ตอนที่ 971 จัดการโหยวฉู่
“อาจารย์ใหญ่จาง!”
ทันทีที่จางเซวียนไปถึงสนามฝึกซ้อม หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆ ก็รีบเดินเข้ามาหา
จางเซวียนพยักหน้ารับแล้วหันไปมองที่เวที และเห็นปรมาจารย์มู่กับผู้อาวุโสคนหนึ่งยืนอยู่
ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ข้างปรมาจารย์มู่นั้นมีอายุราว 50 ปี มีวรยุทธอันทรงพลังที่ให้ความรู้สึกเหมือนมหาสมุทรกว้างใหญ่ เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่เขาได้รับจากราชาใบไม้สีทองกับราชาใบไม้เขียวในอาณาจักรใต้ดินที่มีวรยุทธระดับเซียนขั้น 4
สำหรับวรยุทธระดับเซียนขั้น 3 – ตัวอ่อนจิตวิญญาณ ในขั้นนี้ แก่นต้นกำเนิดของผู้นั้นจะเติบโตขึ้นจากแก่นกลายเป็นรูปของเด็กทารก เมื่อมาถึงขั้นนี้ ความรู้ความเข้าใจที่มีต่อโลกก็ล้ำลึกขึ้นกว่าเดิม และผู้นั้นสามารถใช้พลังงานที่มีอยู่ในโลกมาเป็นประโยชน์กับตัวเองได้ในทุกลมหายใจ
ส่วนวรยุทธระดับเซียนขั้น 4 – จิตวิญญาณต้นกำเนิด จิตวิญญาณของนักรบจะแปรเปลี่ยนจากตัวอ่อนจิตวิญญาณมาอยู่ในรูปของจิตวิญญาณต้นกำเนิด
นักรบคนไหนก็ตามที่สำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณต้นกำเนิดแล้วจะถูกสังหารด้วยวิธีการปกติได้ยากมาก นี่คือเหตุผลที่จางเซวียนต้องทำให้ 2 ราชาฆ่าฟันกันเอง ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะกำจัดเผ่าพันธุ์ปีศาจทั้งหมดที่มีอยู่ในอาณาจักรใต้ดิน
น่าอัศจรรย์ใจที่ปรมาจารย์ซึ่งยืนอยู่ข้างปรมาจารย์มู่สำเร็จวรยุทธถึงขั้นนั้น แม้แต่ทั่วทั้งจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ เขาก็ยังถือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุด ทำไมบุคคลระดับนี้ถึงมาที่จักรวรรดิหงหย่วน?
จางเซวียนส่งโทรจิตหาหัวหน้ามั่ว “นี่คงจะเป็นคนที่คุณพูดถึงเมื่อครู่ ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวขั้นสูง, อู๋ลู่เฟิง”
“ใช่” หัวหน้ามั่วพยักหน้า “เขาเป็นรองประธานสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ เป็นคนเข้มงวดเอาจริงเอาจัง เกลียดชังปีศาจร้ายทุกตัว”
ขณะที่หัวหน้ามั่วกำลังแนะนำชายบนเวทีให้จางเซวียนฟัง บุคคลดังกล่าวก็ชำเลืองมองมาด้วยสายตาเย็นเยียบและสองมือไพล่หลัง “หัวหน้ามั่ว อาจารย์ใหญ่ของคุณมาถึงหรือยัง? ปล่อยให้พวกเรารอแบบนี้ ช่างโอหังเสียจริง!”
เห็นปรมาจารย์อู๋เกิดความรู้สึกไม่ดีกับเขา จางเซวียนได้แต่ยิ้มแหยๆ เขาก้าวออกไปโค้งคำนับอย่างสุภาพและพูดว่า “ผมเชื่อว่าผมคืออาจารย์ใหญ่ที่คุณกำลังพูดถึงอยู่”
หลังจากได้ข่าว เขาต้องใช้เวลาป้อนยาให้เว่ยหรูเหยียนเพื่อประทังอาการของเธอไว้ ลงท้ายจึงมาสาย เท่าที่ดูจากสถานการณ์ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมาถึงได้สักพักหนึ่งแล้ว
“คุณคืออาจารย์ใหญ่?” ปรมาจารย์อู๋มองหน้าจางเซวียนและเลิกคิ้ว “เซียนมือใหม่ขั้นสูงสุด? ดูเหมือนสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะตกต่ำลงจริงๆ !”
ตอนที่มาจากสำนักงานใหญ่ เขาได้ข่าวว่าสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเลือกชายหนุ่มอายุ 20 ปีขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ จึงอยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีหน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร แต่นึกไม่ถึงเลยว่ามาถึงสถาบันได้สักพักหนึ่งแล้ว หมอนั่นก็ยังอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
ขนาดเรียกระฆังรวมพลแล้ว อีกฝ่ายก็ยังมาสายราว 30 นาที อีกทั้งเสื้อผ้าหน้าผมก็มอมแมมไปด้วยฝุ่น
ถือเป็นการไม่เคารพเขาอย่างยิ่ง!
หมอนี่ก็มีวรยุทธแค่ระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุด ยังไม่ได้เป็นนักรบระดับเซียนด้วยซ้ำ บุคคลที่มีวรยุทธอ่อนด้อยขนาดนี้ได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ได้อย่างไร?
นี่เห็นเป็นเรื่องเล่นๆ กันใช่ไหม?
ปรมาจารย์มู่ออกเดินทางไปก่อนพิธีสถาปนา จึงไม่รู้เรื่องที่จางเซวียนได้จัดการทั้งอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนของสันเขาปุยเมฆให้เชื่องได้หมดทุกตัว อีกทั้งมีเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ ปรมาจารย์มู่จึงไม่ได้แจ้งให้ปรมาจารย์อู๋รับทราบเรื่องวีรกรรมต่างๆ นานาของจางเซวียน วีรกรรมที่ทำให้รัศมีของอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆ หมองไปถนัด
“ปรมาจารย์อู๋” เมื่อได้ยินคำนั้น ปรมาจารย์มู่รีบกระซิบกระซาบ “ปรมาจารย์จางเป็นคนเก่งกาจมากนะ และเขาก็ได้คำชี้แนะจากอาจารย์ผู้ทรงพลังมากด้วย”
“อือ!”
แต่ยังไม่ทันที่ปรมาจารย์มู่จะพูดจบ ปรมาจารย์อู๋ก็ขัดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ต่อให้มีอาจารย์ผู้ทรงพลังขนาดไหนก็เถอะ ตัวเขาเองก็จะต้องแข็งแกร่งด้วย!”
“พอได้แล้ว อย่ามามัวเสียเวลากับเรื่องนี้เลย อาจารย์ใหญ่จาง คุณจะต้องเขียนรายงานเรื่องความผิดพลาดและการบกพร่องเรื่องการแสดงความเคารพของคุณนะ ไม่อย่างนั้นผมจะลงโทษคุณ โทษฐานขาดความรับผิดชอบ”
“รายงาน?” จางเซวียนถึงกับอึ้งไป
2 คำนี้อยู่ไกลตัวเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันที่อาจารย์ใหญ่จะต้องมาเขียนรายงาน!
ยังไม่ทันไรหมอนี่ก็ไล่บี้เขาเสียแล้ว ชัดเจนว่าอีกฝ่ายต้องการงัดกับเขา ถ้าจางเซวียนเคยทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจมาก่อนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เขาไม่เคยพบหน้าเสียด้วยซ้ำ ทำไมหมอนี่ถึงจ้องจะจับผิดเขาอยู่นั่น?
จางเซวียนเกาหัวและถอนหายใจเฮือก ถ้าอีกฝ่ายจ้องจะจับผิดเขาให้ได้ บางทีเขาอาจจะต้องเอากองทัพหุ่นออกมาเพื่อสั่งสอนหมอนี่ให้รู้จักความเคารพเสียก่อน
“ปรมาจารย์อู๋” ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้ ปรมาจารย์มู่ก็รีบพูด “อาจารย์ใหญ่จางเพิ่ง เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนก่อน และยิ่งกว่าไปนั้น เขายังเป็นคนที่จับ”
ปรมาจารย์อู๋โบกมือขัดอย่างหมดความอดทน “พอที! เมื่อมีผู้ทรยศปรากฏขึ้นในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ตัวเขาในฐานะอาจารย์ใหญ่ก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ รีบประกาศเข้าเถอะ เรายังมีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นต้องจัดการ!”
“ได้” ปรมาจารย์มู่ได้แต่พยักหน้ารับ เขาถอนหายใจเฮือกแล้วมองสำรวจฝูงชนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มพูด “ทุกท่าน เหตุผลที่เราเรียกพวกคุณมารวมตัวที่นี่ก็เพื่อประกาศเรื่องสำคัญ”
“ประกาศเรื่องสำคัญ?”
เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีมองหน้ากันอย่างสงสัย
สำหรับปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว 2 คน ที่เดินทางมายังจักรวรรดิหงหย่วนเพื่อเรียกรวมพลพวกเขา เรื่องที่จะประกาศนั้นคงจะต้องสำคัญมาก
“การกำจัดเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นถือเป็นความรับผิดชอบหลักของสภาปรมาจารย์เสมอมา และปรมาจารย์ส่วนใหญ่ก็มองว่าเป็นภารกิจของพวกเขาด้วย แต่ในขณะที่มีจำนวนหนึ่งแบกรับภารกิจนี้ไว้ ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่พยายามปล่อยปละละเลยเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยของตัวเอง!” มาถึงตอนนี้ ปรมาจารย์มู่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“ถ้าเป็นเพียงนักรบธรรมดาสามัญที่ทรยศต่อมวลมนุษยชาติ รวมทั้งญาติมิตรหรือเพื่อนฝูงของตัวเองเพราะกลัวตาย ถึงจะก็เป็นเรื่องที่น่าเกลียดชัง แต่ก็พอเข้าใจได้ เพราะถึงอย่างไรความกลัวตายก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามกันได้ง่ายๆ แต่สำหรับเหล่าปรมาจารย์ที่ได้ความเคารพจากผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน หากเราไม่สามารถยึดมั่นในศรัทธาของตัวเองไว้ในสถานการณ์คับขัน นั่นถือเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้!”
“ถ้าจะพูดให้ง่ายขึ้น สิ่งนี้เท่ากับการสูญเสียเกียรติยศและศักดิ์ศรีไป ชัดเจนว่าเป็นการทรยศต่อมวลมนุษยชาติ!” เสียงของปรมาจารย์มู่ดังก้องไปทั่วสนามฝึกซ้อม
“ทรยศต่อมวลมนุษยชาติ?”
“นั่นเป็นความจริงทีเดียว ความเคารพที่พวกเราเหล่าปรมาจารย์ได้รับนั้นมาจากหน้าที่และความรับผิดชอบ พวกเรามีภารกิจในการนำพามวลมนุษย์ให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์และก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง หากไม่สามารถยึดมั่นในศรัทธาของตัวเองในสถานการณ์คับขัน แล้วใครล่ะจะทำได้?
ปรมาจารย์หลายคนที่อยู่ด้านล่างเวทีพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ขณะที่รื่นรมย์กับสถานภาพอันสูงส่งและสิทธิพิเศษที่มวลมนุษย์มอบให้ เหล่าปรมาจารย์ก็ต้องแบกรับหน้าที่และความรับผิดชอบเอาไว้ด้วย
มนุษย์มอบเงินจำนวนมหาศาลเพื่อดูแลและบ่มเพาะปรมาจารย์ระดับสูง ด้วยเหตุนี้ การที่ปรมาจารย์คนหนึ่งจะทรยศมนุษย์ในช่วงเวลาคับขันจึงเป็นเรื่องร้ายแรงจนให้อภัยไม่ได้
“เงียบได้แล้ว! วันนี้ผมจะพูดถึงปรมาจารย์คนหนึ่งที่ทรยศต่อมวลมนุษยชาติ”
เห็นทุกคนเริ่มมีอารมณ์ร่วม ปรมาจารย์มู่โบกมืออย่างวางมาดและพูดต่อ “เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ชายผู้นี้ไม่สนใจคุณธรรมที่พวกเราเหล่าปรมาจารย์พึงมี เขาผลักดันให้ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวกว่า 20 คนตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ซึ่งจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่! ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว 20 คนนี้คือสหายของเขา แต่เขาละเลยคนเหล่านั้นโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย หลังเหตุการณ์ผ่านไป เขายังมีหน้ากลับมาที่สถาบันปรมาจารย์ เที่ยวสั่งสอนใครต่อใคร รื่นรมย์กับทรัพยากรและความเคารพที่คนอื่นๆ มีให้ คุณคิดว่าเราควรจัดการกับคนแบบนี้อย่างไร?”
“ในหมู่พวกเรามีคนแบบนี้ด้วยหรือ? ฆ่ามัน!”
การทรยศเป็นอาชญากรรมที่ให้อภัยไม่ได้ ไม่มีอะไรให้ต่อรองทั้งนั้น!”
“หลอกปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวมากกว่า 20 คนให้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน สิ่งที่เขาทำลงไปน่ะ ต่อให้ฆ่าเขาซ้ำๆ ก็ยังล้างบาปไม่ได้เลย!”
“ปรมาจารย์มู่ ใครคือคนที่คุณกำลังพูดถึงน่ะ เขาเป็นอาจารย์ในสถาบันปรมาจารย์ของเราหรือเปล่า?
…..
เมื่อได้ยินคำถาม เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นด้านล่างเวที
การที่ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวถึง 2 คนมาพูดเรื่องการทรยศและคุณธรรม นั่นหมายความว่าบุคคลที่พวกเขากำลังจะตัดสินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนแน่นอน
แทนที่จะตอบคำถาม ปรมาจารย์อู๋สะบัดแขนเสื้อและเชิดหน้า “นำตัวเขาเข้ามา!”
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงร้องของอสูรระดับเซียนตัวหนึ่งก็ดังก้องจากกลางอากาศ แล้วเซียนอสูรพยัคฆ์อินทรีก็ร่อนลงมา มันสะบัดตัว และร่างของชายคนหนึ่งก็หล่นลงมากระแทกพื้น
“นี่มันรองหัวหน้าโหยวฉู่นี่?”
“รองหัวหน้าโหยวฉู่จริงๆ ! เขาเป็นผู้ทรยศต่อมวลมนุษยชาติหรือ?”
“เขาถูกอาจารย์ใหญ่จางนำตัวไปหลังจากพ่ายแพ้ในการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายของนายแพทย์นี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เขาฝังตัวอยู่ในสภาปรมาจารย์ ทุ่มเทเวลาให้กับการบ่มเพาะดูแลสมุนไพรอยู่ในที่พัก จะไปมีโอกาสร่วมมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้อย่างไร?”
“ผมเคยเรียนกับเขามาก่อน ตอนนั้น ตอนที่อาจารย์ใหญ่จางท้าทายเขาเข้าสู่การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายของนายแพทย์น่ะ ผมยังเคืองอาจารย์ใหญ่จางอยู่ตั้งนาน”
หลังจากเห็นหน้าบุคคลที่ปรากฏตัวบนเวทีแล้ว เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นอีกรอบ ทุกคนนัยน์ตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ
เมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนที่อาจารย์ใหญ่จางเข้าท้าทายโหยวฉู่ มีคนเพียงเล็กน้อยที่เข้าข้างเขา ต่างคิดว่าการที่อาจารย์ใหญ่จางท้าทายผู้อาวุโสแบบนั้นถือเป็นการแสดงความไม่เคารพ ใครจะไปคิดว่าแท้ที่จริงแล้วเขาคือผู้ทรยศต่อมวลมนุษยชาติ?
การที่สภาปรมาจารย์ของจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติส่งปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวถึง 2 คนมาเพื่อประกาศเรื่องนี้ แปลว่าพวกเขาต้องมีหลักฐานชัดเจน ไม่มีอะไรให้สงสัยได้
“ผมเชื่อว่าพวกคุณคงรู้จักชายผู้นี้ดี ต่อให้ผมไม่ต้องพูดอะไรมากมาย!” ปรมาจารย์มู่ชำเลืองมองโหยวฉู่ที่พังพาบอยู่กับพื้นและคำรามเสียงเย็น “คุณอยากจะอธิบายตัวคุณเองไหม หรือผมควรจะให้ ‘จดหมายของสมาคม’ ทำหน้าที่แทน?”
สภาปรมาจารย์ถือเป็นสาขาหนึ่งของสมาคมอาจารย์ จดหมายจากที่นั่นเทียบเท่ากับคำพิพากษาของฮ่องเต้ การตัดสินใดๆ ก็ตามที่ปรากฏในจดหมายจะถูกบันทึกลงไปในสถิติของสมาคมอาจารย์และสภาปรมาจารย์โดยอัตโนมัติ ทำให้ทุกสาขารับรู้ข้อมูลนี้ถึงกันหมด
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าอาชญากรรมของเขาถูกบันทึกไว้ในจดหมายล่ะก็ เท่ากับถูกตัดสินความผิดต่อหน้าคนทั้งโลก ไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น
“ผม” โหยวฉู่ปากสั่น
ถ้าเขายอมรับ ก็จะมีแต่ผู้คนในบริเวณนี้เท่านั้นที่รับรู้เรื่องราว แต่หากถึงขั้นต้องใช้จดหมาย ความผิดของเขาจะถูกบันทึกลงไปในสมาคมอาจารย์และสภาปรมาจารย์ทุกสาขาทั่วทั้งทวีป และชื่อของเขาจะต้องแปดเปื้อนไปอีกนานนับปีไม่ถ้วน
โหยวฉู่พยักหน้าโดยไม่ได้คิดนานนัก “ผมจะอธิบายให้พวกเขาฟัง”
ในเมื่อเขายอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำไปนานแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะต้องปกปิดอีกต่อไป
“งั้นก็เริ่มได้!” ปรมาจารย์มู่โบกมืออย่างดูถูก
“ได้” โหยวฉู่กัดฟันและเริ่มอธิบาย “มันเป็นความผิดของผมเอง ผมคือผู้ที่พาอาจารย์ใหญ่คนก่อนไปตกอยู่ในอันตราย”
จากนั้น เขาก็ทบทวนทุกสิ่งที่เคยสารภาพกับจางเซวียนไว้ก่อนหน้านี้
แต่คราวนี้เขาให้รายละเอียดมากกว่าเดิม เมื่อเล่าจบ เหล่าปรมาจารย์ที่รวมตัวกันต่างกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนขึ้นจากขมับ
“ฆ่ามัน!”
“นึกไม่ถึงเลยว่าโหยวฉู่จะเป็นคนแบบนี้ เขาเป็นแกะดำของเหล่าปรมาจารย์!”
“น่าหัวเราะเหลือเกินที่ผมเข้าเรียนกับเขา แล้วคิดว่าเขาเป็นผู้อาวุโสที่น่าเคารพ นี่ถือเป็นความแปดเปื้อนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม!”
“อาจารย์ใหญ่จางต้องรู้ว่ามีอะไรไม่ดีในตัวโหยวฉู่แน่ๆ ทำให้เขาท้าทายอีกฝ่ายเข้าสู่การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายของนายแพทย์เพื่อสืบเสาะเรื่องนี้ และส่งตัวเขาให้ปรมาจารย์มู่!”
“ในเมื่อคุณพูดออกมา ก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ใหญ่จางล่ะก็ พวกเราก็คงยังโง่งมงายเพราะไอ้สารเลวนั่นอยู่!”
…..
เหล่าปรมาจารย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีพากันคำรามอย่างแค้นเคือง
ทรยศต่อมวลมนุษยชาติไปเข้ากับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น เชื่อฟังคำสั่งของพวกมันเพื่อทำร้ายพวกพ้องของตัวเอง ทำให้อาจารย์ใหญ่คนก่อนต้องหายตัวไป และทั้งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนต้องตกต่ำจนเข้าสู่ภาวะวิกฤติ
อย่างที่ปรมาจารย์มู่พูด นี่เป็นอาชญากรรมที่ให้อภัยไม่ได้
“ในเมื่อคุณยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว ผมก็จะไม่พูดอะไรอีก ตอนนี้ผมขอประกาศคำตัดสินของสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน”
ปรมาจารย์มู่หยิบกระดาษออกมาแล้วคลี่ออก
วิ้ง!
เกิดแสงสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ เสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังก้อง
“โหยวฉู่, ทรยศต่อมวลมนุษยชาติและทำร้ายเพื่อนปรมาจารย์ เป็นการผิดกฎของสภาปรมาจารย์และจริยธรรมของเหล่าปรมาจารย์ สำหรับอาชญากรรมครั้งนี้ เขาจะต้องถูกถอดถอนออกจากการเป็นปรมาจารย์ และประหารชีวิตด้วยการตัดหัวเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นๆ !”
“ตัดหัว?”
เมื่อได้ยินคำตัดสิน โหยวฉู่หน้าซีดและทรุดลงกับพื้น นัยน์ตาเลื่อนลอยราวกับคนเสียสติ
