ตอนที่ 921 ความรุ่งโรจน์ของจางเซวียน
เมื่อได้ยินคำสั่ง อสูรไบแซนไทน์ก็ร่อนลง ไม่ช้าทั้งกลุ่มก็มายืนที่ด้านนอกจัตุรัสหน้าบ้านพักของหัวหน้าสมาพันธ์นานาอาณาจักร
ที่จัตุรัสแห่งนี้ เขาได้ปะทะกับเหล่าอัจฉริยะจากมากกว่า 20 อาณาจักรในการประลองปรมาจารย์ เพื่อให้ได้สิทธิ์เข้าศึกษาที่สถาบันปรมาจารย์ แม้จะเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ทุกอย่างกลับเหมือนว่าเกิดขึ้นเนิ่นนานมาแล้ว
ในครั้งนั้น ด้วยความที่ยังหนุ่มและหุนหันพลันแล่น เขาใช้พละกำลังเกินขนาดในการเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนจนเกิดเป็นตำนาน แต่ตอนนี้เขามีความสุขุมเยือกเย็นและเป็นผู้ใหญ่กว่าแต่ก่อน
หลัวฉีฉีมองดูจัตุรัสใหญ่โตที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะถามด้วยความอยากรู้ “ท่านอาจารย์มาจากที่นี่หรือ?”
ในความเห็นของเธอ ท่านอาจารย์เป็นผู้มีความปราดเปรื่องอย่างน่าทึ่ง แม้แต่ในหมู่คนรุ่นหลังของตระกูลนักปราชญ์ก็ยังมีน้อยคนที่จะเทียบชั้นกับเขาได้
จึงยากที่จะเชื่อว่าบุคคลผู้โดดเด่นขนาดนี้ไม่ได้มาจากตระกูลผู้ทรงเกียรติ แต่มาจากสถานที่อันเงียบสงบแบบนี้
จัตุรัสนี้กว้างใหญ่ก็จริง แต่หากเปรียบเทียบกับบรรดาภูเขาศักดิ์สิทธิ์และดินแดนสวรรค์ประทานที่เหล่าตระกูลนักปราชญ์ครอบครองอยู่ ก็เทียบอะไรไม่ได้เลย
ยังไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แม้แต่พลังจิตวิญญาณที่อบอวลอยู่ในบริเวณนี้ก็เบาบางมาก การฝึกฝนวรยุทธที่สถาบันปรมาจารย์เพียง 1 เดือนคงได้ผลเทียบเท่ากับการฝึกฝนวรยุทธที่นี่เป็นเวลาหลายปี
เหมือนจะรู้ว่าหลัวฉีฉีคิดอะไร จางเซวียนยิ้มเรี่ยๆ
หากเขาไม่ได้ครอบครองหอสมุดเทียบฟ้า ป่านนี้ก็คงอยู่ไปวันๆ ที่อาณาจักรเทียนเซวียน
แต่ชีวิตคนเราไม่มีคำว่าถ้า นับจากวินาทีที่เขามีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในครอบครอง ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป
จางเซวียนปล่อยให้อสูรตะวันไบแซนไทน์รออยู่กลางอากาศ จากนั้นตัวเขากับคนอื่นๆ ก็มุ่งหน้าไปตามถนนที่ตรงเข้าสู่จัตุรัส
ในตอนนี้ จัตุรัสคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน นักรบมากมายพากันจับจ้องไปที่อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางจัตุรัส สายตาของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและศรัทธา
“พวกนั้นทำอะไรกันอยู่น่ะ?” จางเซวียนสงสัย
จัตุรัสนี้อยู่ใกล้กับที่พักของหัวหน้าสมาพันธ์นานาอาณาจักรและสภาปรมาจารย์ จึงมักจะเงียบเชียบอยู่เสมอ ทำไมจู่ๆ จึงมีฝูงชนมาออกันคลาคล่ำแบบนี้ เกิดจลาจลอะไรขึ้นหรือเปล่า?
“ดูนั่น ดูนั่นสิ! นั่นปรมาจารย์จาง!”
“ช่างโดดเด่นและหล่อเหลาเสียจริงๆ เหมือนอย่างที่ฉันฝันเอาไว้เลย!”
“แน่ล่ะ คุณก็รู้ว่าปรมาจารย์จางเป็นไอดอลของผมเหมือนกัน ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมก็คือเก่งกาจให้ได้สักหนึ่งในพันของเขา”
“ฮะ ไอดอลของคุณ? ไอดอลของทุกคนมากกว่า! ในจัตุรัสนี้น่ะไม่มีใครหรอกนะที่ไม่เคารพและชื่นชมปรมาจารย์จาง”
“จริงด้วย ผมรู้มาว่าปรมาจารย์จางไปศึกษาต่อที่สถาบันปรมาจารย์ ที่ผมหวังไว้น่ะคืออยากให้เขากลับมาแล้วเปิดการบรรยายให้พวกเราฟัง”
“การได้ฟังการบรรยายของปรมาจารย์จางเป็นความฝันของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนในสมาพันธ์นานาอาณาจักร ใครใช้ให้คุณหายหัวไปเมื่อตอนที่เขาเปิดการบรรยายครั้งก่อนล่ะ?”
“ผมพูดกับคุณหรือไง? เดี๋ยว ผมจำได้ว่าคุณก็ไม่ได้ฟังการบรรยายครั้งนั้นเหมือนกันนี่ ใช่ไหม?”
…..
ยังไม่ทันจะถึงจัตุรัส จางเซวียนก็ได้ยินเสียงพูดคุยถกเถียงเซ็งแซ่จากชายหนุ่มและหญิงสาวนับไม่ถ้วน พวกเขาจับจ้องไปที่ใจกลางจัตุรัสด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกายของความชื่นชม ต่างคนต่างกำหมัดแน่น
เมื่อได้ยินการพูดคุยของฝูงชนและจับคำว่า ‘สถาบันปรมาจารย์’ ได้ หลัวฉีฉีอดไม่ได้ที่จะเข้าไปถามชายหนุ่มคนหนึ่ง “ขอโทษเถอะ ไม่ทราบว่าปรมาจารย์จางที่คุณพูดถึงน่ะเป็นใคร?”
“คุณไม่รู้จักแม้กระทั่งปรมาจารย์จาง? ไปอยู่หลังเขามาหรือไงน่ะ”
ด้วยความตกใจที่ได้ยินว่ามีใครคนหนึ่งไม่รู้จักปรมาจารย์จาง ชายหนุ่มหันมาเพื่อเตรียมจะต่อว่าผู้ตั้งคำถาม แต่ทันทีที่เห็นใบหน้าของหลัวฉีฉี ก็ตัวแข็งทื่อไปทันที พร้อมกับหน้าแดงก่ำด้วยความกระอักกระอ่วน “เอ่อ คุณคือคนที่ถามคำถามเมื่อครู่นี้หรือ? ปรมาจารย์จางน่ะมีชื่อว่า ‘เซวียน’ เขาเป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นานาอาณาจักร”
ความงดงามของหลัวฉีฉีนั้นมากพอที่จะทำให้ผู้ชายคนไหนๆ มาสยบแทบเท้าเธอ การที่เขายังพูดจากับเธอได้เป็นปกตินั้น ถือว่าชายหนุ่มควบคุมตัวเองได้ไม่เลวนัก
“เซวียน ที่เหมือนกับคำว่าแขวนน่ะหรือ?”
เมื่อได้ยินว่าตัวเขาคือคนที่ฝูงชนกำลังพูดถึง จางเซวียนก็มีสีหน้าประหลาด หลังจากได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย เขาก็ถามต่อ “จางเซวียน? เขากลายเป็นไอดอลของคุณตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เขาจากที่นี่ไปตั้งแต่หลายเดือนก่อน เพราะฉะนั้นเรื่องราวโด่งดังต่างๆ นานาที่เกี่ยวกับตัวเขาก็ควรจะซาไปแล้ว ทำไมคนพวกนี้จึงยังพูดถึงเขาอยู่อีก
แถมยังใช้คำว่าไอดอล? ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด? มันเกิดอะไรขึ้น?
แต่ทันทีที่จางเซวียนตั้งคำถาม ก็มีเสียงตวาดก้องมาแต่ไกล
“บังอาจ! กล้าดีอย่างไรออกชื่อปรมาจารย์จางและพูดถึงเขาอย่างไม่เคารพแบบนั้น เอาความเก่งกล้ามาจากไหน?”
จากนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาด้วยทีท่าสง่าผ่าเผย
เขามีอายุราว 16-17 ปี แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราและมีบุคลิกของผู้ทรงอำนาจ แค่มองดูก็รู้แล้วว่าต้องเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง
เสียงตวาดก้องของเขาทำให้ฝูงชนมองตามเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่จางเซวียน ก่อนจะย้ายไปมองสาวสวยทั้ง 4 ที่ยืนอยู่ข้างเขา
หยู่เฟยเอ๋อ หลัวฉีฉี หูเหยาเหย่า ตงซิน ทุกคนล้วนแต่เป็นสาวงามตัวแม่ ไม่ว่าชายคนไหน ถ้าพาพวกเธอกลับบ้านได้สักคนก็คงนอนยิ้มแม้แต่ในความฝัน การที่ทั้ง 4 มาปรากฏตัวพร้อมกันโดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ด้วยนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้ใครต่อใครอยากรู้
“องค์ชายที่ 8 น่ะเป็นเพลย์บอยตัวเอ้ เขาคงพยายามจะโชว์ออฟต่อหน้าสาวสวยเหล่านี้เพื่อเอาชนะใจพวกเธอ!”
“เจ้าหนุ่มคนนั้นก็รนหาที่ ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไร องค์ชายที่ 8 ก็ไม่มีเหตุผลที่จะหาเรื่องเขา แต่หมอนั่นก็บังอาจเรียกชื่อปรมาจารย์จางอย่างไม่เคารพในที่สาธารณะ ผมสงสัยเหลือเกินว่าเขาเอาความบ้าบิ่นนั้นมาจากไหน”
“ปรมาจารย์จางเป็นไอดอลของหนุ่มสาวนับไม่ถ้วนในสมาพันธ์นานาอาณาจักร โดยเฉพาะกับองค์ชายที่ 8 เขามองปรมาจารย์จางเป็นแบบอย่าง แต่หมอนั่นกล้าพูดชื่อ ‘เซวียน’ ว่าเป็นคำเดียวกับแขวน แขวนคอมันน่ะสิ!”
“ไม่ระวังปากเสียเลย ก็สมควรแล้ว”
“จะไปโทษใครได้ ในเมื่อตัวเองรนหาที่ตาย?”
เมื่อรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ฝูงชนก็พากันยิ้มเยาะขณะเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างใจจดใจจ่อ
ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นบุตรชายคนที่ 8 ของหัวหน้าจ้าวซึ่งเป็นหัวหน้าสมาพันธ์ เป็นน้องชายของจ้าวเฟยอู่ เพิ่งอายุ 16 ปี
แม้จะอายุยังน้อย แต่ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งสมาพันธ์
ทั้งความเป็นผู้นำ ความมักใหญ่ใฝ่สูง ความเย่อหยิ่ง และอารมณ์ร้อน เขาก่อเรื่องในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นาอาณาจักรหลายต่อหลายครั้ง สร้างความหงุดหงิดให้กับท่านพ่อและพี่สาวครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อ 2-3 เดือนก่อน หลังจากถูกพี่สาวตำหนิ เขาก็โพล่งออกมาว่าจะยึดถือเอาปรมาจารย์จางเป็นตัวอย่าง และตั้งใจฝึกฝนวรยุทธเพื่อจะได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงพลัง เพราะความชื่นชมจากใจที่มีต่อปรมาจารย์จาง เขาจึงแค้นเคืองทุกคนที่บังอาจพูดอะไรไม่ดีถึงอีกฝ่าย
หมอนี่กล้าถามว่า ‘เซวียน’ เป็นคำเดียวกับคำว่าแขวนหรือไม่ ช่างเป็นการแสดงความไม่เคารพ ต่อปรมาจารย์จางอย่างอวดดีที่สุด ไม่น่าแปลกที่เขาจะโมโหเดือด อีกทั้งสี่สาวงามที่อยู่ข้างกายจางเซวียนก็ทำให้ไฟของความเป็นเพลย์บอยลุกโชนขึ้นมาอีก จึงยิ่งหงุดหงิดหนัก
ในตอนนั้นเอง ใครคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนก็อุทานอย่างประหลาดใจ “เดี๋ยวก่อน นี่ผมคิดไปเอง หรือว่าชายหนุ่มคนนั้นดูคุ้นตาจริงๆ ?”
“ผมก็ว่าเขาดูคุ้นตา เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออก”
ทันทีที่มีคนพึมพำถ้อยคำเหล่านั้นออกมา อีก 2-3 เสียงก็ประสานขึ้นอย่างเห็นพ้อง หลายคนพากันขมวดคิ้ว
ความโกรธกริ้วของชายหนุ่มทำให้จางเซวียนพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหัว “กระด้างกระเดื่อง? ผมกระด้างกระเดื่องอย่างไร? ชื่อ ‘จางเซวียน’ น่ะเป็นชื่อที่ใครๆ ก็พูดถึงได้ไม่ใช่หรือ?”
ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาไม่สามารถพูดถึงได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง เมื่อเจอเข้ากับสถานการณ์แบบนี้ ก็ชักไม่แน่ใจว่าควรจะหัวเราะ ร้องไห้ หรือโมโหดี
“ก็ใช่น่ะสิ ไม่ใช่ชื่อที่ใครจะพูดถึงก็ได้ การที่คุณจะไม่เคารพก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่รู้ไหมว่าวันนี้เป็นวันอะไร?” ชายหนุ่มหรี่ตาอย่างเอาเรื่อง
“วันอะไร?” จางเซวียนถามด้วยความอยากรู้
ตกลงว่าเขาจะพูดชื่อตัวเองได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับว่าเป็นวันอะไรด้วยหรือ?
เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาจริงๆ องค์ชายที่ 8 ก็พลันโมโหเดือด “วันนี้น่ะเป็นวันก่อตั้งอนุสาวรีย์ของปรมาจารย์จางที่จัตุรัสแห่งนี้! ในฐานะพลเมืองของสมาพันธ์นานาอาณาจักร คุณไม่รู้เรื่องได้อย่างไร ไปอยู่หลังเขามาหรือไง?”
ฝูงชนต่างก็งงงันกับปฏิกิริยาของชายหนุ่มตรงหน้า ต่อให้เขาไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร ก็น่าจะผิดสังเกตบ้างกับการที่มีฝูงชนมาออกันอยู่ในจัตุรัส จะต้องเป็นโอกาสสำคัญของสมาพันธ์นานาอาณาจักรอย่างแน่นอน แต่เขากลับบอกว่าว่าไม่รู้อะไรเลย นี่จงใจจะไม่ให้ความสำคัญกับสมาพันธ์หรือเป็นการแสดงความไม่พอใจกันแน่
“วันก่อตั้งอนุสาวรีย์ของปรมาจารย์จาง?” จางเซวียนผงะและหันไปมองอนุสาวรีย์
เขาเองกวาดตามองแค่ผ่านๆ และไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อพินิจพิจารณาใกล้ๆ ก็เห็นว่าชายหนุ่มผู้เป็นต้นแบบของอนุสาวรีย์นั้นสวมเสื้อคลุมปรมาจารย์ มือหนึ่งไพล่หลังขณะที่อีกมือหนึ่งถือพู่กัน ดวงตาของเขาจับจ้องท้องฟ้า มีบุคลิกอันยิ่งใหญ่และทรงพลังซึ่งทำให้ไม่มีใครกล้ามองหน้าเขาตรงๆ
ที่ด้านล่าง มีนกฟีนิกซ์ซึ่งกำลังกางปีกอยู่ 1 ตัว ทำหน้าที่เป็นสัตว์พาหนะของเขา มันดูพร้อมจะโผขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วมุ่งหน้าไปยังสรวงสวรรค์
นั่นตัวเรา? จางเซวียนอ้าปากค้างและกระพริบตาปริบๆ ดูไม่ค่อยจะเหมือนเลย!
อนุสาวรีย์ที่อยู่ในจัตุรัสนั้นสูงตระหง่าน วัสดุที่ใช้ก็เป็นวัสดุหายาก เป็นผลงานชั้นเยี่ยมที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ชัดเจนว่าเป็นงานฝีมือของประติมากรผู้เชี่ยวชาญ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือน โดยเฉพาะบุคลิกของเขา อนุสาวรีย์ดูจะสูงส่งและสง่างามเกินไป ทำให้ไม่เหมือนตัวเขาเลย
แถมยังมีเจ้านกฟีนิกซ์อีก เขาขี่ไอ้ตัวพรรค์นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นึกไม่ออกเลยว่าเคยฝึกอสูรวิเศษหรืออสูรระดับเซียนหน้าตาแบบนี้ให้เชื่องมาก่อน!
ในบรรดาอสูรทั่วไป อสูรวิเศษ และอสูรระดับเซียนที่จางเซวียนเคยฝึกให้เชื่องมา ตัวเดียวที่พอจะคล้ายคลึงกับนกฟีนิกซ์ก็คือนกอินทรีสีเขียวอ่อน แล้วมันเรื่องอะไรที่นกอินทรีสีเขียวอ่อนของเขากลายร่างเป็นนกฟีนิกซ์ไปได้?
พร้อมจะพุ่งทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไปกับนกฟีนิกซ์ทีท่าสง่างามแบบนี้ เป็นตัวเขาหรือ?
ยากจะทําใจรับไหว
ถ้าอีกฝ่ายไม่พูดขึ้นมาว่าเป็นตัวเขา เขาคงไม่คิดเลยว่าอนุสาวรีย์นี้คือตัวเอง ต่อให้จ้องมองเป็นวันๆ
เขาดูสูงส่งและสง่างามขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?
นี่ปั้นโดยใช้ปรมาจารย์ขงเป็นแบบอย่างหรือเปล่า?
แถมยังมีความสุขุมเยือกเย็นที่ดูเหมือนจะโอบกอดโลกทั้งโลกเอาไว้ มันบ้าบออะไร?
ไม่ใช่จางเซวียนคนเดียวที่ตกใจกับภาพที่เห็น หลังจากมองดูอนุสาวรีย์ ทั้งหลัวฉีฉีและคนอื่นๆ ก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ โดยเฉพาะหูเหยาเหย่าซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าปรมาจารย์จาง ‘ไร้เทียมทาน’ ขนาดไหน
เจ้าคนหน้าไม่อายคนนี้มีอนุสาวรีย์ที่สง่างามและทรงอำนาจอยู่ในสมาพันธ์นานาอาณาจักรได้อย่างไร? ไม่น่าเชื่อเลย!
จางเซวียนข่มความหงุดหงิดไว้และถามต่อ “เท่าที่ผมรู้ ปรมาจารย์จางที่คุณพูดถึงน่ะยังไม่ตายนี่ ทำไมอยู่ๆ ถึงสร้างอนุสาวรีย์ของเขาขึ้นมา?”
การสร้างอนุสาวรีย์เป็นสิ่งที่จะทำก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นเสียชีวิตไปแล้ว ในเมื่อตัวเขายังอยู่ แล้วคนพวกนี้ทำทำไม?
“นี่แกกล้าแช่งปรมาจารย์จางเชียวหรือ?”
ทันทีที่ชายหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้น ก็ตัวสั่นด้วยโทสะ “การบรรยายของปรมาจารย์จางทำประโยชน์ให้กับผู้คนหลายล้านในสมาพันธ์นาอาณาจักร พวกเราทุกคนยอมรับเขาเป็นอาจารย์ผู้ทรงเกียรติ การที่สร้างอนุสาวรีย์ของเขาขึ้นมาก็เพื่อที่พวกเราจะได้แสดงความเคารพ แกมีปัญหาหรือไง?”
“การบรรยาย?” จางเซวียนงง
เพิ่งตอนนั้นเองที่เขาพลันนึกได้ว่าเขาเคยเปิดการบรรยายครั้งหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการประลองปรมาจารย์ และในตอนสุดท้าย เขาได้วาดนกฟีนิกซ์ขึ้นมาตัวหนึ่งและขี่มันบินไป
หรือว่าอนุสาวรีย์จะจำลองภาพเหตุการณ์ในครั้งนั้น?
ถ้างั้นก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงขี่นกฟีนิกซ์ แต่ในตอนนั้นเขาทำลงไปก็เพื่อให้ดูดีและกระพือชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าคนพวกนี้จะถือเป็นจริงเป็นจังจนถึงกับสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมา?
จะเอาจริงไปหน่อยไหม?
จางเซวียนท้อใจจนพูดไม่ออก
ถ้าเขาบอกคนพวกนี้ไปว่าเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่คิดล่ะ? แต่ถ้าทำอย่างนั้น ก็เท่ากับตบหน้าตัวเอง!
แต่ถ้าเขาไม่พูดอะไรเลย ก็มีแต่จะต้องอับอายกับการยอมรับเกียรติยศที่ไม่ควรค่ากับตัวเอง
โธ่ ลำบากใจจริงโว้ยยยย!
