ตอนที่ 920 กลับสมาพันธ์นานาอาณาจักร
ในบรรดาทรัพย์สมบัติและสินแร่ที่ได้มาจากสันเขาปุยเมฆนั้น ของล้ำค่าที่สุดคือดอกปุยเมฆ
มันเป็นดอกไม้ที่ขึ้นเฉพาะในสันเขาปุยเมฆ และแม้แต่เชื้อพระวงศ์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็มีมันอยู่ไม่มาก ดอกปุยเมฆเกรดสูง 30 หีบใหญ่ แน่นอนว่าผลกำไรจากการขายจะต้องงดงาม
พูดกันตามตรง การได้รับสิทธิ์ในการขายข้าวของแทนปรมาจารย์จางนั้นถือเป็นประโยชน์กับธุรกิจของทั้งสองตระกูลอย่างมาก ข้อแรก พวกเขาจะได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างตระกูลเสิ่นและตระกูลหลิวกับอาจารย์ใหญ่คนใหม่ และนั่นจะทำให้พวกเขามีเกียรติขึ้นอีก ข้อ 2 สินค้าล้ำค่าเหล่านี้จะทำให้ผู้คนทั่วไปรู้จักชื่อของพวกเขา และการขยายตลาดก็จะทำได้ง่าย
ต่อให้พวกเขาไม่ได้รับหินวิเศษสักก้อนเป็นค่าตอบแทนจากการขาย ก็ยังถือว่าได้ประโยชน์อยู่ดี
เป็นธรรมดาที่จางเซวียนเองก็รู้ถึงผลประโยชน์ข้อนี้
เขาพยักหน้า จากนั้นก็ประสานมือและพูดว่า “ผมต้องขอรบกวนพวกคุณด้วย”
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่งเพื่อตกลงรายละเอียดในเรื่องสินค้าแล้ว ทั้งสี่ก็ลุกขึ้นยืนและกล่าวอำลา
หลังจากพวกนั้นกลับไปไม่นาน หัวหน้ามั่วก็เข้ามาในห้อง “อาจารย์ใหญ่จาง ผมเตรียมการเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณอยากเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว คุณจะต้องเลือกอาณาจักรอันทรงเกียรติขึ้นมาอาณาจักรหนึ่ง และยกระดับมันให้กลายเป็นจักรวรรดิให้ได้ภายในเวลา 10 ปี เพื่อจะได้ผ่านการทดสอบ”
“ภายใน 10 ปี?” ได้ยินคำนั้น จางเซวียนส่ายหัวพร้อมกับยิ้ม
เขาไม่คิดจะใช้เวลานานขนาดนั้นสำหรับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวหรอก
“เรื่องอาณาจักรอันทรงเกียรติน่ะ ผมขอเลือกอาณาจักรชวนหยวนอันอันทรงเกียรติ!” จางเซวียนพูด
เพราะอาณาจักรชวนหยวนอันทรงเกียรติเป็นอาณาจักรเดียวที่เขาเคยพำนักอยู่ ในครั้งนั้น เขาได้กำจัดเชื้อพระวงศ์ที่กุมอำนาจของอาณาจักรและแต่งตั้งโม่หยู่ขึ้นเป็นจักรพรรดินีคนใหม่ ซึ่งเวลาก็ผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว เขาออกจะอยากรู้ว่าที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง นี่จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้กลับไป
“ได้สิ” หัวหน้ามั่วพยักหน้า “ผมจะส่งข้อความไปบอกทางสำนักงานใหญ่ให้พวกเขาส่งตัวแทน ไปที่อาณาจักรชวนหยวน”
จางเซวียนพยักหน้ารับ
หลังจากอ่านหนังสือทั้งหมดในหอวรยุทธแล้ว เขาก็เข้าใจการทดสอบสร้างจักรวรรดิเป็นอย่างดี
แม้สถาบันปรมาจารย์จะมีสิทธิในการจัดการเรื่องการทดสอบระดับ 6 ดาวและมอบตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวให้กับผู้ผ่านการทดสอบได้ แต่ก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะมองข้ามการทดสอบหลักอย่างการสร้างจักรวรรดิ นี่คือเหตุผลที่หัวหน้ามั่วต้องแจ้งทางสำนักงานใหญ่เพื่อให้ส่งตัวแทนไป
ภารกิจอันดับแรกของตัวแทนคือการประเมินระดับขั้นของอาณาจักรนั้น เพื่อกำหนดพื้นฐานการทดสอบก่อนที่จะส่งผู้เข้ารับการทดสอบไป เมื่อผู้แทนรู้สึกว่าผู้เข้ารับการทดสอบทำได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทางสำนักงานใหญ่ก็จะส่งผู้แทนไปอีกคนหนึ่งเพื่อยืนยันผล
การทำแบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเล่นตุกติก
“ถึงอย่างไรก็ต้องใช้เวลาราว 10 วันกว่าตัวแทนจะไปถึงอาณาจักรชวนหยวนและสำรวจพื้นที่ครบทั้งหมด” หัวหน้ามั่วพูดหลังจากคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง “ผมว่าอาจารย์ใหญ่จางน่าจะออกเดินทาง ภายใน 10 วันนี้”
“ได้” จางเซวียนพยักหน้า
เขายังมีเคล็ดวิชาเทียบฟ้าอีกมากมายที่ยังไม่ได้ศึกษา อีกอย่าง ก็ยังมีหอสมุดของอีกหลายวิชาชีพรองรับในสถาบันปรมาจารย์ที่เขายังไม่ได้เข้าไปดู จึงควรจะใช้เวลา 10 วันนี้ให้เป็นประโยชน์
ดังนั้น ตลอดสองสามวันถัดไป จางเซวียนจึงเข้าหอสมุดของแต่ละโรงเรียนทุกครั้งที่เขามีเวลา ไม่ช้า โรงเรียนนักฝึกอสูร โรงเรียนนักออกแบบสวรรค์สร้าง โรงเรียนจิตรกร ก็เป็นสถานที่ที่จางเซวียนเข้าไปสำรวจหอสมุดอย่างถี่ถ้วน และได้ถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าเป็นที่เรียบร้อย
ส่วนเวลาที่เขาไม่ได้ไปถ่ายโอนหนังสือ ก็จะใช้ไปกับการอ่านและประมวลหนังสือ เมื่อถึงวันที่ 9 เขาก็อ่านหนังสือได้จนครบทั้งหมด
ตอนนี้ความเข้าใจในศิลปะเพลงดาบ ศิลปะเพลงหอก เพลงหมัด ศิลปะการเคลื่อนไหวและเทคนิคการต่อสู้อีกมากมายของจางเซวียนได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างลึกซึ้ง
แม้ระดับวรยุทธของเขาจะยังคงที่อยู่ แต่ประสิทธิภาพในการต่อสู้นั้นเพิ่มขึ้นอีกมาก
ถ้าเขาได้เจอหุ่นปรมาจารย์มู่อีกครั้ง คราวนี้คงเอาชนะได้อย่างง่ายดายด้วยนิ้วเดียว
สำหรับนักรบกึ่งเซียนขั้นต้นคนหนึ่งที่สามารถปราบนักรบระดับเซียนตัวจริง ขั้น 1-ขั้นต้นได้อย่างง่ายดายนั้น ย่อมทำให้หลายคนหวาดกลัวจนแทบจะขาดใจตาย!
หลังจากเสร็จภารกิจทุกอย่างแล้ว ในวันสุดท้าย จางเซวียนก็เรียกรวมพลหวังหยิ่ง เจิ้งหยาง หลิวหยางและเว่ยหรูเหยียน จากนั้นก็เริ่มการบรรยาย
ทั้งสี่คนมีความเข้าใจอย่างล้ำลึกในสาขาเฉพาะทางของตัวเอง และประสิทธิภาพการต่อสู้ของพวกเขาก็โดดเด่นกว่านักรบรุ่นเดียวกัน แต่ในสายตาของจางเซวียน พวกนั้นก็ยังเหยาะแหยะไป
เขารีบถ่ายทอดเทคนิคการต่อสู้ที่เพิ่งประมวลได้ให้เด็กๆ เหล่านั้น และสั่งการให้ฝึกฝนอย่างหนักตลอดช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ จากนั้นจางเซวียนก็กระโดดขึ้นหลังอสูรตะวันไบแซนไทน์และมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรชวนหยวนอันทรงเกียรติ
เพราะเขากำลังจะไปเข้ารับการทดสอบ จึงไม่คิดว่าควรจะพาลูกศิษย์ไปด้วย โดยเฉพาะเหตุที่จะเป็นการถ่วงเวลาการฝึกฝนของพวกเขา
…..
สายลมโชยอ่อนท่ามกลางหมู่เมฆขาว อสูรตะวันไบแซนไทน์บินตรงไปยังอาณาจักรชวนหยวน ขณะที่จางเซวียนยืนอยู่ในรังนางพญามด
ระดับวรยุทธของนางพญามดพุ่งพรวดขึ้นเป็นระดับเซียนขั้น 3 ภายในเวลาเพียง 2-3 วันหลังจากได้หยดเลือดที่จางเซวียนได้มา ตอนนี้มันแข็งแกร่งกว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์ด้วยซ้ำ
ด้วยความแข็งแกร่งของนางพญามด ประกอบกับการได้รับหินวิเศษและทรัพยากรล้ำค่าอีกหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง ขนาดของรังได้ขยายออกไปเป็น 300 เมตร ทำให้มีพื้นที่พอๆ กับอัฒจันทร์ขนาดใหญ่
สำหรับพื้นที่ของรังนางพญามดที่ถูกขยายออกไปนั้น จางเซวียนตัดสินใจเอาอสูรระดับเซียน 9 ตัวที่มาจากสันเขาปุยเมฆไว้ที่นั่น ทั้งยังร้องขอวัสดุก่อสร้างบางอย่างจากหยูเสิ่นชิง แล้วสั่งการให้ทั้ง 9 ตัวสร้างที่พัก
แม้จะไม่ได้โอ่อ่าหรูหราอย่างคฤหาสน์ของเขาในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็ยังดูงดงามและอยู่สบาย
แต่เหตุผลที่จางเซวียนเข้ามาอยู่ในรังนางพญามดนั้นไม่ใช่เพื่อพักผ่อน เขาเดินไปยังใจกลางลานบ้าน และพินิจพิจารณาเมล็ดพันธุ์สีเขียวสดที่กำลังงอกขึ้นจากพื้น
ต้นโพธิ์เซียน!
จางเซวียนปลูกมันไว้ในรังนางพญามดตั้งแต่วันที่เขาได้รับมันมา จนถึงวันนี้มันเพิ่งจะเริ่มงอก
ดูซิว่าเราจะเร่งการเจริญเติบโตของมันได้หรือเปล่า
ก่อนหน้านี้มันยังเป็นแค่เมล็ดพันธุ์ จางเซวียนจึงทำอะไรมันไม่ได้ แต่ในเมื่อตอนนี้เป็นต้นอ่อนแล้ว ก็น่าจะลองดู
เขาแตะนิ้วลงไปบนเมล็ดพันธุ์และเริ่มถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าเข้าไป พร้อมกันนั้นก็หยดน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพี 2-3 หยดลงไปด้วย
ฟิ้วววว!
เมื่อเมล็ดพันธุ์ได้ซึมซับน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีและพลังปราณ มันก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วทันตา
การผสมกันของน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีกับพลังปราณเทียบฟ้านั้นไม่ได้ใช้ได้ผลเฉพาะกับสมุนไพรระดับจิตวิญญาณ แต่ยังใช้ได้ดีกับสมุนไพรระดับเซียนด้วย
ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง มันก็โตขึ้นจนมีความสูงราว 3 เมตร ลำต้นหนาประมาณ 1 คนโอบ
แม้จะยังมีขนาดเล็กกว่าต้นโพธิ์เซียนที่วังหลวงมาก แต่จางเซวียนก็ไม่สงสัยเลยว่าไม่ช้ามันจะต้องมีขนาดใหญ่กว่านี้ถ้าได้การถ่ายทอดพลังปราณและน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีจากเขา
จางเซวียนถอนพลังปราณออก จากนั้นก็ชื่นชมผลงานของตัวเองอย่างพอใจ
จิตวิญญาณของเขายังมีระดับวรยุทธไม่ถึงเหนือมนุษย์ขั้น 9 แต่ด้วยความช่วยเหลือของต้นโพธิ์เซียนและมังกรเขาน้ำเงิน เขาคงจะฝ่าด่านวรยุทธได้เร็วๆ นี้
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะถอดจิตออกมาฝึกฝนวรยุทธ ก็พลันได้ยินเสียงของนางพญามดก้องไปทั่วบริเวณ
“นายท่าน อสูรตะวันไบแซนไทน์หยุดกึกกลางอากาศ ดูเหมือนจะมีใครบางคนมาขวางทางเรา”
“ขวางทาง?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขารีบออกจากรังนางพญามดเพื่อไปดู
รังนางพญามดเป็นมิติลี้ลับ และด้วยความสามารถในตอนนี้ของเขา เขายังไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกจากข้างในรังได้ แต่สำหรับนางพญามดซึ่งเป็นผู้สร้างมิติลี้ลับ มันสามารถมองออกไปรอบๆ รังและรายงานความผิดปกติให้เขารับรู้
จางเซวียนเดินไปที่หน้าต่างและเห็นหลัวฉีฉี หูเหยาเหย่า หยู่เฟยเอ๋อ กับตงซินอยู่ข้างนอก
“ปรมาจารย์จาง พวกเราอยากขอติดตามคุณไปยังอาณาจักรชวนหยวนอันทรงเกียรติด้วย เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือ”
“พวกคุณตามผมทันได้อย่างไร?” จางเซวียนถาม
อสูรตะวันไบแซนไทน์ออกเดินทางจากเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว และด้วยความเร็วของมัน ไม่มีทางที่อสูรวิเศษบินได้ตัวไหนจะตามทัน
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น พวกนี้มาทันเขาได้อย่างไร?
“พวกเรารู้ว่าอาจารย์ใหญ่จางกำลังจะเข้ารับการทดสอบสร้างจักรวรรดิที่อาณาจักรชวนหยวนอันทรงเกียรติ เราจึงตัดสินใจรอคุณอยู่ที่นี่ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ตะเพิดพวกเราไป” หูเหยาเหย่าตอบยิ้มๆ
ด้วยอิทธิพลของเธอในฐานะหัวหน้าแก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์ การได้ข่าวนี้มาก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป และโดยเฉพาะจางเซวียนเองก็ไม่ได้สนใจจะปิดข่าวด้วย
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็ได้”
เมื่อเห็นทั้งกลุ่มมีความตั้งใจจริงที่จะไปกับเขา สุดท้ายจางเซวียนก็พยักหน้า
การทดสอบสร้างจักรวรรดิเป็นการทดสอบเพื่อเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวของเขา เขาจึงไม่ควรรับความช่วยเหลือจากปรมาจารย์คนอื่น แต่ถึงอย่างนั้น ตราบใดที่ไม่มีอะไรกระทบกับสถานการณ์โดยรวมมากนัก คนเหล่านี้ก็อาจช่วยเหลือเขาในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้
หากได้รับความช่วยเหลือ เขาคงจะผ่านการทดสอบได้เร็วกว่าที่คิดไว้
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกัน” จางเซวียนเรียกทุกคนให้ขึ้นมาโดยไม่ลังเล หลัวฉีฉีกับคนที่เหลือกระโดดขึ้นหลังอสูรตะวันไบแซนไทน์ด้วยสีหน้าระรื่น
ไม่ช้า ทั้งกลุ่มก็อยู่บนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังอาณาจักรชวนหยวนอีกครั้ง
ผู้บุกรุกทั้ง 4 ล้วนแต่เป็นสาวสวยตัวท็อปของสถาบันปรมาจารย์ การปรากฏตัวของพวกเธอราวกับ ฤดูใบไม้ผลิย่างกรายเข้ามาในห้องอันแออัดยัดเยียดนั้น เหมือนมีดอกไม้เบ่งบานไปทั่ว กลิ่นหอมอบอวลอยู่ในอากาศ ทำให้น่าตื่นเต้น แต่น่าเสียดายที่จางเซวียนเป็นไอ้หัวบื้อ เขาไม่มีสายตาไว้มองอะไรเลยนอกจากวรยุทธและวรยุทธ
ที่เขายอมพูดกับแม่สาวเหล่านั้นก็เพราะเรื่องวรยุทธ
เรื่องนี้ทำให้แต่ละคนทั้งหงุดหงิดและจนปัญญา
ถึงการพูดคุยจะน่าเบื่อหน่าย แต่ความรู้ของจางเซวียนก็เหนือชั้นกว่าพวกเธอมาก หลังจากบินไปได้ 3 วัน ทั้งสี่ก็ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ
โดยเฉพาะหลัวฉีฉีกับหยู่เฟยเอ๋อ ทั้งคู่ยกระดับวรยุทธได้รวดเร็วจนสำเร็จวรยุทธตัวดักแด้ขั้นต้น
จางเซวียนใช้ความพยายามกับหูเหยาเหย่ามากกว่า เธอจึงก้าวหน้าได้มาก แม้จะยังเป็นนักรบกึ่งเซียนขั้นต้นอยู่ แต่ความเข้าใจในเทคนิคการต่อสู้และเทคนิควรยุทธก็ล้ำลึกขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการต่อสู้ของเธอเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า
ด้วยความแข็งแกร่งของเธอในตอนนี้ ยังน่าสงสัยอยู่ว่าถ้าเชวเจินหยาง หลงชางเยว่ กับตงซินรวมหัวกัน จะรับมือกับเธอไหวหรือไม่
อันที่จริง จางเซวียนค่อนข้างแน่ใจว่าเธอสามารถรับมือได้แม้แต่กับลู่เฉิงซึ่งเป็นนักรบระดับกึ่งเซียน
แต่แน่นอนว่าถ้าเธออยากเอาชนะอีกฝ่าย ก็จะต้องจัดการแยกแยะเรียบเรียงสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาตลอด 2-3 วันและปรับระดับวรยุทธให้อยู่ตัวเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีทางได้พละกำลังเพิ่มขึ้นมากมายภายในเวลาเพียง 2-3 วันแน่
ส่วนตงซิน จางเซวียนได้ให้คำชี้แนะเรื่องวรยุทธเช่นกัน แม้การพัฒนาของเธอจะไม่เท่ากับหูเหยาเหย่า แต่ประสิทธิภาพการต่อสู้ของเธอก็เพิ่มสูงขึ้นอีกมาก
อันที่จริง ทั้งสี่ร่วมเดินทางไปยังอาณาจักรชวนหยวนก็เพื่อหวังว่าจะเป็นการพักผ่อน ไม่คิดว่าจะได้รับประโยชน์ขนาดนี้ ต่างคนต่างอดตื่นเต้นไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองได้รับ
พร้อมๆ กันกับการให้คำชี้แนะเรื่องวรยุทธกับคนอื่นๆ ตัวจางเซวียนเองก็ใช้เวลาที่เหลือปรับพื้นฐานวรยุทธระดับกึ่งเซียนของเขาด้วย
เพราะวรยุทธของเขามักมาพร้อมกับความอึกทึกครึกโครมและอะไรที่โดดเด่นเตะตา เขาจึงไม่พยายามจะฝ่าด่านวรยุทธระหว่างการเดินทาง แต่กลับใช้เวลานี้ศึกษาหนังสือเรื่องการวาดภาพ กลไก และเทคนิคการต่อสู้ ด้วยเหตุนี้สภาวะจิตของเขาจึงได้รับการพัฒนาไปโดยไม่รู้ตัว
ว่ากันว่าวิชาชีพจิตรกรจะบ่มเพาะสภาพจิตของผู้นั้น ทำให้เกิดการหยั่งรู้และความสุขุม
ตอนนี้จางเซวียนมีความเชี่ยวชาญเทียบเท่ากับจิตรกรระดับ 7 ดาวแล้ว
นั่นหมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าตราบใดที่เขามีพลังปราณในร่างกายมากพอ แค่มีพู่กันในมือ ก็สามารถสร้างกองทัพอสูรวิเศษและนายทหารจำนวนหลายล้านเพื่อโค่นล้มอาณาจักรอันทรงเกียรติได้อย่างง่ายดาย
นั่นคือความน่าสะพรึงของจิตรกรระดับ 7 ดาว!
เมื่อสูงกว่าระดับ 6 ดาวแล้ว ทุกอาชีพรองรับล้วนแต่มีความสามารถอันน่าทึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะสบประมาทได้
…..
ครึ่งเดือนผ่านไป
หลัวฉีฉียืนอยู่ข้างหน้าต่าง เธอมองลงไปด้านล่างแล้วพูดว่า “สมาพันธ์นานาอาณาจักรอยู่ตรงหน้านี่เอง ปรมาจารย์จาง คุณจะมาดูไหม?”
“สมาพันธ์นานาอาณาจักร?” จางเซวียนยิ้ม “เยี่ยมเลย ลงไปดูกัน!”
เขาออกจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรมากว่า 4 เดือนแล้ว ในเมื่อผ่านมาทั้งที ก็ควรจะแวะลงไปดูเสียหน่อย
ถึงอย่างไร ก็เป็นเพราะการประลองปรมาจารย์ซึ่งจัดขึ้นที่นี่ ที่ทำให้เขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เข้าสู่สถาบันปรมาจารย์ และกลายเป็นบุคคลผู้ทรงเกียรติอย่างทุกวันนี้
