8 (18+)ถูกขึงพืด
Chapter 8 (18+)ถูกขึงพืด
เมื่อเฉินจิ้งเสียนพบเป่าหลิง เขาก็เอ่ยถามท่าทางเป็นห่วงเป็นใยเฉกเช่นสหายคนหนึ่ง “แม่นางเป่าข้อเท้าเป็นอย่างไรบ้างหรือ?”
“ดี อาการบวมลดลงมากแล้ว เพียงแต่ข้าเบื่อเหลือเกิน อยู่แต่ในห้องทั้งวันข้าเบื่อจะตายแล้ว” เป่าหลิงตอบทำท่าทางเบื่อหน่ายจนตัวนางเฉาตายออกมา เฉินจิ้งเสียนได้ทีจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้ามาเยี่ยมเจ้าบ่อยๆ ดีหรือไม่?”
“ดีๆ” เป่าหลิงพยักหน้า เพราะความเอาแต่ใจของนางทำให้ไม่ค่อยมีสหายที่สนิทสนมกันจริงๆ มากนัก นางมีสหายแค่ไม่กี่คน แต่พวกนางเหล่านั้นล้วนยังไม่รู้ว่านางได้รับบาดเจ็บจึงไม่ได้มาเยี่ยมเยือนนาง อีกทั้งนางยังเป็นฝ่ายปกปิดอาการบาดเจ็บของตัวเองเอาไว้ ไม่แพร่งพรายให้คนอื่นรู้แม้แต่น้อย จะให้สหายเหล่านั้นมาจับผิดคำโกหกของนางได้อย่างไร ลื่นล้มกับถูกคนอื่นตีจนช้ำบาดแผลย่อมแตกต่างกัน บาดแผลและรอยช้ำบนตัวนางล้วนบอกอาการแก่ผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
แม้แต่ฮูหยินก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย เพราะบุตรสาวของตัวเองปิดบังสาเหตุอาการบาดเจ็บที่แท้จริงเอาไว้ เกรงว่านางคงไปล่วงเกินผู้สูงส่งท่านใดเข้ากระมังจึงถูกคนสั่งสอนมายกหนึ่ง เพียงบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น นางจึงไม่คิดสืบหาสาเหตุที่แท้จริง อีกทั้งไม่กล้าไปเอาเรื่องเอาราวอะไรด้วย บุคคลที่แม้แต่บุตรสาวยังปิดบังเกรงว่าสถานะของคนผู้นั้นคงสูงส่งไม่น้อยกระมัง
เมื่อคิดดังนั้นแล้วฮูหยินจึงได้แต่ปล่อยผ่านไป ไม่คิดสืบสาวเรื่องราวให้กระจ่างแจ้ง นิสัยของบุตรสาวของตัวเองนั้นหากว่าเป็นคนที่นางสามารถข่มเหงได้ ไยนางจะทนเก็บความคับแค้นใจไว้เล่า ไม่มีทาง!
เฉินจิ้งเสียนอยู่พูดคุยกับเป่าหลิงครู่ใหญ่แล้วจึงขอตัวกลับไป เขาไม่อยู่นานเกินไป ไม่งั้นจะทำให้เป่าหลิงรู้สึกว่าเขามาเยี่ยมเยือนนางเพราะมีจุดประสงค์คิดจะตีสนิทด้วย หากว่าเขาเข้าเยี่ยมเพียงชั่วครู่ชั่วยามอย่างเหมาะสม นางย่อมไม่เกิดความรู้สึกต่อต้านใดๆ กับเขา
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เฉินจิ้งเสียนก็จะแวะไปเยี่ยมเยียนเป่าหลิงบ่อยๆ ใช้เวลาแต่ละครั้งในการเข้าเยี่ยมไม่นานเกินไป เป่าหลิงค่อยๆ คุ้นเคยกับการที่เฉินจิ้งเสียนมาเยี่ยมเยียนจึงค่อยๆ มองเขาเป็นสหายของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว ฮูหยินของผู้อาวุโสรองเห็นว่าบุตรสาวมีสหายเพิ่มขึ้นก็ยินดี อีกทั้งทั้ง 2 คนก็คบหาอยู่ในสายตาของนาง ไม่เคยพบปะกันตามลำพังแต่อย่างใด ทุกครั้งที่พบกันล้วนมีสาวใช้หลายคนอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นฮูหยินจึงวางใจว่าจะไม่เกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นมา
เฉินจิ้งเสียนรู้ว่าตัวเองหน้าตาหล่อเหลาสู้บุรุษอื่นไม่ได้ เขาจึงพยายามสรรหาวิธีดูแลผิวพรรณเฉกเช่นสตรีมาดูแลผิวพรรณตัวเอง ทำให้ผิวของเขาขาวนุ่มคล้ายผิวสตรี อีกทั้งรูปร่างเขาก็ไม่อ้วน ทำให้มองโดยรวมแล้วนับว่าเป็นบุรุษที่ดูดีคนหนึ่ง และสหายที่เขาคบหา เขาย่อมเลือกคบหากับคนที่หน้าตารูปร่างด้อยกว่าตัวเอง เพื่อที่ตัวเขาจะได้ดูดีในหมู่คนอื่น เปรียบเหมือนเดือนถูกล้อมด้วยดาวอย่างไรอย่างนั้น แต่หากนำเขาไปเทียบกับบุรุษหน้าตาหล่อเหลา เขาก็กลายเป็นหน้าตาสามัญขึ้นมาทันที ต่อให้มีรูปร่างผอมเพรียวก็ไม่อาจช่วยยกระดับให้สามารถไปแข่งขันกับบุรุษหน้าตาหล่อเหลาได้เลย
วันเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของเฉินจิ้งเสียนกับเป่าหลิงก็สนิทสนมกันจนถึงขั้นที่ทั้งสองออกไปเดินเที่ยวด้วยกันแล้ว เฉินจิ้งเสียนพาเป่าหลิงไปกินอาหารดื่มน้ำชาที่ร้านอาหาร มีสาวใช้ติดตามไปจำนวนหนึ่ง เฉินจิ้งเสียนก็ใช้วิธีเดียวกันกับที่เคยใช้หลอกล่ออาจารย์ตัวเอง ค่อยๆ มองเป่าหลิงด้วยสายตาสเน่หา ทั้งยังหาโอกาสจับไม้จับมือนางบ่อยๆ คล้ายไม่ได้ตั้งใจ เป่าหลิงเป็นสตรีเอาแต่ใจ ถูกบุรุษคอยเอาอกเอาใจย่อมชมชอบไม่น้อย
ระหว่างที่เฉินจิ้งเสียนตามเกี้ยวพาเป่าหลิง เขาก็ยังคงเริงรมย์กับอาจารย์ตัวเองทุกวัน ทั้งยังแอบเอาโอสถไร้บุตรให้นางกิน ป้องกันนางไม่ให้ตั้งครรภ์มีบุตรได้ หากอาจารย์ตั้งครรภ์ขึ้นมา เขาต้องเร่งรีบแต่งงานกับนางน่ะซิ!
ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเขากับเป่าหลิงพัฒนาไปไม่น้อยแล้ว จะให้อาจารย์มาขวางทางรักของเขาไม่ได้!
เฉินรุ่ยฟางกินโอสถไร้บุตรเข้าไปโดยไม่รู้ตัว นางยังคงใช้ชีวิตไปตามปกติเรื่อยมา อีกทั้งนางยังมุ่งเน้นไปที่การฝึกหลอมโอสถเพื่อยกระดับฐานะของตัวเอง ข่าวคราวภายนอกนางล้วนไม่รับรู้ วันๆ นางใช้ชีวิตอยู่ที่เรือน ไปซื้อสมุนไพรมาฝึกหลอมโอสถ และถูกลูกศิษย์ร่วมอภิรมย์เสพสมทุกวัน นางใช้ชีวิตเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ครั้นนางถามเฉินจิ้งเสียนเรื่องแต่งงาน เฉินจิ้งเสียนก็บ่ายเบี่ยงว่าตัวเขาฐานะยังต่ำต้อยเป็นเพียงศิษย์ขั้นต้นของสำนักเท่านั้น เขาอยากยกระดับฐานะตัวเองก่อนให้เท่าเทียมกับนาง และเมื่อไหร่ที่ฐานะของเขาเท่าเทียมกับนางแล้วเขาจะแต่งนางเข้าบ้านแน่นอน!
เฉินรุ่ยฟางได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ได้คิดเลยว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้างหาทางบ่ายเบี่ยง คิดว่าเขาคงอับอายที่จะแต่งงานกับนางในตอนที่ฐานะของเขาต่ำต้อยกว่านาง นางพอจะเข้าใจศักดิ์ศรีของบุรุษ นางจึงไม่ได้เร่งรัดเขาอีก
เฉินจิ้งเสียนคิดหาวิธีรวบหัวรวบหางเป่าหลิง เขาจึงวางแผนพาเป่าหลิงไปกินอาหารที่ร้านอาหาร เขาจองห้องส่วนตัวเอาไว้ แล้วชักชวนให้นางดื่มเหล้า เป่าหลิงก็ดื่มกับเขาอย่างวางใจ เพราะคิดว่าสาวใช้ของตัวเองก็อยู่ข้างนอกย่อมไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่นอน แต่นางไม่รู้เลยว่าเฉินจิ้งเสียนจะวางเล่ห์กลไว้ที่เหล้า ซึ่งเหล้าที่นางดื่มเป็นเหล้าที่หมักจากผลไม้ รสชาติหอมหวานดื่มง่าย สตรีล้วนนิยมดื่ม แต่ว่าเหล้านี้กลับมีฤทธิ์แรงไม่น้อยเลย นางเพิ่งดื่มไปเพียง 1 จอก ก็ถูกเฉินจิ้งเสียนห้ามไว้ “เจ้าดื่มจอกเดียวก็พอแล้ว เหล้านี้ฤทธิ์แรงไม่น้อย หากดื่มมากกว่านี้เจ้าจะเมาได้นะ”
เป่าหลิงติดใจรสชาติหอมหวานจึงแย่งกาเหล้ามารินใส่จอกเอง “ข้าดื่มอีกจอกน่าจะไม่เมาหรอก”
“ได้ๆ แค่อีกจอกเดียวเท่านั้นนะ ห้ามดื่มมากกว่านี้” เฉินจิ้งเสียนแกล้งห้ามปราม เป่าหลิงพยักหน้า “อื้ม”
นางยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม รสหวานและหอมอวลอยู่ในปาก นางจึงดื่มเหล้าจอกนั้นจนหมด ใบหน้านางแดงเรื่อ “อร่อยนัก”
นางหยิบกาเหล้าจะริน เฉินจิ้งเสียนก็แตะมือนางห้ามไว้ “พอแล้วๆ เจ้าดื่มมากกว่านี้คงเมาแน่นอน”
“เมาก็เมาซิ อย่างมากข้าเมา สาวใช้ของข้าก็แบกข้ากลับบ้าน เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่ให้เจ้าแบกหรอก” เป่าหลิงบอกอย่างเอาแต่ใจ เฉินจิ้งเสียนจึงได้แต่แกล้งเตือนอย่างจนใจ “พอเถอะ เจ้าดื่มอีกก็จะเมาแล้วนะ”
“เถอะน่า ข้าอยากดื่ม เจ้าอย่าห้ามข้าเลย” เป่าหลิงผลักมือเขาออก แล้วรินเหล้าใส่จอก นางยกเหล้าขึ้นดื่มอย่างถูกอกถูกใจ เฉินจิ้งเสียนแกล้งมองอย่างเป็นห่วงเป็นใย “เจ้าดื่มมากไปแล้ว”
จวบจนเป่าหลิงดื่มเหล้าหมดจอกที่ 3 นางก็วางจอกลง เอ่ยว่า “เจ้านั่งนิ่งๆ ซิ เจ้าจะโยกตัวไปมาทำไม ข้าเห็นแล้วตาลาย”
“เจ้าเมาแล้ว” เฉินจิ้งเสียนแกล้งบอกอย่างจนใจ “มาๆ ข้าส่งเจ้ากลับบ้าน”
“อือ” เป่าหลิงพยักหน้ารับ เฉินจิ้งเสียนลุกไปประคองนาง เป่าหลิงลุกขึ้น นางยืนโซเซตัวโอนไปเอนมา “หึๆ ข้าเห็นพื้นหมุนได้ด้วย”
“เจ้าเมาแล้วน่ะซิ” เฉินจิ้งเสียนบอกพลางยกยิ้มตรงมุมปาก หึ! 3 จอกก็เมาเสียแล้ว ช่างง่ายเหลือเกิน!
เป่าหลิงยืนโซเซพิงเขาแล้วฟุบหลับไป เฉินจิ้งเสียนจึงประคองนางไปนอนบนตั่งยาว เขาวางนางลงนอนแล้วถอดกระโปรงกับกางเกงของนางออกไป สายตามองดูเนินโหนกนูนอวบอิ่มนั้นอย่างมาดหมาย เขาจัดแจงฉีกทึ้งกางเกงตัวเองออกจนขาดแคว๊กๆ โยนกางเกงทิ้งไปทางหนึ่งแล้วจับขานางแยกออก เขาขยับเข้าประชิด กดองคชาติเข้ารูอ่อนนุ่ม เป่าหลิงแม้จะหลับแต่ก็รู้สึกเจ็บ นางจึงดิ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวส่งเสียงร้อง “อื้อ!”
เฉินจิ้งเสียนรีบใช้มือปิดปากนางเอาไว้ พลางใช้ลำตัวกดทับนางไม่ให้ดิ้นหนี อีกมือก็จับองคชาติดันทะลวงรูเล็กคับแน่นเข้าไป เป่าหลิงดิ้นๆ พลางส่งเสียงร้องทั้งๆ ที่กำลังเมาหลับ แต่เสียงของนางไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้ มีเพียงเสียงอือๆ ดังออกมาแผ่วเบายิ่ง
เฉินจิ้งเสียนดันองคชาติทะลวงรูจนเยื่อพรหมจรรย์ของนางฉีกขาด ปึด!
เขาดันองคชาติเข้าไปจนสุดลำแล้วขยับเอวกระทุ้งกระแทกเร็วๆ อย่างเร่งรีบ เพราะหากเขามัวชักช้าสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างนอกอาจจะเข้ามาตอนไหนก็ได้ เขาต้องรีบทำเวลา เขากระทุ้งกระแทกอยู่สักพักก็สุขสมจนหลั่งธารน้ำออกมา “โอ…”
จากนั้นเขาก็พลิกตัวลงไปพลางพลิกร่างนางขึ้นบน สลับที่กัน โดยที่เขาไม่ได้ถอนองคชาติออกจากรูอ่อนนุ่มเลย
เมื่อสลับที่กันแล้ว เขาจึงเอาเชือกออกมา 3 เส้น จัดแจงมัดขาตัวเองทั้งสองข้างขึงพืดกับตั่งยาว แล้วนอนลงไปพลางจัดท่าทางนางให้นอนซบอยู่บนอกตัวเอง เขาเอาผ้าเช็ดหน้าของนางยัดใส่ปากตัวเองแล้วเอาเชือกอีกเส้นมัดกับตั่งอีกด้านแล้วมัดมือตัวเองทั้งสองข้างเอาไว้ เหลือแค่รอให้สาวใช้เข้ามาเห็นเท่านั้น หึๆๆๆ…
เขาดิ้นรนให้เชือกบาดข้อมือข้อเท้าจนเลือดไหลอาบออกมาอย่างใจเหี้ยมยิ่งนัก
สาวใช้รออยู่ด้านนอก พวกนางไม่ได้ยินเสียงพูดคุยอะไรดังออกมาจากข้างในนานแล้ว พวกนางจึงสงสัยใคร่รู้ “หือ?”
“ไยในห้องจึงเงียบนักเล่า?” สาวใช้คนหนึ่งสงสัย สาวใช้อีกคนจึงเอ่ยสนับสนุนว่า “นั่นซิ”
พวกนางจึงขยับไปแนบหูฟังเสียงที่ประตู แต่ฟังอยู่นานก็ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยอะไรเลย นอกจากเสียงอือๆ ที่ดังออกมาแผ่วเบา ทำให้พวกนางสงสัยยิ่งนัก “หือ? เสียงอะไร?”
“นั่นซิ” อีกคนก็พยักหน้าสนับสนุน พวกนางมองตากัน เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า มองกันไปมองกันมาไม่เกิดประโยชน์อะไร พวกนางจึงตัดสินใจ “เข้าไปดูกันเถอะ”
“อืมๆ” อีกคนพยักหน้าสนับสนุน สาวใช้คนหนึ่งจึงร้องเรียก “คุณหนูเจ้าคะ”
ภายในห้องไม่มีเสียงตอบกลับมา นอกจากเสียงอือๆ แผ่วเบานั่น พวกนางจึงส่งเสียงเรียกอีกครั้ง “คุณหนูเจ้าคะ”
ภายในห้องก็ยังไม่มีเสียงตอบออกมา มีเพียงเสียงอือๆ พวกนางมองตากันแล้วพยักหน้าสนับสนุนซึ่งกันและกัน จากนั้นก็เปิดประตูเดินเข้าไป หน้าประตูมีฉากบังลมวางอยู่ ทำให้พวกนางยังมองไม่เห็นสิ่งใดภายในห้อง พวกนางจึงเดินอ้อมฉากบังลมเข้าไป ครั้นมองไปเห็นคุณหนูนอนซบอยู่บนตัวเฉินจิ้งเสียน ทั้งยังเปลือยท่อนล่างคร่อมทับกันอยู่ พวกนางจึงตกใจจนหวีดร้อง “อ้า! คุณหนู!”
เฉินจิ้งเสียนทำหน้าตาตื่นตระหนก ราวกับตัวเองเป็นผู้ถูกข่มเหงย่ำยี แขนขาดิ้นรนยึกยักๆ ราวกับจะให้หลุดพ้นจากพันธนาการ เขาดิ้นจนเชือกยิ่งบาดข้อมือข้อเท้า ส่งเสียงอื้อๆ สีหน้าอับอายจนไม่อาจจะสู้หน้าผู้ใดได้อีก “อื้อ! อื้อ!…”
สาวใช้ตกใจอยู่นาน กว่าจะตั้งสติได้ พวกนางจึงพุ่งเข้าไปดึงคุณหนูของตัวเองออกมา “คุณหนูเจ้าขา!”
แต่เป่าหลิงเมาหลับอีกทั้งยังรู้สึกร้อนยิ่งนัก นางจึงกอดรัดสิ่งที่เย็นๆ เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมือ ทั้งยังส่งเสียงอืออาอย่างขัดอกขัดใจ “ฮื้อ!”
“คุณหนูเจ้าขา ปล่อยมือซิเจ้าคะ” สาวใช้ออกแรงแกะคุณหนูอยู่นานก็ยังแกะไม่ออก พวกนางจึงมองหน้ากันเอง ปรึกษาหารือกันอย่างร้อนรน “จะทำอย่างไรดี?”
พวกนางดูแลคุณหนูไม่ดี หากฮูหยินรู้เรื่อง พวกนางคงถูกโบยจนตายแน่แท้!
ขณะที่พวกนางยังไม่ทันแยกคุณหนูออกมา พลัน! ก็มีคนเปิดประตูห้องเดินเข้ามา “หลิงเอ๋อร์”
สาวใช้หันไปมองแล้วตกใจจนหัวใจกระดอนออกมานอกอกแล้ว “นายท่าน!”
ผู้อาวุโสรองมองไป เห็นสาวใช้ตกใจก็เลิกคิ้วขึ้น เขามองเลยพวกนางไป เห็นบุตรสาวตัวเองนอนคร่อมอยู่บนตัวบุรุษผู้หนึ่ง อีกทั้งท่อนล่างของทั้งสองคนยังเปลือยเปล่า ท่าทางแบบนั้นทำเขารู้สึกเลือดพุ่งกระฉูดขึ้นศีรษะอย่างรุนแรงยิ่ง!
“จะ…จะ…เจ้า…!!!” เขาเอ่ยตะกุกตะกัก ตกใจเสียยิ่งกว่าถูกฟ้าผ่าเสียอีก
“อื้อ! อื้อ!…” เฉินจิ้งเสียนยิ่งดิ้นจนเชือกบาดข้อมือข้อเท้า สีหน้าอับอายปนคับแค้นใจที่ถูกข่มเหงย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี!
ผู้อาวุโสรองพยายามตั้งสติสตังกลับมา เขาก้าวไปดึงตัวบุตรสาวออกมา “หลิงเอ๋อร์!”
“ฮื้อ!” เป่าหลิงส่งเสียงขัดอกขัดใจ กอดรัดคนที่อยู่ใต้ร่างตัวเองแน่นยิ่งขึ้น ผู้อาวุโสรองพยายามดึงบุตรสาวตัวเองออกมา เขาออกแรงจนกระทั่งดึงนางออกมาได้ เป่าหลิงส่งเสียงคำหนึ่ง “อื้อ!”
ตอนที่ดึงบุตรสาวหลุดออกมา ผู้อาวุโสรองย่อมเห็นว่าของสงวนของบุตรสาวตัวเองอมองคชาติของบุรุษผู้นั้นเอาไว้ เมื่อหลุดออกจากกันแล้วคราบเลือดปนคราบคาวโลกีย์ก็ไหลลงมาตามง่ามขา องคชาติของบุรุษผู้นั้นก็เปื้อนคราบเลือดคราบคาวโลกีย์ คอพับคออ่อนอยู่กลางกาย
เป็นภาพที่ทำให้ผู้อาวุโสรองหน้าแดงเหมือนสีตับหมูแล้ว หากว่าบุตรสาวของเขาถูกข่มเหงย่ำยี เขาย่อมอยากฆ่าบุรุษผู้นี้ให้ตกตายเสียเลย!
แต่ว่าบุรุษผู้นี้กลับถูกมัดขึงพืดเอาไว้ ถูกบุตรสาวของเขาขึ้นคร่อม นี่! ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว!
เขาส่งบุตรสาวตัวเองให้สาวใช้ทั้งสองคนที่พากันทรุดลงไปหมอบอยู่กับพื้นตั้งนานแล้ว “พวกเจ้ายังไม่รีบรับตัวคุณหนูไปอีก!”
“อ่า…” สาวใช้สะดุ้งโหยง รีบขยับมารับตัวคุณหนูของพวกนางไป ทั้งยังหยิบกางเกงกับกระโปรงมาสวมให้คุณหนูตัวเองอย่างเงอะงะทำอะไรไม่ถูก
ผู้อาวุโสรองหันไปมองบุรุษผู้นั้น เขาก้าวไปชิดตั่ง ยื่นมือไปดึงผ้าที่อุดปากออก
“ผู้อาวุโส ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าน้อยนะขอรับ ฮือๆๆๆ…” เฉินจิ้งเสียนร้องไห้น้ำตาไหลริน ท่าทางเหมือนอัปยศอดสูจนอยากตายเลยทีเดียว “ฮือๆๆ…ผู้อาวุโส แม่นาง…แม่นาง…ฮือๆๆๆ…”
เขาแกล้งร้องไห้ฟ้องอย่างพูดไม่ออก ผู้อาวุโสรองกำลังจะเอ่ยก็ได้ยินเสียงพูดคุยว่า “โอ…นี่มัน…”
“ไอหยา!”
เขาหันไปมอง จึงเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งชะเง้อมองข้ามฉากบังลมเข้ามา บางคนก็เกาะฉากบังลมมองดูอย่างอยากรู้อยากเห็น ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว เรื่องฉาวโฉ่ของบุตรสาวตัวเองถูกคนอื่นรู้เห็นหมดสิ้นแล้ว! บัดซบ!
ครั้นคนเหล่านั้นเห็นผู้อาวุโสรองหันไปมอง พวกเขาก็รีบหดหัวเผ่นหนีไปทันที พวกเขาหนีไปไวยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก เพราะกลัวว่าหากหนีช้าเกินไปอาจถูกฆ่าปิดปากก็ได้!
ผู้อาวุโสรองจึงได้แต่แก้มัดบุรุษผู้นั้นพลางสั่งน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “ตามข้าไปคุยกันที่บ้าน”
“ฮือๆ ขอรับ ฮือๆๆ…” เฉินจิ้งเสียนรับคำพลางร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่ เขาทำท่าทางเหมือนคนที่ถูกข่มเหงย่ำยีจนอยากตาย ไม่อยากสู้หน้าผู้คนอีกแล้วออกมา “ฮือๆๆ…”
ผู้อาวุโสรองกำลังจะก้าวเดินไป เขาพลันชะงักกึก!
มองดูอาหารบนโต๊ะแล้วจึงเดินเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งยังตรวจดูข้าวของในห้องอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม เขาไม่พบกำยานปลุกกำหนัด หรือโอสถอะไรที่จะกระตุ้นให้คนเสียสติได้เลย เขาเจอแต่เหล้ากับอาหารที่ปกติธรรมดายิ่งนัก เขาคิดๆ แล้วจึงก้าวไปตรวจชีพจรบุตรสาว เขาตรวจอยู่ครู่หนึ่งก็ดึงมือกลับ เขาไม่พบสิ่งผิดปกติเลย บุตรสาวของเขาเมาเหล้าอย่างแท้จริง!
เฉินจิ้งเสียนสวมอาภรณ์แล้วยิ้มกริ่มอยู่ในใจ แผนการของเขาสำเร็จอย่างงดงาม เขาเลือกจองห้องในร้านอาหารเดียวกันกับที่ผู้อาวุโสรองกับสหายชอบนัดมาดื่มกินกัน เมื่อผู้อาวุโสรองรู้ว่าบุตรสาวของตัวเองมาดื่มกินอยู่ร้านเดียวกันกับเขา เขาย่อมมาพาลูกสาวกลับบ้านไปพร้อมกันแน่นอน ดังนั้นเฉินจิ้งเสียนจึงพาเป่าหลิงมาในเวลาที่ผู้อาวุโสรองใกล้จะกลับบ้าน ให้เป่าหลิงดื่มเหล้าจนเมาแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนการที่เขาวางไว้อย่างไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เลย สำเร็จอย่างงดงามยิ่งนัก! ฮ่าๆๆ…
ผู้อาวุโสรองมองดูข้อมือข้อเท้าของเฉินจิ้งเสียน เห็นรอยบาดลึกจนเลือดไหลอาบข้อมือข้อเท้า เขาจึงรู้ว่านั่นเป็นร่องรอยที่คนๆ นั้นดิ้นรนอย่างไม่ยินยอมสุดชีวิตอย่างแท้จริง เขาจึงเชื่อว่าบุรุษผู้นั้นถูกบุตรสาวของเขาข่มเหงย่ำยีจริงๆ สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายก็ดูแล้วเหมือนถูกกระทำย่ำยีจนไม่เหมือนว่าเสแสร้งแกล้งทำเลย เรื่องนี้เป็นบุตรสาวของเขาที่เป็นฝ่ายผิด ดังนั้นเขาจึงไม่อาจฆ่าแกงบุรุษผู้นั้นได้ เช่นนั้นจะจัดการอย่างไรดี? อืม?
เขาคิดๆ พลางเดินนำออกไป สาวใช้ก็ช่วยกันแบกคุณหนูตามไป เฉินจิ้งเสียนเดินกะโผกกะเผลกกุมข้อมือเดินตามหลังผู้อาวุโสรองไป เขาทำสีหน้ากล้ำกลืนฝืนทน ดูน่าอดสูยิ่งนัก
ผู้คนมองดูแล้วแอบซุบซิบคุยกันเสียงเบา “นั่นๆ เจ้าดูชายผู้นั้นซิ”
“ไอหยาๆ เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ?”
ผู้อาวุโสรองเร่งฝีเท้าเดินไปราวกับกำลังหนีผีร้ายอย่างไรอย่างนั้น เขาอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะมุดรูหนีแล้ว หากว่าบุตรสาวของตัวเองถูกคนข่มเหงย่ำยียังทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าน้อยกว่านี้มากนัก แต่นี่…บุตรสาวของเขากลับกลายเป็นฝ่ายผูกมัดบุรุษผู้หนึ่งแล้วข่มเหงย่ำยีบุรุษผู้นั้นเสียเอง ทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าเสียเหลือเกินที่สั่งสอนบุตรสาวไม่ดีจนนางกลายเป็นสตรีก๋ากั่นใจกล้าไร้ยางอายเช่นนี้ไปได้!
เมื่อกลับถึงเรือน พ่อบ้านก็รีบออกไปต้อนรับ “นายท่าน”
ผู้อาวุโสรองรองยืนอยู่ตรงทางเดินพลางสั่งว่า “ให้คนมาทำแผลให้เขาที”
“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำสั่งแล้วมองดูเฉินจิ้งเสียน เขาไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่านายท่านคงไปพบบุรุษผู้นี้บาดเจ็บจึงพากลับมารักษากระมัง อีกทั้งเฉินจิ้งเสียนผู้นี้ก็เป็นสหายของคุณหนู ดังนั้นเขาจึงรีบให้บ่าวรับใช้ไปทำแผลตามคำสั่งเจ้านาย
ผู้อาวุโสรองมองไปข้างหลัง สั่งสาวใช้ว่า “ส่งคุณหนูกลับเรือนไป แล้วพวกเจ้ารีบกลับมา ข้าจะไต่สวนทวนความพวกเจ้า”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำสั่งอย่างอกสั่นขวัญแขวนแล้ว พวกนางรีบส่งคุณหนูกลับเรือนไปแล้วรีบกลับไปที่ห้องโถงทันที ไม่กล้าชักช้าแม้แต่อึดใจเดียว
ผู้อาวุโสรองเดินไปนั่งที่เก้าอี้ประธานในห้องโถง มองดูบ่าวรับใช้ทำแผลให้เฉินจิ้งเสียน เฉินจิ้งเสียนในยามนี้ไม่ร้องไห้แล้ว เขาทำสีหน้ากล้ำกลืนเอาไว้ ทำเหมือนว่าตัวเองได้รับความอัปยศอดสูออกมา
ฮูหยินได้ยินว่าสามีกลับมาพร้อมเฉินจิ้งเสียนที่ได้รับบาดเจ็บจึงออกมาดู นางยังไม่ทันอ้าปากถามก็ถูกสามีขัดขึ้นเสียก่อนว่า “เจ้าตามข้ามา”
“เอ่อ…เจ้าค่ะ” ฮูหยินรับคำแล้วเดินตามสามีเข้าไปด้านใน
เมื่ออยู่ตามลำพังสองคน ผู้อาวุโสรองจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ภรรยาฟัง “คือว่า……….”
ฮูหยินรองฟังแล้วตกอกตกใจนัก นางเชื่อไม่ลงเลยว่าบุตรสาวของนางจะทำตัวไร้ยางอายถึงเพียงนั้น!
แต่เมื่อมองใบหน้าของสามีที่จริงจังจนไม่รู้จะจริงจังไปมากกว่านี้ได้อย่างไรแล้วนางจึงจำใจต้องเชื่อว่าบุตรสาวตัวเองทำเช่นนั้นจริงๆ อีกทั้งคนที่ไปเห็นเหตุการณ์ยังเป็นสามีของนาง เป็นบิดาของบุตรสาว เขาย่อมไม่นำเรื่องอย่างนี้มาใส่ร้ายบุตรสาวตัวเองแน่ๆ
นางฟังแล้วแทบจะเป็นลมล้มพับไป คลื่นลมในอกตีขึ้นมาจนนางวิงเวียนนั่งตัวตรงไม่อยู่ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้สีหน้าอีหลักอีเหลื่อ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายทีแล้วเอ่ยถามสามีเสียงเบาหวิวว่า “ท่านพี่จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“จะทำอย่างไร! ข้าจะทำอะไรได้อีก ลูกสาวตัวดีนั่นก่อเรื่องถึงขนาดนี้ คนเห็นกันทั่ว ข้าอายเสียจนไม่มีหน้าไปสู้หน้าใครแล้ว ทั้งข้าทั้งเจ้าล้วนสั่งสอนนางจนนางกลายเป็นตัวอะไรไปแล้ว! หน้าด้าน! คำนี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ นางช่างไร้ยางอายนัก! ข้าไม่มีหน้าไปพบบรรพชนแล้วจริงๆ” ผู้อาวุโสรองด่าอย่างเหลืออด เขาไม่โทษภรรยาเพียงคนเดียว ตัวเขายังรับผิดร่วมกับนาง ข้อนี้ทำให้ฮูหยินรู้สึกซาบซึ้งใจที่สามีไม่ได้โทษนางคนเดียว หากเป็นบุรุษคนอื่นเกรงว่าคงโทษนางฝ่ายเดียวแน่แท้!
แต่เรื่องนี้ช่างมันก่อนเถอะ เรื่องของหลิงเอ๋อร์ต้องจัดการก่อน!
“ท่านพี่เจ้าคะ แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ? จะปล่อยให้หลิงเอ๋อร์ชื่อเสียงเสื่อมเสียแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ?” นางถามอย่างร้อนใจ ผู้อาวุโสรองจึงบอกว่า “เรื่องนี้มีทางแก้ไขทางเดียวแล้ว”
“ทางไหนเจ้าคะ?” ฮูหยินถามอย่างร้อนใจ ผู้อาวุโสรองจึงตอบ “เกลี้ยกล่อมให้เจ้าหนุ่มนั่นแต่งงานกับหลิงเอ๋อร์เสีย ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี จะได้ใช้เรื่องมงคลปิดปากคนพวกนั้นซะ”
Comments for chapter "8 (18+)ถูกขึงพืด"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com