บทที่ 20 ชมรมการต่อสู้
บทที่ 20 ชมรมการต่อสู้
เจ้าคู่ต่อสู้รุ่นน้องไร้น้ำยานี่ไม่ได้ช่วยให้ข้าเก่งขึ้นเลย พับผ่าสิ! หลังจากโดนหักนิ้วอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังเป่าเล่อออกจากมิติมายาด้วยอารมณ์โกรธที่ปนเปกับความรู้สึกอับจนหนทาง ชายหนุ่มเริ่มแกะขนมกินและคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อตัดสินใจได้เขาก็ขบฟันเดินตึงๆ ออกจากถ้ำที่พัก ปากก็เคี้ยวขนมไปด้วย หวังเป่าเล่อออกจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์และมุ่งตรงไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ทันที
ชายหนุ่มต้องการต่อสู้กับคนตัวเป็นๆ การต่อกรกับคู่ต่อสู้รุ่นพี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนใกล้บ้า แต่ที่สำคัญที่สุด เขาตระหนักได้ว่าแม้กระบวนท่าบิดหมุนมหาสูญจะช่างแสนไร้ยางอาย แต่ก็ถือว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ได้ผลชะงัดในการประลอง
ทางเดียวที่เขาจะพิชิตมันได้สำเร็จโดยไม่ต้องโดนคู่ต่อสู้รุ่นพี่ทรมานแล้วทรมานอีก คือการหาคนเป็นๆ มาดวลด้วย นี่อาจจะทำให้เขาถอดความลับของเคล็ดวิชานี้ได้สำเร็จ ก็เป็นได้
ด้วยเหตุนี้ชมรมการต่อสู้จึงเป็นสิ่งแรกที่แวบขึ้นมา
หวังเป่าเล่อเดินทางมาถึงนครศักดิ์สิทธิ์และตรงดิ่งไปที่ชมรมการต่อสู้ในทันที ระหว่างทางชายหนุ่มเดินผ่านร้านของเล่น และความคิดบรรเจิดก็แล่นเข้ามาในหัว หวังเป่าเล่อเดินเข้าไปในร้าน เมื่อออกมาเขาก็ไม่ได้ใส่เครื่องแบบศิษย์สำนักอีกต่อไป แถมยังมี…หน้ากากกระต่ายติดมาด้วย
ถึงอย่างไรข้าก็เป็นถึงศิษย์คัดเลือกพิเศษของสำนักศึกษาเต๋า ปิดบังตัวตนไว้ก่อนเป็นอันดีที่สุด หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าตนเองช่างสุขุมมองการณ์ไกล ขณะที่แนบหน้ากากกระต่ายเข้ากับหน้าอก ชายหนุ่มก็อดกระหยิ่มยิ้มย่องไม่ได้
หวังเป่าเล่อถูกใจหน้ากากนี้ตั้งแต่แรกเห็น เพียงแค่สวมใส่ ความน่ารักของมันก็ทำให้เขาเป็นต่อขึ้นมาทันที ช่างน่าประทับใจเหลือเกิน
ชายหนุ่มเอามือไพล่หลังไว้และเดินไปที่ชมรมการต่อสู้ด้วยอารมณ์พึงพอใจ
ทั้งสิบเจ็ดเมืองหลักของสหพันธรัฐต่างมีชมรมการต่อสู้ประจำเมือง แต่ละชมรมกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากมีลานประลองมากมายตั้งอยู่ภายใน ทุกคนจะได้ครอบครองเวทีประลองสำหรับต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะใน ยุคก่อนหน้าหรือยุคกำเนิดวิญญาณ การประลองก็ยังคงเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเสมอมา
เมื่อต้นยุคกำเนิดวิญญาณ ระดับการฝึกตนโบราณได้รับการฟื้นฟูครั้งใหญ่ มนุษย์ทุกหมู่เหล่าต่างเริ่มฝึกฝนพลังปราณ การต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบจึงกลาย เป็นกีฬายอดนิยมไปทั่วสหพันธรัฐ
สำนักวิทยายุทธ์แขนงต่างๆ จึงถือกำเนิดขึ้นมากมาย
ไม่ว่าจะในเมืองไหนหรือเวลาใด บริเวณใกล้เคียงกับชมรมการต่อสู้ก็มักจะเป็นบริเวณเสียงดังที่สุดเสมอ
แน่นอนว่าที่นครศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ไม่ได้ต่างกัน
บรรยากาศของชมรมเมื่อหวังเป่าเล่อเดินทางไปถึงยิ่งตอกย้ำความจริงนี้ได้เป็นอย่างดี อาคารรูปไข่ในนครศักดิ์สิทธิ์ดูราวกับกำปั้นใหญ่ยักษ์จากระยะไกล แต่เมื่อเดินเข้ามากใกล้ก็จะพบว่าเป็นลานประลองแบบโรมัน ที่อึงอลไปด้วยเสียงดังกระหึ่มออกมาจากหลังคาแบบเปิด
“รอช้าอยู่ไย เริ่มดวลกันอีกรอบเร็ว!”
“มีใครอยากประลองกับข้าสักตั้งหรือไม่ หากชนะรับศิลาวิญญาณไปเลยสิบก้อน!”
เสียงตะโกนเซ็งแซ่พลุ่งพล่านไปด้วยความกระหายและความตื่นเต้น นี่ทำให้ ทุกคนที่เดินผ่านชมรมต่างหยุดหันไปมอง และมักมีคนที่ดูกระตือรือร้นอยากลอง สักตั้งก้าวเข้าไปอยู่เสมอ
หวังเป่าเล่อรู้สึกตื่นตัวเต็มที่เมื่อได้ยินเสียงอึกทึกของฝูงชนดังลอดกำแพงหนาออกมา ความตื่นเต้นปะทุขึ้นในใจเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ส่วนเท้าก็ก้าวไปยังปากทางเข้าอย่างเร่งรีบ
เขาปะทะเข้ากับความอึกทึกครึกโครมทันทีที่ผ่านประตูเข้ามา โถงอันกว้างใหญ่ไพศาลตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า
โถงนี้กว้างใหญ่มากเสียจนหวังเป่าเล่อมองไม่เห็นกำแพงอีกฝั่ง สิ่งเดียวที่เขามองเห็นจากระยะไกลคือจุดที่ดูเหมือนจะเป็นใจกลางโถง มีลูกบอลผลึกใสขนาดยักษ์กว้างราวหนึ่งพันฟุตตั้งอยู่ตรงกึ่งกลาง ช่างดูเตะตาเหลือเกิน
หญิงชายมากมายนับไม่ถ้วนแต่งกายในชุดเครื่องแบบ ต่างยืนล้อมลูกบอลผลึกใสนี้อยู่ บางคนก็กำลังคุยกัน ขณะที่บางคนก็ค้นหาข้อมูลอยู่ข้างลูกบอลผลึกใสนั้น
ผู้คนมากมายเกาะกลุ่มกันอยู่ทั่วโถง เสียงพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติและเสียงเชียร์ ทำให้คนที่เพิ่งเข้ามารู้สึกราวกับกำลังอยู่ในตลาดก็ไม่ปาน
หวังเป่าเล่อมองเห็นประตูนับไม่ถ้วนเรียงรายอยู่ บ้างก็ปิดอยู่ บ้างก็เปิดค้างไว้ ประตูใดที่เปิดอยู่จะงับปิดทันทีที่มีคนเดินเข้าไป ดูเหมือนว่าประตูจะปล่อยให้เข้าได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
ใหญ่เป็นบ้า! หวังเป่าเล่อแทบลืมหายใจ แม้ว่าจะพอรู้ว่าภายในอาคารจะต้องใหญ่มโหฬาร แต่พอได้มาเห็นจริงก็ยังอดทึ่งไม่ได้ เขาแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนหลังจากชื่นชมอยู่ได้สักพัก เมื่อถามไปถามมาก็ได้รู้ว่าชมรมการต่อสู้นั้นมีสามชั้นด้วยกัน
ชั้นแรกจะต่อสู้กันในโถงที่เขายืนอยู่นี้ ชั้นที่สองจะเป็นการประลองบนเวทีต่อสู้จริงของชมรม และชั้นสุดท้ายนั้นแทบไม่ค่อยได้เปิดให้รับชมมากนัก เพราะจะจัด ก็ต่อเมื่อมีการประลองนัดสำคัญเท่านั้น
การจะขึ้นไปประลองที่ชั้นสองนั้นทำได้สองวิธี วิธีแรกคือผ่านประตูใหญ่บานใดก็ได้ในสี่บานที่จะพาไปที่ลานประลองชั้นสองได้เลย วิธีที่สองคือจองเวทีต่อสู้ แบบส่วนตัว ซึ่งเปิดโอกาสให้รับคำท้าจากผู้อื่น หรือประกาศท้าผู้อื่นได้ตามชอบใจ ประตูมากมายที่เรียงรายอยู่ในโถงนั้นมีไว้สำหรับวิธีการที่สองนี้
ระหว่างสองวิธี แน่นอนว่าแบบแรกง่ายกว่าแม้จะไม่มีความเป็นส่วนตัว ขณะที่แบบที่สองจะปลอดภัยและลับตาคนมากกว่า แต่ก็แพงกว่าด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ผู้ร่วมประลองก็ต้องเข้าไปลงทะเบียนที่ลูกบอลผลึกใสยักษ์ ตรงกลางโถง และจ่ายศิลาวิญญาณเป็นค่าธรรมเนียม
หากเป็นคนอื่นคงจะเลือกแบบแรกที่ราคาถูกกว่า แต่แน่นอนว่าไม่ใช่หวังเป่าเล่อศิษย์สาขาอาวุธเวท ผู้ซึ่งสามารถออกใบแจ้งหนี้มาใช้แทนเงินตราได้ เงินแค่นี้ไม่ได้ระคายกระเป๋าเขาแม้แต่น้อย ด้วยแต้มต่อนี้หวังเป่าเล่อจึงมือไขว้หลังเดินดุ่มไปยัง จุดลงทะเบียน
ข้ามาที่นี่เพื่อฝึกวิชาหักนิ้ว ศิลาวิญญาณหรืออะไรพวกนั้นเป็นแค่การลงทุนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ด้วยความคิดนั้น หวังเป่าเล่อก็มั่นใจมากยิ่งขึ้นไปอีกว่าเขาล้ำเลิศเพียงใด ขณะเขาลงทะเบียนที่ลูกบอลผลึกใสขนาดยักษ์ พนักงานก็แจกแจงกฎระเบียบเกี่ยวกับการประลองให้ฟัง เมื่อรับทราบแล้วหวังเป่าเล่าก็จ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อจองห้องของตน
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ และเห็นประตูห้องประลองบานหนึ่งที่เปิดอยู่ เขารีบก้าวเข้าไปอย่างไม่รอช้า ทันทีที่เข้าไป บัตรประจำตัวผู้ประลองที่ได้รับมาจากจุดลงทะเบียนก็จัดการยืนยันตนเองเสร็จสรรพ ประตูห้องปิดลงและเสียงหญิงสาวก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เรียนท่านผู้มีเกียรติ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชมรมการต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบ ขอความกรุณาท่านปิดบังตัวตนของท่านตลอดการประลอง หากจำเป็น กรุณาใส่หน้ากากให้เรียบร้อยก่อนเข้าไปยังบริเวณเวทีประลอง ไม่ว่าท่านจะเริ่ม การประลองใหม่หรือกลับไปยังสนามเดิม ขอความกรุณาท่านระบุพิกัดที่ต้องการไป และแจ้งว่า ‘เริ่มประลอง’ หรือ ‘กลับสนามเดิม’ เพื่อให้เราพาท่านไปยังจุดหมายที่ถูกต้อง” เสียงตามสายนั้นแจ้งระเบียบข้อบังคับที่ควรรู้ให้เขาได้รับทราบ
“เหมือนคนจริงๆ เลย ไม่เลว ไม่เลวทีเดียว” หวังเป่าเล่ารู้สึกพึงพอใจในบริการ ชายหนุ่มก้าวเท้าไปข้างหน้า
เบื้องหน้าเป็นทางเดินที่ประดับด้วยไฟส่องสว่างอาบไล้ไปทั่วกำแพงดูสบายตา ปลายทางมีห้องห้องหนึ่งตั้งอยู่ ภายในมีเตียง โต๊ะหน้าตาเรียบๆ เก้าอี้ และกระจกตั้งอยู่ให้ผู้ร่วมประลองได้พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพื่อปิดบังตัวตนก็ย่อมได้
ขณะยืนอยู่ในห้องนั้น หวังเป่าเล่อพยายามควบคุมลมหายใจของตนให้อยู่ในจังหวะปกติ เขารู้สึกราวกับตนเองเป็นแม่ทัพที่กำลังเดินไปยังสมรภูมิก็ไม่ปาน ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
นี่จะเป็นสนามประลองแรก ที่ข้าหวังเป่าเล่อคนนี้จะต่อสู้ด้วยเคล็ดวิชาหักนิ้ว! หวังเป่าเล่อตบพุงตนเองขณะหยิบหน้ากากกระต่ายออกมา ชายหนุ่มสวมหน้ากากลงบนใบหน้าอย่างช้าๆ และเขาก็ดูเปลี่ยนไปในทันที หน้ากากกระต่ายอันแสนน่ารักและร่างตุ้ยนุ้ยของเขาช่างดูขัดกันเสียเหลือเกิน
แต่หวังเป่าเล่อพอใจมากกับรูปลักษณ์นี้ หลังจากที่สำรวจตนเองในกระจกเรียบร้อย เขาก็เดินไปกลางห้อง มองขึ้นไปด้านบน ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ ว่า
“เริ่มประลอง!”
ทันทีที่พูดจบเพดานห้องก็เปิดออก และพื้นที่ใต้เท้าเขาก็ยกตัวสูงขึ้นเป็นแท่น ก่อนจะขึ้นไปโผล่ที่ชั้นสองของชมรมการต่อสู้!
เสียงตะโกนโห่ร้องกึกก้องดังยิ่งกว่าชั้นแรกพุ่งเข้าปะทะเขา เบื้องหน้าของ ชายหนุ่มคือ เวทีประลองที่ล้อมด้วยกระจกใส!
เวทีประลองกว้างราวหนึ่งร้อยเมตร จากจุดที่หวังเป่าเล่อยืนอยู่สามารถมองทะลุกระจกไปเห็นทะเลฝูงชน และเวทีประลองแบบเดียวกันนี้ด้วย!
ชั้นสองของชมรมน่าจะมีเวทีอยู่หลายร้อย หรืออาจจะมากกว่าหนึ่งพันเวที เสียด้วยซ้ำ แต่ละเวทีก็มีการต่อสู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เว้นว่าง
เสียงโห่ร้องของฝูงชนและเสียงคำรามของเหล่านักสู้แพร่กระจายเหมือน กระแสความร้อน ผู้ร่วมประลองส่วนใหญ่ใส่หน้ากากปิดบังตัวตน เห็นได้ชัดว่า ต่างคนก็ต่างไม่อยากให้ใครล่วงรู้ใบหน้าที่แท้จริงของตน
หวังเป่าเล่อหายใจลึกเข้าปอดและกวาดตามองไปโดยรอบ หัวใจเขาก็พลัน อดไม่ได้ที่จะเต้นแรงอยู่ในอก บรรยากาศนี้ช่างแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับเขา จากระเบียบข้อบังคับที่พนักงานแจกแจงให้ฟังก่อนหน้า หลังจากที่จองห้องเรียบร้อยแล้ว เขาต้องตั้งจำนวนเงินรางวัลเพื่อรอให้มีคนรับคำท้าของตน หากหวังเป่าเล่อ พ่ายแพ้ ผู้รับคำท้าก็จะได้ศิลาวิญญาณจำนวนนั้นไป ผู้ร่วมประลองทุกคนสามารถเลือกได้ว่าต้องการคู่ต่อสู้ที่มีขั้นปราณอยู่ในระดับไหน
หากผู้รับคำท้าเป็นฝ่ายแพ้ ก็จะโดนปรับเท่าจำนวนรางวัลที่ตั้งไว้ในตอนแรก ส่วนเจ้าของเวทีประลองก็สามารถเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้รับคำท้าได้เช่นกัน นี่คือที่มาว่าเหตุใดที่แห่งนี้ จึงได้รับการขนานนามว่าชมรมการต่อสู้แบบไม่จำกัดรูปแบบ
กระนั้นชมรมนี้ก็ห้ามมิให้มีการสังหารโดยสิ้นเชิง ทางชมรมให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและอิสรภาพของลูกค้าเป็นหลัก หากมีผู้ใดแหกกฎ ทางชมรมจะเข้ามาจัดการในทันที
หวังเป่าเล่อพยายามควบคุมความตื่นเต้นของตนไว้ ขณะกำหนดเงินรางวัลสำหรับเวทีประลองของเขา หลังคิดอยู่สักพักเขาก็ตกลงปลงใจที่ศิลาวิญญาณสิบก้อนเพื่อดึงดูดคู่ต่อสู้และจะได้ฝึกซ้อมได้บ่อยขึ้น เขายืนรอผู้รับคำท้าอย่างใจจดใจจ่ออยู่ที่ฝั่งหนึ่งของสนาม
เวลาผ่านไปสักพักแต่กลับไม่มีผู้ใดเลือกประลองกับเขาเลย แม้จะมีหลายคนมาเมียงมองอยู่ก็ตาม พวกเขาต่างรู้สึกไม่ไว้ใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของหวังเป่าเล่อและจำนวนเงินรางวัลสิบก้อน ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าแสนประหลาด
นี่ก็เพราะศิลาวิญญาณสิบก้อนถือเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรเลยทีเดียว
นี่ข้าต้องรอไปอีกนานแค่ไหนกันนะ หวังเป่าเล่อเริ่มหมดความอดทนในอีก ห้านาทีต่อมา เขามองไปรอบๆ และตัดสินใจว่าจะลองออกจากเวทีของตนไปเข้าร่วมกับฝูงชนดู ในเมื่อไม่มีใครรับคำท้าเขา เขาก็จะไปหาคนอื่นดูบ้าง
ข้าควรเริ่มจากง่ายๆ ก่อน หวังเป่าเล่อเดินแทรกตัวผ่านฝูงชน พลางมองไปยัง ตู้กระจกมากมายรอบตัว ในที่สุดเขาก็เลือกเวทีมูลค่าศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนและเดินเข้าไป
เจ้าของเวทีนั่งไขว่ห้างอยู่ เขาเป็นชายล่ำสัน แววตาส่องประกายด้วย ความกระหาย ร่างของเขากำยำและขั้นปราณก็อยู่ที่ระดับปราณโลหิต เขามองเหล่า ผู้รับคำท้าข้างล่างด้วยสายตาท้าทาย และเมื่อเขาเห็นแววตาสนใจของหวังเป่าเล่อ เขาก็หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกหวังเป่าเล่อ
“เจ้ากระต่าย มาสิ มาลองดวลกับชายแก่อย่างข้าดูสักตั้งไหม”
หวังเป่าเล่อถลึงตาเขม็งขณะทะยานขึ้นบนเวที แม้จะมีคนยืนสังเกตการณ์อยู่มากมายโดยรอบ หลายคนก็ไม่ได้สนใจการประลองระดับนี้ แต่เมื่อพวกเขาเห็น ชายรูปร่างกำยำกับเจ้ากระต่ายหวังเป่าเล่อ ก็ต่างพากันหยุดดู
เมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อรับคำท้า ชายผู้นั้นก็อารมณ์ดีขึ้นในพริบตา เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาขณะลุกขึ้นยืน ระดับปราณขั้นปราณโลหิตของเขาพุ่งขึ้นพรวดเป็น ขั้นผนึกกายา ด้วยรอยยิ้มมาดร้ายเขากระโจนเข้าใส่หวังเป่าเล่อในทันที
ฝูงชนต่างนิ่งอึ้งไปในทันที ขั้นปราณที่สัมผัสได้ก่อนหน้ากับ ณ ตอนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“ข้าจงใจกดขั้นปราณของตนไว้เพื่อล่อกระต่ายน้อยอย่างเจ้าให้เข้ามาติดกับ นี่แหละ เอาล่ะ วันนี้ข้าจะสอนบทเรียนอันน่าจดจำให้เจ้าเอง!” เสียงหัวเราะดังก้องขณะที่รังสีปราณโลหิตแพร่กระจายออกมาจากกายเขา เขาพุ่งเข้าประชิดตัว หวังเป่าเล่อ และง้างฝ่ามือใหญ่หนาของตนขึ้นเพื่อตะปบไปที่หน้ากากกระต่าย
หวังเป่าเล่อชูมือขวาขึ้นตามสัญชาตญาณ เมล็ดหลุมดำในตัวเขาถูกปลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มใช้กระบวนท่าบิดหมุนที่สร้างความทุกข์ทรมานให้เขาในช่วงที่ผ่านมา ดูดเอาร่างหนาของคู่ต่อสู้เข้ามาหาตน การโจมตีของชายผู้นั้นก็วืดไป เขาเสียหลักไปสองสามก้าว
หวังเป่าเล่อเกือบคว้าตัวคู่ต่อสู้ของเขาได้แล้ว แต่ปฏิกิริยาตอบรับของคู่อริกลับ ไวเหลือเชื่อ เขาหมุนตัวอย่างรวดเร็วและก้าวหลบเงื้อมมือของหวังเป่าเล่อได้อย่างทันท่วงที พลางปล่อยเสียงคำรามยาวออกมา
หมอนั่นหลบได้เฉย! หวังเป่าเล่อรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก เขาพุ่งเข้าประชิดตัว คู่ต่อสู้ร่างหนาทันที ณ เวลานั้นชายผู้นั้นก็เริ่มหอบหายใจ เขารู้สึกได้ทันทีว่า มีบางอย่างผิดปกติและรีบถอยร่นไปตั้งหลัก ชายร่างหนาปล่อยเสียงคำรามออกมาเบาๆ ด้วยความโกรธ เขากำหมัดมือเพื่อปล่อยหมัดออกมาอย่างเร็วถี่ หวังจะกันตนเองให้ห่างจากหวังเป่าเล่อ
ไม่นานจากนั้นทั้งสองก็ผลัดกันโจมตีอย่างสูสีคู่คี่ คงไม่มีใครเหมาะเป็นคู่ต่อสู้ในการประลองครั้งแรกของเขาเท่าชายผู้นี้อีกแล้ว ชายหนุ่มค่อยๆ พัฒนาความเร็วในการเคลื่อนไหวขึ้น วิทยายุทธ์ที่ใช้โจมตีก็เปลี่ยนไปจากตอนเริ่มแรก พัฒนาการของหวังเป่าเล่อเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ประกายในแววตาโชติช่วงไปด้วยความตื่นเต้นมากกว่าเดิม
ตรงกันข้าม คู่ต่อสู้ของเขากลับเริ่มมีเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก สีหน้าดูราวกับเห็นผี เขาตระหนักแล้วว่าหวังเป่าเล่อผู้ที่ดูอ่อนด้อยประสบการณ์นั้น กำลังพัฒนาขึ้นด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ
ชายร่างหนาผู้นั้นถึงขั้นต้องปิดผนึกรูขุมขนของตนเพื่อกักปราณโลหิตไว้ภายในกาย แลกกับความเร็วและพละกำลังที่มากขึ้น ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อของหวังเป่าเล่อ ผู้ที่บัดนี้ส่งพลังขั้นปราณโลหิตออกมาเท่านั้น
“บ้าเอ๊ย ไอ้กระต่ายเวรนี่มันมาจากขุมไหนเนี่ย!” ชายร่างหนาเริ่มตื่นตระหนก เขากัดฟันปล่อยเสียงคำรามแผ่ว ก่อนกระโจนพลางยืดแขนขวาออกมาข้างหน้า ราวกับกำลังใช้มือข้างเดียวยันตนเองอยู่ ชายผู้นั้นพุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่อในทันที นี่เป็นกระบวนท่าเดียวที่เขารู้
“ฝ่ามือจักรภพ!”
ผู้ชมโดยรอบพากันหันมาสนใจการประลองนี้ในทันที หลายคนเปล่งเสียงอุทานออกมาเมื่อเห็นกระบวนท่าฝ่ามือจักรภพ แต่ขณะที่กำลังพากันตื่นตาตื่นใจอยู่นั้น สถานการณ์ภายในตู้กระจกก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ!
เมื่อฝ่ามือจักรภพของชายร่างหนาพุ่งเข้ามาตรงหน้า ดวงตาของหวังเป่าเล่อก็ ส่องประกายระยับ ภาพของคู่ต่อสู้รุ่นพี่ในมิติมายาฉายขึ้นมาในใจเขา ขณะที่ชายหนุ่มก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พลังดูดจากเมล็ดหลุมดำถูกปล่อยออกมาทันทีที่ เขาเอื้อมมือออกไป!
กระบวนท่านี้ทำให้สีหน้าของคู่ต่อสู้เปลี่ยนไปทันที ชายร่างหนามองฝ่ามือของตนเบี่ยงออกไปด้านข้าง แต่คราวนี้กลับโยกหลบไม่ทันเสียแล้ว หวังเป่าเล่อคว้าหมับเข้าที่นิ้วมือของอีกฝ่าย ก่อนจะจัดการหักมันไปด้านหลังอย่างไร้ความปรานี!
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากชายร่างหนา ร่างของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ส่วนขาก็พลันหมดสิ้นเรี่ยวแรงจนแทบจะทรุดลง เขาพยายามดึงนิ้วมือของตนเองออกตามสัญชาตญาณ แต่มือของหวังเป่าเล่อกลับติดหนึบด้วยแรงดูด ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็ไม่มีทางหลุดพ้นไปได้เลย เสียงสบถด่าดังขึ้นรัวราวกับบทสวดในใจเขา ขณะที่เสียงร้องก็เริ่มแหลมขึ้นเรื่อยๆ
“โอ๊ย! เจ็บโว้ย! ปล่อยข้า…”
“ฮ่าๆ แปลว่าเจ้ายอมแพ้แล้วใช่หรือไม่” หวังเป่าเล่อแทบสำลักความตื่นเต้นสะใจ เขามองชายร่างหนาที่อยู่ตรงหน้า พลางมองเห็นภาพของตนที่กรีดร้องโหยหวนอยู่ในมิติมายาซ้อนทับขึ้นมา ความรู้สึกที่ได้หักนิ้วคนอื่นนี่มันช่างแสนหอมหวาน มันทำให้เขารู้สึกไร้เทียมทานเสียนี่กระไร ชายหนุ่มเริ่มตกหลุมรักเคล็ดวิชานี้ขึ้นมาเสียแล้ว
บรรดาฝูงชนภายนอกตู้กระจกมองภาพนี้อ้าปากค้าง แต่กรามของพวกเขา กลับอ้ากว้างขึ้นไปอีก เมื่อเห็นชายร่างหนาร้องขอความเมตตาขณะยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ ไม่นานนักเสียงอื้ออึงก็ดังตามมา
“เมื่อ…เมื่อกี้หมอนั่นมันหักนิ้วคู่ต่อสู้หรือ”
“สวรรค์เป็นพยาน ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย…ให้ตายเถอะ นี่มันช่างหน้าไม่อายเสียจริง”
Comments for chapter "บทที่ 20 ชมรมการต่อสู้"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com