Skip to content

Library Of Heaven’s Path 914


ตอนที่ 914 ปรับปรุงเทคนิควรยุทธ

“เอ่อ” หุ่นปรมาจารย์มู่รีบเข้าไปดูใกล้ๆ

พลังปราณรูปทรงกลมของจางเซวียนมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เรืองแสงหลากสีราวกับรุ้ง ดึงดูดสายตาผู้จับจ้อง

เส้นสายของพลังปราณมากกว่า 300 เส้นเกี่ยวพันสอดประสานกันเป็นชั้นๆ จนกลายเป็นโครงสร้างเฉพาะตัว สมบูรณ์แบบเสียจนหาที่ติไม่ได้สักนิด

ในครั้งนั้น ตัวเขาต้องใช้เวลาเกือบ 100 ปีในการศึกษา ฝึกฝน และลองผิดลองถูก กว่าจะควบคุมพลังปราณแต่ละสายให้รวมตัวกันเป็นรหัสอันแรกได้สำเร็จ

แต่สำหรับอีกฝ่าย เพิ่งผ่านไป 10 นาทีเท่านั้นหลังจากที่เขาได้รับหนังสือ แถมยังไม่ได้เปิดดูเลยสักหน้า แต่ก็ยังสร้างรหัสได้สวยงามและสมบูรณ์แบบกว่าตัวปรมาจารย์มู่มาก ทำได้อย่างไรกัน?

มาถึงตอนนี้ หุ่นปรมาจารย์มู่อดรู้สึกไม่ได้ว่าร้อยปีที่เสียไปกับการศึกษาเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนนั้นช่างสูญเปล่า

ขณะที่ยังตกตะลึงอยู่ ชายหนุ่มก็กระดิกนิ้วต่อไป แล้วเส้นสายของพลังปราณก็รวมตัวกันเป็นกำแพงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้า เกิดเสียงหึ่งเบาๆ ไปทั่วห้อง และไม่ช้า พลังปราณทรงกลมหลายสิบลูกก็ลอยละล่องอยู่ต่อหน้าต่อตา

ปั้บ!

ครู่ต่อมา ชายหนุ่มก็ตบมือ เกิดเสียงดังสนั่น พลังปราณทรงกลมหลายสิบลูกนั้นรวมตัวกันเป็นลูกกลม 1 ลูกที่มีขนาดพอๆ กับผลลำไย

“แบบนี้ก็ได้เหรอ?” หุ่นปรมาจารย์มู่กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ รู้สึกเหมือนจะเสียสติให้ได้

พลังงานที่บรรจุอยู่ในรหัสแต่ละอันนั้นมากพอจะเรียกได้ว่าเป็นระเบิดย่อส่วน ดังนั้น จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากเมื่อนำมันมารวมกัน การแตะพลาดเพียงนิดเดียวอาจก่อให้เกิดหายนะตามมา ในครั้งนั้น เขาใช้เวลาถึง 5 ปีในการรวมรหัส 2 อันเข้าด้วยกัน ระมัดระวังเต็มที่ไม่ให้เกิดความผิดพลาด

แต่ชายหนุ่มเพียงแค่ตบมือ แล้วรหัสหลายสิบอันก็หลอมรวมเข้าด้วยกันโดยไม่มีปัญหาอะไร แปลว่าความเข้าใจและความสามารถในการควบคุมพลังปราณของชายหนุ่มนั้นเหนือชั้นจนกระทั่งทำได้ขนาดนี้?

เมื่อเห็นชายหนุ่มทำในสิ่งที่ตัวเองต้องพยายามแสนสาหัสได้อย่างง่ายดาย ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองฝึกฝนเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนฉบับปลอมหรือเปล่า!

หลังจากสร้างพลังปราณทรงกลมที่มีขนาดเท่ากับผลลำไยได้แล้ว จางเซวียนขมวดคิ้ว “แบบนี้ใช้ได้ไหม? ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมายนี่นา คุณต้องใช้เวลาเป็นหลายศตวรรษเชียวหรือ?”

การควบคุมและปรับเปลี่ยนพลังปราณนั้นเป็นกรรมวิธีที่สุดแสนจะง่ายดาย แต่ผู้ก่อตั้งสถาบันปรมาจารย์ต้องใช้เวลาถึงสองสามร้อยปี เอาจริงๆ สิ?

สมงสมองไม่ย่ำแย่ไปหน่อยรึ?

“แค่ก แค่ก นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก” หุ่นปรมาจารย์มู่อ้าปากค้างขณะรีบส่ายหน้า

ความปราดเปรื่องและความสามารถที่ตัวเขาและคนอื่นๆ เคยภาคภูมิใจมาตลอดระยะเวลายาวนานดูไม่ควรค่าแก่การพูดถึงเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มคนนี้ มันรู้สึกพ่ายแพ้จนไม่หลงเหลือความกล้าพอจะพูดอะไรออกมาอีก

เมื่อพิจารณารหัสหลายสิบอันที่ชายหนุ่มทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่ง ความเสถียรหรือความยาว ก็ล้วนแต่เหนือชั้นกว่าเขาทั้งสิ้น ขนาดเขาพยายามสุดความสามารถแล้วก็ยังทำได้ไม่ดีกว่านี้เลย!

บอกได้เลยว่าความเข้าใจในเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนของชายหนุ่มนั้นเหนือกว่าตัวเขามาก

ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ขัดขึ้น

“มีบางอย่างไม่ถูกต้องนะ เคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนควรจะเสถียรกว่านี้ แต่กลับมีข้อบกพร่องอยู่มากมาย ยังห่างไกลนักกับการจะเรียกว่าเป็นโครงสร้างที่มั่นคง” ชายหนุ่มพึมพำด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด

เป็นความจริงที่ว่าเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนที่มีอยู่ในตอนนี้สามารถสร้างแก่นเทียมและแก่นชั่วคราวขึ้นได้หากผู้ฝึกฝนมีความแข็งแกร่งมากกว่านี้ แต่ด้วยหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนมองเห็นข้อบกพร่องมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน

เคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนเป็นเทคนิคอันน่าทึ่ง แต่ก็ยังห่างไกลนักกับเทคนิควรยุทธเทียบฟ้า

(แหม ถ้าเราหาเทคนิควรยุทธมาแก้ไขมันได้ล่ะก็) จางเซวียนครุ่นคิดหนัก

เพราะคุ้นเคยกับเทคนิควรยุทธเทียบฟ้า เขาไม่อาจบังคับตัวเองให้ฝึกฝนเทคนิคไหนก็ตามที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง

ก็เหมือนกับคนที่เคยชินกับการกินอาหารดีๆ และสวมเสื้อผ้าประณีตงดงาม ก็คงกระเดือกขนมปังแข็งๆ ไม่ลง สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบไม่ได้

(ดูเหมือนเราจะต้องหาหนังสือเคล็ดวิชาขั้นตัวดักแด้ ขั้นกึ่งเซียน และขั้นเซียนมือใหม่ที่หอวรยุทธของสถาบันเสียแล้ว!) จางเซวียนคิดขณะนวดหว่างคิ้วอย่างหนักใจ

เขาเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ได้การยอมรับและอำนาจสิทธิ์ขาดสูงสุดตลอดประวัติศาสตร์ของสถาบันปรมาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกไหนก็ไม่อาจห้ามเขาได้

บางทีเขาอาจจะสร้างเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนฉบับสมบูรณ์แบบได้โดยใช้หนังสือที่มีอยู่ในสถาบัน

หุ่นปรมาจารย์มู่ส่ายหัวเมื่อได้ยินคำพูดของจางเซวียน “ผมรู้ว่ามีข้อบกพร่องอยู่ในเทคนิควรยุทธนี้ แต่มันก็เป็นการตกผลึกของภูมิปัญญาจากเหล่าบรรพบุรุษมากมายนับไม่ถ้วนนะ”

แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวยังไม่กล้าพูดว่าเทคนิควรยุทธของเขามีตำหนิ

เคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนนั้นได้รับการขัดเกลามาตลอดระยะเวลาหลายปีโดยผู้เชี่ยวชาญมากมายนับไม่ถ้วน และแม้จะยังมีข้อบกพร่องอยู่หลายข้อ แต่ก็เกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะมองเห็นแล้วหยิบยกมาตำหนิได้ ต่อให้มี อย่างน้อยผู้นั้นก็จะต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว ซึ่งสำหรับคู่ต่อสู้ระดับนั้น จะมีข้อบกพร่องหรือไม่ก็แน่นอนว่าต้องพ่ายแพ้

“ก็จริง” จางเซวียนเองก็เข้าใจตรรกะนี้ เขาส่ายหน้าและกำลังจะเปลี่ยนเรื่องพูด ก็พอดีกับที่หุ่นปรมาจารย์มู่พูดต่อ

“ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นปรมาจารย์ขง ขอแค่เราหาหนังสือเทคนิควรยุทธที่เขาทิ้งไว้มาได้ ก็คงจะทุนแรงไปได้มาก”

“หนังสือเทคนิควรยุทธที่ปรมาจารย์ขงทิ้งไว้?” จางเซวียนชะงัก

เมื่อครั้งที่เขาอยู่ที่แท่นสถาปนาเซียน เขาได้พบกับเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณปรมาจารย์ขง และฝ่ายนั้นก็ได้มอบลายมือให้เขา กล่าวว่ามีเทคนิควรยุทธอยู่ภายในซึ่งเขาสามารถทำความเข้าใจได้หากศึกษาเล่าเรียนอย่างถี่ถ้วน

จางเซวียนเองไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่คำพูดของหุ่นปรมาจารย์มู่จุดประกายความคิดนั้นขึ้นมา

เป็นไปได้ไหมว่าเทคนิควรยุทธที่ปรมาจารย์ขงพูดถึงนั้นคือเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียน?

แท่นสถาปนาเซียนคือพื้นที่ที่ปรมาจารย์ขงได้สำเร็จวรยุทธเป็นนักรบระดับเซียน แน่นอนว่าเทคนิควรยุทธที่เขาทิ้งไว้ที่นั่นย่อมจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากเขาได้เทคนิควรยุทธของปรมาจารย์ขงและนำมาหลอมรวมเข้ากับเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนที่มีอยู่ในมือตอนนี้ คงจะสร้างเทคนิควรยุทธเทียบฟ้าขึ้นได้แน่!

หรือไม่อย่างนั้น ก็ยังสามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่มีอยู่ในเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนฉบับปัจจุบัน ขอแค่จำนวนข้อบกพร่องลดลงจนอยู่ในระดับที่รับไหว ก็พอจะกลั้นอดกลั้นใจฝึกฝนมันไปได้

เมื่อคิดได้แบบนั้น จางเซวียนสะบัดข้อมือและนำม้วนกระดาษออกมา เขาคลี่มันออก และสิ่งที่เห็นก็ทำเอาต้องอ้าปากค้าง

จางเซวียนลืมไปเสียสนิทว่าลายมือที่อยู่ในนั้นถูกไอ้โหดกลืนกินไปแล้ว

หมอนั่นใช้ลายมือไปถึง 2 ครั้ง ทำให้เหลืออยู่เพียง 1 ใน 3 ต่อให้มีเทคนิควรยุทธอยู่ภายในนี้จริงๆ ก็คงไม่สมบูรณ์แล้ว

มันบ้าบออะไรกันนี่? ถ้าเขารู้เสียก่อน จะไม่ยอมให้ไอ้โหดทำแบบนั้นเลย!

ขณะที่จางเซวียนกำลังเดือดปุดๆ ก็ได้ยินหุ่นปรมาจารย์มู่ถามเสียงสั่นๆ “ของที่อยู่ในมือคุณน่ะ คือลายมือปรมาจารย์ขงใช่ไหม?”

จางเซวียนพยักหน้า “ใช่” เขามองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปกปิดความจริงข้อนี้

“ขอผมดูได้ไหม?” หุ่นปรมาจารย์มู่ถามอย่างร้อนรน

“ได้สิ!” จางเซวียนโยนม้วนกระดาษให้

“ระวังหน่อย!” เห็นชายหนุ่มทำอะไรแบบขอไปทีกับลายมือปรมาจารย์ขง หุ่นปรมาจารย์มู่แทบจะหัวใจวายตาย มันรีบคว้าม้วนกระดาษมาถือไว้อย่างทะนุถนอม

ไม่มีปรมาจารย์คนไหนที่ไม่เคารพและเชื่อมั่นในปรมาจารย์ขงอย่างสุดจิตสุดใจ หากโชคดีได้ลายมือปรมาจารย์ขงมาล่ะก็ จะต้องดูแลราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ไม่มีทางปล่อยให้ลิ้นไรไต่ตอมหรือมีริ้วรอยแม้แต่น้อย แต่หมอนี่กลับโยนส่งๆ ราวกับไม่ใช่ของสำคัญ

บอกไม่ถูกว่าเขาเป็นคนจิตใจเข้มแข็งหรือไม่ใส่ใจเอาจริงๆ

หุ่นปรมาจารย์มู่คลี่ม้วนกระดาษอย่างแผ่วเบา แล้วก็ต้องตาเหลือก “ทำไมดูเหมือนถ้อยคำในนี้จะหายไปเยอะล่ะ?”

“อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ผมได้มาแล้ว บางทีอาจจะถูกทิ้งไว้นานเกินไป” จางเซวียนตอบหน้าตาเฉย

“ทิ้งไว้นานเกินไป?” ได้ยินคำตอบที่ดูไม่จริงใจแบบนั้น หุ่นปรมาจารย์มู่ถึงกับพูดไม่ออก แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เต็มใจบอก เขาก็เลือกที่จะไม่ถาม

ไม่นาน หลังจากตรวจดูม้วนกระดาษอย่างถี่ถ้วนแล้ว หุ่นปรมาจารย์มู่ถามอย่างร้อนรน “นี่คือความรู้ความเข้าใจที่ปรมาจารย์ขงทิ้งไว้ที่แท่นสถาปนาเซียนใช่ไหม?”

เขาเคยไปแท่นสถาปนาเซียนหลายครั้งหลายหนเมื่อสมัยยังหนุ่ม และยังจดจำถ้อยคำที่จารึกไว้บริเวณนั้นได้อย่างแม่นยำ ในม้วนกระดาษนี้มีอยู่ 2-3 แห่งแตกต่างจากที่จารึกไว้บนหน้าผา แต่ที่เหลือก็เหมือนกันเป๊ะ

จางเซวียนพยักหน้าเป็นการตอบคำถามของหุ่นปรมาจารย์มู่

“ถ้าผมเจอสิ่งนี้เสียก่อน ก็คงเข้าใจเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนได้ลึกซึ้งกว่านี้”

หลังจากศึกษาถ้อยคำที่ยังเหลืออยู่ในม้วนกระดาษอย่างถี่ถ้วน หุ่นปรมาจารย์มู่รู้สึกว่าหูตากว้างไกลขึ้น

ตัวเขาจดจำรายละเอียดได้ทุกคำ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือปรมาจารย์ขง ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง คือดูเหมือนมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น

หากตัวเขาได้ฝึกฝนวรยุทธโดยใช้พื้นฐานความเข้าใจจากม้วนกระดาษนี้ คงจะได้เทคนิควรยุทธที่เหนือชั้นกว่าเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนฉบับปัจจุบันแน่

(ประมวล!)

ขณะที่หุ่นปรมาจารย์มู่ง่วนอยู่กับการดื่มด่ำลายมือปรมาจารย์ขง จางเซวียนก็เพ่งสมาธิเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า ประมวลความรู้ของปรมาจารย์ขงเข้ากับเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียน

วิ้ง!

ครู่ต่อมา หนังสือเล่มใหม่เอี่ยมก็ปรากฏ

จางเซวียนรีบพลิกดู แต่ไม่ช้าก็ส่ายหน้า

ความรู้ความเข้าใจที่ปรมาจารย์ขงทิ้งไว้นั้นเป็นเพียงความรู้ที่เขาได้รับเมื่อครั้งกำลังพยายามฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ระดับเซียน ไม่ใช่เทคนิควรยุทธจริงๆ ด้วยเหตุนี้ ผลที่ได้จากการประมวลเข้ากับเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนจึงเป็นเพียงถ้อยคำที่ยากจะทำความเข้าใจ

จางเซวียนทดลองดูเพราะหวังว่าตัวเองจะโชคดี แต่สุดท้าย การจะได้มาซึ่งเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนฉบับสมบูรณ์แบบก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่และกำลังจะล้มเลิก ก็พอดีกับที่เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา (ถึงเราจะประมวลฉบับสมบูรณ์แบบไม่ได้ ก็สามารถฝึกฝนไปทีละหน่อยได้นี่นา ตราบใดที่เราศึกษาความรู้ความเข้าใจที่ปรมาจารย์ขงทิ้งไว้เมื่อครั้งเขาฝ่าด่านวรยุทธ และจับมันเข้ารวมกับเนื้อหาประเภทเดียวกันที่มีอยู่ในเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่อง ก็น่าจะทำให้มันดีขึ้นได้)

ความรู้ความเข้าใจที่ปรมาจารย์ขงทิ้งไว้นั้นไม่มีเทคนิควรยุทธอยู่ แต่ทั้งกระบวนการและความรู้สึกที่ปรมาจารย์ขงได้รับถูกระบุไว้อย่างละเอียด ด้วยสิ่งนี้ จางเซวียนสามารถสรุปเส้นทางและวงจรการไหลเวียนของพลังปราณได้ ซึ่งจะนำมาซึ่งข้อสรุปเรื่องเทคนิควรยุทธที่ปรมาจารย์ขงตั้งใจจะถ่ายทอดไว้ให้!

หากจะพูดกันตามตรง ประสบการณ์และความรู้สึกหนึ่งนั้นก่อตัวขึ้นได้จากวงจรการไหลเวียนของพลังปราณเป็นร้อยๆ หรือแม้แต่เป็นพันๆ แบบ ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะย้อนกลับไปดูกระบวนการ แต่สำหรับจางเซวียนนั้นแตกต่างออกไป

เพราะมีหอสมุดเทียบฟ้า เขาสามารถระบุได้ชัดเจนว่าข้อสรุปของตัวเองถูกต้องหรือไม่ เมื่อได้เส้นทางที่ถูกต้องมาแล้ว จางเซวียนก็จะสามารถควบคุมพลังปราณให้ไหลเวียนอย่างสมบูรณ์แบบได้สำเร็จ

(ต้องลอง!)

จางเซวียนรวบรวมสมาธิ เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้น และเริ่มต้นวิเคราะห์ความรู้ความเข้าใจของปรมาจารย์ขง

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version