ตอนที่ 970 ปรมาจารย์มู่กลับมา
หลังจากอธิบายกันอยู่นานและย้ำหลายรอบว่าสุสานอาจารย์ใหญ่ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ทั้งคู่ก็ยังมองจางเซวียนด้วยสายตาสงสัย สุดท้ายจางเซวียนจึงได้แต่ส่ายหัวอย่างท้อใจและเลิกพูด
แค่ตัวเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดก็พอแล้ว สำหรับคนที่เที่ยงตรงและไร้ข้อบกพร่องอย่างเขา สุดท้ายโลกก็ต้องคืนความยุติธรรมให้
“อาจารย์ใหญ่จาง ห้าวันที่คุณไม่อยู่น่ะ คนจากสภายอดขุนพลมาถึงแล้ว และเจิ้งหยางกับเว่ยหรูเหยียนก็ผ่านการทดสอบของพวกเขา” เมื่อเลิกพูดเรื่องสุสานอาจารย์ใหญ่ หัวหน้ามั่วก็รีบบอกจางเซวียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นใน 2-3 วันที่ผ่านมา
จางเซวียนตอบรับด้วยการพยักหน้า
ในฐานะศิษย์สายตรงของเขา การที่เจิ้งหยางจะผ่านการทดสอบก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไร แต่เขานึกไม่ถึงว่าเว่ยหรูเหยียนจะผ่านการทดสอบด้วย เท่าที่ดู ก็เหมือนกับว่ายอดขุนพลไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นประทับใจเลย!
หลังจากถามถึงอีกหลายปัญหาในสถาบันและแนะนำวิธีการรับมือแล้ว จางเซวียนก็กลับที่พักโดยมี 2 หัวหน้าโรงเรียนนำไป
ในฐานะอาจารย์ใหญ่ ออกจะเป็นการเสียมารยาทหากเขาไม่ให้ความสนใจแขกจากสภายอดขุนพลและอีกสามสถาบันปรมาจารย์ อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งระหว่างที่พวกเขาพักอยู่
ดังนั้น จางเซวียนจึงให้คนรับใช้เตรียมน้ำเพื่อที่จะได้ชำระร่างกายและแต่งตัวให้เรียบร้อยเพื่อไปทักทายคนเหล่านั้น แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร ซุนฉาง, พ่อบ้านของเขาก็พรวดพราดเข้ามาในที่พัก
“นายน้อย!” ซุนฉางรีบเข้ามาหาจางเซวียนทันทีที่เห็นเขา
“มีอะไร?” จางเซวียนถาม
หลังจากติดสอยห้อยตามกันมาระยะหนึ่ง ซุนฉางรู้ดีว่านายน้อยไม่ชอบปัญหา เขาจึงมักจะรับมือกับปัญหาส่วนใหญ่ด้วยตัวเอง ไม่นำมารบกวน เว้นเสียแต่จะเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ดังนั้นการที่ซุนฉางพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าวิตกกังวลแบบนี้ ก็หมายความได้อย่างเดียวว่ามีบางอย่างที่ร้ายแรงเกิดขึ้น
“นายน้อยหรูเหยียน เธอสลบไปอีกแล้ว!” ซุนฉางรีบรายงาน
“หรูเหยียนสลบ?” จางเซวียนชะงัก
ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนี่!
หลังจากได้รับการบ่มเพาะจากต้นโพธิ์เซียน จิตวิญญาณของเว่ยหรูเหยียนก็ไม่ควรจะแตกต่างจากคนทั่วไป ทั้งยังน่าจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ
ส่วนร่างกายของเธอก็ได้รับการบ่มเพาะจากยาเม็ดปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่เกรด 7 จนฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิม อีกทั้งยังได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับเรียบง่ายด้วย สำหรับคนที่แข็งแกร่งจนปราบยอดขุนพลได้อย่างง่ายดาย ทำไมจู่ๆ ถึงมาสลบแบบนี้?
“ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ในวันนั้น เมื่อกลับถึงคฤหาสน์หลังจากปราบยอดขุนพลแล้ว เธอก็บอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย และหลังจากนั้นไม่นานก็ล้มป่วย” ซุนฉางตอบ
“พาผมไปที่นั่น!” รู้ดีว่าแค่ฟังคำพูดของซุนฉางก็ไม่มีทางระบุสาเหตุการป่วยของเว่ยหรูเหยียนได้ จางเซวียนจึงประสานมืออำลาหัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆ ก่อนจะมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์
เมื่อเข้าไปในห้องของเว่ยหรูเหยียน จางเซวียนเห็นเธอนอนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนเตียง มีหวังหยิ่งนั่งอยู่ข้างๆ กำลังดูแลอย่างขมีขมัน
ที่ลานบ้านซึ่งอยู่ด้านนอกนั้นเคยมีพืชมากมายหลายชนิด แต่ตอนนี้พวกมันเหี่ยวแห้งไปหมด ราวกับเพิ่งผ่านหน้าหนาวมา
“เกิดอะไรขึ้น?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ท่านอาจารย์ ในที่สุดก็กลับมาเสียที” หวังหยิ่งรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นจางเซวียน
จางเซวียนยกมือขึ้นเพื่อบอกเธอว่าไม่ใช่เวลาสำหรับคำถาม จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปจับชีพจรของเว่ยหรูเหยียน
ครู่ต่อมา จางเซวียนก็มีสีหน้าเคร่งขรึมไป เขาถามหวังหยิ่ง “ผมอยากได้รายละเอียดเรื่องการดวลระหว่างเว่ยหรูเหยียนกับเหล่ายอดขุนพลในวันนั้น”
“ได้ ในวันนั้น ศิษย์น้องหรูเหยียนขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำการดวล และระหว่างที่ปล่อยพลังปราณของเธอออกมา เธอก็วางยายอดขุนพลทั้ง 9 คน” หวังหยิ่งรายงานเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้นโดยไม่ปิดบัง
ขณะที่หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆ รู้เพียงว่าเว่ยหรูเหยียนเอาชนะเหล่ายอดขุนพลได้ด้วยการใช้ยาพิษ แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ถึงสภาวะกายพิษแต่กำเนิดของเธอ ดังนั้นคำอธิบายของพวกเขาจึงขาดรายละเอียดที่สำคัญไป
แต่หวังหยิ่งอธิบายทุกอย่างได้กระจ่างจนมองเห็นภาพในวันนั้นอย่างชัดเจน
หลังจากเล่าจบ หวังหยิ่งมองจางเซวียนอย่างร้อนใจและถามว่า “ท่านอาจารย์ เธอเป็นอย่างไรบ้าง?”
จางเซวียนขมวดคิ้วตอบ “ไม่ใช่อะไรที่ร้ายแรงนักหรอก ดูเหมือนเธอจะปลดปล่อยพลังของสภาวะกายพิษแต่กำเนิดเกินขนาดไปหน่อย ทำให้สูญเสียสติสัมปชัญญะไป”
เว่ยหรูเหยียนไม่ได้มีเพียงแค่สภาวะกายพิษแต่กำเนิดเท่านั้น แต่ยังมีสภาวะจิตวิญญาณเป็นพิษด้วย คนที่เป็นแบบเธอนั้นหายากมาก ทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์ นับไปอีกหลายหมื่นปีก็คงหาไม่เจอ
ขอแค่เธอตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ พิษร้ายแรงที่อยู่ในพลังปราณของเธอก็จะเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุด
ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป เมื่อเธอฟื้นขึ้นมา ทั้งสภาวะพิเศษ วรยุทธ และประสิทธิภาพการต่อสู้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ก้าวหน้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นได้อย่างง่ายดาย
แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีข้อบกพร่อง ทุกครั้งที่เธอใช้รังสีพิษที่อยู่ในร่างกาย มันจะเพิ่มปริมาณขึ้นอีกเล็กน้อย ยิ่งเธอใช้มากเท่าไหร่ก็จะสะสมรังสีพิษเอาไว้มากขึ้นเท่านั้น
ถ้าหาวิธีเหมาะๆ รับมือกับมันไม่ได้ สุดท้ายก็จะนำไปสู่อันตรายของการสะสมพิษไว้ในร่างกายจนเกินขนาด ทำให้เธอสูญเสียการควบคุมพละกำลัง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็จะต้องทรมานจากแรงตีกลับและการสูญเสียสติสัมปชัญญะ
นี่คือสถานการณ์ที่เว่ยหรูเหยียนเผชิญอยู่ในตอนนี้ แม้จะมีพละกำลังอ่อนด้อย แต่ก็สามารถเข้าท้าทายค่ายกลประตูมังกรและปลดปล่อยพลังที่เกินขีดความสามารถของตัวเอง สุดท้ายจึงสูญเสียการควบคุมรังสีพิษภายในร่างกาย ทำให้เกิดแรงตีกลับจากสภาวะกายพิษแต่กำเนิด
เพราะเพิ่งฟื้นขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อน เทคนิควรยุทธเดียวที่เธอได้ฝึกฝนจึงเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับเรียบง่าย เธอไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคนิควรยุทธของกูรูยาพิษ จึงไม่มีทางที่จะกำจัดรังสีพิษซึ่งสะสมอยู่ในตัวได้ เป็นธรรมดาที่จะนำไปสู่อาการไม่สบายตัวและสุดท้ายก็สลบไป
“โชคดีที่เธอควบคุมตัวเองได้ดีมาก ไม่อย่างนั้นทั้งเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนคงโดนรังสีพิษไปแล้ว” จางเซวียนส่ายหัว
ลำพังความจริงที่ว่ายอดขุนพลผู้ทรงพลังยังไม่สามารถต้านทานปราณพิษของเธอได้ ก็บ่งบอกแล้วว่าพิษนั้นร้ายแรงแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะเจตจำนงที่มุ่งมั่นและการควบคุมรังสีพิษไว้ได้อย่างดีหลังจากสูญเสียสติสัมปชัญญะ รังสีพิษก็อาจแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงผ่านทางสายลม และจะต้องทำร้ายผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน
เป็นเพราะความยากในการควบคุมสภาวะกายพิษแต่กำเนิด โลกจึงได้ขนานนามมันว่า ‘สภาวะแห่งหายนะ’ สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนทั่วไป
ขนาดเธอที่พยายามอย่างที่สุดเพื่อกดข่มรังสีพิษแล้ว แต่ก็ยังทำให้พรรณไม้ในลานบ้านเหี่ยวแห้งไปหมดเพราะรังสีที่อยู่รอบตัว เกิดเป็นภาพอย่างที่จางเซวียนเห็นเมื่อเข้าไปในห้อง
โชคดีที่ว่าเว่ยหรูเหยียนด้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับเรียบง่าย ทำให้เธอปกปิดสภาวะกายพิษแต่กำเนิดไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นสภาวะนี้คงจะนำพา ‘ผู้ผดุงความชอบธรรม’ มากมายมาถึงประตูบ้าน และนั่นจะเป็นภาระและปัญหาวุ่นวายมาก
“ท่านอาจารย์ ตอนนี้เราจะทำอย่างไร?” หวังหยิ่งหน้าซีดเผือดเมื่อได้ฟังคำอธิบาย
หลังจากได้เห็นอานุภาพของสภาวะพิเศษของเว่ยหรูเหยียนแล้ว เธอเคยนึกอิจฉาอีกฝ่ายอยู่นาน แต่เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดก็พบว่ามันเป็นคำสาปมากกว่าจะเป็นพร
จางเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ผมจะพยายามเจือจางรังสีพิษภายในร่างกายของเธอเพื่อลดแรงกดดันไปก่อน แต่ถ้าจะแก้ปัญหาให้ได้ดีล่ะก็ เราควรจะเดินทางไปห้องโถงแห่งยาพิษ”
แม้จางเซวียนจะมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในเรื่องยา แต่การหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับเว่ยหรูเหยียนก็ยังเหนือความสามารถของเขา อีกทั้งปัญหาเรื่องรังสีพิษนั่น มีคนเดียวที่น่าจะสามารถรับมือได้ คือเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษแห่งที่อยู่ ณ ห้องโถงแห่งยาพิษ
พวกเขามีมรดกตกทอดด้านยาพิษที่แทบจะสมบูรณ์แบบ ทั้งยังมีสถิติเกี่ยวกับสภาวะกายพิษแต่กำเนิดบันทึกไว้ด้วย บางทีพวกเขาอาจจะมีวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของสภาวะกายพิษแต่กำเนิดโดยไม่ทำให้เป็นการสะสมรังสีพิษก็ได้
“ห้องโถงแห่งยาพิษ?” หวังหยิ่งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
ดูเหมือนจะเป็นวิธีแก้ไขวิธีเดียวที่พวกเขามี
จางเซวียนวางมือลงบนชีพจรของเว่ยหรูเหยียน แล้วค่อยๆ ถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าเข้าไปในร่างของเธอ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง แต่ดูเหมือนจางเซวียนดูจะมีใบหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นอีก
เขานึกว่าตัวเองจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการสะสมรังสีพิษได้อย่างง่ายดายโดยใช้พลังปราณเทียบฟ้า แต่ดูเหมือนจะคิดผิด
รังสีพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายของเว่ยหรูเหยียนนั้นถูกหลอมรวมเข้ากับสภาวะกายพิษแต่กำเนิดและสภาวะจิตวิญญาณเป็นพิษของเธอ หากเขาพยายามจะเจือจางรังสีพิษอย่างพรวดพราดเกินไป ก็จะเป็นการทำร้ายทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเว่ยหรูเหยียน หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดคืออาจถึงตาย!
อีกวิธีหนึ่งที่จางเซวียนทำได้คือการดึงรังสีพิษของเธอออกมาพร้อมกับพลังปราณเทียบฟ้าของเขา โอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บดูจะน้อยกว่า แต่ก็ยังทำอันตรายต่อร่างกายของเธอได้เช่นกัน
พูดอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าเขาจะเลือกเจือจางรังสีพิษหรือดึงรังสีพิษออกมา ก็ไม่เป็นผลดีกับอาการสลบของเว่ยหรูเหยียนเลย
ดูเหมือนเราต้องรีบไปห้องโถงแห่งยาพิษเสียแล้ว!
จางเซวียนพยายามหาวิธีแก้ไขที่เหมาะสม แต่ไม่มีวิธีไหนใช้การได้เลย เขากุมขมับอย่างท้อใจ
ทั้งที่ตัวเองก็มีวิธีการมากมาย แต่ความรู้ความเข้าใจเรื่องยาพิษของเขายังอยู่แค่ระดับ 2 ดาวเท่านั้น แถมนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญกับสภาวะกายพิษแต่กำเนิด
ถ้าไม่มีวิธีการรักษาที่เหมาะสมในตอนนี้ เขาจะต้องมุ่งหน้าไปห้องโถงแห่งยาพิษเพื่อถ่ายโอนหนังสือและหาความรู้ให้มากขึ้น
ดูเหมือนว่าเราต้องรีบออกเดินทางไปห้องโถงแห่งยาพิษ เพื่อจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จ
ก่อนหน้านี้ ที่สุสานอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ใหญ่คนก่อนได้ทิ้งข้อความที่แนะนำให้จางเซวียนไปเยี่ยมเยียนห้องโถงแห่งยาพิษแห่งจักรวรรดิหงหย่วน เขาจึงตั้งใจอยู่แล้วว่าจะแวะไปที่นั่นเมื่อมีเวลา เพื่อหาต้นตอของอันตรายที่คุกคามสถาบันอยู่ แต่ในเมื่อตอนนี้สถานการณ์ของเว่ยหรูเหยียนถือว่าเร่งด่วน เขาก็จะต้องจัดการเรื่องนี้ก่อน
“ซุนฉาง นี่คือหินวิเศษขั้นสูง 1000 ก้อน ผมอยากให้คุณหาข้อมูลเกี่ยวกับห้องโถงแห่งยาพิษของจักรวรรดิหงหย่วนมาให้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!” จางเซวียนสะบัดข้อมือแล้วนำหินวิเศษขั้นสูงกองหนึ่งออกมา
แม้อาจารย์ใหญ่คนก่อนจะบอกว่าดูเหมือนห้องโถงแห่งยาพิษจะอยู่ในบริเวณใกล้เมืองจิ้งหยวน แต่หาข้อมูลให้แน่ชัดไว้ก่อนก็น่าจะปลอดภัยกว่า
เพราะไม่อย่างนั้น การเดินทางของเขาอาจเสียเปล่า
“นายน้อยไม่จำเป็นต้องใช้หินวิเศษเพื่อการนี้เลย ผมถามตระกูลเสิ่นก็ได้ พวกเขามีธุรกิจสมุนไพรขนาดใหญ่ จึงน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับห้องโถงแห่งยาพิษในจักรวรรดิหงหย่วนบ้าง” ซุนฉางตอบ
ในฐานะหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ตระกูลเสิ่นมีเครือข่ายธุรกิจทั่วทั้งจักรวรรดิ หนึ่งในธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาก็คือการค้าขายสมุนไพร หากห้องโถงแห่งยาพิษต้องการผสมยาพิษ พวกเขาก็จะต้องมีเส้นสายกับผู้ค้าขายสมุนไพร เพื่อจัดหาสมุนไพรที่ต้องการ บางทีตระกูลเสิ่นอาจจะมีสายสัมพันธ์บางอย่างกับห้องโถงแห่งยาพิษแห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็ได้
ถ้าเป็นคนอื่น รวมถึงอาจารย์ใหญ่คนก่อนด้วย การจะได้ข้อมูลของห้องโถงแห่งยาพิษจากตระกูลเสิ่นมาคงเป็นเรื่องยาก เพราะพวกเขามีธุรกิจที่ต้องจัดการ และการแพร่งพรายข้อมูลเกี่ยวกับห้องโถงแห่งยาพิษให้คนอื่นรับรู้โดยเฉพาะกับเหล่าปรมาจารย์นั้นอาจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับอีกฝ่าย
แต่กับจางเซวียนนั้นแตกต่างออกไป อย่างแรก ตระกูลเสิ่นได้กำไรมหาศาลจากตัวเขา และเขาก็ได้แสดงศักยภาพให้ตระกูลเสิ่นเห็นแล้วว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่น่าจะปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับห้องโถงแห่งยาพิษกับจางเซวียน
“เอาล่ะ ไปจัดการได้แล้ว” จางเซวียนพยักหน้า
ในเรื่องของการเจรจาธุรกิจและรักษาความสัมพันธ์นั้น เขาเทียบชั้นกับซุนฉางไม่ได้เลย ให้อีกฝ่ายจัดการเรื่องนี้จึงเหมาะสมกว่า
“ขอรับ” ซุนฉางพยักหน้าก่อนจะออกไปจากห้อง
เมื่อซุนฉางไปแล้ว จางเซวียนกำลังจะถามรายละเอียดเรื่องอาการของเว่ยหรูเหยียนตลอด 2 วันที่ผ่านมากับหวังหยิ่ง ก็พอดีกับที่พื้นสั่นสะเทือนขึ้นอย่างกะทันหัน เสียงระฆังดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ดูเหมือนจะเรียกใครบางคน
“ระฆังรวมพล?” จางเซวียนลุกขึ้นยืนและขมวดคิ้ว
ระฆังรวมพลคือระฆังที่ใช้เรียกตัวบรรดาปรมาจารย์มาพร้อมหน้ากันในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ปรมาจารย์ทุกคนที่ได้ยินจะต้องรีบไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ก็ตาม
จางเซวียนตั้งใจฟัง และรู้สึกได้ว่าต้นเสียงดังมาจากสถาบันปรมาจารย์ เขาอดสงสัยไม่ได้
เขาเพิ่งออกจากสถาบันปรมาจารย์มาได้ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วระฆังรวมพลก็ดัง เกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้?
จางเซวียนสะบัดข้อมือ แล้วตราสื่อสารก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา หัวหน้ามั่วส่งข้อความมา
“อาณาจักรฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ, ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว ขั้นสูง, อู๋ลู่เฟิง กับปรมาจารย์มู่หง กลับมาถึงสถาบันแล้ว รีบมาด่วน”
ปรมาจารย์มู่กลับมาแล้ว? จางเซวียนครุ่นคิด
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาพบว่าโหยวฉู่ได้ทำการทรยศต่อมวลมนุษยชาติ เขาได้ฝากฝังอีกฝ่ายไว้กับมู่หงเพื่อสืบสาวราวเรื่อง การที่มู่หงกลับมาตอนนี้ เป็นไปได้ว่าเขาน่าจะค้นพบเงื่อนงำบางอย่าง
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้!” จางเซวียนตอบผ่านตราสื่อสาร จากนั้นเขาก็นำยาเม็ดเกรด 6 สองสามเม็ดออกมาป้อนให้เว่ยหรูเหยียน ยาเม็ดเหล่านี้จะช่วยกดข่มรังสีพิษภายในร่างกายของเธอไว้ไม่ให้ทำอันตรายคนรอบข้าง จากนั้นเขาก็สั่งการบางอย่างกับหวังหยิ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าออกไป
ใช้เวลาไม่นานก็กลับถึงสถาบัน ตอนนี้ทั้งนักเรียน อาจารย์ ผู้อาวุโส และแม้แต่ปรมาจารย์ของสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็มารวมตัวกันที่สนามฝึกซ้อมของสถาบัน ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น
