บทที่ 136 ข้ากล่าวหาผิดคนหรือเปล่านะ
บทที่ 136 ข้ากล่าวหาผิดคนหรือเปล่านะ
มีผู้คนมากมายอยู่ที่จัตุรัสกลางของสาขาหลอมโอสถ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เฉินเฟยและโจวเสี่ยวหยาที่กำลังหลอมโอสถอยู่ เพราะทั้งสองนางต่างก็งดงามยิ่ง พวกนางให้ความรู้สึกรื่นรมย์ที่แปลกใหม่กับเหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นสมุนไพรนานาชนิดเคลื่อนไหวไปมาในมือของพวกนาง สมุนไพรเหล่านั้นขับให้ความงดงามของทั้งสองยิ่งเปล่งประกาย
การทดสอบหลอมโอสถลมหายใจเมฆาใกล้จะสิ้นสุด โจวเสี่ยวหยาและเฉินเฟยต่างก็คุ้นชินกับขั้นตอนการหลอมโอสถชนิดนี้เป็นอย่างดีตั้งแต่ก่อนสอบ ในขณะนั้น พวกนางเคลื่อนไหวประหนึ่งสายน้ำไหล ต่อเนื่องกันไปอย่างไม่รู้จบ พวกนางรีบใส่สมุนไพรลงไปในหม้อหลอมโอสถตามสูตร เมื่อเปลวไฟลุกโชติช่วงขึ้นบนหม้อ หลอมโอสถพวกนางจึงเริ่มเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการสอบ
“พวกนางมาถึงขั้นตอนการขึ้นรูปโอสถแล้ว! เฉินเฟยเป็นศิษย์รุ่นพี่ที่ร่ำเรียน วิชาหลอมโอสถมาเป็นเวลาหลายปี ทักษะของนางช่างไร้ที่ติ! การได้ดูนางหลอมโอสถนั้นราวกับได้ดูการสร้างงานศิลปะชิ้นเอก!”
“ช่างเกินคาดจริงๆ โจวเสี่ยวหยาแต่ก่อนก็ดูเหมือนเป็นศิษย์ธรรมดาๆ ของสาขาหลอมโอสถแต่ทักษะของนางไล่เลี่ยกันกับเฉินเฟยเลย!”
“ขั้นตอนการหลอมโอสถมีมากมายนัก พวกนางจะทำพลาดไม่ได้แม้แต่ขั้นเดียว มิเช่นนั้นความผิดพลาดจะมาเห็นกันในช่วงการขึ้นรูปโอสถ จะทำให้ขึ้นรูปไม่สำเร็จ!”
เสียงการถกเถียงกันนี้ค่อยๆ สะท้อนเข้ามาจากทุกทิศทาง โจวเสี่ยวหยาเหงื่อแตกพลั่กจากหน้าผากและถึงกับหอบหายใจ อย่างไรก็ตาม นางกัดฟันอดทน เมื่อนางมองไปทางเฉินเฟยนั้นความโกรธเกรี้ยวฉายวับอยู่บนนัยน์ตาของนาง
เฉินเฟยมองเห็นสายตาของโจวเสี่ยวหยา แต่นางไม่ใส่ใจ สำหรับนางแล้วนางไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะว่าสูตรโอสถนี้ไม่ใช่สูตรที่โจวเสี่ยวหยาคิดขึ้นมาเอง จึงอาจบอกได้ว่าเป็นความผิดของนางเองประกอบกับความอ่อนต่อโลกของโจวเสี่ยวหยา ที่ส่งสูตรโอสถนี้มาให้นางกับมือ
เจ้าควรจะโทษตัวเองที่ไม่ดูแลสูตรโอสถให้ดี ไม่ใช่ความผิดของข้า!
เฉินเฟยมีรอยยิ้มบางๆ อยู่บนใบหน้า แววตาของนางมุ่งมั่น นางเมินโจวเสี่ยวหยาและตั้งสมาธิกับการหลอมโอสถลมหายใจเมฆา
ราวกับว่าสามารถรับรู้ถึงความคิดของเฉินเฟยได้ โจวเสี่ยวหยารู้สึกรังเกียจขึ้นมาสุดหัวใจ อย่างไรก็ตามนางไม่สามารถจะเสียสมาธิได้เลย นางสูดลมหายใจเข้าลึก พลางจับจ้องไปยังหม้อหลอมโอสถ เวลาผ่านไป ถึงเวลาที่พวกนางทั้งสองจะต้อง เปิดหม้อโอสถของตน
แม้กระทั่งเจ้าสำนักและผู้อาวุโสแห่งตำหนักหลอมโอสถยังจ้องมองอย่างไม่วางตา ในวินาทีนั้น โจวเสี่ยวหยาชะงักไปชั่วครู่ นางชูมือขวาขึ้นเปิดหม้อโอสถขึ้นก่อนเวลา ผู้ชมต่างก็ตกตะลึง โจวเสี่ยวหยาโยนบางสิ่งลงไปในหม้อโอสถอย่างรวดเร็วด้วย มือขวา
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ชมพากันตกใจเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฉินเฟย แต่นางไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้ ขณะที่ไฟที่อยู่ใต้หม้อโอสถทั้งสองดับมอดลง เมื่อเขย่า หม้อโอสถ กลิ่นหอมของสมุนไพรก็แพร่กระจายไปทั่วจากรูระบายอากาศบนตัวหม้อ
เมื่อมองไปที่ตัวหม้อหลอมโอสถ กลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจนปกคลุมทั้งห้องและหม้อสองใบไปเสียสิ้น กลิ่นหอมสมุนไพรยิ่งรุนแรงขึ้นอีก ทุกคนที่ได้กลิ่นต่างก็หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน
“โอสถนี้ทำให้ร่างกายข้าดูดกลืนปราณวิญญาณได้! ข้าไม่ได้ใช้วิชาการฝึกตนโบราณด้วยซ้ำ แต่ร่างกายของข้ากลับดูดกลืนเอาปราณวิญญาณเข้าไปโดยอัตโนมัติ!”
“สวรรค์ โอสถลมหายใจเมฆานี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง! เส้นปราณทั้งหมดในกายข้าสั่นไหวไปหมด มีปราณวิญญาณจำนวนมากกำลังเข้าสู่ร่างกายข้าและหลอมรวมเข้ากับ เส้นปราณของข้าด้วย!”
ขณะที่ฝูงชนพากันโหวกเหวกอย่างโกลาหลนั้น โจวเสี่ยวหยาและเฉินเฟยก็กด ฝาของหม้อหลอมโอสถของพวกนางแทบจะพร้อมๆ กัน หม้อหลอมโอสถทั้งสอง เปิดขึ้นในทันที กลิ่นที่หอมฟุ้งนั้นกระจายออกไปไกลขึ้นอีก ในหม้อหลอมโอสถมีโอสถที่เสร็จสมบูรณ์แล้วนอนก้นอยู่
“พวกเจ้าทั้งคู่ ถอยออกมา!” รองเจ้าสำนักเกาเฉวียนพูดอย่างเนิบๆ พลางก้าวอาดๆ ไปหยิบโอสถทั้งสองขึ้นมาด้วยตนเอง ประคองเอาไว้ในมือทั้งสอง เมื่อเทียบกับโอสถลมหายใจเมฆาของเฉินเฟยที่มีสีแดงสด โอสถของโจวเสี่ยวหยามีจุดสีดำปรากฎอยู่ประปราย หากตัดสินจากรูปลักษณ์แล้ว โอสถของโจวเสี่ยวหยาด้อยกว่าอย่างชัดเจน
เมื่อมองเห็นโอสถของนางเทียบกับโอสถของเฉินเฟย โจวเสี่ยวหยาก็มีสีหน้ายุ่งยากใจ ในขณะที่ฝ่ายเฉินเฟยมีรอยยิ้มเหยียดหยามฉาบอยู่บนใบหน้า
ท่าทางของเกาเฉวียนนั้นเรียบเฉย เมื่อถือโอสถทั้งสองอยู่ในมือ เขาปล่อยปราณวิญญาณของตนเข้าไปในโอสถทั้งสองราวกับว่ากำลังคลำหาอะไรบางอย่าง ฉับพลัน เขาถอนเอาปราณวิญญาณออกมา เขาหันไปทางเจ้าสำนักและผู้อาวุโสตำหนัก หลอมโอสถและโค้งคำนับพร้อมยกมือคารวะ โดยเมินศิษย์สตรีทั้งสองอย่างสิ้นเชิง
“เจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยได้ทำการตรวจสอบโอสถเบื้องต้นแล้ว โอสถของเฉินเฟยมีความบริสุทธิ์อยู่ที่ร้อยละห้าสิบ ในขณะที่โอสถของโจวเสี่ยวหยามีความบริสุทธิ์อยู่ที่ร้อยละสามสิบ เจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโส โปรดได้ทำการตรวจสอบรอบที่สองด้วยขอรับ!”
เมื่อเกาเฉวียนพูดจบ ความโกลาหลในฝูงชนที่เพิ่งสงบลงไปเมื่อครู่ก็กลับระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง
“อันหนึ่งห้าสิบ อีกอันหนึ่งสามสิบ!”
“ช่องว่างมันห่างกันเกินไปนะ สูตรนี้เป็นของที่เฉินเฟยคิดขึ้นมาจริงๆ น่ะหรือ”
เมื่อฝูงชนซุบซิบพูดคุยกัน เฉินเฟยก็มีรอยยิ้มขึ้นมา นางมองไปทางโจวเสี่ยวหยาอย่างสบายใจ สีหน้าของโจวเสี่ยวหยาไม่สู้ดีนัก น้ำตารื้นขึ้นมาในตานาง นางไม่สนใจเฉินเฟย แต่กลับจ้องมองไปยังผู้อาวุโสตำหนักหลอมโอสถเพื่อรอฟังคำตัดสินสุดท้าย
ในเวลาเดียวกัน เจ้าสำนักเลิกคิ้วขึ้นและมีสีหน้าประหลาดใจ เขามองไปยัง ผู้อาวุโสตำหนักหลอมโอสถ ผู้อาวุโสผู้มีผมสีดอกเลาและท่าทางเป็นมิตร นัยน์ตาของเขาฉายแววอยากรู้อยากเห็น เขากำลังจะอ้าปากพูดแต่กลับเงยหน้าขึ้นมองฟ้าเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าสำนักเองก็เงยหน้าขึ้นและมองเห็นเรือบินลำหนึ่งกำลังบินผ่านท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เรือบินมาถึงยอดเขาสาขาหลอมโอสถในพริบตา!
การปรากฎตัวขึ้นของเรือบินลำนั้นดึงความสนใจของฝูงชนไปทันที แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เห็นชัดๆ ว่าใครกันแน่ที่อยู่ในเรือบินลำนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังสนั่นขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว สะท้อนก้องไปทั่วจัตุรัส
“เกาเฉวียน เจ้านี่ช่างหาเรื่องเสียจริงนะ ยังกล้าสร้างปัญหาอยู่อีกหรือ” ยังไม่ทันที่เสียงโกรธเกรี้ยวนั้นจะจางหาย หวังเป่าเล่อก็กระโดดจากเรือบินลงมายืนจังก้าอยู่ต่อหน้าเกาเฉวียนเสียแล้ว
สีหน้าของเกาเฉวียนเปลี่ยนไปในทันที หวังเป่าเล่อปรากฎกายขึ้นต่อหน้าเขาก่อนที่เขาจะทันพูดอะไร ชายหนุ่มเหวี่ยงหมัดใส่คู่อาฆาตในทันที ปล่อยทั้งพลังวิญญาณและแรงกดดันออกมาอย่างหนักหน่วง
ด้วยพลังการควบคุมปราณวิญญาณทั้งในและนอกร่างของหวังเป่าเล่อ ส่งผลให้หมัดนี้ก่อตัวเป็นพายุขึ้นในบัดดล เกาเฉวียนไม่สามารถจะป้องกันได้จึงถูกอัดหงายหลังล้มตึงไปราวกับว่าวโดนกระตุกเชือก เขาร่วงหล่นลงกระแทกพื้นห่างออกไป หลายเมตร สำรอกโลหิตออกมากองใหญ่
“หวังเป่าเล่อ!” เกาเฉวียนมีสีหน้านิ่งเฉยเช่นเดิม เขาส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขาโมโหเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเขาจะเอ่ยปากพูด หวังเป่าเล่อก็ส่งเสียงร้องคำรามและพุ่งเข้าเตะใส่เขาอย่างจัง
เกาเฉวียนต้องการจะสวนกลับไปบ้าง แต่หวังเป่าเล่อนั้นสามารถรับมือเขาได้ตั้งแต่ตอนที่ครอบครองเพียงปราณระดับการฝึกตนโบราณแล้ว บัดนี้ เมื่อหวังเป่าเล่ออยู่ในขั้นลมหายใจเที่ยงแท้ เกาเฉวียนจึงไม่มีทางรับมือได้ไหว เขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะร่ายมนตร์ใดๆ เสียงโครมดังสนั่น ร่างของเกาเฉวียนก็ลอยละลิ่วไปตามแรงเตะของหวังเป่าเล่อ อีกหนึ่งหมัดตามไปติดๆ ร่างของเกาเฉวียนก็พุ่งไปกระแทกกับฝูงชนด้านข้าง
ขณะนั้น ผู้ชมเพิ่งเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนต่างพากันอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง
“หัวหน้าศิษย์หวังเป่าเล่อ!”
“หัวหน้าศิษย์หวังเป่าเล่อกลับมาแล้ว!”
“แข็งแกร่งจริงๆ เขาอัดรองเจ้าสำนักเสียยับไปเลย!”
“หัวหน้าศิษย์ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ!
ไม่ใช่แค่ผู้ชมเท่านั้นที่ตกตะลึง เฉินเฟยเองก็ถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจของนางสั่นไหวขึ้นมา หวังเป่าเล่อเป็นคนดังประจำเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองและการกลับมาของเขาในวันนี้ช่างเหี้ยมโหดนัก
แม้กระทั่งเจ้าสำนักยังปวดหัวเมื่อต้องรับมือกับเขา เมื่อเจ้าสำนักกำลังจะออกไปหยุดหวังเป่าเล่อเอาไว้ ผู้อาวุโสแห่งตำหนักหลอมโอสถกลับเดินเข้ามาขวางไว้เสียก่อน
เจ้าสำนักหันไปมองผู้อาวุโสอย่างฉงนใจ เขาเห็นว่าผู้อาวุโสไม่ได้มองดูหวังเป่าเล่อด้วยความสะอิดสะเอียนแต่กลับดูสนอกสนใจ เพราะฉะนั้น เจ้าสำนักจึงตัดสินใจ ไม่ขัดขวาง
กลางฝูงชนนั้นหลิวต้าวปินและศิษย์รุ่นน้องของหวังเป่าเล่อจำนวนหนึ่งล้วนตื่นเต้น ต่างกับโจวเสี่ยวหยา เมื่อหวังเป่าเล่อปรากฎตัวขึ้น นางก็ไม่รู้สึกหนักใจอีกต่อไป ราวกับได้รับกำลังใจอันมากล้น
ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก ตั้งแต่หวังเป่าเล่อมาถึงจนกระทั่งเสร็จสิ้นการอัด เกาเฉวียนใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา เกาเฉวียนยังไม่มีโอกาสได้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ หวังเป่าเล่อพุ่งเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าและจิกผมเขาขึ้นมา เกาเฉวียนร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร หวังเป่าเล่อลากเขาไปหาเจ้าสำนัก
เมื่อพวกเขาเดินผ่านเฉินเฟย นางถึงกับผงะถอยหลังอยู่ในใจด้วยความกลัว หวังเป่าเล่อชำเลืองมองนางแวบหนึ่งแล้วก็เมินเสีย เขาคว้าคอเกาเฉวียนผู้กำลัง ร้องห่มร้องไห้พลางจ้องมองไปที่เจ้าสำนัก หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึกก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงอันดัง
“เจ้าสำนักขอรับ เจ้าเกาเฉวียนผู้นี้สร้างปัญหาและเป็นเหตุให้การสอบ ไม่ยุติธรรม เขาแทรกแซงการหลอมโอสถในครั้งนี้!”
เกาเฉวียนเจ็บหนังศีรษะเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้ยินถ้อยคำของหวังเป่าเล่อในสภาพนั้น เกาเฉวียนรู้ดีว่าตนถูกใส่ร้ายและตะโกนออกมาทันที “ข้าเปล่านะ ข้า…”
“หุบปาก! เจ้านั่นแหละที่เป็นคนทำ ข้ารู้จักเจ้าดี!” หวังเป่าเล่อจ้องเกาเฉวียนเขม็งแถมยังเตะเขาอย่างดุร้าย เกาเฉวียนส่งเสียงร้องไห้ดังระงม เขารู้สึกเหมือนกำลังจะระเบิดออกมาด้วยความโมโห ความรู้สึกถูกใส่ร้ายนี้ทำให้เขาเกรี้ยวกราดเป็นที่สุด แม้ว่าเขาจะวางแผนทำร้ายหวังเป่าเล่อมาแล้วหลายครา ไม่ว่าจะเป็นการพยายาม ไล่เขาออกเมื่อช่วงแรกเข้า หรือให้ความร่วมมือการลอบสังหารกับหลินเทียนหาวในป่าฝนบ่อเมฆ หรือแม้แต่พยายามจะปลดชื่อหวังเป่าเล่อออกจากผู้มีสิทธิ์เข้าหมู่บ้านลมปราณวิญญาณครั้งล่าสุด
แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เพราะเจ้าสำนักและผู้อาวุโสตำหนักหลอมโอสถกำลังดูอยู่ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือความกลัวที่เขามีต่อหวังเป่าเล่อ เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับชายหนุ่มผู้นี้อีกต่อไป
ไม่นึกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงานที่เขากลับตัวกลับใจเป็นคนยุติธรรม เขากลับถูกใส่ร้ายและทุบตีจนปางตาย ขณะนั้นเกาเฉวียนเดือดดาลอย่างหาที่สุดไม่ได้ ราวกับว่าโลกทั้งใบมืดมิดลง เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากแหกปากร้องตะโกนใส่หวังเป่าเล่อ
“หวังเป่าเล่อ ครั้งนี้ข้าไม่ใช่ข้าจริงๆ นะ ข้าไม่ได้ทำอะไรจริงๆ!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอัดอั้นใจของผู้ถูกใส่ร้าย ทำเอาหวังเป่าเล่อนิ่งงันไปเมื่อได้ยิน อันที่จริงแล้ว หวังเป่าเล่อไม่มีหลักฐานด้วยซ้ำ แต่เมื่อเขามองเห็น เกาเฉวียน สัญชาตญาณเขาก็บอกว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนดี และจะต้องเป็นเขาแน่ๆ ที่สร้างปัญหา
นี่ข้ากล่าวหาผิดคนหรือเปล่านะ ช่างมันเถอะ ต่อให้ข้าผิดก็ช่างปะไร ยังอย่างไรเขาก็ทำผิดมามากแล้ว สมควรโดนเสียบ้าง!
หวังเป่าเล่อกระแอมและพูดเสียงดังกับเจ้าสำนัก เมินเกาเฉวียนโดยสิ้นเชิง
“เจ้าสำนักขอรับ ชายโฉดคนนี้แทรกแซงการสอบ ถือว่าไม่ยุติธรรม ข้าขอเสนอให้จัดการสอบขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งขอรับ”
Comments for chapter "บทที่ 136 ข้ากล่าวหาผิดคนหรือเปล่านะ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com