Skip to content

Lord of the Mysteries 181


ตอนที่ 181 : สถานะแตกต่าง

ไคลน์ไม่รีบร้อนขจัดกำแพงวิญญาณหลังจากกลับสู่โลกปรกติ มันหยิบเทียนไขไม้จันทน์ออกมาวางกึ่งกลางโต๊ะอ่านหนังสืออย่างชำนาญ

ถัดมา ชายหนุ่มทำตามขั้นตอนพิธีกรรมอย่างละเอียด เริ่มด้วยการจุดเทียนไขโดยใช้พลังวิญญาณเสียดสี จากนั้นก็โปรยสารสกัดและผงสมุนไพรซึ่งเป็นตัวแทนของความโชคดีและลึกลับ

สายตาแลเห็นเปลวเทียนเหลืองนวลสลับแสงวูบวาบระหว่างอ่อนและเข้ม กลิ่นสันติสุขและความกลมกลืนเริ่มฟุ้งกระจายทั่วกำแพงวิญญาณ

ไคลน์ถอยหลังสองก้าว มันจ้องมองเทียนไขบนโต๊ะอ่านหนังสือพลางตะโกนด้วยภาษาคนยักษ์

“ตัวข้า”

เว้นวรรคชั่วครู่และเปลี่ยนมาใช้เฮอร์มิส

“ขออัญเชิญผู้มีนามดังนี้ เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกเทา ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”

ทันใดนั้น เปลวเทียนวูบวาบได้ผสมผสานกับกลิ่นหอมหวนจนก่อตัวเป็นวังวนมายา สูบพลังวิญญาณของไคลน์เข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

หลังจากท่องคาถาจบ วังวนมายาพลันสงบลงและเริ่มหดตัว ลักษณะคล้ายกับวังวนสายหมอกสีเทาขนาดเท่าฝ่ามือ

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ไคลน์รีบขยับเท้าสี่ก้าวทวนเข็มนาฬิกาโดยไม่ลังเล ส่งตัวเองขึ้นไปบนมิติหมอก

และตามคาด ชายหนุ่มพบระลอกคลื่นกระเพื่อมด้านหลังเก้าอี้ตำแหน่งประธานชุมนุมไพ่ทาโรต์ ภาพสัญลักษณ์หนึ่งปรากฏอย่างเด่นชัดบนพนักพิงเก้าอี้

…เนตรไร้นัยน์ตาและเกลียวเส้นคล้ายกับดีเอ็นเอของมนุษย์

ชายหนุ่มสูดลมหายใจเต็มปอด พยายามสงบจิตใจด้วยการเข้าฌาน ท่อนแขนเอื้อมเหยียดสัมผัสเป้าหมาย

ทันใดนั้น ไคลน์ได้ยินเสียงท่องคาถาของตัวเองพร้อมกับกระแสพลังวิญญาณพลุ่งพล่าน ตามด้วยคลื่นแสงกระเพื่อมยุบพองก่อตัวเป็นบานประตูมายา

เมื่อเทียบกับความล้มเหลวหนก่อน คราวนี้ประตูถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมกับปรากฏลวดลายแปลกประหลาด

ลวดลายดังกล่าวเหมือนกับสัญลักษณ์บนเก้าอี้เดอะฟูลทุกประการ มันคือเนตรไร้นัยน์ตาซึ่งมาพร้อมกับเส้นเกลียวดีเอ็นเอ

โดยไม่ให้สุ้มเสียง ระลอกคลื่นพลันก่อตัวท่ามกลางสายหมอกสีเทาและพระราชวังหรูหราอลังการ ประหนึ่งโยนก้อนหินลงบนทะเลสาบน้ำนิ่ง คลื่นกระเพื่อมออกไปทุกทิศทางโดยมีประตูมายาเป็นจุดศูนย์กลาง

เสียงเสียดสีของห้วงมิติดังกังวาน รอยแยกเริ่มปรากฏใจกลางประตูมายาปริศนา เผยให้เห็นโลกมืดมิดใบใหญ่อยู่อีกฟากฝั่งบานประตู ภายในนั้นเต็มไปด้วยร่างโปร่งแสงไร้สี แปลกประหลาดเกินพรรณนา แถมยังมีจำนวนนับไม่ถ้วน นอกเหนือจากนั้นยังปรากฏริ้วแสงสีสันฉูดฉาดเข้มข้นคล้ายกับอัดแน่นมวลความรู้มหาศาลเอาไว้

ขณะเดียวกัน ไคลน์รับรู้ถึงแรงดึงดูดหนักหน่วงซึ่งยากต้านทานมาจากด้านในประตู ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยให้ร่างกายถูกกระชากเข้าไป

…บัดซบ จะไม่ให้เลือกสักหน่อยหรือ?

ระหว่างผุดความคิดหวาดหวั่น ร่างกายมันถูกดูดกลืนผ่านรอยแยกเข้าไปในห้วงความมืดมิดด้านหลัง

แต่จากนั้นไม่นาน เสียงคำรามบ้าคลั่ง รวมถึงอาการวิงเวียนศีรษะหนักหน่วงรอบตัวเริ่มบรรเทาลง สติไคลน์สามารถประมวลผลได้อย่างสุขุมอีกครั้ง

มันได้พบบุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนตรงหน้า อีกฝ่ายกล่าวสวมเสื้อเชิ้ตตัวเก่า ผมสีน้ำตาล ใบหน้าธรรมดาดาษดื่น หุ่นค่อนไปทางผอม แต่สัมผัสถึงพลังแปลกประหลาดแผ่ออกจากร่าง บรรยากาศรอบตัวคล้ายนักวิชาการ

…นี่มัน ตัวเราไม่ใช่หรือ?

ภาพตรงหน้ามิได้แปลกตา สามารถพบเห็นได้บ่อยขณะส่องกระจกเงา

ไคลน์พยักหน้าครุ่นคิดตามสัญชาตญาณ สายตากวาดมองรอบตัว มันเห็นเตียงนอนของตัวเองถูกคลุมด้วยผ้าปูสีขาว เห็นหมวกสีดำทรงกึ่งสูง เห็นทักซิโด้และเสื้อกันลมซึ่งแขวนไว้บนราวผ้า เห็นชั้นวางหนังสือซึ่งมีหนังสือเรียงรายพอประมาณ เห็นโต๊ะอ่านหนังสือเรียบง่าย กึ่งกลางโต๊ะมีเทียนไม้จันทน์หนึ่งเล่มวางอยู่ในสภาพถูกจุด เปลวไฟแผ่แสงสีขาวอมเทาไหววูบวาบ

ในวินาทีปัจจุบัน มันกำลังลอยตัวอยู่หน้าวังวนสายหมอกขนาดเท่าฝ่ามือ

…เราอัญเชิญตัวเองสำเร็จแล้วหรือ?

…เหมือนกับการถอดจิต

แต่มีบางสิ่งต่างออกไปเล็กน้อย ไคลน์มองไปยังกายเนื้อซึ่งควรเป็นของตน อีกฝ่ายกำลังมีดวงตาเหม่อลอยคล้ายวิญญาณหลุดจากร่าง

ชายหนุ่มครุ่นคิดไตร่ตรอง จากนั้นก็สามารถยืนยันหนึ่งสิ่ง

หลังจากเดินทวนเข็มสี่ก้าว จะไม่มีสิ่งอื่นนอกจาก ‘วิญญาณ’ ถูกส่งขึ้นไปบนมิติสายหมอก หรือในทางศาสตร์เร้นลับคือ ‘กายจิต’ ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกเสมือนจริงบนห้วงมิติดังกล่าวไม่ใช่ร่างเนื้อ แต่เป็นวิญญาณดารา

เข้าใจแล้วว่า เหตุใดตนถึงมองเห็นวิญญาณดาราของแฮงแมน จัสติส และเดอะซันโดยตรง ทำให้ทราบว่าทั้งสามคือผู้วิเศษ

…แถมยังคาดเดาลำดับผู้วิเศษได้ด้วย

ขณะวิญญาณขึ้นไปบนมิติสายหมอก คล้ายกับมีบางสิ่งช่วยปกป้องร่างเนื้อบนโลกจริงไว้ ทำให้ไม่สูญเสียสมดุลและล้มลงไปหลังจากเดินทวนเข็มสี่ก้าว บางที ทั้งแฮงแมน เดอะซันและจัสติสก็อาจเป็นแบบเดียวกัน

ไคลน์เริ่มคุ้นเคยกับบรรยากาศรอบตัว มันพยายามวิเคราะห์สภาพปัจจุบันทั้งทางร่างกายและวิญญาณ

ชายหนุ่มกวาดสายตาสำรวจสิ่งอื่นไปทั่ว พยายามฝึกบังคับร่างวิญญาณซึ่งถูกเสริมพลังด้วยมิติสายหมอกลึกลับ

ฟ้าว!

สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านไปทั่วห้องนอน มันบินวนไปมาเป็นวงกลมพลางดื่มด่ำสัมผัสแห่งการล่องลอย

…ถ้ารับงานเป็น ‘พนักงานส่งของ’ คงได้รวยไม่รู้เรื่องแน่

ไคลน์ติดตลก จากนั้นก็ครุ่นคิดว่า ตนสามารถนำสิ่งของทางกายภาพติดตัวกลับมิติสายหมอกได้หรือไม่ มันหยุดบินเล่นพร้อมกับทดสอบความสามารถด้านอื่นตามแต่จะนึกออก

ไคลน์พยายามคว้าสมุดบันทึกจากชั้นหนังสือ แต่ฝ่ามือกลับทะลุผ่านไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

…ท่อนแขนหนืดลงเล็กน้อย ไม่เหมือนกับตอนขยับตัวผ่านอากาศว่างเปล่า บางทีอาจจับต้องได้หากพลังวิญญาณของร่างต้นแข็งแกร่งกว่านี้

ไคลน์พยายามจับกระดาษบางหนึ่งแผ่น แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาล้มเหลวเช่นเดิม

หลังจากไตร่ตรองนานกว่าสิบวินาที มันลอยไปทางราวตากผ้าพร้อมกับล้วงมือหยิบยันต์หลับใหลและยันต์ปัดเป่าวิญญาณซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นใหม่หลังจากเบิกงบสำเร็จ

สิ่งเหล่านี้มีพลังวิญญาณบรรจุอยู่ แตกต่างจากวัตถุทั่วไปในมุมมองของศาสตร์เร้นลับ ชายหนุ่มจึงต้องการทดสอบว่า ตนสามารถจับต้องพวกมันได้หรือไม่

ฝ่ามือเลื่อนผ่านยันต์ไปอย่างไม่ผิดความคาดหมายนัก แต่หนนี้กลับสัมผัสถึงการมีอยู่ได้อย่างชัดเจน ตระหนักได้ว่าตรงนี้มีมวลพลังวิญญาณอยู่ แต่ตนไม่มีอำนาจพอจะคว้าไว้

หากคิดมุมกลับอาจจะเป็น พลังวิญญาณภายในยันต์ไม่เข้มข้นพอสำหรับให้ตนจับต้องด้วยร่างปัจจุบัน

…พลังวิญญาณยังกล้าแกร่งไม่พอสินะ

ไคลน์เปลี่ยนกระเป๋า คราวนี้เป็นยันต์เพลิงสุริยันซึ่งสร้างจากการขโมยพลังโลหิตแห่งเทพผสานกับพลังวิญญาณของตน

ทันใดนั้น ความอบอุ่นพลันแพร่กระจายซาบซ่านทั่วทุกอณู แปรเปลี่ยนให้ร่างวิญญาณของมันคมชัดมากขึ้น และสติสัมปชัญญะกระจ่างชัดเจนกว่าเดิม

ชายหนุ่มสามารถหยิบแผ่นทองคำออกจากกระเป๋าเสื้อได้ ยันต์เพลิงสุริยันกำลังลอยเคว้งกลางอากาศ คล้ายกับฉากในเรื่องเล่าสยองขวัญไม่มีผิด

…สามารถจับต้องยันต์เพลิงสุริยันได้ และใช้พลังวิญญาณสร้าง ‘เสียง’ ได้ในร่างนี้

…พอจะทำอะไรได้บ้างสินะ

ไคลน์บินไปหยุดหน้ากระจกเงา มันมองไม่เห็นร่างวิญญาณของตัวเอง มีเพียงแผ่นโลหะสีทองส่องสะท้อนระยิบระยับลอยกลางอากาศ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นบรรยากาศมืดสลัวรวมถึงเครื่องเรือนอีกไม่มากภายในห้อง

ถัดมา ไคลน์วางยันต์เพลิงสุริยันลงบนเตียงนอน มันต้องการทดสอบว่าตัวเองสามารถเข้าไปสิงในกระจกได้หรือไม่

ทันใดนั้น ภาพการมองเห็นพลันดำมืดชั่วขณะ ก่อนมุมมองจะเปลี่ยนไปเป็นฉากเดียวกับภาพในกระจกเมื่อครู่ ภาพห้องนอนมืดสลัวและเครื่องเรือน

มันมองเห็นเกินกว่าครึ่งหนึ่งของห้องขณะแอบซ่อนอยู่ในกระจกบานนี้

…สิงกระจกได้ด้วย แต่กระจกบ้านนี้เป็นเพียงวัตถุธรรมดา ไม่มีอำนาจเหนือธรรมชาติใดแฝงไว้

ไคลน์ผงกศีรษะรับทราบพร้อมกับลอยออกจากกระจกเงา

ความสำเร็จหลังจากถือยันต์เพลิงสุริยันทำให้ชายหนุ่มเกิดความคาดหวัง มันมองหาสิ่งของชนิดอื่นเพื่อทดสอบ

…นกหวีดของมิสเตอร์อะซิก!

ในวินาทีฝ่ามือวิญญาณเลือนรางสัมผัสผิวโลหะทองแดงของนกหวีด ไคลน์ตระหนักทันทีว่ามวลพลังวิญญาณแผ่ซ่านไปรอบตัวด้วยความรู้สึกเย็นเฉียบ

ดวงตามายาของมันเปลี่ยนเป็นสีเข้มพร้อมกับมีเปลวเพลิงเย็นลุกโชน

ชายหนุ่มมั่นใจมากกว่า ตัวเองทรงพลังขึ้นกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย รูปกายภายนอกคล้ายวิญญาณอาฆาต เพียงแต่ปราศจากจิตสังหารมุ่งร้าย

ไคลน์อาศัยพลังตัวตลกเพื่อมองเห็นร่างตัวเองจากมุมมองบุคคลภายนอก

…นกหวีดของมิสเตอร์อะซิกสุดยอด!

มันผงกศีรษะ คราวนี้สามารถหยิบกระดาษแผ่นเล็กติดมือได้แล้ว แถมยังสามารถจับต้องยันต์หลับใหลซึ่งมีพลังวิญญาณอ่อน

แต่ค่อนข้างน่าเสียดาย มันอาจถือมีดเงินสำหรับประกอบพิธีกรรมได้ก็จริง ทว่าไม่สามารถถือปืนลูกโม่ออกไปยิงใครได้

ไคลน์สรุปผลการทดลองเบื้องต้น จากนั้นก็ทดสอบใช้เวทมนตร์คาถาในร่างปัจจุบัน

ผลลัพธ์ก็คือ ร่างวิญญาณสามารถใช้เวทมนตร์ได้สองรูปแบบ ชนิดแรกคือ เสียงโหยหวนซึ่งสามารถสั่นคลอนดวงวิญญาณเป้าหมายได้โดยตรง และชนิดสอง การสัมผัสเพื่อให้เป้าหมายเย็นเฉียบคล้ายกับถูกแช่แข็ง

ชายหนุ่มหยุดการทดลองด้วยสีหน้าพึงพอใจสุดขีด สายตาจ้องมองออกไปยังแสงแดดและถนนด้านนอกมุขหน้าต่าง แม้จะถูกม่านสีดำบดบังไว้

มันนึกสงสัยว่า ตนสามารถบินออกไปไหนมาไหนด้วยร่างนี้ในตอนกลางวันหรือไม่

ขณะพึมพำ เพื่อให้คลายความฉงน มันส่งร่างตัวเองลอยออกไปหยุดริมหน้าต่างทันที

ชายหนุ่มบรรจงรูดผ้าม่านแง้มอย่างระมัดระวัง ปล่อยให้แสงตะวันส่องลอดช่อง ทะลุกำแพงวิญญาณเข้ามาภายในห้อง

ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุของยามบ่าย ไคลน์สัมผัสว่าพลังวิญญาณของมันถูกเผาไหม้จนระเหยกลายเป็นหมอกดำทีละนิด ร่างกายอ่อนเพลียลงชัดเจน

ชายหนุ่มรีบปล่อยมือปิดม่าน สกัดกั้นแสงสว่างไม่ให้เล็ดลอดเข้ามาคุกคาม

…คงไม่ได้สินะ

มันครุ่นคิดสักพักพลางหันกลับไปมองยันต์เพลิงสุริยันบนเตียงนอน

เกิดความสงสัยอีกแล้ว ผลลัพธ์จะยังเหมือนเดิมหรือไม่หากตนอาศัยโลหิตของเทพสุริยันเข้าช่วย โดยไม่รีรอ ไคลน์ลอยกลับไปยังเตียงนอนพร้อมกับใช้มือคว้าแผ่นโลหะสีทอง

ทันใดนั้น ความอบอุ่นเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความขัดแย้งกับบรรยากาศเย็นเฉียบของนกหวีดในมือ คล้ายยามเปลวไฟปะทะสายน้ำ

ซู่ว!

ไคลน์รีบสะบัดมือให้หลุดจากแผ่นทองประหนึ่งถูกน้ำร้อนลวก

…พลังของนกหวีดทองแดงไม่สามารถอยู่ร่วมกับพลังจากยันต์เพลิงสุริยัน

ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจหลักการ

หลังจากวางนกหวีดลง เปลวเพลิงเย็นในดวงตาพลันดับมอดทันใด

ในร่างปัจจุบันซึ่งปราศจากความช่วยเหลือจากสมบัติวิเศษ เวทมนตร์สองชนิดจะเสื่อมประสิทธิภาพลงชัดเจน หลังจากทดสอบจนพึงพอใจ ไคลน์ก้มหยิบยันต์เพลิงสุริยันบนเตียงอีกครั้ง ร่างกายแผ่ซ่านด้วยความอบอุ่นเหมือนเคย มันสัมผัสว่าพลังของยันต์กำลังไหลเวียนถ้วนทั่ว

ชายหนุ่มลอยกลับไปยังหน้าต่าง จากนั้นก็ขยับผ้าม่านอย่างระมัดระวัง

ในหนนี้ แสงแดดจากดวงอาทิตย์ไม่ได้ทำอันตรายกับร่างกายอีกแล้ว

…ไม่เลว

ไคลน์อมยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะบังคับร่างวิญญาณลอยผ่านกำแพงวิญญาณและมุขหน้าต่างออกไปจากตัวบ้านทันที

…ได้เวลาผจญภัยแล้ว

……………………

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version