Skip to content

Lord of the Mysteries 328


ตอนที่ 328 : ถ้ารักจะเดินริมน้ำ ก็อย่าเกรงกลัวรองเท้าเปียก

ล้อไม้ใต้ห้องโดยสาร กำลังบดไปบนรางเหล็กโดยมีม้าจำนวนหนึ่งลากจูงจากด้านหน้า ห้องโดยสารขนาดใหญ่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง

ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไคลน์นั่งกำไม้ค้ำในมือซ้ายอย่างใจเย็น รอให้รถม้าผ่านจากจุดเกิดเหตุไปได้สองสถานี ค่อยตัดสินใจลงและเดินอ้อมค่อนข้างไกล ปลายทางคือจุดเกิดเหตุของศึกเมื่อครู่ สนามรบซึ่งสุนัขปีศาจถูกสังหาร

ไคลน์ไม่ได้กำลังมองหาตะกอนพลังของสุนัขปีศาจ หน่วยปฏิบัติการล้วนเป็นบุคคลระดับสูงของสามโบสถ์หลักทั้งสิ้น ไม่มีทางจะไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ฉะนั้น หากตะกอนพลังไม่ถูกแรงระเบิดส่งกระเด็นหายไป ก็คงถูกคนเหล่านั้นเก็บกลับไปแล้ว

และไคลน์ไม่ได้ต้องการสืบหาเจ้าของเสียงพ่นลมหายใจแผ่วเบา ว่ากันตามตรง เวลาก็ผ่านจากตอนนั้นมานาน ผู้คนและรถม้าสัญจรไปมาโดยไม่ได้หยุดนิ่ง แล้วจะมีเบาะแสหลงเหลือได้อย่างไร

ฉะนั้น จุดประสงค์ของไคลน์คือ ต้องการตรวจสอบว่ามีความผิดปรกติใดหลงเหลือบนถนนบ้างไหม มันกำลังหมายถึง เศษเสี้ยวพลังของสมบัติวิเศษซึ่งมีอำนาจ ‘ดึง’ ผู้วิเศษเข้าไปในมิติส่วนตัวได้ตามใจชอบ

ตนจะได้หาวิธีรับมือล่วงหน้า

นี่คือการสวมบทบาทเป็นมักมายากล…ต้องเตรียมกลให้พร้อมแสดงอยู่เสมอ…

ไคลน์ถอนหายใจเงียบงัน สองเท้าก้าวเดินภายใต้ท้องฟ้าสีเทาหม่น เสาตะเกียงโลหะริมถนนช่วยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวไม่ให้หลงทาง

ส่วนเหตุผลว่าทำไม ไคลน์ถึงเลือกนั่งรถม้าออกมาสองป้าย แล้วค่อยลงเดินอ้อมย้อนกลับไปยังจุดเกิดเหตุ เพราะมันไม่ต้องการเผชิญหน้าผู้วิเศษของทางการ หากประเมินจากระเบียบทำงานของเหยี่ยวราตรี มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ว่าสมาชิกบางคนจะยังแอบเดินตรวจตราจุดเกิดเหตุอย่างลับๆ อีกสักระยะ ไคลน์ไม่ต้องการเสี่ยงกับพวกมัน

ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าสุภาพพลางเดินถือไม้ค้ำในมือซ้าย ใช้เวลาสักพักกว่าจะกลับไปถึงจุดเกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม บนถนนไม่หลงเหลือร่องรอยซากศพหรือการต่อสู้แม้แต่น้อย ผู้คนสัญจรไปมาไม่ได้ทราบเลยว่า เมื่อครู่เพิ่งจะเกิดการปะทะอันดุเดือดของกองทัพผู้วิเศษและฆาตกรต่อเนื่องไปหมาดๆ

พลังของสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าวนับว่าน่าทึ่งมาก ประสิทธิภาพสูงกว่าการสะกดจิตหมู่อย่างเทียบไม่ติด…

ไคลน์เปิดเนตรวิญญาณพลางลดความเร็วก้าวเดิน คล้ายกับสุภาพบุรุษกำลังเดินกินลมชมวิวเรื่อยเปื่อย มากกว่าจะเร่งรีบไปยังจุดหมายปลายทางของตน

มันใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงในการเดินสำรวจย่านดังกล่าวจนถ้วนทั่ว อย่างไรก็ตาม การเปิดเนตรวิญญาณค้างไว้เป็นเวลานานกลับไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย ไม่มีเบาะแสน่าสงสัยแม้แต่อย่างเดียว

ถึงกระนั้น สัมผัสวิญญาณไคลน์สามารถตระหนักได้หนึ่งสิ่ง รัศมีการแสดงผลของสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าว

หลังจากเราเดินเข้าไปในบล็อกหนึ่ง ถ้าเดินออกจากบล็อกดังกล่าว จะเกิดความรู้สึกเชิงมายาคล้ายกับมิติรอบตัวผันผวน…

จึงสรุปได้ว่า สมบัติปิดผนึกชิ้นนั้นมีรัศมีทำการไม่ต่ำกว่าหนึ่งบล็อกถนน แต่เรายังไม่มีข้อมูลในด้านระยะความสูงและความลึก…

ไคลน์ยืนครุ่นคิดด้านนอกบล็อกต้องสงสัยสักพัก ก่อนจะตัดสินใจถอนตัวกลับ

ระหว่างทาง มันแอบแวะร้านกาแฟเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียด ชายหนุ่มเดินไปสั่งกาแฟนันวีลล์ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ฝั่งริมหน้าต่าง

ขณะกำลังดื่มกาแฟซึ่งมาพร้อมกลิ่นหอมเย้ายวนกระตุ้นให้สมองตื่นตัว สายตายังคงสอดส่องผู้คนเดินถนนด้านนอกเป็นระยะ เผื่ออาจโชคดีได้พบเบาะแสเข้าโดยบังเอิญ

แต่โชคไม่เข้าข้าง ไคลน์ไม่พบความผิดปรกติใดเลย

แน่นอน การลงทุนยอมสละเวลาในคราวนี้ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว เพราะทำให้มันได้ทราบแน่ชัดแล้วว่า หนึ่งใน ‘กฎ’ สำคัญของนักมายากลก็คือ

ห้ามแสดงกลโดยไม่เตรียมตัว…

ไคลน์สัมผัสถึงการ ‘สั่นคลอน’ เล็กน้อยของตะกอนพลังนักมายากล

เมื่อเริ่มเข้าสู่ยามเย็น ชายหนุ่มล้มเลิกการสำรวจหาเบาะแส และตัดสินใจเดินทางกลับถนนมินส์ด้วยรถม้าสาธารณะ

ปัจจุบัน ได้เวลาเสาตะเกียงแก๊สริมถนนทั้งสองฝั่งเริ่มทำงานของมันมอบแสงสว่างให้กับถนนซีเมนต์สีเทา ซึ่งมีใบใม้เหี่ยวเฉาร่วงโรยโปรยปรายตามทาง

ด้วยไม้ค้ำในมือซ้าย ไคลน์เดินผ่านหน้าบ้านนักกฎหมายเยอร์เก้น และเดินมาหยุดหน้าอาคารหมายเลข 15 ถนนมินส์

ขณะขยับขาเตรียมเข้าไปข้างใน ชายหนุ่มฉุกคิดบางสิ่งได้กะทันหัน

หากจำไม่ผิด เราใช้วัตถุดิบประกอบอาหารไปหมดแล้ว ถ้าตรงเข้าบ้านทันที ก็จะไม่มีอะไรให้กินในช่วงมื้อค่ำ!

เราควรแวะซื้อเนื้อและผัก หรือแวะร้านอาหารเพื่อกินให้อิ่มไปเลยในคราวเดียว?

ไคลน์ยืนลังเลสักพัก ก่อนจะตัดสินใจว่าวันนี้ตนเหนื่อยมากพอแล้ว ขอเป็นฝ่ายนั่งรอกินอาหารอย่างสบายใจโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองแรง

จริงอยู่ โลกปัจจุบันอาจมีกรรมวิธีปรุงอาหารค่อนข้างง่าย ไม่ค่อยได้พบสถานการณ์ ‘ทำอาหารหนึ่งชั่วโมง กินหนึ่งนาที’ เหมือนกับโลกเก่าสักเท่าไร อย่างไรก็ตาม ในทุกมื้อก็ยังต้องเสียเวลาจัดการปัจจัยอื่น เช่นการล้างจานและทำความสะอาดภาชนะ

หลังจากยืนยันว่ากระเป๋าสตางค์ของตนยังไม่หายไปไหน ไคลน์หันหัวเลี้ยวกลับและเดินไปยังทิศทางในความทรงจำทิศทางของร้านอาหารหรูหรา

แน่นอน มันต้องเดินผ่านบ้านนักกฎหมายเยอร์เก้นอีกครั้ง

เมื่อเยอร์เก้น·คูเปอร์มองผ่านมุขหน้าต่างและเห็นนักสืบเชอร์ล็อกเดินวนกลับมาด้วยสีหน้า ‘เคร่งเครียด’ นักกฎหมายหนุ่มมาดขึงขังจึงตัดสินใจตะโกนเรียก

“มิสเตอร์โมเรียตี้ หรือว่าคุณ…จะลืมกุญแจไว้ในบ้านอีกแล้ว?”

ไอ้คำว่า ‘อีกแล้ว’ มันอะไรกันฟะ!

ไคลน์ยิ้มแห้ง ตามด้วยการมอบคำตอบ

“ไม่ใช่แบบนั้น”

เยอร์เก้นพยักหน้า

“หืม เข้ามาในบ้านผมก่อนไหม? ค่อยกลับไปหลังจากท้องฟ้ามืดสนิทและพวกเราอิ่มท้อง”

“…”

ไคลน์ลังเลเพียงวินาทีเดียว ก่อนจะอมยิ้ม

“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง!”

เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มได้พบกับเจ้าแมวดำ โบรดี้ กำลังก้มหน้าเลียอุ้งเท้าอยู่ตรงมุมห้อง เยอร์เก้นไม่มัวสนทนาจิปาถะ รีบตรงเข้าไปในครัวทันที

ไคลน์แขวนโค้ทและหมวก พิงไม้ค้ำไว้ตรงทางเข้า และเดินเข้าไปในห้องอาหาร

มันได้พบจานอาหารถูกวางเรียงรายอยู่ก่อนแล้ว ประกอบด้วยจานสเต๊กเนื้อย่างจนขอบดำเกรียม และมันฝรั่งบดสีเดียวกัน

ชายหนุ่มไม่ประหลาดกับสภาพอาหารสักเท่าไร เพราะทั้งหมดเป็นฝีมือมาดามดอริส แม่ครัวอาวุธโสผู้ใช้เทคนิคการประกอบอาหารแบบเก่า ส่งผลให้หน้าตาอาหารไม่เลิศหรู แต่รสชาติไม่เป็นสองรองใคร

สุดยอดแม่ครัว…ไคลน์นั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเยอร์เก้นและเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา

“คุณกำลังกินอาหารเย็นอยู่หรือ”

“ถูกต้อง ผมชอบกินอาหารและมองออกไปนอกหน้าต่าง ช่วยให้สมองผ่อนคลายและวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น” เยอร์เก้นเล่าพลางสอดผ้าเช็ดปากเข้าไปในคอเสื้อ และจับมีดส้อมเตรียมลงมือรับประทาน

ไคลน์มองไปรอบห้องก่อนหันมาถาม

“แล้วมาดามดอริสไปไหน?”

เยอร์เก้นถอนหายใจด้วยสีหน้าอึมครึม

“อากาศเย็นลงทุกที โรคปอดเรื้อรังของเธอดันกำเริบขึ้นมา จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพักผ่อนในโรงพยาบาลอีกสักระยะ”

“ขอให้พระองค์อวยพร” ไคลน์บรรจงทำสัญลักษณ์สามจุดบนหน้าอก แสดงตัวว่าเป็นผู้ศรัทธาของเทพจักรกลไอน้ำ

ถัดมา ชายหนุ่มตัดชิ้นสเต๊กและใช้ส้อมจิ้มเข้าปากอย่างชำนาญ

ทันใดนั้น ไคลน์ฉุกคิดบางสิ่งได้กะทันหัน จึงรีบถามออกไปอย่างลนลาน

“ล…แล้วใครเป็นคนทำอาหาร? คุณหรือ”

“แน่นอน เพิ่งทำเสร็จใหม่เอี่ยม” เยอร์เก้นตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

หากอาหารเหล่านี้ไม่ได้ถูกปรุงโดยสุดยอดแม่ครัวมืออาชีพ มาดามดอริส ถ้าอย่างนั้น ไอ้รอยไหม้พวกนี้ก็คือ…

มุมปากไคลน์กระตุกระรัว มันพยายามข่มความคิดด้านลบ ทำทีใจดีสู้เสือ ยอมเสี่ยงเคี้ยวเนื้อสเต๊กคำเล็กในปากอย่างระมัดระวัง

โดยไม่ต้องรอนาน ชายหนุ่มขมวดคิ้วชนกันทันที ก่อนจะฝืนกลืนทั้งก้อนลงคอโดยไม่มากพิธีรีตอง

ไคลน์ยิ้มแห้งและเอ่ยปากถาม

“แล้วทำไมคุณถึงเตรียมอาหารสองชุด?”

“อีกชุดสำหรับคุณย่า ผมวางแผนจะนำไปเป็นของเยี่ยมไข้ให้เธอ” เยอร์เก้นชำเลืองมองไคลน์ “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจะทำเพิ่มอีกชุด”

“ง…งั้นหรือ” ด้วยความสัตย์จริง ไคลน์แอบสูดลมหายใจยาว ประหนึ่งเตรียมทำสงครามแลกชีวิตกับอาหารบนจานตรงหน้า

ขณะชายหนุ่มจัดการของตนเสร็จ บนจานของเยอร์เก้นยังเหลืออีกเล็กน้อย นักกฎหมายอาวุโสไม่รับร้อน วางมีดในมือขวาลงและยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ตามด้วยการหันมาตามไคลน์

“รสชาติเป็นยังไงบ้าง? คุณชอบจานไหนเป็นพิเศษ? ผมทราบว่าฝีมือทำอาหารของตัวเองยังห่างชั้นกับคุณย่าพอสมควร แต่ไม่ได้แตกต่างถึงขั้นไม่อร่อย”

มิสเตอร์นักกฎหมายครับ นอกจากปัญหาการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า ผมเกรงว่าคุณจะมีปัญหาด้านต่อมรับรสด้วย! นี่เขาคิดว่าอาหารฝีมือตัวเองยัง ‘พอกินได้’ จริงหรือ…

ไคลน์ยิ้มแห้ง พร้อมกับส่ายหัวหงึกหงัก

“ขนมปังข้าวโอ๊ตมีรสชาติไม่เลว”

“ซื้อมาจากร้านดอร์จ” เยอร์เก้นกล่าวขณะก้มหน้าจัดการอาหารให้หมดจาน

หลังจากดื่มไวน์เสร็จ นักกฎหมายหนุ่มทำสีหน้าอึมครึมและซักถามเสียงขรึม

“นักสืบโมเรียตี้ ผมมีบางเรื่องต้องการฝากฝังคุณ เป็นงานไม่ยาก”

“ว่ามาได้เลย” ไคลน์ขานตอบ พร้อมกับยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

มันบดเค็มฉิบหาย!

“ช่วงนี้คุณย่าต้องนอนโรงพยาบาลยาว และผมไม่สามารถกลับบ้านได้ในบางคืนเพราะติดคดีความสำคัญ ส่งผลให้ไม่มีใครคอยให้อาหารโบรดี้” เยอร์เก้นเล่า พร้อมกับชำเลืองไปทางแมวดำขนปุย “ผมต้องการให้คุณแวะเข้ามาให้อาหารโบรดี้ เปลี่ยนกระบะทราย และอยู่เล่นกับเขาสักพัก แมวตัวนี้ชอบให้คนเกาคาง…อา หากสี่ทุ่มตรง คุณเดินผ่านแล้วไม่เห็นว่าไฟบ้านเปิดอยู่ รบกวนเข้ามาจัดการธุระให้ด้วย ผมยินดีจ่ายครั้งละสองซูล จนกว่าคุณย่าจะออกจากโรงพยาบาล”

ไคลน์นั่งจ้องเยอร์เก้นผู้ทำหน้าขึงขัง

“เป็นงานไม่ซับซ้อนและค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ ผมไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธ”

ขณะกล่าว ชายหนุ่มหันไปมองเจ้าแมวดำโบรดี้และส่งยิ้มให้มัน

โบรดี้ม้วนตัวกลับอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งหันก้นให้ไคลน์โดยสมบูรณ์

รอยยิ้มบนใบหน้า เปลี่ยนเป็นยิ้มแห้งทันที

หลังจากอิ่มหนำ ไคลน์ขอตัวเยอร์เก้นกลับบ้าน ชายหนุ่มเดินไปบนถนนมืดสลัวโดยมีจุดหมายเป็นบ้านเช่าของตัวเอง

ในเวลาปัจจุบัน ชาวเมืองส่วนใหญ่จะเลิกงานและกำลังดื่มด่ำไปกับมื้อค่ำ ผู้คนเดินเท้าสองข้างทางและรถม้าจึงมีปริมาณไม่มากนัก บรรยากาศเงียบเชียบเหมาะแก่การเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

ภายใต้แสงจากเสาตะเกียง ไคลน์รู้สึกว่าตนไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน จึงลดฝีเท้าลงและเดินด้วยย่างก้าวเอื่อยเฉื่อยกว่าปรกติ

เมื่อเดินมาถึงบ้านครอบครัวซาเมอร์ ชายหนุ่มแอบชำเลืองเข้าไปในมุขหน้าต่างและเห็นผู้คนเดินผ่านเข้าออก บรรยากาศภายในบ้านกำลังสว่างไสว เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วเป็นระยะ

ขณะเดียวกัน บ้านหลังถัดไป อาคารหมายเลข 15 ถนนมินส์ กำลังเงียบสงัดและปิดไฟมืดสนิท

ไคลน์ถอนหายใจแผ่ว ล้วงมือหยิบกุญแจบ้านและไขเปิดประตู

ก่อนจะเดินเข้าบ้าน นิสัยประจำของมันคือการตรวจสอบกล่องจดหมาย และคราวนี้ก็จดหมายฉบับหนึ่งนอนแน่นิ่งด้านใจ

จากใคร? ไคลน์ดึงซองจดหมายออกมาส่องไฟริบหรี่ริมถนน

ไม่มีตราไปรษณียากร…ลายมือคล้ายนักสืบไอเซนการ์ด·สแตนธอน…

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ พร้อมกับเดินเข้าไปในตัวบ้าน ปิดประตูหน้าลงกลอน เปิดไฟเพดาน และฉีกซองจดหมายยืนอ่าน

ยอดนักสืบไอเซนการ์ดเขียนไว้ดังนี้

“…ผมเขียนถึงคุณเพื่อแจ้งข่าวอันน่ายินดีสำหรับพวกเราทุกคน ฆาตกรต่อเนื่องถูกพบตัวและเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ กรมตำรวจมองว่าผลงานของพวกเรากลุ่มนักสืบมีมูลค่าเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของรางวัลนำจับ พวกเขาน่าจะส่งเงินก้อนดังกล่าวมาให้ผมภายในสัปดาห์นี้ หากได้รับเงินเมื่อไร ผมจะจัดการประชุมโดยเรียกทุกคนมานั่งรวมกันอย่างพร้อมหน้า และแบ่งรางวัลให้เท่าเทียมตามสัดส่วนผลงาน”

ไอเซนการ์ดทราบข่าวเร็วขนาดนี้เชียว? เขาต้องมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกรมตำรวจเบ็คลันด์แน่น…และเมื่อไม่มีตราไปรษณียากร หมายความว่าเขาให้ใครสักคนเดินทางมาส่งจดหมายด้วยตัวเอง ต้องแน่อยู่แล้ว ระบบไปรษณีย์ของโลเอ็นไม่ได้มีประสิทธิภาพถึงขั้นนั้นสักหน่อย จดหมายจากช่วงเย็น ไม่มีทางถึงมือผู้รับในช่วงค่ำวันเดียวกันแน่…

ไคลน์ผ่อนลมหายใจโล่งอก วางจดหมายลงบนโต๊ะ และเตรียมเปลี่ยนชุดเพื่อเดินทางออกไปข้างนอก

ในเมื่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องจบลงแล้ว ระดับการรักษาความปลอดภัยรอบเมืองจะกลับเป็นปรกติ ส่งผลให้ตัวมันลอบเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ตามหาคาสปาส หาช่องทางติดต่อกับมาริคและมาดามชารอน เพื่อถามทั้งสองคนว่า พอจะมีหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์เร้นลับให้ยืมอ่านหรือขายบ้างหรือไม่

หากเราเดาไม่ผิด ทั้งชารอนและมาริคคือคนทรยศของโรงเรียนกุหลาบ ในเมื่อเคยเป็นผู้วิเศษสังกัดองค์กรลับมาก่อน ย่อมต้องมีช่องทางศึกษาศาสตร์เล้นรับสักอย่างสองอย่างแน่ และในปัจจุบัน เรามีเงินมากพอจะซื้อข้อมูลจากพวกเขาแล้ว!

ไคลน์ล้วงจับกระเป๋าสตางค์ พร้อมกับทำสีหน้าคาดหวัง

………………….

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version