บทที่ 1304 สภาวะหนึ่งเดียว!
บทที่ 1304 สภาวะหนึ่งเดียว!
ลมหนาวพัดเข้ามาทางหน้าต่าง เปลวเทียนไหวระริก ภาพวัฏจักรอารยธรรม ถูกลมพัดพลิกหน้ากระดาษ
บนสมุดภาพบันทึกวิถีความรุ่งเรือง เสื่อมโทรมของทุกกราชวงศ์ไว้ และภายใต้การจัดระเบียบของเขาก็รวมกันเป็นวงกลมปิดสนิทวงหนึ่ง ราวกับวิถีวาดผ่านดวงจันทร์ในค่ำคืนอันยาวนาน
เมื่อมองดูวงกลมนี้ เขาก็พลันเข้าใจว่าตัวอักษรทุกตัว ชื่อรัชศกทุกปี ในตำราประวัติศาสตร์ เป็นเพียงร่องรอยที่ล้อรถบดขยี้ผ่านไป และล้อรถก็ไม่เคยหยุดหมุนเลย
ดังนั้นเขาจึงฝืนสังขารที่ป่วย ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต สลักสิ่งที่บรรลุกระจ่างตลอดทั้งชีวิตลงบนแผ่นสัมฤทธิ์ 12 แผ่น
แม้ว่าเขาจะรู้ว่า ความจริงที่เขาไล่ไขว่คว้ามาตลอดชีวิต แผ่นสัมฤทธิ์ที่สามารถต้านทานพลังแห่งกาลเวลาได้จำนวน 12 แผ่นนั่น ก็เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็กๆ ในแม่น้ำสายยาวแห่งวัฏจักรเท่านั้น
แต่เขาก็ยังทำ
การทับซ้อนของเวลาที่ถูกขุนนางบันทึกประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์ทำให้คลุมเครือภายใต้พลังบางอย่าง ความจริงแห่งการทำลายล้างที่ถูกตำนานเทพเจ้าปกปิด คำพยากรณ์เดียวกันที่ถูกห่อหุ้มด้วยตัวอักษรที่แตกต่างกัน ล้วนเปิดเผย หน้าตาที่แท้จริงออกมาภายใต้มีดสลักของเขา
ยามเมื่อมีดสลัก 8 คำสุดท้ายว่า “สรรพสิ่งหมุนเวียน สุดท้ายกลับความว่างเปล่า” เสร็จสิ้น ทันใดนั้น นอกหน้าต่างก็มีเสียงสายฟ้าดังเลื่อนลั่น!
เสียงครืนครั่นเปรี้ยงปร้างฟาดผ่าทั่วฟ้าดิน เม็ดฝนเทลงมาอย่างกะทันหัน กระแทกไปบนพื้นดิน กระแทกเข้ากระเบื้องหลังคา
จังหวะและทำนองนั่น ทำให้เฉินโม่รู้สึกเหม่อลอย เขารู้สึกรางๆ ว่าสิ่งนี้ดูเหมือนฝนแห่งหายนะครั้งนั้นในบันทึก “การแต่งตั้งและการถวายบรรณาการ” มีจังหวะแบบเดียวกัน
“ข้าจะต้องจากไปแล้ว…” เฉินโม่พึมพำ ชีวิตของเขาเริ่มดับมอด โลกเบื้องหน้าของเขาเริ่มพร่ามัว
ชีวิตนี้ของเขาเหมือนเรือที่ติดอยู่ในทะเลประวัติศาสตร์ ไม่เป็นที่เข้าใจของผู้คน แต่ก็ได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้บ้าง
“ก็นับว่ายังเสียดายอยู่บ้าง…”
ดังนั้น ในช่วงเวลาสุดท้ายที่รอคอยความตายมาเยือนนี้ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก มองดูพายุฝนฟ้าคะนองนอกหน้าต่าง
บางทีอาจเป็นเพราะความเสียดายในใจ ดังนั้นจึงดูเหมือนว่ามีอยู่เสี้ยวขณะหนึ่ง เขาไม่รู้ว่ามันคือความพร่ามัวหรือไม่ เขามองเห็นเงาของตัวเองในยามที่สายฟ้าฟาดฉายไปบนกำแพง ทับซ้อนกับบันทึกบนแผ่นสัมฤทธิ์ ทับซ้อนกับคำทำนาย 9 จรัสของหลิงโฮ่ว ทับซ้อนกับรอยสลักของอักษรกระดูกโบราณ ทับซ้อนกับลายมังกรขดบนราชโองการแผ่นทองของราชวงศ์นี้เป็นเค้าโครงหนึ่ง
เฉินโม่ตกตะลึง จากนั้นสายตาก็ฉายประกายสุกสว่าง
“ผู้ที่พยายามจะคว้าวิถีโคจรแห่งประวัติศาสตร์ทุกคน สุดท้ายล้วนกลายเป็นวิถีโคจรเอง”
เฉินโม่ยิ้มแล้ว
ปล่อยให้ความเย็นของน้ำฝนพัดผ่านรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เขาพลันรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่เรือที่ติดอยู่ในทะเลประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโคมไฟของเรือลำนั้นแล้ว
โคมไฟนี้บางทีอาจจะส่องไม่ทะลุหมอกแห่งนิรันดร์ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนรุ่นหลังรู้ว่า ในช่องว่างระหว่างความพินาศ และ การเกิดใหม่นับไม่ถ้วน เคยมีคนผู้หนึ่งที่ถือโคมไฟอย่างดื้อรั้น สลักร่องรอยที่อ่อนแอแต่กลับชัดเจนไว้ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา
บางทีใน 1,000 ปีข้างหน้า อาจจะมีขุนนางบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่ง ในค่ำคืนฤดูใบไม้ร่วงหนึ่ง ขณะที่จัดเรียงตำราโบราณ ก็พลันเห็นร่องรอยนี้ รับรู้ถึงแสงตะเกียงในกาลอวกาศ
สุดท้ายก็เหมือนกับตน บรรลุกระจ่างว่านั่นคือท่ามกลางความพินาศและเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วนของอารยธรรม ต่างส่งสัญญาณที่อ่อนแอแต่เป็นนิรันดร์
พวกมันจะกลายเป็นตัวเองอีกคนหนึ่ง กลายเป็นมิตรแท้ทางจิตวิญญาณกับใครบางคนในอนาคต
“เพียงพอแล้ว!”
ความเข้าใจกระจ่างในตอนนี้ ไม่ใช่ความปีติยินดีลิงโลดของของการบรรลุอย่างกะทันหัน แต่เป็นความเงียบสงบราวกับน้ำแข็งในฤดูใบไม้ผลิที่ละลายในยามแรกเริ่ม
เขาเข้าใจแล้วว่า ตัวอักษรทุกตัวในตำราประวัติศาสตร์เป็นเพียงเกล็ดของวัฏจักรเท่านั้น และความจริงที่เขาไล่ไขว่คว้ามาตลอดชีวิต ไม่เคยเป็นสิ่งที่ทำให้อารยธรรมทั้งหมดยอมจำนนให้กับเพียงคำตอบเดียว
แต่เป็นการมองเห็นคำตอบทั้งหมดกำลังไหลเวียนอยู่บนวงกลมเดียวกันวงหนึ่ง
นี่ถึงจะเป็นการกลับคืนสู่ความเป็นหนึ่ง
เสี้ยวขณะนี้ แสงเทียนในจุดพักม้าเต้นระริกวูบไหว ราวกับมีเงาของราชวงศ์นับไม่ถ้วน ท่ามกลางเงาแสงก็ทับซ้อนกันเป็นเงาตัดของวัฏจักรเดียวกัน
แสงเทียนและแสงดาวสาดส่องสว่างซึ่งกันและกัน ในแสงที่ส่องประกายร่วมกัน ดูเหมือนจะมีจักจั่นหยกตัวหนึ่ง กำลังส่องประกายวูบวาบอยู่ในนั้น
และเฉินโม่ก็ยิ้ม กลับตาลง
……
เสียงจักจั่น ยังคงดังอยู่
ปีกจักจั่น ก็เช่นกัน
ฉากแล้วฉาก จุดแล้วจุด แผ่นแล้วแผ่น ล้วนสะท้อนอยู่ในกาลอวกาศที่แตกต่างกัน มีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่กลับด้วยเส้นทางอันหลากหลายจึงได้แปรเปลี่ยนเป็นชีวิตอันหลากสีของผู้คนต่าง ๆ
หลากสีสันพร่างพราย ต่างเบ่งบานเป็นความคิดของการกลับคืนสู่ความเป็นหนึ่งความคิดแล้วความคิดเล่า
ความคิดเหล่านี้ลอยขึ้นจากกาลอวกาศ กลับคืนสู่จิตสำนึกของสวี่ชิง ทำให้จิตสำนึกของเขาขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาได้สัมผัสกับชีวิตต่างๆ ยิ่งทำให้กลิ่นอายของเขากลายเป็นมือที่มองไม่เห็น ดีดสายแห่งธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า
อักขระดนตรีที่ดีดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถักทอออกมาเป็นบทเพลง จะบรรเลงบทเพลงอันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่า “กฎเกณฑ์”
ทว่า…การบ่มเพาะของเสียงสะท้อนนี้ไม่ขาดสาย แต่เสียงกลับไม่อาจดังส่งออกไปได้
เพราะ…
“ยังขาดไปอีก 1”
สวี่ชิงลืมตาขึ้น มองไปยังความว่างเปล่า
นั่นคือตัวเขาเองในกาลอวกาศสุดท้าย จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่เกิดความคิดกลับคืนสู่ความเป็นหนึ่ง แม้แต่การชี้นำของ อำนาจเทพของเทพเจ้าแห่งความทุกข์ทน ก็ยังคงไม่สามารถควบคุมความคิดของเขาได้
เขาคือจิตรกรคนหนึ่ง
ชายชราผู้ที่เคยเผาม้วนภาพวาดทั้งหมด เพียงแค่ขีดอักษร “หนึ่ง” (一)ไว้บนกระดาษเซวียนแผ่นหนึ่ง
และในขณะนี้ เส้นพู่กันที่ปรากฏบนกระดาษเซวียนก็มีเส้นเพิ่มขึ้นมา 5 เส้น
อักษร “หนึ่ง” กลายเป็นอักษร “มา”(来)
ขีดแรกนั่นเดิมก็เป็นเส้นขีดแรกของอักษรมา
นี่คือคำเชิญที่ข้ามผ่านกาลอวกาศมา
ดังนั้นหลังจากที่สวี่ชิงจ้องมอง เขาก็ลุกขึ้นยืน ก้าวไปทางความว่างเปล่าก้าวหนึ่ง
ก้าวนี้เดินเข้าไปในกาลอวกาศ เดินเข้าไปในทางคู่ขนาน ปรากฏตัวขึ้นในห้องหนังสือของจิตรกรชราผู้นั้น
ในเสี้ยวขณะที่ปรากฏตัวขึ้น ชายชราจรดปลายพู่กันบนกระดาษเซวียนก็เงยหน้าขึ้น ริ้วรอยบนใบหน้าเบ่งบาน มองไปยัง สวี่ชิง และยิ้มขึ้นมา
“เส้นนี้ ข้ารอเจ้ามานานแล้ว”
“และเจ้าอย่าได้เอ่ยปาก จงฟังที่ข้าพูดก็พอ”
“ข้าเรียนวาดภาพตั้งแต่วัยเยาว์ เคยไปถึงจุดสูงสุด มีภาพวาดเป็นโลก เมื่อยามชราก็บรรลุถึงการโคจรของฟ้าดิน…”
“อีกทั้งในภาพวาดของข้า ข้าได้เห็นสรรพสิ่งทั้งหลาย สิ่งมีชีวิตทั้งปวง ข้ามองเห็นทุกอย่าง อย่างเช่นหลิ่วเสวียนจีผู้นั้น อย่างเช่นเฉินโม่ผู้นั้น กระทั่งว่า ข้าเห็นเจ้าด้วยเช่นกัน…”
“หลังจากนั้น ข้าก็เผาทุกสิ่ง นั่งอยู่ที่นี่ เพราะข้าเข้าใจ ตัวข้าและโลกที่ข้าอยู่ บางทีเดิมก็ไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก เพราะเจ้า ต้องการให้เรามีอยู่ ดังนั้นพวกเราจึงมีตัวตนอยู่”
“ส่วนสิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าได้เห็นมันในภาพวาดตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนแล้ว”
พูดจบ จิตรกรชราก็ยกมือขึ้นหยิบกระดาษเซวียนแผ่นใหม่ออกมา หลังจากหายใจเข้าลึกๆ เขาก็ฝนหมึกครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยกพู่กัน จุ่มน้ำหมึก แล้วพลันขีดลงบนกระดาษเซวียนข้างหน้าทันที
ไม่ใช่ผลงานในยุครุ่งเรือง แต่เป็นเพียงเส้นขีดง่ายๆ ไม่กี่เส้น วาดโครงร่างช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ช่องแล้วช่องเล่า
จากนั้นก็พลันหยุดลง จากนั้นจิตรกรชราก็จุ่มหมึกใหม่ และวาดเส้นออกมาเส้นหนึ่งทันที!
เส้นนี้ร้อยเรียงช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน!
เส้นแต่ละเส้นๆ ราวกับใช้พลังที่เหลือทั้งหมดของเขา ตอนนี้วางพู่กันลง กลิ่นอายของเขาก็เริ่มจางหาย แม้แต่พู่กันในมือก็แทบจะถือไว้ไม่อยู่ มีเพียงเสียงแก่ชราที่ดังสะท้อนก้องแหบแห้งอยู่ในห้องหนังสือ
“การกลับสู่ความเป็นหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพียงมิติเท่านั้น แต่ยังมีเวลาด้วย”
“เวลาคือเส้น มันไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต”
“ส่วนมิติก็คือช่องสี่เหลี่ยมแต่ละช่อง…แต่ละช่อง พวกมันแต่เดิมอยู่ในสภาวะนิ่งสงบ แต่เพราะเส้นแห่งเวลาเส้นหนึ่ง หลังจากที่ร้อยเรียงมันเข้าด้วยกัน จึงเคลื่อนไหวขึ้นมา”
“เช่นเดียวกับภาพวาดนี้ ช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เหล่านั้น ข้างในทุกช่องล้วนคือตัวตนของเราทุกคน แฝงไว้ซึ่งการเริ่มต้นและสิ้นสุด”
“เส้นเวลาเส้นหนึ่ง ร้อยเรียงช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน นี่คือชีวิตในทางคู่ขนานทั้งหมดอันสมบูรณ์”
“ดังนั้น เส้นทางของเราคือการดึงเส้นแห่งเวลานี้ออกมา ดูดซับมัน ทำให้ตัวเองกลายเป็นเวลา”
“จากนั้นก็ดูดซับช่องเล็กๆ ที่อยู่ในสภาวะสงบนิ่งทั้งหมด”
“เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จสิ้น ก็คือการบรรลุการกลับคืนเป็นหนึ่งของทางคู่ขนาน เจ้า กลายเป็นเพียงหนึ่งเดียว”
“สภาวะหนึ่งเดียวเช่นนี้ ข้าขอเรียกมันว่า…มิติ!”
“นั่นคือวิถีสูงสุดที่ 10 ของเรา!”
จิตรกรชราเมื่อพูดคำสุดท้ายจบ ก็หลับตาลง
ภายในห้องหนังสือ สวี่ชิงก้าวขึ้นไป จ้องมองกระดาษเซวียน และโลก…ก็เริ่มแตกสลายพังทลาย!
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
Comments for chapter "บทที่ 1304 สภาวะหนึ่งเดียว!"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com