บทที่ 146 เจ้าลูกชายเองอย่างนั้นหรือ
บทที่ 146 เจ้าลูกชายเองอย่างนั้นหรือ
มีไม่กี่คนบนเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงรู้ล่วงหน้า ว่ากองทัพของสหพันธรัฐจะมา ดูการประลองนี้ด้วย นั่นก็เป็นเพราะยานของพวกเขาลงจอดที่เกาะเส้นทางสวรรค์ที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ ถึงจะมีคนมองเห็นเรือบินนั้นจากระยะไกล ก็คงทำได้อย่างมากแค่สงสัยเท่านั้น ไม่มีทางเดาออกว่าความจริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เรือบินอีกหลายลำจอดเทียบท่าที่สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ในช่วงสองวันจากนั้น ส่วนใหญ่เป็นเจ้าพนักงานจากสหพันธรัฐที่ตั้งใจมาดูการประลองประจำตำหนัก การยุทธ์ แน่นอนว่าทุกคนลงจอดที่เกาะเส้นทางสวรรค์เช่นกัน
การมาถึงของแขกเหรื่อนี้เป็นสัญญาณว่าวันแรกของการประลองเข้ามาใกล้ทุกที เหล่าศิษย์จากทุกตำหนักในเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงต่างพุดคุยเรื่องนี้กันไม่หยุดปาก ยิ่งวันเริ่มแข่งเข้ามาใกล้เท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ยิ่งปะทุมากขึ้นเท่านั้น
นี่ยังเป็นช่วงที่บรรดาศิษย์จากสาขาอื่นจะถูกเชื้อเชิญมาเป็นผู้ช่วยในการประลองด้วย ซึ่งเป็นโอกาสหารายได้ชั้นยอด เพราะค่าจ้างที่ผู้ร่วมประลองจากตำหนักการยุทธ์ จ่ายนั้นถือว่ามากพอตัวเลยทีเดียว บรรดาผู้ช่วยเหล่านี้ทั้งดีใจที่กระเป๋าตุงขึ้นและ ยังตื่นเต้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการประลองด้วยเช่นกัน
ศิษย์บางคนยังแอบพนันกันอย่างลับๆ ทั่วทั้งเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยกิจกรรมมากมาย บนเครือข่ายวิญญาณก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะเต็มไปด้วยกระทู้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการประลองที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า
ในคืนก่อนวันงาน หวังเป่าเล่อทำการปรับปรุงวัตถุเวทที่จะนำไปโฆษณาขายเรียบร้อย
สินค้าที่เขาจะขายนี้ ส่วนใหญ่เป็นวัตถุเวทระดับสองแบบดีเยี่ยม แต่ก็มีบ้างที่เป็นวัตถุเวทระดับสองแบบทั่วไป
น่าเสียดายที่เวลาเตรียมตัวของข้าน้อยนัก มิเช่นนั้นคงหลอมทั้งหมดนี่ให้เป็น วัตถุเวทชั้นเยี่ยมได้แล้ว
กระนั้นหวังเป่าเล่อก็ยังพอใจเมื่อมองผลงานที่ตนอุตสาหะสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะถังเล็กๆ หลายสิบใบที่เขาตั้งใจหลอมเป็นพิเศษ ถังใบน้อยเหล่านี้จะเป็นไม้ตายของเขาที่เขาใช้เรียกความสนใจจากผู้ชม
หวังเป่าเล่อกระหยิ่มยิ้มย่องกับตนเอง พลางคิดว่ารายการขายของของเขาต้องดึงดูดความสนใจคนได้มากที่สุดแน่ๆ ถึงไอ้เพี้ยนจากตำหนักการยุทธ์ที่ดูท่าจะเคยโดนเตะผ่าหมากมาจะไม่ให้ความร่วมมือ หวังเป่าเล่อก็ยังคิดหาวิธีการโฆษณาให้ได้จนได้ แล้วหวังเป่าเล่อที่เต็มเปี่ยมด้วยความคาดหวังก็เริ่มทำสมาธิ เพื่อทำจิตใจให้สงบก่อนเข้าสนามจริง
คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ
รุ่งเช้าวันที่สอง เสียงระฆังจากเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงดังกังวานไปทั่วเกาะ วงแหวนปราณขนาดมหึมาที่ดูคล้ายกระจกสะท้อนก็ปรากฏขึ้นกลางภูเขาลอยฟ้า ทำให้ทัศนียภาพดูสว่างไสวไปทั่วเกาะ!
วงแหวนปราณนั้นดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน มันส่องแสงระยับ ทำให้ทุกคนบนเกาะรู้สึกตื่นเต้นพลุ่งพล่าน ในเวลาเดียวกันนั้น ก็มีชายผู้หนึ่งยืนกลางอากาศอยู่ข้างนอก วงแหวนปราณกระจก
ชายผู้นั้นเป็นผู้อาวุโสในชุดคลุมสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สีหน้าไร้ความรู้สึก พลังเสียงของเขาทะลุทะลวงได้ทุกสสาร และบัดนี้กำลังกระจายกึกก้องไปทั่วเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูง
“ผู้เข้าร่วมประลองและผู้ช่วยทุกคนจงก้าวเข้ามาในวงแหวนปราณนี้ และมุ่งหน้าไปยังสนามประลอง! ผู้ใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน จงอย่าเข้ามาเด็ดขาด!”
ขณะที่คำประกาศของผู้อาวุโสกระจายไปทั่วเกาะ ผู้คนมากมายก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็วที่ท้องฟ้าแต่ละตำหนัก แน่นอนว่าส่วนใหญ่ต้องเป็นคนจากตำหนักการยุทธ์ แต่ก็มีเยอะอยู่เหมือนกันที่เป็นผู้ช่วยจากตำหนักอื่น
กลุ่มคนบนฟ้าเหล่านั้นมีประมาณสองหมื่นคน บ้างก็ยืนอยู่บนเรือบินส่วนตัว บ้างก็ยืนอยู่บนวัตถุเวทอย่างกระบี่เหาะเหิน ผู้คนเหล่านั้นล้วนมุ่งหน้าไปที่ จุดหมายเดียวกัน คือ วงแหวนปราณขนาดยักษ์ มองจากระยะไกล สายธารสีรุ้งจากฝูงชนที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปยังวงแหวนปราณนั้นดูสวยงามเหลือพรรณนา
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างรู้สึกตื้นตันใจ เพราะภาพตรงหน้าเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาอยู่ในยุคกำเนิดวิญญาณจริงๆ แล้ว มิใช่โลกในยุคธรรมดาสามัญเหมือน แต่ก่อน
หวังเป่าเล่อก็ออกจากถ้ำที่พักมาดูด้วยเช่นกัน เมื่อขามองเห็นวงแหวนปราณสะท้อนแสงเป็นประกายและกลุ่มคนที่อยู่บนฟ้า ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งอิจฉาและตื่นเต้นไปในเวลาเดียวกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นผู้คนเหาะเหินเดินอากาศพร้อมกันเป็นจำนวนมากขนาดนี้ หลายคนในนั้นมีระดับปราณเลยลมหายใจเที่ยงแท้ขั้นที่หนึ่งไปหลายขุมรวมอยู่ด้วย รังสีที่ผู้ฝึกตนเหล่านั้นปล่อยออกมาทรงพลังจนน่าตกใจ
ในนั้นยังมีอีกหลายคนเช่นกัน ที่เป็นผู้ฝึกตนในระดับสูงสุดของลมหายใจเที่ยงแท้ขั้นที่ห้า ทุกคนดูสงบนิ่งเยือกเย็น แรงกดดันที่ปล่อยออกมานั้นทรงพลังกว่าผู้คน รอบกายมาก จนดูราวกับว่าพวกเขาเหล่านั้นสามารถทำลายทุกอย่างให้ราบเป็น หน้ากลองได้ในชั่วพริบตา
หลังจากที่หายใจสะดุดด้วยความตื่นเต้นเรียบร้อยแล้ว หวังเป่าเล่อก็ตาเป็นประกาย เลือดในกายสูบฉีดพลุ่งพล่าน ชายหนุ่มรีบคว้าเอาเรือบินส่วนตัวของตน ที่ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้วออกมา บินขึ้นไปบนฟ้า รวมเข้ากับสายธารสีรุ้งเส้นงาม เส้นนั้น รายล้อมด้วยเหล่าผู้ฝึกตนมากมายท่ามกลางปุยเมฆขาวละเอียด
เรือบินมุ่งตรงไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนหวังเป่าเล่อเข้ามาใกล้วงแหวนปราณ อย่างรวดเร็ว เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าคนอื่นไม่หยุด หากแต่เดินหน้าเข้าไปในวงแหวน นั้นเลย เขาก็ไม่ลังเลเช่นกันที่จะพุ่งตรงเข้าไปในวงแหวนระยิบระยับนั้น แม้หัวใจจะเต้นจนแทบระเบิดในอก ทันทีที่ร่างกายสัมผัสวงแหวนปราณ สายตาของเขาก็ พร่าเลือนไปราวกับกำลังเดินทางผ่านสายน้ำ เมื่อโผล่พ้นออกมาแล้ว ชายหนุ่มก็พบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต!
ท้องฟ้ายังสีสดเต็มไปด้วยหมู่เมฆ ดวงอาทิตย์ปักกระบี่ก็ยังคงลอยเด่นอยู่ แต่ผืนดินข้างล่างกลับไม่ใช่เกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยภูเขาขนาดมหึมาทั่วบริเวณ!
ภูเขาเหล่านั้นเป็นทรงสามเหลี่ยมสี่ด้านและมีเป็นร้อยๆ ลูก ที่น่าตะลึงที่สุดคือภูเขาทุกลูกดูเหมือนกันอย่างกับแกะราวกับสร้างมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ระยะห่างระหว่างภูเขาแต่ละลูกก็เท่ากัน เหมือนทำซ้ำแล้วจับวาง
ภาพแปลกประหลาดตรงหน้า ทำให้ผู้ที่มาถึงก่อนเริ่มพูดคุยกันอย่างตกตะลึง กระแสคนยังหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ จนเมื่อทุกคนเข้ามาอยู่ข้างในวงแหวนปราณ ครบแล้ว เสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นก็ดังกระหึ่มยิ่งขึ้นไปอีก
“ภูเขาพวกนี้…สร้างมาจากอะไรกัน”
“นี่มันคือ…วงแหวนปราณอย่างนั้นหรือ”
“ยิ่งใหญ่เป็นบ้า! ข้าเคยได้ยินมาว่าสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยอาวุธเทพระดับเก้า ที่เป็นสมบัติของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์โดยตรง!”
หวังเป่าเล่อที่ยืนอยู่ท่ามกลางเสียงคุยดังกระหึ่มนี้เริ่มหายใจถี่ รอบกายเขามีผู้คนมากมาย จนแม้หวังเป่าเล่อจะส่งข้อความไปตามแหวนสื่อสารให้เจ้าเพี้ยนจาก ตำหนักการยุทธ์นั่นแล้ว ก็ยังหาหมอนั่นไม่เจอเสียที เมื่อได้ยินความคิดเห็นจาก คนรอบข้าง เขาก็ก้มลงมองภูเขาที่ปลายเท้า หวังเป่าเล่อสังเกตเห็นลางๆ ว่า ภูเขาหลายร้อยลูกนั้นถูกแบ่งออกเป็นห้ากลุ่ม แต่ก่อนที่เขาจะได้มองต่อให้แน่ใจ เสียงตามสายก็ประกาศก้องมาจากเบื้องบนอีกครั้ง
“เงียบ! ผู้ฝึกตนระดับหนึ่งถึงสี่ จงไปที่บริเวณทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศเหนือตามลำดับ ผู้ฝึกตนระดับห้าจงเข้าไปที่บริเวณตรงกลาง!”
เสียงนั้นเหมือนฟ้าผ่าที่ดังกึกก้องจนแก้วหูสั่นสะเทือน ความเงียบปกคลุมทันที ทุกคนมองขึ้นไปข้างบนตามสัญชาตญาณและทำได้แค่หายใจเข้าลึกแสดงความตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าก่อหวอดอีกแล้ว
นั่นเพราะว่าท้องฟ้าเบื้องบน บัดนี้ได้กลายสภาพเป็นอัฒจันทร์กลางอากาศ และอัฒจันทร์เหล่านั้นต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม!
บนอัฒจันทร์มีคนนั่งอยู่หลายร้อยคนจนเต็มทุกที่ ด้วยความสูงระดับนั้นผู้ชมบนอัฒจันทร์ สามารถก้มหน้าลงไปดูการแข่งขันที่เกิดขึ้นบนเขาได้ทุกลูก!
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจคือ แรงกดดันที่ผู้คนเหล่านั้นปล่อยออกมา เพราะมันรุนแรงเสียจนทำให้เหล่าผู้เข้าแข่งขันเบื้องล่างอดตัวสั่นไม่ได้
แม้จะอยู่ไกลจนคนธรรมดาไม่อาจมองเห็นรายละเอียดของผู้คนบนอัฒจันทร์ได้ครบ แต่เหล่าผู้ฝึกตนก็สามารถเพ่งพลังปราณไปที่นัยน์ตาของตน ให้เห็นชัดขึ้นได้แม้จะไม่ครบทุกรายละเอียดนัก
หวังเป่าเล่อมองไปที่ฝูงชนบนอัฒจันทร์ หัวใจปั่นป่วนด้วยความรู้ลึกหลากหลาย เขาสังเกตเห็นว่าผู้คนเหล่านั้นแบ่งออกเป็นสามพวกใหญ่ๆ ด้วยกัน กลุ่มหนึ่งในนั้นเป็นทหารในชุดเครื่องแบบ ที่กำลังปล่อยรังสีอำมหิตรุนแรงออกมา ส่วนอีกสองกลุ่ม ที่เหลือเป็นเจ้าพนักงานจากสหพันธรัฐและสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์
มีบางคนในนั้นที่แค่กวาดสายตาไปพบก็ทำให้ดวงตาของหวังเป่าเล่อเจ็บแปลบ ราวกับมนุษย์ธรรมดาที่จ้องมองดวงอาทิตย์ หวังเป่าเล่อตกใจและเบนสายตาไป ทางอื่นในทันที เขาไม่ได้พิจารณาคนที่เหมือนดวงอาทิตย์เหล่านั้นให้ครบ แต่เท่าที่ดู ก็มีชายร่างบึกบึนคนหนึ่งจากเหล่าทัพในชุดคลุมสีดำ และชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่ง ในชุดคลุมยาว
ทันทีที่หวังเป่าเล่อเลิกจ้องมองนั้น เขาก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งในกลุ่มคนบนฟ้ากำลังจ้องเขาอยู่ ชายหนุ่มตกใจและคิดว่าตนเองคงเข้าใจผิด จึงหันกลับไปดูให้แน่ใจอีกครั้ง
เขาก็สังเกตเห็นแม่นางผู้หนึ่งนั่งอยู่ในหมู่ทหาร นางนั่งอยู่ข้างชายร่างบึกบึนผู้เจิดจ้าราวดวงอาทิตย์คนนั้น และกำลังจ้องมองเขาอย่างเย็นชา สายตาของแม่นางผู้นั้นเต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังและความขยะแขยง ที่มีเขาเป็นเป้าหมาย
แม่นางนั่นคุ้นๆ แฮะ… โจวลู่อย่างนั้นหรือ หวังเป่าเล่อทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่ก็รีบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างรวดเร็วและเบือนสายตาหนีไป
แม่นางโจวลู่คนนั้นที่เคยใช้อำนาจในชมรมการต่อสู้ประจำนครศักดิ์สิทธิ์มาข่มเหงเขา แต่ตนเองกลับโดนอัดจนน่วมและโดนเตะก้นไป เมื่อสมัยที่เขายังเป็นศิษย์ เกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง
เหมือนข้าจะได้ยินมาว่านางออกไปเข้ากองทัพแทน ดูจากสีหน้า สงสัยว่าคงจะจำข้าได้ละมั้ง หรือว่าจะเป็นเพราะเจ้าหมาลู่จื่อหาวคาบข่าวไปบอกนางว่า ข้าคือกระต่ายอ้วนกันนะ
แต่หวังเป่าก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นศิษย์ของ เกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงแล้ว เขาจึงคิดว่าโจวลู่ไม่น่าตามมาแก้แค้นตนได้ คิดได้ดังนี้หวังเป่าเล่อก็เพียงถอนหายใจและเบนความสนใจไปทางอื่นแทน
ไม่นานหลังจากประกาศนั้น ทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกันไปตามจุดหมายของตน หวังเป่าเล่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาบริเวณทิศตะวันออกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เขาก็ยังรู้สึกถึงสายตาของโจวลู่ที่จ้องมองมาเขม็ง
น่ารำคาญเป็นบ้า…ชายหนุ่มพึมพำคนเดียวในใจ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากรู้สึกรำคาญ พลางส่งข้อความไปหาคู่หูสุดลึกลับประจำตำหนักการยุทธ์ ที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในวันนี้
แม้ว่าทั้งสองจะแลกเปลี่ยนรายละเอียดติดต่อกันบนเครือข่ายวิญญาณ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้เจอกันตัวเป็นๆ หลังจากที่บอกพิกัดที่อยู่กับคู่หูของเขาเรียบร้อย หวังเป่าเล่อก็ปิดแหวนสื่อสารและยืนรอ
แต่เวลาผ่านไปนานหวังเป่าเล่อก็ยังยืนทื่ออยู่คนเดียว ขณะที่ผู้คนรอบกายเริ่มจับคู่กัน ตัวเขาเองเริ่มกระสับกระส่าย และสงสัยว่าตนเองจะถูกหลอกให้รอเก้อ
ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น หวังเป่าเล่อก็รู้สึกว่ามีคนหนึ่งในฝูงชนใกล้ๆ กำลังจ้องเขา ชายหนุ่มรีบหันหน้าไปมอง และก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าบูดเบี้ยวเหยเกราวกับกินอุจจาระเข้าไป
“ไอ้ลูกชายอย่างนั้นหรือ” หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าชายคนนั้นดูคุ้นๆ ประหลาด หมอนั่นคือ ลู่จื่อหาวคนที่เคยเรียกเขาว่าบิดา ที่เขาเคยเตะกล่องดวงใจและหักนิ้วเข้าเต็มๆ ลู่จื่อหาวไม่ได้เข้าไปเก็บรากฐานวิญญาณที่หมู่บ้านลมปราณวิญญาณ แต่เข้าเกาะมหาปราชญ์ชั้นสูงมาด้วยรากฐานวิญญาณที่เขาเจอมาระหว่างเดินทาง
เมื่อหวังเป่าเล่อเห็นเขาเข้าแล้ว ลู่จื่อหาวจึงกัดฟันกรอดก่อนค่อยๆ เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าอมทุกข์
“อย่าบอกนะว่าเป็นเจ้า” หวังเป่าเล่อกะพริบตาปริบๆ
ลู่จื่อหาวคำรามฮึดฮัดก่อนจะเชิดหน้าขึ้น เขาดูขุ่นเคืองมากแต่ก็ทำท่าราวกับตนเองไม่มีทางเลือกอื่น
หวังเป่าเล่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา เขาก็อดแหย่ขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทีแบบนี้ของลู่จื่อหาว “ไหน เรียกข้าว่าบิดาเจ้าสิ…”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘บิดา’ เส้นเลือดสีเขียวก็ปูดขึ้นมาบนหน้าผากลู่จื่อหาว ราวกับศีรษะของเขากำลังจะระเบิดออก แต่ลู่จื่อหาวก็สูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุม สติอารมณ์ ก่อนจ้องหวังเป่าเล่อด้วยความโกรธเคือง
“เอาล่ะ ฟังให้ดีนะหวังเป่าเล่อ ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า เจ้าแค่ยืนหายใจทิ้งให้เลขครบสองคนก็พอ เห็นนั่นไหม โจวลู่กำลังมองนายอยู่!”
“พับผ่าสิ เป็นเจ้าจริงๆ ด้วยที่ไปบอกแม่นางนั่นว่าเป็นข้า! โถ่ ลูกพ่อ ช่างกล้านักนะ” หวังเป่าเล่อก่นด่าออกมา แต่ก่อนที่ได้พูดไปมากกว่านั้น เขาก็สังเกตว่าผู้คนรอบกายเริ่มเงียบลง ชายหนุ่มฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะเลิกสนใจลู่จื่อหาว แต่ก็ยัง อดมองไปทางอัฒจันทร์บนฟ้าไม่ได้ หวังเป่าเล่อสังเกตเห็นว่ามีหลายคนบนอัฒจันทร์กำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาตกใจจนทำได้แค่กะพริบตาปริบๆ
พวกนั้นจ้องข้าทำไมนะ โจวลู่จ้องข้ายังพอเข้าใจได้ แต่คนอื่นล่ะ สงสัยเพราะข้ายอดเยี่ยมหาตัวจับยาก ต้องใช่แน่ๆ… หวังเป่าเล่อกระแอมไอ ทำได้แค่ปลอบตนเองแม้ความเคลือบแคลงใจยังชัดในจิตใจ
Comments for chapter "บทที่ 146 เจ้าลูกชายเองอย่างนั้นหรือ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com