บทที่ 1332 ขาดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นจริงๆ
- Home
- All Mangas
- Beyond The Timescape
- บทที่ 1332 ขาดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นจริงๆ
บทที่ 1332 ขาดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นจริงๆ
มองแสงในมือ ในสมองสวี่ชิงก็มีภาพการต่อสู้กับนายแห่งเทพผู้ใต้บังคับบัญชาของแม่น้ำมารดานอกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ก่อนหน้านี้คนนั้น
เขาในเวลานั้น ได้ยืมอำนาจเทพของอีกฝ่าย ร่วมกับธรรมนูญของตัวเอง สืบย้อนต้นกำเนิดหารากฐานของพลังวิเศษเหล่านั้นของตน
ในบรรดาพลังวิเศษเหล่านั้น ในแสงประกายอรุณ เขาได้รับสัมผัสรับรู้
บรรลุแสงประกายอรุณ เป็นหนึ่งในหมื่นส่วนของแสงลึกลับกลุ่มหนึ่งที่เผ่าเทพนภาเจิดจรัสสักการะบูชา!
และการสืบย้อนต้นกำเนิดแสงลึกลับนี้…
ก็คือแสงกลุ่มแรกที่ปรากฏเมื่อแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ก่อตัวขึ้น
“ตอนนี้เมื่อมองไป การที่เผ่าเทพนภาเจิดจรัสสักการะบูชาแสงแห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์นี้ ก็มีที่มาที่ไปเช่นกัน ในเมื่อ ร่างกายของพวกองค์ท่านมีผลึกแก้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ศีรษะมีกรวยแสง”
“เพียงแต่ไม่รู้ว่า พวกองค์ท่านเดิมทีก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว หรือเพราะสักการะบูชาแสงแรกแห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ รูปลักษณ์ถึงได้เปลี่ยนไปจากการนั้น”
สวี่ชิงหรี่ตาลง มือขวาพลันบีบ
ทันใดนั้น กรวยแสงเหล่านั้นในฝ่ามือของเขาก็แตกสลาย กลายเป็นผุยผง
แสงที่บรรจุอยู่ภายในนั้น ก็ไหลตามฝ่ามือของสวี่ชิงเข้าสู่ร่างกาย หลอมผสานรวมกับแสงประกายอรุณของเขา
เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ สวี่ชิงก็เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปยังโลกนภาเจิดจรัส ดวงตาฉายประกายแปลกประหลาดออกมา
สำหรับการเดินทางมายังนภาเจิดจรัสครั้งนี้ เขามีความคาดหวังมากขึ้น
“สมาชิกของเผ่าเทพนภาเจิดจรัส หลังจากที่แตกดับแล้ว ล้วนสาดแสงเช่นนี้ออกมา”
“แสงเหล่านี้ พวกเราตอนนั้นก็เคยศึกษาค้นคว้าเและคิดว่ามันแปลกประหลาดเช่นกัน แต่ก็พบว่าส่วนใหญ่ล้วนคงอยู่ไม่นาน มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่พวกเราพยายามผสานรวมกับดวงอาทิตย์ที่ขึ้นในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ถึงคงอยู่ได้”
นายท่านเจ็ดเก็บระลอกคลื่นในใจลง มองไปยังสวี่ชิง
“แสงกลุ่มนั้นที่เจ้ามีก็คงอยู่มาจนถึงตอนนี้เช่นนี้เอง”
“และความจริงแล้ว แสงที่หลงเหลืออยู่หลังจากที่สมาชิกเผ่าเทพนภาเจิดจรัสตาย ก็เป็นเพียงหนึ่งในพันล้านของต้นกำเนิดของมันเท่านั้น ต้นกำเนิดที่แท้จริง เผ่าเทพนภาเจิดจรัสสักการะบูชามันมาตลอด”
“อย่างน้อยที่สุด ในยามที่พวกเราพสุธาแดนดินมาถึง การแสดงออกของพวกองค์ท่านก็เป็นเช่นนี้แล้ว และจากการสืบสวนบางส่วนในอดีต เผ่านี้ดูเหมือนจะ…ถือกำเนิดมาจากแสงนั้น”
“พวกองค์ท่านเรียกแสงนั้นว่า…แสงต้นกำเนิด”
“จวบจนกระทั่งสุดท้าย นภาเจิดจรัสแม้จะล้มเหลว ถูกพสุธาแดนดินผนึก แสงนั้นพวกองค์ท่านก็ยังคงเก็บรักษาไว้สืบมา”
“และพวกเราหลังจากรับชัยชนะ ก็ยังคงบอบช้ำแสนสาหัสเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่คิดจะบีบเผ่าเทพนภาเจิดจรัสจนถึงขีดสุด ดังนั้นก็ไม่ได้บังคับแย่งชิงมา”
เสียงของนายท่านเจ็ดในแสงของท้องฟ้านี้ แฝงไว้ด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์ ราวกับฝุ่นละอองที่ปลิวฟุ้งไป
จากนั้น เขาก็มองไปยังที่ราบเบื้องหน้าอีกครั้ง ราวกับตัดขาดพันธนาการในใจ ยกเท้าขึ้น ก้าวเดินจากไปไกล
“ตาแก่นี่คิดถึงอาจารย์เขาแล้ว เขารอมาตลอด แต่รอมานานขนาดนี้ ในที่สุดก็รอคนคนนั้นกลับมา กลับพบว่าคนที่กลับมา ไม่ใช่คนคนนั้นอีกต่อไปแล้ว”
เอ้อร์หนิวเดินมาอยู่ข้างสวี่ชิง มองไปยังเงาแผ่นหลังของนายท่านเจ็ดที่จากไปไกล น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเคร่งขรึมอย่างหาได้ยาก
“เรื่องราวในโลก ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้”
เอ้อร์หนิวถอนหายใจ ไม่รู้ว่านึกถึงอะไรขึ้นมา ห่อเหี่ยวไปเล็กน้อย
สวี่ชิงไม่ได้เอ่ยปากพูด เขานึกถึงในตอนที่อยู่ในกระแสปั่นป่วนกาลอวกาศ เอ้อร์หนิวที่ร้องไห้ในซากปรักหักพัง
“อดีตของอาจารย์ ไม่มีความคลุมเครืออีกต่อไป แต่สำหรับศิษย์พี่ใหญ่…”
สวี่ชิงมองไปยังเอ้อร์หนิว เขาไม่ได้ถามว่าในกระแสปั่นป่วนกาลอวกาศ ทำไมศิษย์พี่ใหญ่ถึงเป็นเช่นนั้น
ทุกคนล้วนเป็นปัจเจกบุคคล และทุกคนก็มีความลับและพันธนาการของตัวเองเช่นกัน
อาจารย์มี เอ้อร์หนิวมี สวี่ชิงย้อนนึกถึงชีวิตนี้ เขาก็มีเช่นกัน
ดังนั้น ในความเงียบงัน สวี่ชิงก้าวเดินไป เดินมายังข้างกายเอ้อร์หนิว เดินทอดน่องตามนายท่านเจ็ดไปพร้อมกับเอ้อร์หนิว ในนภาเจิดจรัสนี้
เดินไปเรื่อยๆ ภาพฉากนี้ก็ดูเหมือนจะย้อนกลับไปที่วังใต้ดินเมื่อตอนนั้น
จนกระทั่งเวลาผ่านไป ครึ่งชั่วยามต่อมา ในขณะที่พวกโจวเจิ้งลี่ต่างทำลายศาลเจ้าและสังหารเทพในทั่วทุกทิศ ทำให้ไอพลังประหลาดทั่วทั้งนภาเจิดจรัสปั่นป่วนขึ้นเรื่อยๆ พวกสวี่ชิงทั้ง 3 คน ก็มาถึงจุดหมายปลายทางของพวกเขาแล้ว
นั่นคือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตผืนหนึ่ง!
ราวกับอสูรร้ายที่อยู่ในความโกรธเกรี้ยว กำลังคำรามอยู่
สีของน้ำทะเลแกมสีดำสนิท ส่งกลิ่นคาวเลือดออกมาเป็นระลอก…ระลอก ราวกับว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด พลังแห่งกาลเวลาก็ไม่อาจรุกรานที่นี่ได้ ยากที่จะทำให้สีของทะเลและกลิ่นคาวเลือดจางหายไป
นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีพลังอำนาจเทพและเจตจำนงเซียนที่เข้มข้น ต่างต่อต้านกันราวกับน้ำกับไฟที่ไม่อาจเข้ากันได้ ปะทะกันอย่างไร้รูปร่าง
ทำให้เกิดระลอกคลื่นปั่นป่วนในฟ้าดิน เกิดลมพายุในมหาสมุทร เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ส่วนที่ที่ร่างหลักของเอ้อร์หนิวอยู่ ก็อยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแห่งนี้นั่นเอง
“ที่นี่ข้าก็ใช้จิตเทพกวาดผ่านเช่นกัน แต่ถูกบดบังด้วยแสงเจิดจ้า เป็นสถานที่แห่งเดียวที่มองไม่ทะลุ”
สายตาของสวี่ชิงจับจ้องไปที่มหาสมุทรเบื้องหน้า ครุ่นคิด
และเสียงของนายท่านเจ็ดในเสี้ยวขณะนี้ก็ดังก้องมา
“เจ้าสี่ เจ้าใหญ่ พวกเจ้า 2 คนจำที่นี่ไว้”
สีหน้าของนายท่านเจ็ดเคร่งขรึม
“มหาสมุทรแห่งนี้ คือที่ที่เซียนคนแรกของพสุธาแดนดินในอดีตต่อสู้กับจักรพรรดิเทพเผ่าเทพนภาเจิดจรัส!”
“การต่อสู้ครั้งนั้นดำเนินไปเป็นเวลานาน สุดท้ายจักรพรรดิเทพก็ถูกตัดศีรษะ กายแตกสลาย”
“ศีรษะ วังเซียนคิมหันต์ได้นำเอาไป ส่วนร่างร่วงลงกลายเป็นมหาสมุทรดำ”
“ส่วนเซียนคนแรกของพสุธาแดนดิน…แตกดับที่นี่ เหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณที่ถูกเก็บรักษาไว้ หลังจากนั้นก็กลายเป็นวิถีสวรรค์แรกของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์”
“พูดได้ว่า หากไม่มีผู้อาวุโสเขาคนนั้น ก็ไม่มีแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในภายหลัง”
นายท่านเจ็ดพูดพลางโค้งคารวะไปทางมหาสมุทร
สวี่ชิงและเอ้อร์หนิว ก็โค้งคารวะเช่นกัน
ภายใต้การโค้งคารวะของทั้ง 3 มหาสมุทรนี้ก็คำรามเลื่อนลั่นขึ้นทันที คลื่นใหญ่ขึ้นยิ่งกว่าเดิม เจตจำนงเซียนในนั้นก็ปะทุพวยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วสาดแสงรุ้งส่องสว่างท้องฟ้าจากในมหาสมุทรสีดำ
จนกระทั่งนานหลังจากนั้น แสงรุ้งจึงเลือนหายไป
และขณะเดียวกับที่แสงรุ้งสลายไป ในที่ไกลๆ ท่ามกลางความรางเลือน ก็มีเกาะแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
“อาจารย์ ร่างหลักของศิษย์พี่ใหญ่อยู่ที่นั่นขอรับ”
สายตาของสวี่ชิงจับจ้องไปที่เกาะนั้น
นายท่านเจ็ดได้ยินเช่นนั้นก็มองไปผาดหนึ่ง
“ช่างหาสถานที่ได้เก่งดีจริงๆ”
เอ้อร์หนิวตอนนี้ก็ฟื้นคืนจากสภาพที่เคร่งขรึมก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นกำลังจะเอ่ยปากพูด
นายท่านเจ็ดก็ก้าวเดินไปแล้ว
เอ้อร์หนิวกะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปมองสวี่ชิงอีกครั้ง
“อาชิงน้อย ต่อจากนี้ เจ้าจะได้เห็นว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าผู้นี้ ไม่ได้โม้!”
สวี่ชิงยิ้มเล็กน้อย พาเอ้อร์หนิว ก้าวข้ามมหาสมุทรไป
ในยามที่ปรากฏตัวขึ้น ก็มาอยู่บนเกาะแห่งนั้นพร้อมกับนายท่านเจ็ดแล้ว มายืนอยู่หน้าศาลเจ้าที่พังทลายหลังหนึ่ง
ศาลเจ้าหลังนั้นเดิมทีควรจะใหญ่โตมโหฬาร แต่ตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง ประตูใหญ่พังทลาย ดังนั้นเมื่อยืนอยู่ข้างนอก เพียงผาดเดียวก็มองเห็นภายใน
เห็นเพียงภายในศาลเจ้า ข้างซากหินของเทวรูปที่พังทลาย มีศีรษะขนาดใหญ่ศีรษะหนึ่งวางอยู่ตรงมุม
นั่นคือศีรษะของเอ้อร์หนิวนั่นเอง!
ข้างๆ ยังมีหนูตัวหนึ่งที่ทั้งตัวเหลือขนอยู่ไม่กี่เส้น กำลังนอนอย่างเกียจคร้าน ประเดี๋ยว…ประเดี๋ยว ก็สะบัดหาง ส่งเนื้อแห้งที่ไม่รู้ว่าได้มาจากไหนเข้าไปในปากของศีรษะเอ้อร์หนิว
และการปรากฏตัวขึ้นของสวี่ชิงและคนอื่นๆ ก็ดึงความสนใจของหนูตัวนั้น รูม่านตาของมันพลันหดเล็กลง กระโดดขึ้นทันที แบกศีรษะขึ้นอย่างชำนาญเป็นอย่างยิ่ง จะหลบหนีไป
“ชิงน้อย อย่าหนี เป็นข้าเอง!”
แทบจะในพริบตาที่หนูกำลังจะหนีไป เอ้อร์หนิวที่อยู่ด้านนอกศาลเจ้าก็รีบตะโกนเสียงดัง
สวี่ชิงเลิกคิ้ว
ส่วนหนูขนกระดำกระด่างเมื่อได้ยินก็หยุดลงทันที มองเอ้อร์หนิวอย่างลังเล
เอ้อร์หนิวรีบเดินไป ท่ามกลางสีหน้าที่ตื่นเต้น ร่างก็แปรเปลี่ยนเป็นเป็นแสงสีฟ้าพุ่งเข้าไปในศีรษะที่หลับตาอยู่ตลอด
ร่างหลักและร่างแยกหลอมรวมกัน
เสี้ยวพริบตาต่อมา สมองก็สั่นสะเทือน ดวงตาที่หลับอยู่ก็ค่อยๆ ลืมขึ้นมา
หนูเห็นเช่นนั้นก็ดีใจทันที
“เนื้อทั้งตัวของเจ้าเล่า”
นายท่านเจ็ดตอนนี้ก็เดินเข้าไปในศาลเจ้า มองศีรษะที่อยู่บนพื้น ถอนหายใจออกมา
เอ้อร์หนิวกระแอมออกมาทีหนึ่ง กำลังจะเอ่ยปากพูด
ทันใดนั้น เสียงคลื่นนอกเกาะก็ปะทุดังขึ้นมา พร้อมกับเสียงครืนครั่นเลื่อนลั่นของการเบิกฟ้าเบิกแผ่นดิน ราวกับอัสนีสวรรค์นับไม่ถ้วนฟาดผ่ามา
ทั้งเกาะสั่นสะเทือน มหาสมุทรภายนอกยิ่งคำรามอย่างไม่สิ้นสุด คลื่นที่เกิดขึ้นซัดโหมน่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิม
จากนั้น…ทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตนี้ ก็เริ่มจมลง!
น้ำทะเลด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ท่ามกลางการเดือดพล่านอย่างไม่เคยมีมาก่อน ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกดูดไป!
เวลาเพียง 10 กว่าอึดใจเท่านั้น…มหาสมุทรทั้งผืนก็แห้งเหือดไปทันที!
เผยให้เห็นพื้นทะเลทั้งหมด เผยให้เห็นเทือกเขา
เกาะที่พวกสวี่ชิงทั้ง 3 คนอยู่ ก็คือปลายยอดเขาของขุนเขามหึมาลูกหนึ่งในเทือกเขาเทือกนี้!
และใต้เทือกเขานี้ ก็มีซากร่างขนาดมหึมาน่าตื่นตะลึงอยู่ร่างหนึ่ง!
ซากร่างนั้นไม่มีศีรษะ ร่างกายดูเหมือนจะปะเย็บกันออกมา
เทือกเขาเติบโตอยู่บนร่างขององค์ท่าน
น้ำทะเล ก็คือถูกองค์ท่านดูดไปนั่นเอง
พลังอำนาจเทพ พวยพุ่งขึ้นท่วมฟ้าจากร่างขององค์ท่าน
กระตุ้นไอพลังประหลาดไม่มีที่สิ้นสุด แผ่ระลอกปั่นป่วนบนท้องฟ้า
แต่สิ่งเหล่านี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุด…
สิ่งที่น่าตื่นตะลึงที่สุดคือบนซากร่างนี้ มีหนอนสีฟ้าคลานอยู่เต็มไปหมดชั้นหนึ่ง!
หนอนเหล่านี้ยั้วเยี้ยนับไม่ถ้วน จำนวนยากที่จะนับ กระทั่งว่ามีบางส่วนที่คลานเข้าไปตามบาดแผล ไชเข้าไปในซากร่างแล้ว ทั้งหมดต่างกำลัง…กัดกินอย่างบ้าคลั่ง!
เมื่อมองภาพฉากนี้ นายท่านเจ็ดก็อึ้งตะลึงไปเช่นกัน
ดวงตาทั้งของสวี่ชิงก็จับจ้อง
ส่วนศีรษะของเอ้อร์หนิวบนพื้น ตอนนี้ก็กระเด้งขึ้นไปอยู่บนไหล่ของสวี่ชิง กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ตาแก่ ท่านไม่ได้ถามถึงเนื้อของข้าหรือ เนื้อของข้า อยู่ที่นั่นหมดแล้ว”
“และก็นะอาชิงน้อย ดูสิ ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าไม่ได้โม้ใช่ไหม!”
“ให้เวลาข้าพอ ข้าก็จะสามารถกลืนกินจักรพรรดิเทพเผ่าเทพนภาเจิดจรัสที่กำลังเตรียมจะฟื้นคืนชีพนี้ได้โดยสมบูรณ์แล้วจากนั้นข้าก็รวมนภาเจิดจรัสเป็นหนึ่งได้แล้วไม่ใช่หรือไร!
นี่ก็แค่ขาดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นมิใช่หรือ!”
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
Comments for chapter "บทที่ 1332 ขาดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นจริงๆ"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com