊งชวนชวน เป็นกึ่งอาจารย์ของนักเรียนโรงเรียนนักปรุงยาเป็นหมื่นๆคน พวกเราก็ยังรับไหว
แต่คว้า 2 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ไปเป็นลูกศิษย์แบบนี้ จะให้พวกเรายอมรับได้อย่างไร?
สถาบันปรมาจารย์กลายเป็นสมบัติของคุณไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
