บทที่ 229 วานรเพชรมาถึงแล้ว
บทที่ 229 วานรเพชรมาถึงแล้ว
ขณะนั้นเอง ณ ลานจัตุรัสกลางแจ้งในเรือนหมู่ของเจ้าเมืองนครศักดิ์สิทธิ์ แขกทุกคนกำลังพูดคุยสรวลเสเฮฮากันเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณสามถึงห้าคน หัวข้อการสนทนานั้นหลากหลายมาก เริ่มตั้งแต่เรื่องเรือบินไปจนถึงเรื่องของใช้ราคาแพง แล้วข้ามไปคุยเรื่องการฝึกตน ไม่นานนักก็เปลี่ยนมาคุยเรื่องเขตจันทราเวท
บทสนทนาทุกประเภทดำเนินไปเรื่อยๆ พร้อมเสียงหัวเราะดังขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เหล่าข้ารับใช้ของเรือนหมู่นั้นต่างเดินขวักไขว่เพื่อบริการสุราเมรัยให้แก่แขก ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
ในฐานะที่หลินเทียนหาวเป็นเจ้าภาพจัดงาน จึงมีสหายผองเพื่อนจำนวนมาก ยืนห้อมล้อมและพูดคุยเฮฮา เหล่าหญิงสาวผู้ฝึกตนทั้งหลายจากสำนักศึกษาเต๋าแห่งอื่นๆ มองชายผู้มีบุคลิกอันทรงเสน่ห์น่าดึงดูดคนนี้ด้วยแววตาชื่นชม
เช่นเดียวกันกับแม่นางหลี่อี้ผู้ถือจอกเหล้า มองหลินเทียนหาวพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเขาพูดเรื่องตลก นางจะเม้มปากอมยิ้ม ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบชายหนุ่มกับ หวังเป่าเล่อแล้ว หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าชายอีกคนเป็นเหมือนกับมูลสัตว์สกปรก…
นอกจากหลินเทียนหาวแล้ว บรรดาหนุ่มสาวหลายคนยังรุมล้อมจั่วอี้เซียนอีกคน เพราะต้องการทำความรู้จักกับนายน้อยทายาทสกุลโจวแห่งตระกูลนภาห้าสมัย ชายหนุ่มเองก็พูดคุยกับพวกเขาอย่างพึงพอใจ
ส่วนใหญ่บรรดาลูกหลานของเหล่าเสนาบดีมักจะอยู่ร่วมกันเป็นวงสังคมชนชั้นสูง การโอ้อวดความมั่งคั่งถือเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ต้นตระกูลของพวกเขาต่างก็ปลูกฝังและสั่งสอนคุณสมบัติอันดีงามหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการวางตัวหรือการฝึกตน ทำให้ดูน่ายกย่องกว่าบุคคลธรรมดาสามัญ
หลายคนไม่ใช่ลูกคนเดียวแบบหลินเทียนหาว พวกเขาล้วนแล้วแต่มีพี่ชายพี่สาว แม้ระดับการฝึกตนยังไม่บรรลุสู่ขั้นรากฐานตั้งมั่น และเทียบชั้นกับผู้เป็นพี่ไม่ได้ แต่พวกเขาก็ใช้ชีวิตอย่างหรูหรามีชีวิตชีวาอยู่ดี
พวกเขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดีให้หัดข่มใจตัวเอง จึงมั่นใจได้ว่าเมื่อต้องพบปะกับคนเก่งๆ จากสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋า พวกเขาจะไม่เข้าหาอีกฝ่ายด้วย ความหยิ่งผยองตน ทำให้ทั้งสองกลุ่มเริ่มทำความรู้จักกัน และสร้างความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนอันดี
กล่าวได้ว่าผู้คนที่มารวมตัวกันตรงนี้ จะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่แห่งสหพันธรัฐ แม้ผู้กล้าหลายคนจะโรยราไปตามกาลเวลา แต่ในภายภาคหน้า จะต้องมีผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมหาศาลมาแทนที่อย่างไม่ต้องสงสัย
หลี่ซิ่วเองก็เป็นหนึ่งในนั้น คำว่า ‘ซิ่ว’ ในนามนั้นไม่ได้บ่งบอกเพศ แต่มีความหมายว่าเป็นเลิศต่างหาก หลี่ซิ่วจึงหาใช่ผู้ฝึกตนหญิง หากแต่เป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง
ในฐานะบุตรชายของหัวหน้าเสนาบดี และถือว่าเป็นลูกชายเพียงคนเดียวในตระกูล ชายหนุ่มจึงถูกตั้งความคาดหวังมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป แม้จะมีพี่สาว อีกหนึ่งคนผู้กำลังฝึกตนเพื่อบรรลุสู่ขั้นกำเนิดแก่นในอยู่ก็ตาม
หลี่ซิ่วถือจอกเหล้านั่งนิ่งอยู่ตรงมุมห้อง รายล้อมด้วยลูกหลานของเหล่าเสนาบดี ซึ่งปฏิบัติราวกับเขาเป็นจักรพรรดิของกลุ่ม แม้แต่หลินเทียนหาวผู้ไม่ได้ติดตาม ชายหนุ่มเหมือนคนอื่นๆ ยังคอยเข้ามาให้การดูแลอย่างเป็นกันเอง
“ข้าได้ยินว่าหวังเป่าเล่อมาจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์มิใช่หรือ เทียนหาว เจ้าเองก็มาจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน พอจะรู้จักกับหวังเป่าเล่อบ้างรึเปล่า” หลี่ซิ่วเหลือบมองและถามหลินเทียนหาว ที่กำลังพูดคุยกับหลี่อี้อยู่
“หวังเป่าเล่อรึ…” เมื่อชายหนุ่มรู้ว่าหลี่ซิ่วสนใจในตัวหวังเป่าเล่อจึงตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงใช้โอกาสนี้ยุแยงสร้างความขัดแย้งระหว่างหลี่ซิ่วและ หวังเป่าเล่อก่อนที่ทั้งคู่จะพบกัน ทว่าหลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก หลินเทียนหาวกลับส่ายหัวเบาๆ
“ข้าไม่สนิทสนมและไม่รู้จักเขามากนักหรอกขอรับ”
“อย่างนั้นรึ” ดวงตาของหลี่ซิ่วทอประกายเมื่อได้ยินคำตอบ ก่อนแสยะริมฝีปากออกมา เขารู้จักหลินเทียนหาวดี ทำให้มองเห็นสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้คำตอบเรียบง่ายนั้น
ขณะที่ชายร่างสูงกำลังวิเคราะห์คนตรงหน้า หลี่อี้ก็ส่งเสียงฟึดฟัดออกมาด้วยความไม่พอใจ แม้จะใช้สกุล ‘หลี่’ เหมือนกัน แต่ทว่าตระกูลของทั้งสองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์
“ข้ารู้จักหวังเป่าเล่อดีเลยเจ้าค่ะ เขาเป็นคนน่ารังเกียจ ไร้ยางอายและวิปลาส วันๆ คิดแต่เรื่องชั่วร้ายอันโสมม ไม่ช้าก็เร็วคงจะโดนใครสักคนจับตอนแล้วสับเละ เป็นชิ้นๆ เข้าสักวันเจ้าค่ะ!”
ผู้คนรอบข้างได้ยินคำพูดของหญิงสาวก็หันขวับมามอง หลี่ซิ่วเองก็มีสีหน้าฉงนเช่นกัน แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม ก็บังเกิดเสียงร้องคำรามลั่นดังมาจาก ท้องนภาราวกับฟ้าผ่าเสียก่อน
เสียงดังอื้ออึงนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทุกแห่งหน บังเกิดลมกรรโชกแรงจนทำลายต้นไม้รอบข้าง ก่อนแปรสภาพเป็นพายุทราย ผู้คนบนลานจัตุรัสแห่งนั้นหันมองตามด้วยความตื่นตกใจ
หลินเทียนหาว จั่วอี้เซียน หลี่อี้ หลี่ซิ่ว และผู้กล้าหนุ่มสาวทั้งหลายต่างหันขวับตามทิศทางของเสียงคำรามนั่น ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตะลึง บางคนถึงกับ อ้าปากค้างอย่างคุมไม่อยู่
“นั่นมันอะไรกัน!”
จุดสีดำเล็กๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางก้อนเมฆและลมพายุบนท้องฟ้าอันห่างไกล ก่อนจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นในชั่วพริบตา และในไม่กี่อึดใจต่อมาก็เผยให้เห็นร่างยักษ์สูงตระหง่านราวกับภูผาหุ้มเกราะขนาดย่อมๆ
วานรเพชรมาถึงแล้ว!
มันปรากฏตัวขึ้นพร้อมมวลพลังอันโหดเหี้ยม ขนสีดำสนิทแลบออกมาด้านนอกเกราะ ดวงตาสีแดงเข้ม และปีกพัดกระพือจนเกิดลมกรรโชกทำให้ทุกคนต่างพากันหวาดกลัว
“อสูรกาย!”
“มันเป็น…อสูรขั้นรากฐานตั้งมั่น!”
บรรดาหนุ่มสาวและประชาชนในนครแห่งนี้ต่างตกตะลึงไม่แพ้กัน ทุกคนผงะถอยและร้องเสียงหลงออกมาอย่างหวาดกลัวเมื่อเห็นวานรเพชรนั่น
ลองคิดภาพตามว่า…เจ้าวานรเพชรสวมชุดเกราะงามสง่าราวกับเป็นอสูรเทพ สูงกว่าร้อยเมตร แค่มวลพลังขั้นรากฐานตั้งมั่นของมันก็ไม่มีใครโค่นมันลงได้แล้ว รังสีอันโดดเด่นแผ่กระจายออกมา ทำให้ผู้คนจับตามองด้วยความสั่นกลัว
สรีระร่างยักษ์นั้นยิ่งใหญ่พอๆ กับพละกำลังของมัน
วานรเพชรพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมแผ่มวลพลัง จนทุกคนบนลานจัตุรัสกลางแจ้งในเรือนหมู่เจ้าเมืองนครศักดิ์สิทธิ์ต่างสูดอากาศอย่างเยียบเย็น และผงะถอย ตามสัญชาตญาณ แม้แต่องครักษ์ประจำเรือนหมู่ยังพากันตื่นตระหนก
ยังดีที่ท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้น มีศิษย์จากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์บางคน จำวานรเพชรได้ รวมถึงศิษย์จากสำนักศึกษาเต๋าแห่งอื่นๆ ก็เคยได้ยินเรื่องเล่าขานของวานรเพชรจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์มาบ้างเช่นกัน พวกเขาตะโกนร้องอย่างประหลาดใจ
“นั่นมันวานรเพชรจากตำหนักฝึกอสูรมิใช่หรือ!”
“สวรรค์ เหตุใดมันจึงมาที่นี่ได้เล่า”
“นั่นมัน…วานรเพชรจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์นี่!”
เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายเรียกสติผู้คนกลับมาได้บ้าง ทว่าพวกเขายังคง ครั่นคร้ามกับความเร็วของอสูรตนนั้นไม่คลาย ในที่สุดทุกคนก็มองเห็นว่ามีร่าง สามร่างนั่งอยู่บนหลังของมันอย่างชัดเจน บางคนเห็นว่ามีหวังเป่าเล่ออยู่ในนั้นด้วย
“มีคนอยู่บนนั้น! มีใครบางคนขี่หลังเจ้าอสูรนั่นมา!”
“เป็นไปได้อย่างไร อสูรศึกแห่งสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์…กลายเป็นยานพาหนะไปเสียแล้ว!”
ยังไม่ทันที่ฝูงชนจะได้พิจารณาดูดีๆ เจ้าวานรเพชรก็ร้องคำรามลั่นดิ่งลงมาจากท้องนภาเสียก่อน ร่างขนาดเท่าภูเขาย่อมๆ ของมันพุ่งกระแทกกับลานจัตุรัสในเรือนหมู่เจ้าเมืองนครศักดิ์สิทธิ์ จนเกิดเสียงดังกึกก้อง แผ่นพสุธาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
วานรเพชรรู้สึกพึงพอใจเมื่อร่างของมันกระทบพื้นจนแผ่นดินสั่นไหว หาได้สนใจมนุษย์ตัวเล็กๆ รอบข้าง ก่อนเงยหน้าส่งเสียงคำรามอย่างดุร้าย พร้อมทุบอกของตนด้วยสองกำปั้นดังสนั่นไปทั่ว ผู้คนมองดูด้วยความหวาดกลัวจนตัวชา ขณะที่มัน คุกเข่าลง เผยให้ทุกคนเห็นหวังเป่าเล่อและสหายนั่งอยู่บนหลังของอสูรตนนี้!
หนุ่มสาวทั้งสามคนทยอยกระโดดลงจากไหล่ ทุกสายตาจับจ้องไปยังเจ้าเยี่ยเหมิงและจั่วอี้ฟาน หญิงสาวสวมชุดคลุมสีขาวราวกับเป็นเทพยดาจากสรวงสวรรค์ ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องและงามสง่า หน้าตาสะสวยรวมถึงแววตาอันสุขุมนั้นเปี่ยมล้มไปด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ไม่ธรรมดา
จั่วอี้ฟานยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาว ร่างของชายหนุ่มสูงตระหง่าน หน้าตาและรูปร่างช่างน่าหลงใหล ดวงตานั้นใสบริสุทธิ์ไร้ความชั่วร้ายเคลือบแฝง ราวกับเป็นดวงอาทิตย์ที่ไม่ว่าใครมองดูต่างมีอันต้องแสบตาด้วยประกายความสดใสจากร่างของเขา
หนุ่มหล่อสาวสวยทั้งสองคนนั้นดูดีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความสูง รูปร่าง หรือมวลพลังที่แผ่ออกมา นับว่าเป็นความสมบูรณ์แบบขั้นสุดยอดของโลกใบนี้ หากมีคนไม่มั่นใจในตัวเองยืนตรงหน้าทั้งคู่ก็คงเขินอายอย่างมาก เพราะทั้งสองคนนั้นคงดึงดูดความสนใจทั้งหมดไปในทันที
ระหว่างหนุ่มสาวคู่นี้…กลับมีหวังเป่าเล่อยืนอยู่ รูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มแตกต่างจากสองคนข้างๆ อย่างชัดเจน เพราะไม่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบเลย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความสูงหรือขนาดหุ่น กระนั้นชายหนุ่มก็ยังตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนอยู่ดี
ชายหนุ่มยืนนิ่งด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างอธิบายไม่ถูก ราวกับว่า…ตนเองเป็นหัวหน้ากลุ่มก็ไม่ปาน!
หากสังเกตจั่วอี้ฟานและเจ้าเยี่ยเหมิงดีๆ จะเห็นว่าทั้งคู่เดินตามหลังหวังเป่าเล่ออยู่ครึ่งก้าว!
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แม้กระทั่งหนุ่มสาวทั้งสองคนเองก็ไม่รู้ตัวว่าความคิดของตนได้เปลี่ยนไปแล้ว ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ณ แอ่งแผ่นดินเค่อหลุน เช่นตอนที่หวังเป่าเล่อยืนขวางหน้าพวกเขา เผยให้เห็นแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ ดั่งขุนเขา ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของทั้งคู่ไม่เสื่อมคลาย
การต่อสู้ครั้งนั้นส่งผลกระทบครั้งใหญ่ ทำให้ลึกลงไปในใจของสองคนนั้นยอมรับให้หวังเป่าเล่อเป็นผู้นำของพวกเขา แม้จะไม่แสดงออกให้เห็นบ่อยครั้งก็ตาม
ความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปของจั่วอี้ฟานและเจ้าเยี่ยเหมิงนั้นส่งผลต่อมวลพลัง ที่ทั้งคู่แผ่ออกมา ต่างจากหวังเป่าเล่อผู้ไม่เคยมีข้อกังขาในตนเอง พจนานุกรมของเขาไม่เคยมีคำนี้ ชายอ้วนตรงกลางเชิดหน้าอกผายไหล่ผึ่ง พลางตบพุงที่แขม่วอยู่เบาๆ ขณะที่เดินผ่านฝูงชนซึ่งกำลังหวาดกลัวผ่านเข้าไป
“ขออภัย พวกเรามาสายไปหน่อย”
Comments for chapter "บทที่ 229 วานรเพชรมาถึงแล้ว"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com