บทที่ 231 การปรองดองกันของหวังกับหลิน
บทที่ 231 การปรองดองกันของหวังกับหลิน
หวังเป่าเล่อเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเจ้าเยี่ยเหมิงผู้มีกายาวิญญาณโดยกำเนิด พลังการรับรู้ของนางนั้นเหนือชั้นกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่านัก
ชายหนุ่มระวังตัว และเริ่มเคลื่อนตัวออกห่างจากหวงซานโดยไม่กระโตกกระตากเกินไป
ยังดีที่ภายในงานมีคนจำนวนมาก การหลบหน้าของหวังเป่าเล่อจึงไม่โจ่งแจ้งนัก ไม่ช้าดนตรีบรรเลงก็ค่อยๆ เบาลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหน้า
เสียงหัวเราะนั้นดังลั่นไปทั้งเรือนหมู่ ฟังดูสดใสและอบอุ่น ทุกคนเงียบลงขณะมองตามไป
พวกเขาจับจ้องไปยังชายวัยกลางผู้หนึ่งซึ่งกำลังเดินออกมาจากห้องด้านใน…รูปร่างหน้าตาอันน่าดึงดูดของเขาคล้ายคลึงกับหลินเทียนหาว ชายร่างสูงคนนี้ สวมอาภรณ์ยาวหลวมๆ ปล่อยเรือนผมยาวสยายถึงกลางหลัง ดวงตาเปล่งประกายคล้ายดวงดาวแลดูมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์
เขาเงยหน้าหัวเราะร่าขณะเดินเข้ามาในงาน แม้จะสะกดมวลพลังระดับการฝึกตนเอาไว้ แต่มันก็ยังคงหลุดเล็ดลอดออกมาจนล้นทะลักได้อยู่ดี
หวังเป่าเล่อแทบลืมหายใจ พลังวิญญาณของคนอื่นต่างหวั่นไหว ราวกับว่าสายตาจากชายผู้นี้ทำให้พลังวิญญาณของพวกเขาเตลิดเปิดเปิงกันไปหมด!
ขั้นกำเนิดแก่นใน! ชายอ้วนรู้ทันทีว่าบุคคลผู้นั้นเป็นใครและอยู่ในระดับการฝึกตนขั้นใด โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม เพราะในเรือนหมู่ของเจ้าเมือง นครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะอยู่ในระดับการฝึกตนขั้นนี้และแผ่รังสีโดดเด่นเช่นนั้นได้…
เขาคือ…เจ้าเมืองแห่งนครศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในเสนาบดีทั้ง 17 คนแห่งสหพันธรัฐ…หลินโยวนั่นเอง!
“คารวะ ท่านเสนาบดีหลิน!”
“คารวะ ท่านเจ้าเมืองหลิน!”
เมื่อหลินโยวเดินมา ทุกคนต่างปิดปากเงียบ ก่อนเอ่ยทักทายอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาต่างมองว่าระดับการฝึกตนและตำแหน่งของชายผู้นี้ช่างสูงส่งนัก ทั้งยังเป็น ผู้ทรงอำนาจแห่งสหพันธรัฐ และอยู่ในระดับเดียวกันกับท่านพ่อของพวกเขาด้วย!
ผู้มีอำนาจระดับนี้สามารถเขย่าทั้งสหพันธรัฐให้ปฐพีสั่นคลอนได้ด้วยฝ่าเท้าของตน!
สมกับตำแหน่งเจ้าเมือง เพราะเขาคือเจ้าผู้มีอิทธิพลและสั่งการทุกอย่างใน นครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้!
หลินโยวย่างเท้าเข้ามา ไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาใด เพียงแค่มวลพลังที่แผ่ขยายออกจากร่างกายของเขา ก็ทำให้ทุกคนหันมองอย่างสนใจ และคำนับให้เมื่อเจ้าเมือง ผู้นี้เดินผ่านไป
ด้านหลังของหลินโยวผู้เปล่งประกายราวกับแสงอาทิตย์ มีคนสองคนเดินตามมาอยู่ ได้แก่ หลินเทียนหาว และชายสูงอายุเจ้าของใบหน้าเหี่ยวย่นคนหนึ่ง เขาดูคล้ายจะเป็นพ่อบ้านข้าเก่าเต่าเลี้ยง มือทั้งสองซุกไว้ใต้แขนเสื้อ เดินก้มหัวหลังค่อมเล็กน้อย ชายชราผู้นี้ยิ้มอยู่ตลอดเวลา
พลังวิญญาณที่เปล่งออกมาจากเขาเบาบางกว่าหลินโยวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ซิ่วเอ๋อร์หรือนี่ บิดาเจ้าพูดถึงเจ้าให้ข้าฟังตอนเจอกันครั้งก่อน” หลินโยวยิ้มสดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิขณะเดินพลางมองดูกลุ่มคนทั้งหลาย พยักหน้าพร้อมแย้มยิ้มให้ทุกคน ทั้งยังชวนพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง
“หลานคุน อาการบาดเจ็บของพ่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าไม่เจอหน้ามาหลายปีแล้ว เพราะเขามิได้เข้าร่วมการประชุมเสนาบดีเมื่อสองสามครั้งก่อน”
“ศิษย์เอกแต่ละคนจากสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์เติบโตขึ้นจากเมื่อก่อนมาก พวกเจ้าทุกคนเป็นคนเก่งและดี คนแก่อย่างพวกข้าค่อยรู้สึกวางใจขึ้นมาได้ เมื่อมีคนอย่างพวกเจ้าอยู่ในสหพันธรัฐของเรา บางคนเหมือนจะเข้าร่วมในเขตจันทราเวทที่จะมาถึงด้วยมิใช่รึ ข้าขออวยพรล่วงหน้าให้ทุกคนบรรลุสู่ขั้นรากฐานตั้งมั่นโดยเร็วแล้วกัน!” หลินโยวหัวเราะพลางกวาดตามองหวังเป่าเล่อและผองเพื่อน ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
หัวใจของหวังเป่าเล่อเต้นระรัว เพราะพลังอำนาจของชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ทำให้เขาคิดถึงความไม่ลงรอยของตนกับลูกชายของอีกฝ่าย แต่ถึงกระนั้นชายวัยกลางคนผู้นี้ก็แลดูไม่ใช่คนใจแคบแต่อย่างใด
เสนาบดีหลินผู้นี้คงไม่ใส่ใจกับความบาดหมางกันของเด็กๆ หรอกกระมัง หากเขากล้าใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าจริงๆ ข้าค่อยให้อำนาจของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ช่วยพูดแทนข้าบ้างก็แล้วกัน! เมื่อหวังเป่าเล่อนึกถึงความสัมพันธ์อันดีที่ตนเองมีกับ กองทัพนักรบ ก็ค่อยสบายใจขึ้นบ้าง
“นี่เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ของหนุ่มๆ สาวๆ เพราะฉะนั้นข้าจะไม่เข้ามารบกวนนานหรอก จงเข้าหาผู้อื่นและผูกมิตรไมตรีต่อกันเอาไว้ หาวเอ๋อร์ เจ้าจงแน่ใจว่า เหล่าสหายทั้งหลายจะได้รับการดูแลอย่างดี” หลินโยวเอ่ยสั้นๆ เพราะตั้งใจจะปรากฏตัวไม่นานนัก หลังจากสอนงานลูกชายแล้วจึงจากไป
เมื่อเจ้าเมืองปลีกตัวออกไป บรรยากาศอันหนักอึ้งนั้นก็ผ่อนคลายขึ้น หลินเทียนหาวถอนหายใจอย่างโล่งอก และรู้สึกภาคภูมิใจทันที ก่อนจะตบมือ ส่งสัญญาณให้ เหล่าคนใช้เดินนำกล่องหยกจำนวนมากออกมา
ผู้คนมองดูกล่องหยกเหล่านั้นด้วยแววตาคาดหวัง เพราะผลไม้ศักดิ์สิทธิ์คือเป้าหมายหลักในการมาร่วมงานของทุกคน ผู้เป็นเจ้าภาพมองดูสีหน้าของแขกเหรื่อมากมายแล้วหัวเราะ
“สหายทั้งหลาย วันนี้ข้าผู้เป็นทายาทตระกูลจะขอส่งมอบผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ให้แด่ทุกคนเป็นของกำนัล ข้าหวังว่าพวกท่านจะก้าวหน้าในเส้นทางการฝึกตนกัน ถ้วนหน้า!” หลินเทียนหาววางตัวดี เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส คำพูดนั้นช่างไพเราะ น่าฟัง ชายหนุ่มเอ่ยจบก่อนคำนับทุกคนอย่างสุภาพ
หลายคนรู้สึกดีกับเขาในทันที แม้แต่หวังเป่าเล่อยังถอนหายใจอย่างยอมรับ เหล่าคนรับใช้ทยอยเข้ามาวางกล่องหยกลงตรงหน้าของทุกคนในเวลาไม่นาน หวังเป่าเล่อเปิดกล่องของตนหลังจากรับมา ก่อนจะเห็นผลไม้สีแดงสดพร้อมกลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้ลิ้มลอง
“สหายศิษย์แห่งเต๋าเอ๋ย ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้นเก็บได้เพียงสามวันเท่านั้น ข้าแนะนำให้พวกท่านกินมันโดยเร็วที่สุดจะดีกว่า” หลินเทียนหาวหัวเราะและรับคำขอบคุณมากมาย ในที่สุดพิธีการสำคัญของงานเลี้ยงก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เสียงพูดคุยเฮฮาดังขึ้นเรื่อยๆ และดนตรีก็กลับมาบรรเลงอีกครั้ง ทำให้ทั้ง ลานจัตุรัสแห่งนี้ดูสุนทรีย์งดงาม
หวังเป่าเล่อข่มความอยากเอาไว้แล้วเก็บผลไม้ลงในกำไลคลังเวท ด้วยตั้งใจ จะนำไปให้บิดามารดาของตนกิน ในเมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจมอบผลไม้นี้ให้แก่เขา รวมถึงมวลพลังและระดับการฝึกตนของเจ้าเมืองหลินโยวนั้นช่างแข็งแกร่งและ น่าประทับใจนัก ชายหนุ่มจึงเริ่มคิดว่าควรจะลองปรับความเข้าใจกับหลินเทียนหาวดูดีหรือไม่ ทว่าตอนนั้นเอง กลับมีเสียงแหบชราดังขึ้นมาจากด้านหลังชายหนุ่มเสียก่อน
“รองเจ้าตำหนักหวัง ข้าขอพูดคุยเป็นการส่วนตัวด้วยสักครู่ได้หรือไม่”
หวังเป่าเล่อหันไปพบกับพ่อบ้านชราผู้ติดตามหลินโยวก่อนหน้านี้ ดวงตาของเขายิ้มแย้มขณะมองเด็กหนุ่ม
ชายอ้วนไม่อาจเสียมารยาทกับผู้ฝึกตนผู้ทรงพลังคนนี้ได้ จึงรีบทักทายกลับ เมื่อผู้คนรอบข้างเห็นว่าชายชราอยากพูดคุยกับอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัวจึงปลีกตัวหลบไปอย่างรวดเร็ว
“รองเจ้าตำหนักหวัง ท่านคือคนหนุ่มมากความสามารถ มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา อนาคตของท่านจะต้องสว่างไสวสวยงามอย่างไม่ต้องสงสัย น่าเสียดายที่ข้าชราภาพมากแล้ว เกรงว่าจะไม่มีโอกาสอยู่ทันเห็นรองเจ้าตำหนักหวังเติบโตในเส้นทางแห่งความฝันของท่าน” พ่อบ้านชรามองดูชายหนุ่มด้วยความชื่นชม เขาว่าพลางยื่นมือขวาออกมาจากแขนเสื้อของตน เผยให้เห็นกล่องหยกเขียวใบหนึ่งในมือ
“นี่เป็นของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ จากท่านเจ้าเมืองเจ้านายข้า รองเจ้าตำหนักหวังพอจะช่วยปล่อยวางอดีตให้เลิกแล้วต่อกันได้หรือไม่” ชายชราพูดพลางยื่นกล่องหยกเขียวให้อีกฝ่าย
หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงและเปิดกล่องหยกต่อหน้าทันที จนชายชราถึงกับตะลึงในความตรงไปตรงมานั้น และยิ้มให้พร้อมกับรอคำตอบ
ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าในกล่องหยกใบนั้นมีผลไม้ศักดิ์สิทธิ์คู่หนึ่งซึ่ง มีขนาดใหญ่กว่าผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดและน่าจะมีรสชาติหอมหวานยิ่ง
เด็กหนุ่มมองผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ลูกนั้นแล้วหวนคิดถึงความลังเลใจก่อนหน้านี้ หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง จึงพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม เพราะในเมื่ออีกฝ่ายแสดงเจตนาที่ดีแล้ว ก็คงจะดีกว่าหากยุติความระหองระแหงไว้เพียงเท่านี้ ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาฆาตแค้นต่อกันอีก และแน่นอนว่าทุกอย่างนี้จะรับประกันได้ว่า หลินเทียนหาวและตระกูลของเขาจะไม่สร้างปัญหาหรือเข้ามาก่อกวนตนเองอีกต่อไป
อีกอย่าง ด้วยบุคลิกของหวังเป่าเล่อแล้วนั้น หากถึงเวลาจำเป็นหรือจวนตัว เขาก็ไม่ลังเลที่จะผิดคำพูดแม้แต่น้อย ต่อให้รับของกำนัลมาแล้วก็ตาม
หลังจากชายชราได้รับคำตอบจากอีกฝ่าย ก็ฉีกยิ้มและพยักหน้าก่อนหมุนตัวจากไป เมื่อกลับเข้ามาในห้อง หลินโยวยืนมองดูบรรดาหนุ่มสาวด้านล่างจากข้างหน้าต่าง เขากำลังสังเกตว่าบุตรชายของตนพูดจาและวางตัวอย่างไร ก่อนเผยรอยยิ้มพึงพอใจและโล่งอกขึ้น
“นายท่านขอรับ หวังเป่าเล่อตกลงจะประนีประนอมด้วยขอรับ” พ่อบ้านชรายืนพูดต่อหน้าหลินโยวอย่างเคารพ
“ข้าหวังว่าหาวเอ๋อร์จะเข้าใจว่าข้าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร” หลินโยวพูดพลาง ถอนหายใจ ขณะมองหลินเทียนหาวยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนมากมาย
“จบบทเรียนครั้งนี้นายน้อยดูหลักแหลมขึ้นเป็นกอง ต้องขอบคุณหวังเป่าเล่อจริงๆ” ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เมื่อพ่อบ้านเอ่ยถึงหวังเป่าเล่อ สายตาของหลินโยวจึงเลื่อนไปมองชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ครู่ใหญ่ก่อนยิ้มออกมา
“เดิมทีหวังเป่าเล่อนั้นเป็นเพียงเป็นศิษย์ธรรมดา แต่กลับเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนได้เป็นถึงรองเจ้าตำหนักแห่งตำหนักอาวุธเวท เขามีชื่อเสียงในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์จนไม่มีใครไม่รู้จัก กองทัพนักรบก็ยังชื่นชม แม้แต่ผู้นำสหพันธรัฐยังรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของชายคนนี้ เขาได้รับเลือกเข้าแผนพันธุ์กล้าร้อยต้นโดยไม่ต้อง เข้าคัดเลือกตัวด้วยซ้ำ!”
“ตอนแรก ข้าเองก็ประเมินความสามารถของเด็กนั่นผิดไป ดีเหมือนกันที่เขาช่วยกระตุ้นหาวเอ๋อร์ไว้ อย่างน้อยๆ ตอนนี้ข้ายังพอใช้อำนาจแก้ไขอะไรได้บ้าง ก่อนที่ในภายภาคหน้า เขาจะเติบโตเต็มขั้น…จนอยู่นอกเหนือขอบเขตที่ข้าจะควบคุมได้ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว จะถือว่าเป็นหายนะเลยทีเดียว”
ชายชราถอนหายใจเมื่อได้ฟังคำจากหลินโยว
“เขาคือดาวรุ่งดวงใหม่ อนาคตของหนุ่มน้อยผู้นี้ต้องสว่างสดใสเป็นแน่ ถ้าไม่เสียชีวิตหรือหลงผิดมัวเมาเสียก่อน
“คนอย่างเขาไม่ใช่จะล้มไม่ได้ แต่หากต้องต่อกรด้วยก็ไม่คุ้ม แม้แต่สี่ยอดสำนักศึกษาเต๋ายังมองเห็นจุดนี้เช่นเดียวกัน นับว่านายท่านเดินหมากอย่างยอดเยี่ยม ที่ลดตัวลงมาปรองดองกับเขาเสียแต่เนิ่นๆ”
“ยิ่งก้าวหน้ามากขึ้นเท่าใด ยิ่งเป็นที่เคารพและน่าเกรงขามมากเท่านั้น อำนาจเป็นทั้งเรื่องของการต่อรองและประนีประนอม นอกจากนี้หวังเป่าเล่อยังมีคุณสมบัติเพียงพอจะทำให้ข้ายอมปรองดองด้วย” หลินโยวเอ่ยอย่างอ่อนโยน
จากที่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่ดีๆ ฉับพลันสีหน้าของหลินโยวก็เปลี่ยนไป เขาชะโงกหน้าออกไปมองฝูงชนเบื้องล่าง ชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็สังเกตได้ถึงความ ไม่ชอบมาพากล เขาก้มหน้าลงไปมอง ลานจัตุรัสที่ครั้งหนึ่งเคยครึกครื้นไปด้วยเสียงดนตรี จู่ๆ กลับมีเสียงทะเลาะเบาะแว้งดังอื้ออึงขึ้นมา
Comments for chapter "บทที่ 231 การปรองดองกันของหวังกับหลิน"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com