Skip to content

Library Of Heaven’s Path 949


ตอนที่ 949 ใครเรียกหาผม?

ขณะที่ทั้งสองแอบคุยกันอยู่ เผ่าพันธุ์ปีศาจตัวอื่นๆก็ฉุดกระชากลากถูลู่เฟิงกับพรรคพวกให้เดินตามไปด้วย

พวกเขาเหนื่อยอ่อนอยู่แล้วจากการสู้รบอย่างหนักหน่วงที่ต้องรับมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นพร้อมกันทีเดียวหลายตัว จึงไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืนมากนัก อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาจะต้องถูกใช้เป็นบรรณาการสำหรับการผ่านฉนวนล่ะก็ คงจะถูกสังหารไปนานแล้ว

ขณะที่ทั้งกลุ่มถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นทำร้ายอยู่ จางเซวียนก็ไม่พูดอะไร และไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง

ในเมื่อถงเยว่คิดว่าเขาเป็นราชาใบไม้สีทอง หมอนั่นก็คงไม่กล้าสังหารเหล่าปรมาจารย์ ตราบใดที่พวกนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาก็มีโอกาสที่จะช่วยเหลือได้สำเร็จ

ทั้งกลุ่มต่างเดินหน้าไป ไม่ช้าจางเซวียนก็เห็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่

ตึกมากมายนับไม่ถ้วนแผ่ขยายอาณาเขตเป็นบริเวณหลายลี้ มันถูกสร้างขึ้นติดกับภูเขา ถูกความมืดบดบังไว้ บรรยากาศเยือกเย็นและโหดเหี้ยมอบอวลไปทั่ว ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกไม่สบายอยู่ข้างใน

“ใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?” จางเซวียนเลิกคิ้ว

อาณาจักรใต้ดินคือเส้นทางเชื่อมต่อทวีปแห่งปรมาจารย์กับสนามรบของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป ไม่น่าจะมีเผ่าพันธุ์ปีศาจอยู่ในบริเวณนี้มากนัก แต่ตึกรามบ้านช่องกลับขยายตัวมากมายจนไม่น่าเชื่อ จุคนได้เป็นแสนๆ เป็นไปได้ไหมว่ากองทัพเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้ทำลายฉนวนและเข้ายึดพื้นที่แล้ว?

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงล่ะก็ จักรวรรดิหงหย่วนก็ตกอยู่ในอันตรายอย่างสาหัส

สำหรับจักรวรรดิขั้น 1 แค่รับมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจำนวน 200 ตัวก็ยากเย็นแล้ว หากมีเป็นแสนตัวโผล่มาพร้อมๆกัน บางทีแม้แต่จักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติก็คงรับมือไม่ไหว

จางเซวียนเดินตามถงเยว่ไปและแอบเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้เพื่อสำรวจภายในสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น

แล้วก็ต้องโล่งอกเมื่อไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอยู่ภายใน

“ฝ่าบาท นี่คือฐานทัพที่เราสร้างขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อน ใหญ่พอที่จะรองรับประชากรหลายหมื่นคนได้สบาย เมื่อกองทัพใหญ่ของเรามาถึง จะไม่มีปัญหาอะไรเลย” ถงเยว่อธิบายพร้อมกับยิ้มอย่างประจบประแจง

“อือ” จางเซวียนปิดดวงตาหยั่งรู้ เขาพยักหน้าให้ถงเยว่ขณะแอบถอนหายใจเฮือก

แปลว่าตึกเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้า ตอนแรกเขานึกว่ามีเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นมาอยู่เต็มไปหมดเสียอีก

เท่าที่เห็น ดูเหมือนจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับฉนวน แต่ยังไม่ถึงขั้นที่พวกมันจะเข้ามาได้อย่างอิสระ

จากคำพูดของถงเยว่ เขาสรุปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก เหล่าปรมาจารย์จะต้องทำหน้าที่เป็นบรรณาการให้กับราชาใบไม้เขียวที่กำลังจะมาถึง ดูเหมือนเรื่องนี้จะสำคัญกว่าเรื่องอื่น

ข้อ 2 เผ่าพันธุ์ปีศาจกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มาสำรวจ ภารกิจหลักของพวกมันคือเตรียมการไว้สำหรับกองทัพใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เช่นการสร้างฐานทัพและหาทางทำลายฉนวน ทันทีที่พวกมันทำสำเร็จ ไม่ช้าไม่นานกองทัพมหาศาลของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นก็จะเข้ามา

ถ้าเป็นอย่างนั้น จักรวรรดิหงหย่วนตกอยู่ในอันตรายแน่

จางเซวียนครุ่นคิดแล้วตามถงเยว่ เขาร่อนลงมาระหว่างตึกต่างๆ

ตึกรามบ้านช่องที่สร้างขึ้นโดยเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกับโดยน้ำมือมนุษย์นั้นแตกต่างกัน เหมือนมันถูกออกแบบมาให้รับความเข้มข้นของเจตนาสังหารได้ หากใครมาฝึกฝนปราณสังหารที่นี่ ระดับการพัฒนาของวรยุทธจะรวดเร็วกว่าธรรมดา

เท่าที่เห็น เผ่าพันธุ์ปีศาจพวกนี้ไม่ได้โง่เง่า อย่างน้อยที่สุดพวกมันก็มีวิธีการที่เทียบเท่ากับมนุษย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล

แต่นั่นก็เข้าใจได้ หากพวกมันไม่มีพละกำลังแข็งแกร่งขนาดนี้ ก็คงไม่สามารถเป็นผู้นำเผ่าพันธุ์อื่นมาได้นานหลายปีจนกระทั่งปรมาจารย์ขงปรากฏตัว

ถงเยว่หันมาพูดกับจางเซวียน “ผมได้ยินมานานแล้วว่าฝ่าบาทมีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งเรื่องสถาปัตยกรรมและค่ายกล ช่วยบอกพวกเราหน่อยเถอะหากมีอะไรไม่เหมาะสม ผมจะได้ให้คนของผมปรับเปลี่ยนทันที”

“มัน” จางเซวียนกำลังจะพูดว่ามันดูดีอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ก็พอดีกับที่เกิดความคิดบางอย่าง เขารีบยั้งปากเอาไว้

ดูเหมือนถงเยว่กำลังจะทดสอบเพื่อให้แน่ใจในตัวตนของเขา

เขาไม่รู้ว่าราชาใบไม้สีทองมีทักษะเชี่ยวชาญในด้านสถาปัตยกรรมและค่ายกลจริงหรือไม่ จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการตอบคำถาม หากเขาตอบคำถามได้ถูกต้อง แต่เรื่องจริงกลายเป็นว่าราชาใบไม้สีทองไม่ได้มีทักษะในเรื่องเหล่านั้น ก็จะเป็นการเปิดโปงตัวเอง ในทำนองเดียวกัน หากเขาให้คำตอบผิดๆ และเรื่องจริงกลายเป็นว่าราชาใบไม้สีทองมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านั้นล่ะก็จะเกิดปัญหาใหญ่

หมอนี่ฉลาดหลักแหลมเสียจริง วางกับดักล่อลวงเขาได้อย่างง่ายดาย

ถ้าเขาให้คำตอบผิด คงต้องจบเห่ด้วยน้ำมือของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นทั้ง 200 ตัวในทันที

แต่ถ้าเขาไม่ยอมตอบ อีกฝ่ายก็จะสงสัยมากขึ้น และจะต้องมีความพยายามให้เขายืนยันตัวตนอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ช้าก็คงต้องถูกเปิดโปง

“แกพูดกับราชาของแกแบบนี้เหมือนกันหรือ?” จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียดอย่างโกรธจัด

ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะให้คำตอบ วิธีเดียวที่เป็นไปได้ก็คือเปลี่ยนเรื่อง

“ผม” เมื่อรู้สึกได้ว่าจางเซวียนโมโห ถงเยว่ตัวแข็งไปทันที เขาพลันนึกได้ว่าคำพูดของตัวเองออกจะขาดสัมมาคารวะไปสักหน่อย ทำเอาหน้าซีดด้วยความหวาดหวั่น

ในฐานะราชาผู้ทรงอำนาจ อีกฝ่ายย่อมพูดออกมาเองหากต้องการจะเสนอข้อควรปรับปรุง ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องไปถาม

“พอได้แล้ว! ฉันไม่มีเวลาจะเสียกับแก พาปรมาจารย์พวกนั้นเข้าไปในห้องลับ แล้วให้คนของแกอยู่ห่างๆด้วย ฉันไม่ต้องการให้มีใครอยู่ใกล้ในรัศมี 30 เมตรจากห้องลับขณะที่ฉันกำลังซักไซ้ไล่เลียงพวกมัน!” จางเซวียนคำรามกร้าว เบนความสนใจจากเรื่องที่เพิ่งพูดกันไปอย่างสิ้นเชิง

“ขอรับ” ถงเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นราชาใบไม้สีทองไม่ติดใจเอาเรื่อง เขารีบออกจากพื้นที่ไปเพื่อจัดการ ครู่ต่อมาก็กลับเข้ามาที่ห้อง “ฝ่าบาท ผมให้คนของผมขังพวกมันไว้ในห้องโถงด้านหน้า”

“ดี” จางเซวียนพยักหน้า

“ฝ่าบาท คุณต้องระวังนะ มนุษย์พวกนี้เจ้าเล่ห์เจ้ากลและชอบสร้างภาพ ผมเกรงว่ามันจะทำร้ายคุณ” ถงเยว่แนะนำ

“พวกมันก็แค่แมลงน่ารำคาญฝูงหนึ่ง ต่อให้ฉันยืนนิ่งรอให้พวกมันมาโจมตี พวกมันก็ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก!” จางเซวียนเอาสองมือไพล่หลังและคำรามอย่างเย็นชาขณะระเบิดรังสีทรงพลังออกมา

“ขอรับ” เมื่อรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา ถงเยว่เลิกคิ้วขึ้นอย่างระแวง

ด้วยพละกำลังขนาดนี้ อีกฝ่ายคงไม่ต้องใช้อะไรมากกว่านิ้วเพียงนิ้วเดียวหากจะเล่นงานเขา

“บอกคนของแกให้อยู่ห่างๆ เดี๋ยวฉันจะกลับมา” จางเซวียนคำรามเสียงเย็นแล้วเดินออกจากห้อง

“ขอรับ” ถงเยว่พยักหน้าและโค้งคำนับ ทันทีที่ร่างตรงหน้าลับตาไป เขาก็หันไปขมวดคิ้วและตวาดกร้าว “พวกแก!”

ครู่ต่อมา เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นตัวหนึ่งก็รีบเข้ามาโค้งคำนับ “หัวหน้า!”

“แกไปดูที่ฉนวนและตรวจสอบว่าวันนี้มีใครมาหรือไม่” ถงเยว่สั่งการ

“ขอรับ!” เผ่าพันธุ์ปีศาจตัวนั้นรีบคำนับก่อนจะออกไป

เจตนาสังหารและพละกำลังที่อีกฝ่ายแสดงออกมาเทียบเท่ากับราชา แต่ถงเยว่ก็อยากจะแน่ใจ ความเสี่ยงเรื่องนี้มีมากเกินไป เขาไม่อาจปล่อยให้เกิดอะไรผิดพลาด

…..

ในห้องโถง ลู่เฟิงกับคนอื่นๆต่างนอนอ่อนระโหยโรยแรงอยู่กับพื้น ร่างกายของพวกเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ขนาดใหญ่ อีกทั้งวรยุทธก็ถูกปิดกั้นไว้ด้วยวิธีการพิเศษบางอย่าง

“ดูเหมือนเราจะไม่ได้มีชีวิตกลับออกไปแล้วล่ะ” ปรมาจารย์คนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ

“จริง ความเสียใจเพียงข้อเดียวของผมก็คือผมยังไม่ได้สังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจให้มากกว่านี้” อีกคนหนึ่งส่ายหัวและถอนหายใจ

“พวกคุณไม่คิดว่ามันออกจะประหลาดอยู่สักหน่อยหรือ ที่พวกมันปล่อยให้เรามีชีวิตอยู่เพื่อจะมาซักถาม? แต่ไม่ว่ามันจะมีเจตนาอย่างไร ก็จะไม่ได้อะไรจากผมสักคำแน่นอน!” คนหนึ่งพูดเสียงลอดไรฟัน

เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นกับปรมาจารย์ถือเป็นคู่อริซึ่งกันและกัน จึงน่าแปลกที่พวกมันเลือกไว้ชีวิตพวกเขาทั้งที่จะไม่ได้อะไรเลย

ต่อให้พวกเขาต้องตาย ก็จะไม่มีวันทรยศต่อมวลมนุษยชาติ

หนึ่งในผู้อาวุโสอดตั้งคำถามไม่ได้ “พูดก็พูดเถอะ เหตุผลที่พวกเราอยู่ที่นี่ก็เพราะเราใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว แต่ลู่เฟิง คุณยังมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี ทั้งยังเป็นหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาผู้เก่งกาจแห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ทำไมคนอย่างคุณถึงลงมาที่อาณาจักรใต้ดิน?”

เมื่อได้ยินคำถาม คนอื่นๆก็หันมามอง

ด้วยความดุร้ายกราดเกรี้ยวของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ตลอด 2-3 วันที่ผ่านมาพวกเขาไม่มีเวลามากพอจะพูดคุยกัน ในเมื่อตอนนี้โชคชะตาถูกปิดตายแล้ว อย่างน้อยก็ขจัดข้อสงสัยของตัวเองก่อนตายเสียหน่อย

ผู้ที่จะลงมายังอาณาจักรใต้ดินคือผู้ที่รู้ว่าตัวเองใกล้จะตายแล้วเท่านั้น แต่ลู่เฟิงไม่เพียงแต่จะเป็นหัวหน้าโรงเรียนอันดับ 1 ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ยังเป็นนักรบกึ่งการรับรู้จิตวิญญาณ ซึ่งหมายความว่าเขาใกล้จะสำเร็จเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 2 ด้วย แล้วทำไมคนอย่างเขาซึ่งมีอนาคตรุ่งเรืองถึงเลือกลงมาที่นี่?

“เรื่องมันยาว! เอาเป็นว่าผมทำผิด” ลู่เฟิงส่ายหัว

ถ้าเขาไม่หาเรื่องจางเซวียน ก็คงไม่ต้องมาลงเอยในสถานที่แบบนี้

“เกิดอะไรขึ้น? มีใครกล่าวหาคุณหรือเปล่า?” ปรมาจารย์อีกคนหนึ่งตั้งคำถาม

“ผมกล่าวหาคนๆหนึ่งอย่างที่ไม่ควรจะทำ จึงสมัครใจลงมาอยู่ที่นี่” ลู่เฟิงพูด

เขาต้องเผชิญหน้ากับการเฉียดเป็นเฉียดตายหลายครั้งตั้งแต่มาถึงที่นี่ แต่ก็ไม่เสียใจที่ตัดสินใจลงไปแบบนั้น

เขาได้ทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติมากมายเมื่อครั้งยังเป็นหัวหน้าผู้ทรงเกียรติของโรงเรียนนักปรุงยา และตอนนี้ก็กำลังทำแบบเดียวกันกับที่นี่ ความแตกต่างเดียวก็คือเขาจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวและไม่ได้รับการแซ่ซ้อง

“คุณกล่าวหาใครบางคน?” คนอื่นๆยิ่งงงหนัก

มันเรื่องอะไรกันที่ว่าที่อาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์, นักรบกึ่งการรับรู้จิตวิญญาณผู้ทรงพลังจะต้องถูกบีบให้ลงมายังดินแดนไร้ความหวังแห่งนี้?

“จริง ผมกล่าวหานักเรียนคนหนึ่ง” ลู่เฟิงพยักหน้า

“นักเรียนคนหนึ่ง” คนที่เหลือพากันชะงัก

คุณเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ 10 สุดยอดปรมาจารย์และว่าที่อาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ต้องลดตัวลงมาอยู่ในสภาพนี้เพียงเพราะกล่าวหานักเรียนคนหนึ่ง นักเรียนคนนั้นมีอำนาจน่าสะพรึงแบบไหนกัน?

ผู้อาวุโสคนหนึ่งตั้งคำถาม “เขาเป็นลูกหลานของตระกูลนักปราชญ์หรือเปล่า?”

“เปล่า เขาเป็นนักเรียนธรรมดาสามัญคนหนึ่งจากจักรวรรดิฮ่วนหยู” ลู่เฟิงตอบ

“จากจักรวรรดิฮ่วนหยู?” ทั้งกลุ่มมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ

นักเรียนคนหนึ่งจากจักรวรรดิขั้น 2 สามารถบีบให้ว่าที่อาจารย์ใหญ่ลงมายังอาณาจักรใต้ดินได้ มันเกิดอะไรขึ้น?

“ผมรู้ว่าพวกคุณต้องไม่เชื่อ บอกตามตรงนะ ผมเก็บเรื่องนี้ไว้ตลอด 2-3 วันที่ผ่านมาและยังรู้สึกเหมือนกับฝันไป!”

ทุกสายตาหันมามอง ลู่เฟิงยิ้มเจื่อนๆ “ทำไมไม่ให้ผมบอกพวกคุณล่ะว่าเขาทำอะไรบ้างหลังจากเข้ามาในสถาบัน? พวกคุณจะได้เข้าใจ”

ลู่เฟิงส่ายหัวแล้วเริ่มย้อนถึงเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่จางเซวียนเข้ามาในสถาบันปรมาจารย์ แต่เรื่องของปรมาจารย์หยางซึ่งเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์ระดับสูงนั้น เขาไม่ได้พูดถึง

“เด็กหนุ่มอายุ 20 ปีคนหนึ่งท้าทายรองหัวหน้าโหยวฉู่เข้าสู่การดวลแบบชี้เป็นชี้ตาย และอีกฝ่ายพ่ายแพ้?”

“การบรรยายของเขาทำให้อาจารย์และนักเรียนพากันออกจากโรงเรียนนักปรุงยาไปหมด?”

“เขาทำให้อสูรระดับเซียนขั้น 2 เชื่องได้ตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้?”

“หม้อต้นกำเนิดทองคำของสถาบันปรมาจารย์รับเขาเป็นเจ้านายทันทีที่เขาสัมผัสมัน?”

…..

ทุกคนพากันอึ้งไปเมื่อได้ยินวีรกรรมของจางเซวียน

ใครจะไปคิดว่านักเรียนคนหนึ่งจะสร้างความครึกโครมได้มากมายขนาดนั้นภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่เข้ามาในสถาบัน

เอาจริงๆสิ?

“แล้วมันเรื่องอะไรคุณถึงไปกล่าวหาอัจฉริยะระดับนั้น?” ปรมาจารย์คนหนึ่งถาม

คนปราดเปรื่องระดับนั้น สุดท้ายก็ต้องเป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ซึ่งลู่เฟิงก็น่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับอีกฝ่าย ทำไมถึงเกิดขัดแย้งกันขึ้น

“เป็นเพราะเขาปราดเปรื่องเกินไปจนผมสงสัยว่าเขาเป็นราชาของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ไม่อย่างนั้น คนอายุเพียงเท่านี้จะมีความเข้าใจล้ำลึกในวิชาชีพมากมายและมีพละกำลังแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่งได้อย่างไรกัน?”

ลู่เฟิงส่ายหัวอย่างขมขื่นใจและพูดว่า “แต่หลังจากนั้น ผมก็ได้รู้ว่าข้อสงสัยของผมน่าหัวเราะเยาะแค่ไหน!”

นับจากวินาทีที่เขาได้พบกับปรมาจารย์หยาง ก็รู้ทันทีว่าข้อสงสัยที่เขาคิดว่าจางเซวียนเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นนั้นเป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะ

ลูกศิษย์ของปรมาจารย์ฟ้าประทานจะเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้อย่างไร? แค่เรื่องนี้ก็ตลกแล้ว!

“น่าหัวเราะเยาะ? น่าหัวเราะอย่างไรกัน? ถ้าผมอยู่ในสภาพเดียวกับคุณ ก็คงคิดแบบเดียวกัน เพราะต่อให้ใครคนหนึ่งจะปราดเปรื่องสักแค่ไหนก็ยังต้องมีขีดจำกัด การที่เขาแสดงความสามารถได้มากมายขนาดนั้นทั้งที่อายุเพียง 20 ปี ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องสงสัยถึงต้นกำเนิดของเขา!”

“ผมเองก็คิดแบบเดียวกัน”

“คุณถูกส่งมาอยู่ที่นี่เพียงเพราะคุณสงสัยเขาอย่างนั้นหรือ?”

ปรมาจารย์คนอื่นๆขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย

หัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาถูกลงโทษด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้?

“พวกคุณไม่เข้าใจ ปรมาจารย์จางน่ะ” เมื่อเห็นคนอื่นๆพากันเข้าใจผิดในสิ่งที่เขาพูด ลู่เฟิงส่ายหน้าและกำลังตั้งต้นจะอธิบาย แต่ในตอนนั้นเองประตูห้องโถงก็เปิดออก “แอ๊ด” ศีรษะหนึ่งผลุบเข้ามาตรงช่องประตู

นัยน์ตาใหญ่โตคู่หนึ่งจ้องดูเหล่าปรมาจารย์

“ใครเรียกหาผม?”

รอยยิ้มเจิดจ้านั้นดูน่าสะพรึงเป็นที่สุด

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version