บทที่ 140 ความสัมพันธ์ทางสายเลือด
บทที่ 140 ความสัมพันธ์ทางสายเลือด
เมื่อข่มความปั่นป่วนในใจเอาไว้ได้ หวังเป่าเล่อรีบลุกขึ้นยืนและขอบคุณเฉินอวี่ถง ผู้ซึ่งยิ้มตอบแล้วจึงเชิญให้เขานั่งลง หลังจากที่พูดคุยกันเล็กน้อย หวังเป่าเล่อก็ขอตัว เฉินหวี่ถงเดินตามมาส่งเขาด้วยตนเอง ก่อนจะพูดอย่างรื่นรมย์ใจ
“ศิษย์น้องเป่าเล่อ ในฐานะศิษย์พี่ของเจ้า ข้าแทบรอวันที่เจ้าจะได้เป็น องครักษ์อาวุธเวทไม่ไหว แต่หากเจ้าอยากเป็นองครักษ์อาวุธเวทล่ะก็ เจ้าจะต้องหลอมสมบัติเวทระดับสามให้ได้เสียก่อน!”
“ทุกๆ ปีตำหนักอาวุธเวทจัดการประลองสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็นองครักษ์อาวุธเวทขึ้น ข้าจะรอดูเจ้าแสดงความสามารถก็แล้วกันนะ!”
เมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อลับตาไปแล้ว เฉินอวี่ถงจิบชาวิญญาณ พลางห่อริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม เขาดูพึงใจ อีกไม่นานนัก หัวหน้ากลุ่มหลักที่กลับมาจากส่งหวังเป่าเล่อมายืนอยู่ตรงหน้าเฉินอวี่ถงราวกับว่าอยากจะพูดอะไรแต่ก็สงบปากคำเอาไว้
เฉินอวี่ถงจ้องมองเขาอย่างไวๆ และพูดอย่างไร้อารมณ์
“โจวเผิงไห่ เจ้าคิดว่าข้าลำเอียงเข้าข้างหวังเป่าเล่อผู้เพิ่งจะมาถึง โดยการมอบหมายหน้าที่ควบคุมดูแลหัวหน้ากลุ่มหลักทุกคนให้กับเขา เท่ากับว่าเป็นการ ยกให้เขามาอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเจ้า อย่างนั้นใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินรู้สึกถึงความสั่นไหวในหัวใจ เฉินอวี่ถงแลดูนิ่งสงบ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วจ้องมองออกไปยังท้องฟ้ากว้างก่อนจะพูดต่อไปอย่างเรียบเฉย
“หวังเป่าเล่อเป็นผู้ฝึกตนขั้นลมหายใจเที่ยงแท้ที่มีรากฐานวิญญาณแปดนิ้ว ผู้ได้ทำประโยชน์ให้กับสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์นานัปการ แม้ว่าเขาจะเพิ่งขึ้นมาสู่เกาะมหาปราชญ์ชั้นสูง แต่ทว่าผู้ใหญ่หลายต่างก็สังเกตเห็นและให้ความสนใจเขามาก
“คนอย่างเขาไม่มีทางเป็นศิษย์เอกอาวุธเวทตลอดไปหรอก สิ่งที่ข้าพูดไม่ใช่พูดไปตามมารยาท เป็นเรื่องจริงที่ว่าเขาจะก้าวขึ้นเป็นองครักษ์อาวุธเวทในไม่ช้า!”
“สำหรับข้าแล้ว ข้าไม่สามารถเป็นองครักษ์อาวุธเวทได้ตลอดไป เพราะฉะนั้น เจ้าจะต้องปฏิบัติกับเขาเหมือนที่เจ้าปฏิบัติกับข้า!” เฉินหวี่ถงหันมามองชายหนุ่มในชุดน้ำเงินเมื่อพูดจบ
ชายหนุ่มหายใจถี่ขึ้น หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นกว่าก่อน เขาเข้าใจดีว่าเฉินอวี่ถงต้องการจะสื่ออะไร ความหมายภายใต้คำพูดเหล่านี้คือ หวังเป่าเล่อจะเป็นผู้สืบทอดของเฉินอวี่ถง เป็นคนที่จะมีอำนาจเหนือฝ่ายปกครองสำนัก!
เพราะฉะนั้น เขาจึงตัดสินใจยอมรับอย่างรวดเร็ว เขาคิดอยู่เงียบๆ ว่าจะพยายามเข้าหาหวังเป่าเล่อให้มากขึ้นในอนาคต และจำไว้ว่าอย่าลบหลู่เขาไม่ว่าในแง่ใดก็ตาม
“คนอื่นๆ ในฝ่ายปกครองสำนักไม่รู้เรื่องศิษย์น้องเป่าเล่อมากนัก ตอนนี้ดึกแล้ว เจ้าช่วยแจ้งทุกคนด้วยในวันพรุ่งนี้” เฉินอวี่ถงพูดพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินพยักหน้ารับทันที เขาเดินจากไปอย่างสงบพลางคิดถึงสิ่งที่เฉินอวี่ถงพูด เขารู้สึกร้อนรุ่มอยู่ในใจ
เฉินอวี่ถงมองแผ่นหลังของชายหนุ่มชุดน้ำเงินที่กำลังจากไปและยิ้มบางๆ แม้ว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นจริงอยู่บ้างแต่ยังไม่ใช่เรื่องทั้งหมด
หากไม่ใช่เพราะว่ามีคนมากมายจ้องจะแย่งตัวศิษย์น้องเป่าเล่อไป อาจารย์คงจะรับเขาไปเป็นศิษย์เอกส่วนตัวเสียนานแล้ว นอกจากนั้น แม้ว่าข้าจะไม่ได้รู้จักเขามานานและอาจไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะข้ายังอาจช่วยเหลือเขาได้บ้าง
ศิษย์น้องเป่าเล่อเป็นคนประเภทบุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ เขาจะไม่มีทางลืมบุญคุณของท่านลุงลู่ อาจารย์ข้า และตัวข้าอย่างแน่นอน หากจะนับเขาเป็นศิษย์น้องแท้ๆ ก็ไม่ได้เกินเรื่องแต่อย่างใด หากไม่ลำเอียงสักหน่อย หวังเป่าเล่อจะตกไปอยู่ในมือใครก็ไม่อาจรู้ได้
เฉินอวี่ถงหรี่ตาพลางคิดถึงสิ่งที่อาจารย์ของเขาได้พูดเอาไว้ นัยน์ตาเขาส่องประกายแวววาวเมื่อเขาคิดถึงความเข้าใจที่เขามีต่อโครงสร้างของสำนักศึกษา เต๋าศักดิ์สิทธิ์
ท่านลุงลู่มีตำแหน่งที่มั่นคงในฐานะเจ้าสำนักของเกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง ไม่มีใครจะปลดเขาออกได้ นับเป็นฐานรากอันมั่นคงของตระกูลของเรา ขั้นต่อไปคือแผนการผลักดันเจ้าสำนักขึ้นเป็นรองประมุขสำนัก เมื่อท่านทำสำเร็จเมื่อใด อาจารย์ข้าก็จะได้ขึ้นเป็นผู้อาวุโสชั้นสูงของตำหนักอาวุธเวท แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น ในยุคนี้ตระกูลเราคงเหลือเพียงศิษย์น้องเป่าเล่อและตัวข้าเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและก้าวหน้าต่อไป
ศิษย์น้องเป่าเล่อ จงมุ่งมั่นฝึกหนักเพื่อเป็นองครักษ์อาวุธเวทโดยเร็วเถิด!
เฉินอวี่ถงยิ้ม สายตาเขาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น
อาจารย์ของเขาเองเป็นผู้ที่คาดการณ์เกี่ยวกับหวังเป่าเล่อเอาไว้สูงยิ่งและได้มอบกำไลข้อมือเก็บของให้เป่าเล่อเอาไว้ตั้งแต่เขายังอยู่เกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง ท่านอาจารย์ลุงของเฉินอวี่ถงก็คือ ชายชราแห่งเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองนั่นเอง
ในขณะเดียวกันนั้น หวังเป่าเล่อผู้กำลังเดินออกจากฝ่ายปกครองสำนัก ก็กำลังพยายามจะคลายความรู้สึกงุนงงในศีรษะ แม้ว่าเขาจะรับตำแหน่งมาแล้วด้วยความปั่นป่วนและตื่นเต้นในใจ เหตุการณ์ทั้งหมดก็ดูแปลกประหลาดยิ่ง เขาไม่อาจเชื่อได้เลยว่าในระยะเวลาเพียงเท่านี้ เฉินอวี่ถงจะตัดสินใจมอบตำแหน่งหัวหน้าศิษย์ ฝ่ายปกครองกลุ่มหลักให้กับเขาเสียอย่างนั้น
หวังเป่าเล่อรู้ดีว่าตำแหน่งนี้สำคัญเพียงใด
เท่ากับว่าข้าเป็นรองหัวหน้าของฝ่ายปกครองสำนัก…
หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจเข้าลึก สายตาบ่งบอกว่าเขากำลังคิดหนัก เขาไม่เชื่อด้วยว่าการที่เขาได้สิทธิพิเศษต่างๆ เหล่านี้เป็นเพราะว่าเขาบรรลุขั้นรากฐานวิญญาณแปดนิ้วได้อย่างรวดเร็ว แม้จะครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานานเขาก็ไม่ได้คำตอบ เขาหยุดเดินหลังจากเดินต่อไปไม่กี่ก้าว
อาจจะเป็นไปได้ว่า…หากอาจารย์ของเฉินอวี่ถงคือผู้อาวุโสที่มอบกำไลเก็บของและแผ่นหยกให้กับข้าเมื่อตอนอยู่ที่เกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง หมายความว่าอาจารย์และศิษย์ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน รวมถึงเจ้าสำนักด้วย เพราะในขณะเดียวกัน เจ้าสำนักก็ดีกับข้ามากทีเดียว
เมื่อหวังเป่าเล่อคิดได้ดังนี้ เรื่องราวจากอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงก็ผุดขึ้นมาในใจ เขาเหมือนนึกอะไรออกขึ้นมา
ความสัมพันธ์ทางสายเลือดอย่างนั้นหรือ ใจหวังเป่าเล่อเต้นโครมครามอยู่ในอก นี้เป็นปริศนาในใจหวังเป่าเล่อมาโดยตลอด ขณะนี้ เมื่อเขาค่อยๆ แกะความหมายของมันออกมาช้าๆ เขาเริ่มรู้สึกวุ่นวายใจขณะที่ยังคงสงสัยอยู่
อย่างไรก็ดี เขายังกลัวว่าเขากำลังจะทำผิดพลาด เขาครุ่นคิดอย่างหนักอยู่พักใหญ่ก่อนจะกัดฟันแน่น
ข้าจะใส่ใจมากนักไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ข้าเป็นหัวหน้าศิษย์ฝ่ายปกครองกลุ่มหลัก!
คิดได้เช่นนั้น หวังเป่าเล่อจึงเลิกสงสัยว่าทำไมเฉินอวี่ถงจึงดีกับเขานัก อย่างไรก็ตาม หวังเป่าเล่อมีหลักการชีวิตอยู่หนึ่งข้อ เขาจะจดจำบุญคุณคนที่เคยช่วยเหลือเขาไว้เสมอ ข้อนี้บิดาของเขาสอนสั่งมาเสมอตั้งแต่เขายังเล็ก
ในเวลาเดียวกัน หลักการข้อนี้ยังปรากฎขึ้นมาในอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูงอยู่บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นแล้ว หลักการนี้จึงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของ หวังเป่าเล่อเช่นเดียวกับความแค้นฝังใจ ถือได้ว่าเป็นหลักการชีวิตของเขาทีเดียว
ขณะนี้ หวังเป่าเล่อก็กลับมาอารมณ์ดี เขาคิดถึงว่าตัวเองไม่เพียงแค่ได้เป็น ศิษย์เอกอาวุธเวท แต่ยังได้เป็นหนึ่งในผู้นำของฝ่ายปกครองสำนักอีกด้วย เขามีความสุขแต่ในขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ในฝ่ายปกครองสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มศิษย์ฝ่ายปกครองหลักยังไม่รู้จักเขาดี อย่างไรก็ตาม ข่าวคงจะแพร่สะพัดไปทั่ว และทุกคนคงจะทราบข่าวนี้ภายในเวลาไม่กี่วัน
ข้าต้องใช้เวลาตอนที่ทุกคนยังไม่ตระหนักถึงความสามารถของข้าให้คุ้ม… หวังเป่าเล่อคิดพลางวางแผนว่าจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ระหว่างทางกลับถ้ำที่พักนั้น เขาหยุดแวะที่ตลาดในหุบเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องใต้หลังคาที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมาใช้ชีวิตอยู่
ขณะนั้นเป็นเวลาย่ำค่ำ ตลาดมีผู้คนพลุกพล่านที่สุดในเวลานี้ ท่ามกลางเสียงโฉงเฉงนั้นมีกลิ่นหอมมากมายลอยคละเคล้ามาด้วย หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าไปและรู้สึกหิวขึ้นมาในทันใด แต่เขาหักห้ามใจตนเองไว้
ไม่เป็นไรหรอก วันนี้มีเรื่องน่ายินดี ถือว่านี่เป็นการให้รางวัลตนเองก็แล้วกัน!
คิดได้เช่นนั้น หวังเป่าเล่อก็รู้สึกถึงความเครียดที่มลายหายไป นัยน์ตาเขา ส่องประกายขึ้นมาวาบหนึ่งเมื่อเขาเริ่มต้นวิ่งไปยังตลาด
ในเวลาชั่วอึดใจ หวังเป่าเล่อก็กำลังกอดหม้อไข่ดองซีอิ๊วใบใหญ่ พลางเคี้ยวมันฝรั่งทอดที่เขาพบในตลาด เขาเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ เขามองไปยังร้านรวงรอบข้างและเห็นว่ามีศิษย์เอกหลายคนที่มีรูปร่างคล้ายกันกับเขา เขาคิดว่าตลาดช่างเป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ
นอกจากอาหารแล้ว ยังมีสิ่งละอันพันละน้อยมากมายขายเช่นของใช้ประจำวัน ไม่เพียงแค่นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงอยู่สักหน่อยแต่ว่าสำหรับศิษย์เอกบางคนก็เป็นการประหยัดกว่าที่จะซื้อที่นี่แทนที่จะต้องเข้าไปยังนครศักดิ์สิทธิ์
หวังเป่าเล่อมีความสุขสุดๆ เมื่อเขาหยิบไข่ต้มขึ้นมาใส่ปาก เขากำลังจะกลับบ้านเมื่อมองไปเห็นร้านขายขนมร้านที่เขาเข้าอยู่เป็นประจำเมื่อครั้งเคยอาศัยอยู่ใกล้ๆ
สิ่งที่เตะตาเขาที่สุดคือป้ายหน้าร้านที่บอกว่ามีสินค้าออกใหม่ ตาของหวังเป่าเล่อลุกโชน เขาเดินจ้ำเข้าไปหาร้านในทันที เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนผู้ซึ่งอยู่บนเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงมาเจ็ดปีแล้ว อย่างไรก็ดี เขาเป็นศิษย์เอกธรรมดาผู้ซึ่งอยู่ในระดับลมหายใจเที่ยงแท้ขั้นแรก เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อเขาก็ทำการต้อนรับขับสู้ทันที
เมื่อหวังเป่าเล่อย่างเข้ามาในร้าน เขาก็โบกมือและพูดทักทันที “ท่านหลิว ธุรกิจเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ข้าขอซื้อขนมใหม่ร้อยถุง!”
เจ้าของร้านวัยกลางคนดีใจเป็นอย่างยิ่ง หวังเป่าเล่อใช้จ่ายเงินอย่างไม่อั้นทุกครั้งที่เขามาเยือนร้านนี้ ทำให้เจ้าของมีความสุขอย่างมาก เมื่อเขาจัดขนมให้หวังเป่าเล่อ เขาก็พูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“ศิษย์น้องหวัง ไม่ได้เจอกันนานนะ! ข้าแถมให้สามถุงไม่คิดเงิน!”
หวังเป่าเล่อพยักหน้าอย่างปลามปลื้มใจเมื่อได้ยิน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ออกมาเที่ยวเล่นเลยตั้งแต่ขึ้นมาอยู่บนเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูง เขาก็รู้จากเครือข่ายวิญญาณว่า ศิษย์ส่วนมากที่มาตั้งร้านขายของกันไม่ได้มีความสามารถสูงนัก และผ่านการสอบมาได้เพราะโชคช่วย พวกเขาบรรลุระดับลมหายใจเที่ยงแท้ก็จริง แต่ส่วนมากแล้ว บรรลุขั้นลมหายใจเที่ยงแท้ด้วยรากฐานวิญญาณเพียงนิ้วหรือสองนิ้วเท่านั้น
คนเหล่านี้ยังคงเก่งกาจในสายตาบุคคลทั่วไป แต่หากว่ากันตามมาตรฐานของเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูง ซึ่งมีอัจฉริยะอยู่มากมายดาษดื่น ก็คงต้องบอกว่าเป็น พวกระดับต่ำ การฝึกตนทุกรูปแบบต้องใช้วัตถุดิบราคาแพงที่พวกเขาเอื้อมไม่ถึง เป็นเหตุให้ต้องมาขายของเช่นนี้ ตลาดนี้ให้โอกาสพวกเขาได้มีรายได้เพื่อไปจุนเจือ การฝึกตน
ปัญหาเดียวอยู่ที่ตลาดนี้บรรดาศิษย์ได้จัดตั้งกันขึ้นมาเอง ถือว่าผิดกฎ แม้ว่า พวกเขาจะทำการลงทะเบียนกับฝ่ายปกครองสำนักแล้วก็ตาม สิ่งที่พวกเขาได้รับอนุญาตให้ขายก็มีแค่วัตถุดิบหรืออุปกรณ์การหลอมเล็กน้อยเท่านั้น
ในตำหนักอาวุธเวท มีผู้ค้าวัตถุดิบและสิ่งของอื่นๆ อยู่มากมาย ราคาแพงระยับและมีคู่แข่งคือตำหนักอาวุธเวทที่ขายของโดยตรงให้กับศิษย์เอก เพราะฉะนั้น การขายขนมและอาหารอื่นๆ จึงกำไรดีกว่า และในที่สุด ศิษย์เอกที่ยากจนเหล่านี้จึงได้เริ่มขายอาหารและเครื่องดื่มในตลาด
ฝ่ายปกครองสำนักทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้แต่ในบางครั้งก็จะเข้าจับกุมผู้ค้าเพื่อควบคุมกฎหมายในบริเวณที่ตลาดอยู่ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากกฎเกณฑ์ที่ ฝ่ายปกครองสำนักตั้งขึ้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังเป่าเล่อก็รู้สึกเห็นใจความยากลำบากที่เจ้าของร้านเหล่านี้ต้องประสบ เขายิ้มออกมา
“ท่านหลิว ท่านทำธุรกิจเก่งนะเนี่ย ข้าขอน้ำเย็นหล่อวิญญาณด้วยสามลังนะ!” หวังเป่าเล่อพูดขณะที่มองไปรอบๆ พยายามมองหาขนมที่เขาไม่เคยลองชิมมาก่อน
เจ้าของร้านวัยกลางคนยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินว่าหวังเป่าเล่อจะซื้อของอีก เขาจัดทุกอย่างให้หวังเป่าเล่ออย่างรวดเร็ว และภายในเวลาชั่วอึดใจเขาก็นำขนม หนึ่งร้อยสามห่อพร้อมน้ำเย็นหล่อวิญญาณสามลังมาวางตรงหน้าหวังเป่าเล่อ
หวังเป่าเล่อรู้สึกพอใจ กำลังจะควักเอาศิลาวิญญาณออกมาจ่าย ก็ได้ยินเสียงอึกทึกและเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากภายนอกร้านเสียก่อน
“ฝ่ายปกครองสำนักมา!”
“บัดซบ! พวกมันเพิ่งจะมาไปเมื่อวานไม่ใช่หรือ วันนี้จะมาอีกทำไม”
ท่ามกลางความวุ่นวาย ใบหน้าของเจ้าของร้านวัยกลางคนถอดสี หวังเป่าเล่อหันไปมองอย่างตกตะลึง และในทันใดนั้น เขามองเห็นศิษย์ในอาภรณ์สีน้ำเงินนับสิบจากฝ่ายปกครองสำนักเดินเข้ามาในตลาด นำมาโดยศิษย์เอกอาวุธเวทหลายคน ทั้งบริเวณต่างก็วิ่งกันแตกกระเจิง ดูช่างวุ่นวายยิ่ง
ศิษย์เอกจากฝ่ายปกครองสำนักดูดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง พวกเขารื้อทำลายทุกร้านค้าที่พวกเขาเดินผ่าน เจ้าของร้านต่างก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งแต่ได้แต่ข่มใจขณะที่พูดโต้ตอบด้วยสุ้มเสียงพินอบพิเทา
หวังเป่าเล่อเห็นเหตุการณ์แล้วก็อดกลอกตาไม่ได้
Comments for chapter "บทที่ 140 ความสัมพันธ์ทางสายเลือด"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com