บทที่ 184 ข่าวประหลาดเผ่าสิงซากสมุทร
บทที่ 184 ข่าวประหลาดเผ่าสิงซากสมุทร
บนท้องฟ้า เรือศึกไม้ดำลำหนึ่งแล่นไปเบื้องหน้า แหวกเมฆหมอกอย่างรวดเร็ว กระพือเสียงแหวกอากาศดังก้องไปทั่วทิศด้วยพลังที่น่าตกตะลึง
ทิศเป้าหมายของมันคือเกาะเผ่าสิงซากสมุทรเบื้องหน้าที่ระยะทางห่างจากจุดนี้อีกสิบวัน
จากแผนที่ทะเลที่สงครามเจ็ดเนตรโลหิต สวี่ชิงรู้ว่าแม้ที่นั่นจะเป็นเกาะ แต่อันที่จริงอาณาบริเวณก็กว้างขวางกว่าเกาะเงือกอยู่มาก แทบจะเป็นหนึ่งส่วนของทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณเลยทีเดียว
และตอนนี้ในเรือศึกไม้ดำลำนี้ หลังจากสวี่ชิงกับนายกองผ่านการหารือหลายครั้ง ในที่สุดก็กำหนดแผนการกับวิธีการการเดินทางครั้งนี้แล้ว
“ยังเหลืออีกสิบวัน พวกเราก็จะไปถึงเผ่าสิงซากสมุทรแล้ว แต่ว่าสวี่ชิงแม้แผนของเจ้าจะใช้การได้ แต่ถ้าจะลงมือทำจริงๆ รออีกเสียหน่อยก็ไม่น่าจะเป็นไรนี่นา ยิ่งไปกว่านั้นทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าดูกระเหี้ยนกระหือรืออยากลองเสียเหลือเกิน”
ในเรือศึกไม้ดำ นายกองมองสวี่ชิง เอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
สำหรับแผนการลอบเข้าไปในเผ่าสิงซากสมุทรครั้งนี้ ทั้งสองคนหารือกันไปวันหนึ่ง สาเหตุที่ยาวนานก็เพราะว่าอันที่จริงนายกองไม่มีแผนการอะไรเลย แผนของเขาก็คือหลังจากลอบเข้าไปแล้วก็คอยพลิกแพลงตามสถานการณ์เอา
สำหรับเรื่องนี้ สวี่ชิงไม่เห็นด้วย
ดังนั้นหลังจากเขาครุ่นคิดก็เสนอเป้าหมายในการกระทำขึ้นมาอย่างหนึ่ง ว่าจะเข้าไปในสถานที่ตั้งของเทวรูปบรรพชนศพองค์หนึ่งด้วยวิธีที่รวดเร็วที่สุดได้อย่างไร
หลังจากมีเป้าหมายนี้ขึ้น แผนการก็เปลี่ยนเป็นง่ายขึ้นมาก ถ้าคิดจะทำให้สำเร็จ วิธีการที่เร็วที่สุดก็คือพอไปถึงเผ่าสิงซากสมุทร ก็คือต้องถูกผู้บำเพ็ญเผ่าสิงซากสมุทรพาไปส่งด้วยตนเองทันที
เช่นนี้ก็จะไม่สิ้นเปลืองเวลาแม้เพียงน้อย
ส่วนจุดนี้จะทำอย่างไร สวี่ชิงกับนายกองก็หารือกันไว้แล้ว นั่นก็คือต้องบาดเจ็บ!
องค์หญิงสามทางนี้บาดเจ็บหนัก ฝืนหนีกลับมา เช่นนั้นเวลานี้สิ่งแรกที่ทำก็คือส่งตัวไปรักษาอาการบาดเจ็บ และด้วยสถานะขององค์หญิงสาม จึงตัดสินว่านางจะต้องถูกส่งไปยังสถานที่ตั้งของเทวรูปบรรพชนศพแน่นอน
ถึงอย่างไรรายงานที่นายกองซื้อมา เทวรูปบรรพชนศพนอกจากจะสามารถเปลี่ยนศพให้กลายเป็นสมาชิกเผ่าแล้ว ยังมีประสิทธิภาพการรักษาที่น่าตกตะลึงอย่างมากอีกด้วย
ดังนั้น จึงเกิดคำพูดสงสัยของนายกองก่อนหน้านี้ขึ้นมา
“อาการบาดเจ็บถ้าเกิดขึ้นในวันเดียว คนนอกแค่มองดูก็รู้แล้ว เช่นนี้ไม่ดีแน่”
สวี่ชิงส่ายหัว หลังจากเหลือบมองนายกองผาดหนึ่ง จึงส่งคำพูดออกมาอีก
“เพิ่มขึ้นทีละนิดในทุกวัน หลังจากทับซ้อนกันไปสิบวัน เมื่อแผลใหม่แผลเก่าอยู่ด้วยกัน ถึงจะดูสมจริง!”
นายกองยังคงสงสัยไม่หาย มองๆ สวี่ชิง คิดจะหาร่องรอยอะไรจากบนหน้าเขา ในใจเองก็คาดเดาว่าอีกฝ่ายคิดจะใช้งานนี้มาระบายหนี้แค้นส่วนตัวหรือไม่
สวี่ชิงมองตานายกอง ไม่มีหลบหลีกหรือเลี่ยงเบี่ยงอะไรทั้งสิ้น
นายกองเห็นสายตาของสวี่ชิงก็ถอนหายใจออกมา เขาคิดขึ้นมาได้ว่าตนเองตอนนั้นสอนวิธีนี้เอาไว้ ผลลัพธ์คือเวลานี้ตนเองก็ไม่สามารถไปตัดสินได้เช่นกัน
แต่เขาเองก็เป็นคนเหี้ยมหาญ จู่ๆ ใช้มือขวายกดาบเล่มหนึ่งขึ้น แทงไปในท้องของตนเองอย่างรวดเร็ว กรีดไปอย่างแรง ทันใดนั้นเลือดสีน้ำเงินที่ปลอมไว้ก็ซึมผ่านเสื้อผ้าชุดคลุมออกมา
“เรื่องเล็กแค่นี้ไม่เท่าไรหรอก” นายกองเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ ยังกัดผิงกั่วไปอีกคำ
สวี่ชิงส่ายหัว
“นายกอง ลงมือเองกับคนอื่นลงมือ บาดแผลแค่มองก็ไม่เหมือนกันแล้ว เพื่อแผนที่ยิ่งใหญ่ของพวกเรา ท่านคงต้องกล้ำกลืนเสียหน่อยแล้ว”
ท่าทางกัดผิงกั่วของนายกองชะงักทันที จ้องที่สวี่ชิงเขม็ง
สวี่ชิงมองดวงตาของนายกองอย่างตั้งใจ หลังจากนายกองครุ่นคิดพักหนึ่ง จึงถอนหายใจออกมา โยนกริชในมือออกไป สองมือผายออก
“มาเถอะ”
สวี่ชิงยิ้มเล็กน้อย หลังจากหยิบกริชเดินเข้าไป แทงไปบนท้องของนายกองหนึ่งที จากนั้นก็ชักออก แทงลงไปอีกที ในใจเกิดความรู้สึกสบายอย่างพูดไม่ออก
นายกองหายใจหอบถี่ ตอนที่ฝืนทนสวี่ชิงก็ชักกริชออก แทงลงไปบนต้นขาของนายกอง ตอนที่เลือดสดซึมสวี่ชิงก็ยกมือขึ้น ตบลงไปที่หน้าอกนายกองด้วยพลังคัมภีร์แปรสมุทรที่แฝงไว้
เสียงตูมดังขึ้น นายกองกระอักเลือดสด ขณะที่หน้าขาวซีดกริชในมือสวี่ชิงก็กรีดผ่าน เพียงไม่นานนายกองก็เลือดโทรมกาย ดูซมซานอย่างยิ่ง อยู่ในสภาพอ่อนแอซีดเซียว
“เอาล่ะเอาล่ะ พอแล้วสวี่ชิง!!”
สวี่ชิงรู้สึกเสียดาย แทงไปหลายทีก่อนหน้าทำให้เขารู้สึกดีอย่างมาก ตอนนี้เมื่อหยุดแล้ว เขามองไปที่ขาซ้ายของนายกอง ในใจก็ชั่งน้ำหนักว่าพรุ่งนี้จะไปเชือดตรงนั้น
พอเห็นสายตาสวี่ชิงจ้องมาที่ขาตนเอง นายกองก็หนังตากระตุก จากนั้นก็จ้องมองสวี่ชิง เอ่ยขึ้นมาทันควัน
“รองนายกองสวี่ เจ้าที่เป็นคนคุ้มกัน ปกป้ององค์หญิงที่บาดเจ็บหนักขนาดนี้ แต่เจ้ากลับไม่เป็นอะไรเลย มันไม่สมเหตุสมผล”
รอยยิ้มสวี่ชิงชะงักค้าง
“ดังนั้น เพื่อจะสำเร็จแผนการยิ่งใหญ่ของพวกเรา เจ้าเองก็ต้องกล้ำกลืนบ้างแล้ว ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าช่วยเจ้าเอง” มุมปากนายกองมีรอยยิ้มเหมือนไม่ยิ้มเผยออกมา ในใจก็เฝ้ารอที่จะเอากริชจากสวี่ชิงกลับมา แล้วเชือดลงไปหนักๆ บนต้นขาสวี่ชิงบ้าง
สวี่ชิงเกิดความคิดจะเลี่ยงหนี แต่เขาก็จำใจต้องยอมรับว่าคำพูดของนายกองก็สมเหตุสมผลอยู่ ดังนั้นจึงสูดลมหายใจลึกอดกลั้น เงยหน้ามองไปทางนายกองผาดหนึ่ง ยอมให้กริชของนายกองแทงเฉือนมาบนต้นขาของตนเอง
สวี่ชิงกัดฟันกรอด
ครู่ต่อมา นายกองก็กระโจนขึ้นอย่างฮึกเหิม แทงเข้าไปที่ท้องของเขาอย่างรวดเร็วสามที ที่คอก็ถูกกรีดจนเป็นรอย บริเวณใกล้เคียงกับอวัยวะภายในที่สำคัญก็ล้วนมีรอยขึ้นทั้งหมด
เมื่อเห็นว่าเนื้อหนังเหวอะหวะ สวี่ชิงก็ถอยหนีฉับพลัน จ้องไปยังนายกองเขม็ง เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง
“ขาขวาของเจ้าบาดแผลตั้งมากมาย แต่ขาซ้ายไม่มีเลย เช่นนี้ไม่สมเหตุสมผล” พูดพลาง สวี่ชิงก็โบกมือเอากริชเล่มหนึ่งออกมา แทงไปบนขาซ้ายของนายกอง
นายกองขบฟัน จากนั้นก็แทงสวี่ชิงกลับไปอีกแผล เป็นเช่นนี้ทั้งสองคนแทงกันไปมา…จนผ่านไปพักหนึ่ง มือสองคู่ก็หยุดลง ตอนที่นอนหอบหายใจอยู่บนกระดานเรือ บาดแผลของพวกเขาก็ดูน่าสยดสยองมาก
“สวี่ชิง…ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องบาดเจ็บแบบนี้ทุกวันหรอก ในฐานะที่ข้าเป็นองค์หญิง และเจ้าที่เป็นคนคุ้มครอง พวกเราถูกไล่สังหารก็ต้องหนีถูกหรือไม่” นายกองเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง
“ถูกต้อง พวกเราสามารถหนีไปได้เจ็ดแปดวันจึงถูกตามมาได้สักครั้งหนึ่ง” สวี่ชิงเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย จากนั้นพอคิดๆ ก็ถามขึ้นประโยคหนึ่ง
“แล้วหลังจากพวกเราเข้าไปในเผ่าสิงซากสมุทร ถ้าถูกเผ่าสิงซากสมุทรจับได้ เปิดโปงสถานะขึ้นมา ท่านมีวิธีอะไรตอนหนีตายหรือไม่”
นายกองพอได้ยินคำนี้ คิ้วก็เลิกขึ้น หยิบผิงกั่วที่กินไปครึ่งหนึ่งก่อนหน้าออกมา กัดลงไปอีกคำใหญ่ ยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“รองนายกองสวี่ ปัญหานี้น่ะนะ ข้ามีวิธีหลบหนีอยู่แล้ว แต่ว่าก็ไม่ต้องไปกังวลนักหรอก เล่นกับชีวิตนี่นะ ต้องตื่นเต้นเสียหน่อยจึงจะถึงใจ ดังนั้นเจ้าทางนี้ก็ต้องดูแลตัวเองด้วย
“แต่เห็นแก่ว่าเจ้าเป็นลูกน้องของข้า ข้าจะไม่บอกเจ้าก็ไม่ได้ แต่ว่านี่เป็นความลับใหญ่มาก อืม มูลค่าอยู่ที่หนึ่งล้านก้อนหินวิญญาณ!”
สวี่ชิงมองนายกองลึกซึ้งผาดหนึ่ง สายตาของอีกฝ่ายเผยนั้นความชั่วร้ายออกมา ทำให้สวี่ชิงเอาความคิดที่จะขายยันต์ส่งข้ามไร้ขั้นตอนให้อีกฝ่ายแต่เดิมลบทิ้งออกไปทันที
เขารู้สึกว่าไม่จำเป็น
พอเห็นว่าสวี่ชิงไม่ถามต่อ นายกองก็ประหลาดใจ กวาดตามองสวี่ชิง เขารู้สึกว่าสวี่ชิงน่าจะมีวิธีการเอาตัวรอดแล้ว แต่เขารู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นวิธีใด ก็ล้วนยอดเยี่ยมไม่เท่าของตนเอง
“ถึงตอนนั้นถ้าต้องการจริงๆ หนึ่งล้านหินวิญญาณจะต้องถึงมือ”
นายกองคิดถึงจุดนี้ ในใจก็โล่งสบายขึ้นมา
เวลาก็เคลื่อนผ่านไปเจ็ดวันอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เวลานี้ยังห่างจากเกาะที่ตั้งเผ่าสิงซากสมุทรอีกสามวัน
นอกจากการนั่งสมาธิบนเรือใหญ่ สวี่ชิงกับนายกองก็มีการพูดคุยขึ้นบางบ้างครั้ง เพื่อจะให้สวี่ชิงร่วมมือกับแผนการอย่างราบรื่น ดังนั้นนายกองจึงเล่าเรื่องบางอย่างของเผ่าสิงซากสมุทรออกมา
“เรื่องเผ่าสิงซากสมุทรก็ประมาณนี้ จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับองค์หญิงสามให้เจ้าฟังเสียหน่อย เด็กสาวคนนี้ก็เป็นคนที่น่าสงสาร อันที่จริงนางเกลียดเผ่าสิงซากสมุทรเสียยิ่งกว่าเจ็ดเนตรโลหิตเสียอีก ดังนั้นก่อนหน้านี้ข้าจึงบอกกับเจ้าว่านางจะช่วยพวกเรา”
นายกองมองถุงเก็บของของตนเอง ด้านในคือองค์หญิงสามเผ่าสิงซากสมุทร
“องค์หญิงสามคนนี้เกิดมาในเผ่านรชน บิดาของนางมีคุณสมบัติที่น่าตกตะลึง ครั้งนั้นถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานที่มีความหวังจะเดินบนวิถีเจ้าเหนือหัวจักรพรรดิโบราณ
“แต่หลายปีต่อมากลับทรยศชนเผ่าแล้วปลีกตัวออกมา เข้าสวามิภักดิ์ต่อเผ่าสิงซากสมุทร หลังจากกลายเป็นเผ่าสิงซากสมุทรพลังบำเพ็ญก็โดดเด่นมาก บรรพจารย์เผ่าสิงซากสมุทรชื่นชม จนกลายเป็นราชาแห่งเผ่าสิงซากสมุทรในยุคนี้ไป
“ราชาเผ่าสิงซากสมุทรคนนี้ วิชาเผ่าสิงซากสมุทรรวมถึงความพิเศษของการฝึกบำเพ็ญ ถูกเรียกว่าวิชาสะบั้นสัมพันธ์แห่งพระบิดร และยังฝึกบำเพ็ญจนสูงส่ง ตระหนักระดับหนึ่งออกมา มีชื่อว่า…ลืมเลือนเศร้าอาดูร! ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแผนการและการเตรียมการไว้หมดแล้วอย่างชัดเจน เมื่อครั้งที่เขาทรยศชนเผ่าก็นำภรรยาและลูกสาวทั้งสี่คนออกมาด้วย ปิดผนึกพวกนางไว้ในเผ่าสิงซากสมุทร กลายเป็นดวงวิญญาณตัดวิถี
“พูดง่ายๆ คือราชาเผ่าสิงซากสมุทรคนนั้นทุกครั้งที่สะบั้นสัมพันธ์ ต้องพบกับจุดคอขวดการทะลวงขั้น ดังนั้นหลายปีก่อนหน้าเขาจึงสะบั้นสัมพันธ์ภรรยาของนาง สะบั้นลูกสาวคนโตและคนรอง และทำต่อหน้าต่อตาลูกสาวคนที่สาม และสาเหตุที่นางยังไม่ตาย ก็เพราะราชาคนนั้นปัจจุบันยังไม่ถึงจุดคอขวดนั่นเอง
“นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าต้องดึงนางมา เด็กสาวคนนี้ดูเหมือนจะซื่อๆ แต่เวลานี้นางก็เรียนรู้การป้องกันตนเองมาตั้งแต่เล็กจนโต อันที่จริงนางเกลียดบิดาของตนเองอย่างมาก มากยิ่งกว่าเจ็ดเนตรโลหิตอย่างพวกเราเสียอีก
“ดังนั้นที่นางชอบสร้างปัญหามาโดยตลอด ก็แค่เพราะอยากจะตายเพื่อหลุดพ้นไปชั่วคราวเท่านั้น ครั้งนี้ข้าก็เตือนนางแล้วว่าอย่าก่อเรื่อง แต่ก็ยังไม่เป็นผล จิตใจที่อยากจะตายของเด็กคนนี้ มันซึมลึกลงไปจนถึงวิญญาณแล้ว
“ในความเป็นจริง จากข้อมูลที่ข้าซื้อมา หลายปีมานี้นางตายไปเจ็ดถึงแปดครั้งแล้ว
“แต่น่าเสียดาย วิญญาณของนางถูกบิดาดึงออกมาครึ่งหนึ่งกักเก็บไว้ข้างกาย สามารถสร้างนางขึ้นมาอีกได้ตลอดเวลา ดังนั้นต่อให้นางตายไปภายนอกก็ไม่มีผลกระทบอะไรมาก”
นายกองพูดออกมาต่อเนื่อง เมื่อสวี่ชิงได้ยินก็เกิดความรู้สึกขึ้นเช่นกัน
“ในข้อมูลที่ข้าซื้อมามีประโยคหนึ่ง คือสิ่งที่ราชาเผ่าสิงซากสมุทรคนนี้เคยพูดไว้ เจ้าลองฟังดูสิ
“ธุลีแดงซึมเปื้อนม้วนภาพ น้ำหมึกมิอาจขีดฆ่ากาลเวลาที่ไหลผ่านเวียนไป เหลือไว้เพียงความเหงาเดียวดาย แล้วจะลืมเลือนความเศร้าอาดูรได้อย่างไร”
ประโยคนี้สะท้อนก้องบนเรือใหญ่ ความเศร้าโศกาที่เอื้อนเอ่ยมิได้แผ่ซ่านไปทั่วทิศจากตัวหนังสือไม่กี่ตัวนี้
สวี่ชิงนิ่งงัน
ในโลกเบื้องล่างเสี้ยวหน้าเทพเจ้า คนทุกคนล้วนมีเรื่องราวของตนเอง และส่วนใหญ่ก็ล้วนโศกเศร้าเวทนาเป็นหลัก
เรื่องวิถีสะบั้นสัมพันธ์เช่นนี้ดูแล้วเหมือนน่าเวทนา แต่ในเรื่องราวของสวี่ชิงตั้งแต่เล็กจนโต ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร ทว่าเขาก็ยังล้วงเอายาลูกกลอนรักษาแผลเม็ดหนึ่งโยนไปทางนายกอง
นายกองพอรับไปก็มึนงง เอ่ยปากขึ้นอย่างยินดี
“นี่ส่งมาทำไม เห็นว่าข้าบาดเจ็บหนัก เลยจะให้ข้าไว้ใช้รักษาบาดแผลสินะ”
“ให้องค์หญิงสามในถุงเก็บของของท่านต่างหาก” สวี่ชิงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“เสี่ยวอาชิงเอ๋ย ที่แท้เจ้าก็มีช่วงที่อ่อนโยนเหมือนกันนี่” นายกองมองสวี่ชิงเหมือนยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม ชั่งน้ำหนักยาลูกกลอนในมือ
“ทำไมหรือ ชอบองค์หญิงสามเข้าแล้วหรือไร นี่เตรียมจะเป็นสนมชายให้กับนางแล้วจริงๆ สินะ”
สวี่ชิงมองท่าทางต่ำช้าของนายกองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่พูดอะไร
“อาเสี่ยวชิงเอ๋ย เจ้ามองข้าเช่นนี้ คือกำลังมองข้าหรือว่ากำลังมององค์หญิงสามที่รักของเจ้ากันล่ะ โถ่เอ๊ย ถ้าเรื่องนี้โดนศิษย์หญิงในสำนักเหล่านั้นรู้เข้าล่ะก็ คงได้น้ำตาตกกันเป็นแถวแน่”
นายกองยิ่งพูดก็ยิ่งดีอกดีใจ หน้าบานเป็นกระด้งเก็บยาลูกกลอนแล้วล้วงเอาผลส้มออกมา ปอกเปลือกแล้วกิน
เห็นสวี่ชิงค่อยๆ เลิกคิ้ว เขาก็ยังพูดต่อไปเรื่อย แต่ก็ถูกสวี่ชิงตัดบท
“องค์หญิง อีกสามวันก็จะถึงเผ่าสิงซากสมุทรแล้ว บาดแผลของเจ้าต้องเริ่มสร้างใหม่ได้แล้ว”
คำพูดนายกองชะงัก สวี่ชิงเดินเข้าไป ล้วงกริชแทงท้องนายกองไปทีหนึ่ง อีกฝ่ายขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สูดลมหายใจ ล้วงกริชออกมาบ้างเช่นกัน ถลึงตามองสวี่ชิง
“ผู้คุ้มกันขององค์หญิง เจ้าเองก็ต้องมีบาดแผลขึ้นบ้างเหมือนกัน!”
พูดพลาง เขาก็ตั้งท่าจะแทง แต่ถูกสวี่ชิงถอยหลังหลบเลี่ยง
“องค์หญิงพลังบำเพ็ญแค่รวมปราณขั้นบริบูรณ์ ความเร็วการฟื้นฟูบาดแผลก็เชื่องช้า ข้าที่ปกป้องเจ้า ภายใต้สถานการณ์ถูกไล่สังหาร อาการบาดเจ็บของเจ้าก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถรักษาตนเองได้
“และข้าในฐานะผู้บำเพ็ญสร้างฐาน ความเร็วในการฟื้นฟูร่างกายดีมาก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเพิ่มบาดแผลแล้ว นั่นมันปลอมเกินไป”
สวี่ชิงพูดจบ นายกองก็นิ่งงันอยู่พักหนึ่ง
ถือโอกาสที่นายกองกำลังตกตะลึง สวี่ชิงจึงแทงแล้วก็แทงเข้าไปอีก ในที่สุดนายกองก็กุมท้องเบี่ยงหลบ จ้องสวี่ชิงอย่างโกรธเคือง แต่ในสีหน้าที่ตั้งใจของสวี่ชิง เขาก็ถอนหายใจออกมา
“องค์หญิงอย่างข้ากับผู้คุ้มครองถูกไล่สังหาร แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเวลาพัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่ใกล้จะถึงเผ่าสิงซากสมุทรแล้ว คนที่ไล่สังหารก็ต้องหวาดกลัวบ้าง ดังนั้นจึงไม่ไล่สังหารต่อ”
สวี่ชิงคิดๆ ตอบกลับประโยคหนึ่ง
“ถูกต้อง แต่ยิ่งเข้าใกล้เผ่า แผลเก่าขององค์หญิงก็ยังสาหัส จะตายอยู่รอมร่อ ดังนั้นจึงจะถูกส่งไปยังแดนต้องห้ามเพื่อรักษาเป็นอันดับแรก”
นายกองหน้าขมขื่น มองไปยังบาดแผลตนเอง จากนั้นก็มองไปทางสวี่ชิงที่มีสีหน้าจริงจัง เขาจึงถอนหายใจยาว หลับตาลง
สวี่ชิงรื่นเริงในใจ แทงไปอีกห้าที ทำให้นายกองยิ่งบาดเจ็บหนักขึ้น หลังจากที่ร่างทั้งร่างอ่อนแอ จึงเสร็จสิ้นการ ‘ไล่สังหาร’ ครั้งนี้ลง
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปสามวันอย่างรวดเร็ว เรือศึกไม้ดำที่พวกเขาอยู่ลำนี้ หลังจากแหวกอากาศมาตลอดทางจนถึงตอนนี้ ในที่สุดก็เข้าใกล้ดินแดนของเผ่าสิงซากสมุทรเสียที
ขณะที่มองเห็นแผ่นดินเกาะเผ่าสิงซากสมุทรอยู่ไกลๆ สีหน้าสวี่ชิงก็เคร่งขรึมขึ้นมา
เขาสูดลมหายใจลึกสำรวจร่างกายตนเอง หลังจากแน่ใจว่าไม่มีปัญหาก็ยังไม่วางใจ จึงให้เจ้าเงาแผ่กลิ่นอายเผ่าสิงซากสมุทรบางส่วนออกมาด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ สวี่ชิงก็ไม่แตกต่างอะไรกับเผ่าสิงซากสมุทรเลย
กระทั่งร่างของเขาเองก็สามารถแผ่พรสวรรค์พิษศพเผ่าสิงซากสมุทรภายใต้วิหคทองหลอมหมื่นวิญญาณออกมาได้เล็กน้อยด้วย หลังจากอำพรางแล้ว การปลอมตัวของเขาก็สมบูรณ์แบบ
แม้นายกองจะไม่มีวิธีการเหล่านี้ แต่เขาก็เตรียมตัวมานานแล้วอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นสวี่ชิงจึงไม่กังวลปัญหาที่เขาจะถูกเปิดโปงเลย
“ในที่สุดก็หนีกลับมาได้แล้ว…กลับบ้าน…”
ตอนนี้นายกองที่อยู่ข้างๆ กุมท้องอยู่ ร่างกายอ่อนแอพิงอยู่กับราวจับ เมื่อลมพัดเข้ามาผมดำเปื้อนเลือดของนางก็ปลิวสยาย เผยใบหน้างามมีเสน่ห์ใต้เส้นผมออกมา
ผิวที่ขาวซีด บวกเข้ากับความซับซ้อนในดวงตา ทำให้นายกองเวลานี้แทบไม่แตกต่างอะไรกับองค์หญิงสามตัวจริงเลย กระทั่งเขายังเลียนแบบจิตใจขององค์หญิงสามมาจนหมดเสียด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่ชิงเห็นอีกฝ่ายปลอมตัวมาระหว่างทางจนคุ้นชินแล้วล่ะก็ ไม่เช่นนั้นจะมองอย่างไร เขาก็ยังมองตัวตนนายกองออกได้ยาก
“ระหว่างทางนี้ ลำบากเจ้าเสียแล้ว”
นายกองร่างกายโงนเงนเหมือนจะล้ม เสียงระโหยโรยแรงมีความนุ่มนวลอยู่ด้วย
มือที่จับราวจับของเขาก็สั่นเทา อาการบาดเจ็บในร่างกายทั้งหมดถูกเขาสะกดไว้สุดกำลัง ราวกับว่าถ้าผ่อนลงเพียงนิดเดียว อาการเจ็บปวดทั้งหมดจะกำเริบขึ้นจนลมหายใจวูบดับขึ้นมา
โดยเฉพาะหน้าอกของเขา ที่นั่นมีบาดแผลที่ล่อแหลมมาก แทงเข้าไปแทบจะชิดกับหัวใจเขาเลยทีเดียว ถ้าเอียงเพียงนิดเดียวหัวใจคงล้มเหลวไปแล้ว แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ก็ยังคงทำให้ชีพจรดวงใจบาดเจ็บ
ส่วนสวี่ชิง ชุดนักพรตสีขาวแต่เดิมเวลานี้ก็ย้อมไปด้วยเลือดสีฟ้า เดิมทีที่ซีดอยู่แล้วก็ยิ่งซีดลงไปอีก
กลิ่นอายของเขาเองก็ไม่มั่นคงอย่างชัดเจนเหมือนกำลังฝืนทนอยู่ และแผลที่ร้ายแรงที่สุดบนคอนั้น ก็เหมือนหลอดลมถูกตัดจนขาดอย่างไรอย่างนั้น
ตอนนี้แม้จะฟื้นฟูไปแล้วเล็กน้อย แต่กลับยังไม่สามารถเอ่ยปากพูดคุยได้มากนัก กระทั่งตำแหน่งขอบๆ ยังมองเห็นเลือดไหลซึมออกมาอยู่
ขณะที่เผชิญหน้ากับคำพูดของนายกอง สวี่ชิงก็สีหน้าไร้อารมณ์ราวกับว่าไม่มีความผันผวนทางอารมณ์มากนัก และไม่สนใจอาการบาดเจ็บอีกด้วย ประสานมือให้นายกองและคารวะ
ตอนนี้เอง คลื่นที่แข็งแกร่งวูบหนึ่งกวาดเข้ามาฉับพลันจากเบื้องหน้า ปกคลุมเรือของพวกเขาไปในพริบตา ปกคลุมลงมาบนตัวสวี่ชิงและนายกอง
เรือศึกที่พวกเขาอยู่ก็หยุดชะงักลงกลางอากาศ ไม่เคลื่อนไปข้างหน้าต่ออีก
คลื่นพลังที่แข็งแกร่งนี้ ไม่ได้แผ่ออกมาจากผู้บำเพ็ญ แต่เป็นพลังจากค่ายกล!
นั่นเป็นค่ายกลใหญ่คุ้มครองเผ่าของดินแดนเผ่าสิงซากสมุทร
ตอนนี้คือช่วงเวลาทำสงคราม ดังนั้นค่ายกลใหญ่เผ่าสิงซากสมุทรจึงเปิดไว้ตลอด ขณะที่คอยขัดขวางการเข้ามาของสิ่งภายนอกทั้งหมด ยังสามารถทำให้การวางหมากทั้งหมดของเผ่าสิงซากสมุทรในเผ่าเสร็จสิ้นได้เร็วขึ้นอีกด้วย
เวลานี้สวี่ชิงเข้าใจอย่างดีว่าการตรวจสอบชั้นที่หนึ่งของเผ่าสิงซากสมุทรมาถึงแล้วจากการเข้ามาของคลื่นค่ายกล
แต่ว่าสำหรับเรื่องนี้สวี่ชิงกับนายกองเตรียมการไว้แล้ว ขณะที่ค่ายกลแผ่ซ่านในตอนนี้ บนตัวนายกองก็แผ่คลื่นตอบกลับออกมา สวี่ชิงทางนี้ก็เช่นกัน กระตุ้นขวดเล็กใบหนึ่ง และมีคลื่นแผ่ออกมาเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเพียงไม่นานค่ายกลก็กวาดผ่านไป ยอมรับตัวตนของพวกเขา
ภาพนี้ทำให้สวี่ชิงรู้สึกชื่นชมต่อการเตรียมการของนายกองมาก
ตอนนี้เขาก้มหน้าลงมองแผ่นดินใหญ่เกาะเผ่าสิงซากสมุทรเบื้องล่าง
สิ่งที่เห็น เกาะที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดราวกับแผ่นดินใหญ่ผืนนี้ ลักษณะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับทิวทัศน์ทั้งหมดที่เขาเคยเห็นมา
สถานที่นี้คือเขตแดนชายทะเล สามารถมองเห็นพืชคลุมดินที่เหมือนเห็ดหลินจือขนาดยักษ์โตอยู่เต็มไปหมด
เพียงแต่สีเป็นสีดำ ขณะที่ปล่อยพิษศพเข้มข้นออกมา ก็ยังแผ่พลังกดดันที่น่าตกตะลึงออกมาด้วย
เห็ดหลินจือสีดำเหล่านี้ทุกดอกล้วนใหญ่เกินร้อยจั้ง
เวลานี้บนชายทะเลและในทะเลล้วนมีทั้งสิ้น มองผ่านๆ ก็มีมากนับร้อย ทอดแผ่ยาวออกไปตามชายฝั่งทะเล
และด้านบนหลินจือทุกดอกก็ล้วนเป็นจุดจอดเรือที่สร้างขึ้นจากกระดูกขาวอีกหลายแห่ง
มองเห็นเรือศึกสงครามที่รูปร่างเหมือนโลงศพอีกมากมาย กำลังรอการทะยานขึ้นอยู่ที่นั่น
ขณะเดียวกันด้านล่างของเห็ดหลินจือเหล่านี้ก็มีรยางค์อีกนับไม่ถ้วน ห้อยทอดไปบนพื้นรวมถึงในทะเล
ด้านหนึ่งคือกำลังดูดซับไอพลังประหลาด อีกด้านหนึ่งคือรยางค์เหล่านั้นก็มีเชือกจำนวนมหาศาลกระจายตัวเชื่อมต่อกับเรือที่กำลังลอยอยู่บนทะเลแต่ละลำ
ที่นี่เป็นท่าเรือแห่งหนึ่งอย่างชัดเจน และพอมองเส้นชายฝั่งทะเลทั้งหมดของเผ่าสิงซากสมุทร ก็เหมือนจะเป็นท่าเรือทั้งหมด
มองไกลออกไปอีก ท้องฟ้าของที่นี่สีดำสนิททั้งผืน ถูกเมฆดำเข้มข้นปกคลุมไว้
ในนั้นมีแสงค่ายกลส่งข้ามเจิดจ้า มีผู้บำเพ็ญถูกส่งข้ามออกไป และส่งกลับเข้ามาเป็นระยะ
เรือศึกสงครามของเผ่าสิงซากสมุทรหลายลำรวมถึงเงาของผู้บำเพ็ญเผ่าสิงซากสมุทรอีกหลายสาย กำลังเดินทางอยู่ในโลกฝั่งนี้
ขณะที่เสียงแหวกอากาศดังขึ้นครืนครัน แต่กลับได้ยินเสียงพูดคุยกันน้อยมาก
นอกจากนี้แผ่นดินของเกาะเผ่าสิงซากสมุทรก็เป็นสีดำ มีสิ่งที่คล้ายเห็ดหลินจือขนาดยักษ์ที่เติบโตอยู่เต็มเส้นชายฝั่งทะเลเช่นกัน แต่สีนั้นแตกต่างกับเห็ดหลินจือบนฝั่งที่ส่วนใหญ่เป็นสีแดง
ขณะเดียวกันต้นไม้ขนาดยักษ์หลายต้น ก็เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ที่สะดุดตาที่สุดบนเกาะนี้ด้วย
ต้นไม้เหล่านั้นล้วนกำลังเน่าเปื่อย แผ่ไอพลังประหลาดเข้มข้นออกมา และยังมีผีเสื้อสีดำนับไม่ถ้วนโบยบินอยู่ในฟ้าดินผืนนี้
และบนแผ่นดินใหญ่ ยังมีแม่น้ำสีแดงเหมือนเลือดอีกหลายสาย ทอดยาวทอดขวางอยู่เต็มไปหมด
โลกทั้งใบนี้ราวกับเป็นยมโลก ขณะที่ดูขนพองสยองเกล้า ก็ยังมีแรงกดดันน่ากลัวที่ยากจะพรรณนาได้แผ่ซ่านกระจายไปทั่วทิศ
ขณะเดียวกัน ตอนที่คลื่นค่ายกลกวาดเข้ามาจากการที่เรือศึกไม้ดำของสวี่ชิงกับนายกองถูกหยุดไว้กลางอากาศเหนือผืนทะเล บนแนวชายฝั่งทะเลด้านล่าง ก็มีโลงศพพุ่งขึ้นมาบนฟ้าทันทีอีกหลายโลง
เพียงพริบตาก็เข้าประชิดเรือศึก ตั้งตรงลอยอยู่รอบๆ
โลงศพผุพังทั้งหมดสิบหกโลง ขณะที่ล้อมเรือศึกก็เหมือนรวมตัวขึ้นเป็นค่ายกลหนึ่ง
แสงอัสนีสีดำหลายสายแผ่ซ่านออกมาระหว่างกัน เชื่อมเข้าด้วยกันในพริบตา ล้อมเรือศึกสีดำเอาไว้
จากนั้นโลงศพที่อยู่ด้านหน้าของสวี่ชิงกับนายกองก็สั่นสะเทือนขึ้นฉับพลัน ฝาโลงเปิดออก มีเผ่าสิงซากสมุทรที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยหมอกดำคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
รูปร่างของเผ่าสิงซากสมุทรคนนี้ดูเลือนรางอยู่ภายในปราณหมอก มองเห็นรางๆ ว่าเป็นรูปร่างเผ่ามนุษย์
พอเดินออกมาสายตาของเขาก็หยุดที่สวี่ชิงและนายกองราวสายอัสนีทันที
คลื่นพลังสร้างฐานขั้นปลายชัดเจนเป็นพิเศษบนตัวเผ่าสิงซากสมุทรคนนี้ ร่างกายที่ยังไม่เปิดสภาวะแสงนภา แต่กลิ่นอายที่เกิดขึ้นจากช่องเวทเก้าสิบช่อง ก็ยังทำให้สวี่ชิงเคร่งขรึมในใจ
คนผู้นี้ชัดเจนว่าเป็นผู้บำเพ็ญที่รับผิดชอบท่าเรือชายฝั่งทะเล เนื่องจากพวกของสวี่ชิงเข้ามาทางนี้ ดังนั้นจึงปรากฏตัว
มองคนที่เข้ามา สวี่ชิงก้มหัวลง ทำตามมารยาทของเผ่าสิงซากสมุทรที่ศึกษามาระหว่างทางเพื่อแสดงความเคารพ
ผู้บำเพ็ญไฟสามดวงเผ่าสิงซากสมุทรนี้ สายตาของเขากวาดผ่านตัวสวี่ชิงกับนายกอง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงต่ำกับนายกอง
“คารวะองค์หญิงสาม”
“ท่านพ่อล่ะ” นายกองยันราวจับ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ท่านราชาอยู่ในสนามรบ ยังไม่กลับเข้ามา”
“ดังนั้นพอเจ้าเห็นข้าแต่กลับไม่คุกเข่าหรือ แล้วยังมาผนึกไว้เช่นนี้อีกหมายความว่าอย่างไรกัน!”
จู่ๆ นายกองก็ยกมือซ้ายขึ้น ไข่มุกสีดำเม็ดหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ โยนออกไปทางผู้บำเพ็ญเผ่าสิงซากสมุทรคนนั้น
เสียงตูมดังสนั่น ไข่มุกสีดำระเบิดออกจงๆ ที่ร่างของเผ่าสิงซากสมุทรคนนี้
เผ่าสิงซากสมุทรคนนี้ร่างสั่นสะเทือน ทว่าไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เขามองนายกองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ผาดหนึ่ง ก้มหน้านั่งชันเข่า
และการลงมือครั้งนี้สะเทือนไปถึงบาดแผลอย่างเห็นได้ชัด นายกองกระอักเลือดสดออกมา พยายามฝืนร่างกายไว้ไม่ให้ล้ม เอ่ยต่อด้วยเสียงอึมครึม
“ส่งข้าไปที่เทวรูปบรรพชนศพด้วย ข้าจะไปรักษาตัว!”
“ก่อนที่ราชาจะออกไปกำชับว่า ถ้าองค์หญิงกลับมา ให้ส่งไปยังวังนอก และห้ามออกไปที่ใดอีก”
เผชิญหน้ากับเงื่อนไขขององค์หญิงสาม สร้างฐานไฟชีวิตสามดวงคนนี้ก็ตอบกลับมาเสียงเรียบ ยกมือขวาขึ้นโบก ทันใดนั้นในโลงศพรอบด้านทั้งหมดก็แผ่กลิ่นอายผู้บำเพ็ญออกมา
ขณะเดียวกันสายฟ้าสีดำหลายสายนั้นก็เชื่อมต่อกับเรือศึกสีดำ ดึงไปเบื้องหน้า
ภาพนี้ไม่ได้เกินความคาดหมายของสวี่ชิงกับนายกอง ระหว่างทางที่มาในแผนการของพวกเขามีวิธีรับมืออยู่
นายกองจึงกระอักเลือดสดอีกครั้ง ขณะที่ความอ่อนแอของร่างกายกับความใกล้จะดับสูญแจ่มชัดขึ้น เขาก็มองไปทางสร้างฐานไฟชีวิตสามดวงเผ่าสิงซากสมุทรคนนั้น จู่ๆ ก็ยิ้มหวานขึ้นมา
“ก็ดีเหมือนกัน ให้ข้าไปตายในวังนอกก็ได้ หลังจากฟื้นชีวิตขึ้นมา ข้าก็มีเหตุผลที่จะเขมือบเจ้ารวมถึงคนทั้งหมดในกลุ่มของเจ้าแล้ว น่าสนุกเสียจริง เอาเช่นนี้แล้วกัน เจ้าก็เร่งมือหน่อย”
องค์หญิงสามที่นายกองปลอมตัวมา รอยยิ้มหวานหยดย้อยบนใบหน้าดูงดงามมาก ให้ความรู้สึกไร้เดียงสาไม่มีพิษภัย
แต่ความหมายแฝงในคำพูดที่ส่งออกมา กลับดูชั่วร้ายเสียเหลือเกิน
ราวกับว่ามีความเคืองแค้นและความบ้าคลั่งฝังลึกกำลังแพร่กระจายออกไป ทำให้เผ่าสิงซากสมุทรสร้างฐานขั้นปลายคนนั้น ชะงักฝีเท้าทันที
เขารู้ว่านิสัยขององค์หญิงสาม เข้าใจว่าอีกฝ่ายทุกครั้งที่ออกไปภายนอกล้วนเพื่อไขว่คว้าหาความตาย และยิ่งรู้ว่าทุกครั้งที่องค์หญิงสามคืนชีพกลับมา ราชามักจะจัดคนในเผ่าส่วนหนึ่งส่งไปให้องค์หญิงสามกลืนกิน เพื่อเพิ่มความเร็วขั้นตอนการฟื้นคืนชีพ
ดังนั้นหลังจากที่เขานิ่งงัน ก็มองไปทางสวี่ชิง
“เจ้าไสหัวไปได้แล้ว”
สวี่ชิงสีหน้าเย็นชา พิษศพในร่างแผ่ซ่านออกมา พันล้อมไปรอบๆ จนกลายเป็นลมพายุไร้รูปร่าง ส่งเสียงแหบแห้งพูดออกมา
“จะแย่งคุณงามความดีการส่งตัวของข้าหรือ”
แทบจะพริบตาที่สวี่ชิงส่งเสียงออกมา โลงศพสีดำใบหนึ่งด้านหลังเขาก็เปิดออกกะทันหัน ด้านในมีร่างผู้บำเพ็ญเผ่าสิงซากสมุทรคนหนึ่งพุ่งออกมาในพริบตา คลื่นพลังไฟชีวิตสองดวงระเบิดออกฉับพลัน พุ่งเข้าประชิดสวี่ชิงด้วยความเร็วสูง
เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นเผ่าเงือกเมื่อครั้งยังมีชีวิต
พริบตาที่เข้าประชิดตัวสวี่ชิงในตอนนี้ นางก็ลงมือสะกดออกมาฉับพลัน ชัดเจนว่าคุณงามความดีที่สวี่ชิงส่งตัวองค์หญิงกลับมา เผ่าสิงซากสมุทรสร้างฐานขั้นปลายที่รับหน้าที่คุ้มกันท่าเรือคนนั้นเตรียมตัวจะชิงไปแน่อย่างเห็นได้ชัด
สวี่ชิงสายตาเย็นชา สีหน้าไม่เปลี่ยน พริบตาที่หญิงสาวเผ่าเงือกเข้าใกล้ ร่างของเขาก็กระแทกไปด้านหลังอย่างรุนแรง กระแทกไปกับอีกฝ่ายเสียงครืนครัน
เสียงระเบิดออก สวี่ชิงยกมือขวาตะปบไปยังหญิงสาวเผ่าเงือกอย่างรุนแรง
หญิงสาวเผ่าเงือกคนนี้หน้าเปลี่ยนไป ถูกพลังกายเนื้อของสวี่ชิงกระแทกจนจิตใจสั่นสะเทือน ไฟชีวิตในร่างกายสั่นไหว คิดจะฉากหลบทันที
แต่สวี่ชิงก็รวดเร็วเกินไป ในการตะปบเหมือนมีแรงดึงดูดแผ่ออกมา จนทำให้การเคลื่อนไหวของหญิงสาวเผ่าเงือกชะงักงัน
พริบตาต่อมาสวี่ชิงก็พุ่งตัวออกไปฉับพลัน ชั่วพริบตาก็เข้าประชิดเบื้องหน้าหญิงสาว มือขวาแทงเข้าไปที่หน้าอกนาง คว้าหัวใจไว้แล้วบีบอย่างแรง
เสียงตูมดังขึ้น ผู้บำเพ็ญสร้างฐานไฟชีวิตสองดวงในรูปร่างเผ่าเงือกคนนี้ หัวใจแตกสลายทันที
ต่อให้เผ่าสิงซากสมุทรจะไม่ไวต่อความเจ็บปวด แต่อาการบาดเจ็บเช่นนี้ก็ยังทำให้นางส่งเสียงร้องแหลมออกมา ทว่าผู้บำเพ็ญหญิงคนนี้ก็ไม่ง่ายเลย ดวงตามีความโหดเหี้ยม พุ่งตรงงับไปที่คอของสวี่ชิง
นี่เป็นวิธีที่เผ่าสิงซากสมุทรใช้เป็นประจำ
เขี้ยวของนางแหลมคม จังหวะที่กำลังจะกัดโดนสวี่ชิง สวี่ชิงก็สะบัดหัวยิ้มเย็นชา ออกแรงกระแทกไปบนปากของผู้บำเพ็ญหญิง
เสียงกร๊อบดังขึ้น หญิงสาวฟันหักเลือดเนื้อบนหน้าเหวอะหวะ ขณะที่เสียงร้องยิ่งแหลมกว่าเดิม สวี่ชิงก็มีสีหน้าโหดเหี้ยม อ้าปากขึ้นเช่นกัน แล้วงับลงไปที่คอของผู้บำเพ็ญหญิงเผ่าเงือกทีหนึ่ง!
แรงกัดครั้งนี้ของเขามหาศาลมาก ทำให้สวี่ชิงงับลำคอผู้บำเพ็ญหญิงเผ่าเงือกคนนั้นขาดไปส่วนหนึ่งในพริบตา
จากนั้นเขาก็ทำการสูด ไอพลังประหลาดเข้มข้นจึงหลั่งทะลักออกมาจากในร่างกายผู้บำเพ็ญเผ่าเงือกเข้าสู่ร่างกายสวี่ชิงอย่างบ้าคลั่ง
ผู้บำเพ็ญหญิงเผ่าเงือกคิดจะกระเสือกกระสน แต่สองมือสวี่ชิงก็พลังมหาศาล กดนางไว้อยู่หมัด ในปากดูดซับโดยไม่พัก ดูแล้วโหดเหี้ยมอย่างมาก
ขั้นตอนทั้งหมดก็แค่หกเจ็ดอึดใจเท่านั้น ไอพลังประหลาดทั่วร่างผู้บำเพ็ญหญิงรูปร่างเผ่าเงือกคนนั้นก็แห้งเหือดลง ไฟชีวิตมอดดับ ช่องเวทเหี่ยวเฉา ร่างทั้งร่างกลายเป็นศพแห้งล้มลงข้างๆ ยังไม่ตาย กำลังชักกระตุก
“โอ้ สนุกเสียจริง พี่สาวคนนี้ทำไมถึงเหี่ยวลงมาล่ะ”
นายกองยิ้มหวาน เดินกะโผลกกระเผลกไปด้านหน้าผู้บำเพ็ญหญิงเผ่าเงือกคนนั้น เลียริมฝีปากขึ้นมา
สวี่ชิงหันหลังไปมองเผ่าสิงซากสมุทรสร้างฐานไฟชีวิตสามดวงที่ยืนอยู่บนท้องฟ้าด้านนอกเรือศึกคนนั้น
“เอามาให้ข้ากลืนกินอีกเก้าคน แล้วข้าจะส่งคุณงามความดีให้เจ้า”
มุมปากสวี่ชิงยังมีเลือดสดสีน้ำเงินอยู่ ดวงตาเย็นชาไม่มีคลื่นอารมณ์ใดทั้งสิ้น
แต่ท่าทีของเขาเวลานี้ ทำให้สีหน้าผู้บำเพ็ญสร้างฐานไฟชีวิตสามดวงคนนั้นเคร่งขรึมขึ้นมา
สาเหตุที่เมื่อครู่เขาเอ่ยขึ้นก็มีความคิดที่จะแย่งคุณงามความดีเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็ทำการหยั่งเชิงดูด้วย
อันที่จริงช่วงนี้ ศิษย์บางส่วนของเจ็ดเนตรโลหิตก็ใช้วิธีการต่างๆ นานาแฝงตัวเข้ามาจริงๆ แม้ว่าทั้งหมดจะถูกจับแล้วสังหารทิ้ง แต่การกลับมาขององค์หญิงก็เป็นไปได้ที่จะถูกเจ็ดเนตรโลหิตวางหมากไว้
ถ้าหากเมื่อครู่อีกฝ่ายจากไปจริงๆ เขาจะรายงานเรื่องนี้ขึ้นไป แน่นอนว่าจะมีคนอื่นในเผ่าจัดการตรวจสอบเอง
แต่ตอนนี้เขาก็ทำลายความคิดนี้ทิ้งไปแล้ว ค่ายกลองค์หญิงทางนั้นยืนยันว่าไม่มีปัญหา ส่วนคนที่คุ้มกันองค์หญิงกลับมานี้ ไม่เพียงแค่ค่ายกลยืนยันแล้ว ขณะเดียวกันพฤติกรรมการกลืนกินไอพลังประหลาดของอีกฝ่าย ก็มีเพียงเผ่าสิงซากสมุทรเท่านั้นที่กล้าทำเช่นนี้
แล้วยังดับลูกน้องไฟชีวิตสองดวงของตนเองอย่างง่ายดายไปคนหนึ่ง ก็อธิบายได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ไม่ไกลจากการทะลวงขั้นมาจนถึงระดับของตนแล้ว
เขาจึงยกมือขึ้นโบก โลงศพสีดำสิบหกใบรอบๆ แสงอัสนีบนนั้นสลายหายไปในพริบตา และแต่ละใบก็ร่อนจากลงไปเบื้องล่าง
“ส่งองค์หญิงไปที่แดนต้องห้ามเทวรูปบรรพชนศพที่เจ็ดเสีย!”
หลังจากการผนึกสลายไป เผ่าสิงซากสมุทรสร้างฐานคนนี้จึงเอ่ยขึ้นมา
ทันใดนั้นเห็ดหลินจือบนพื้นด้านล่างส่วนหนึ่งก็บิดเบี้ยว แผ่หมอกดำมหาศาลขึ้นมา หลังจากหมอกดำเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกันก็ก่อตัวขึ้นมาเป็นปลาหมึกขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง
ปลาหมึกตัวนี้ลอยขึ้นมา หนวดเส้นหนึ่งพันรัดเรือศึกไม้ดำไว้ ส่วนหนวดอื่นก็ทอดแผ่ยืดออกไปบนพื้น พาสวี่ชิงกับนายกองห่างออกไป
ด้านหลังพวกเขา ผู้บำเพ็ญเผ่าสิงซากสมุทรไฟชีวิตสามดวงคนนั้นก้มหน้าลง ขณะที่ส่งลาอย่างนอบน้อม ก็ส่งเสียงขรึมต่ำออกมาด้วย
“องค์หญิง ข้าน้อยมีภาระหน้าที่ของข้าอยู่ การไม่เคารพเมื่อครู่นี้ องค์หญิงโปรดอย่าได้ถือสา”
พูดจบ เผ่าสิงซากสมุทรสร้างฐานไฟชีวิตสามดวงนี้จึงยกมือขวาขึ้นวางไว้ข้างปาก กัดลงไปแรงๆ ที่นิ้วหนึ่งจากนั้นโยนมา
ทันใดนั้นนิ้วนี้ก็ระเบิดกลายเป็นพิษศพเข้มข้นแผ่ไปบนเรือศึกของสวี่ชิงกับนายกอง แล้วกลายเป็นตราประทับแสงดำเจิดจ้าตราหนึ่ง
“มีตราประทับนี้อยู่ ระหว่างทางถัดจากนี้ จะไม่มีคนเข้ามารบกวนองค์หญิงอีก ขอโปรดองค์หญิงให้อภัยด้วย”
“เจ้าก็ไปได้แล้ว” นายกองเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ขอบพระทัยองค์หญิง”
สร้างฐานไฟชีวิตสามดวงคนนั้นก้มหน้าลง หลังจากตอบกลับอย่างสงบก็โยกตัวกลับไปยังเส้นชายฝั่งทะเล ไปปกป้องศัตรูที่เข้ามาจากภายนอกของที่นี่ต่อ
เรือศึกที่สวี่ชิงกับนายกองอยู่ ก็ตรงเข้าใกล้สถานที่ที่เทวรูปบรรพชนศพลำดับเจ็ดอยู่อย่างรวดเร็วเช่นนี้ในขณะที่ปลาหมึกขนาดยักษ์ทะยานอยู่ด้านล่าง
ในความเป็นจริงนี่ก็เป็นทางเลือกโดยเจตนาของพวกเขาเช่นกัน
เผ่าสิงซากสมุทรมีเทวรูปบรรพชนศพทั้งสิ้นเก้าองค์ กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่ละองค์ล้วนมีทหารมากมายคุ้มกัน ขณะเดียวกันตำแหน่งของเทวรูปบรรพชนศพลำดับเจ็ดนี้ค่อนข้างอยู่ใกล้มหาสมุทร ยิ่งไปกว่านั้นยังห่างจากเมืองราชาอยู่ระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงกลายเป็นตัวเลือกแรกในแผนการของนายกอง
ที่สำคัญที่สุดก็คือ จากข่าวที่นายกองซื้อมา ผู้แข็งแกร่งเผ่าสิงซากสมุทรแก่นลมปราณที่คอยคุ้มกันเทวรูปบรรพชนศพลำดับเจ็ดนี้ เนื่องจากที่แนวหน้ากำลังตึงเครียด ดังนั้นจึงถูกส่งตัวไปยังสนามรบ
ผู้คุ้มกันในปัจจุบันก็มีเพียงพลังบำเพ็ญสร้างฐานขั้นบริบูรณ์เท่านั้น
เดิมทีสวี่ชิงก็ลังเล แต่นายกองก็มีท่าทีรับประกันว่ารายงานไม่มีผิดพลาด ดังนั้นสวี่ชิงเองก็ไม่คิดจะเค้นถามต่อให้มากความ
ตอนนี้จากการตรงไปเบื้องหน้า จากการที่พวกเขาเข้าสู่ภายในเผ่าสิงซากสมุทร ฟ้าดินผืนนี้ก็เปิดเผยออกมาเบื้องหน้าสวี่ชิงกับนายกอง
แผ่นดินใหญ่ดำสนิทไปทั้งผืน มีหญ้าดำขึ้นเต็มไปหมด หญ้าเหล่านี้แฝงไว้ด้วยไอพลังประหลาดที่เข้มข้นจนตกตะลึง ทำให้ที่นี่กับพื้นที่ต้องห้ามที่สวี่ชิงเคยไปก่อนหน้าก็ดูไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก
และไอพลังประหลาดเช่นนี้ แน่นอนว่าสำหรับเผ่าสิงซากสมุทรแล้วถือเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญที่สูดรับพลังวิญญาณแล้ว ที่นี่ถือว่ามียาพิษอยู่มากมายมหาศาลเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นพออยู่ที่นี่นานไป ไอพลังประหลาดในร่างกายก็จะสะสม ถ้าสะกดกับควบคุมไม่ทัน โอกาสที่จะกลายพันธุ์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัดเลยทีเดียว
แต่นายกองก็มีวิธีอื่นที่สามารถมองข้ามความร้ายกาจของไอพลังประหลาดได้ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ อย่างเห็นได้ชัด สวี่ชิงก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เขารู้สึกว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเลือดเนื้อความเป็นเทพ
เห็นได้ชัดว่าในตัวจวีอิงครั้งนั้นนายกองไม่น่าจะบ้าคลั่งเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นนายกองคงจะทำตัวบ้าคลั่งมาแล้วหลายครั้งครา
ขณะเดียวกัน ขณะที่ตรงไปเบื้องหน้า สวี่ชิงเองก็เห็นว่าบนพื้นนอกจากหญ้าดำกับเห็ดหลินจือสีแดงรวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่แห้งเหี่ยวหลายต้นแล้ว ยังมีแม่น้ำสีแดงอยู่อีกหลายสายทอดไปบนแผ่นดินใหญ่
และแม้บนท้องฟ้าจะเป็นสีดำสนิท แต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ในชั้นเมฆมีดวงตาอยู่มากมาย ดวงตาเหล่านี้ทั้งหมดล้วนสีแดง ทุกครั้งที่ลืมตาก็จะมีประกายแสงแผ่ไปบนพื้นดิน
ด้วยการเปิดปิดในเวลาที่แตกต่างกันทำให้แผ่นดินใหญ่ที่ถูกแผ่นฟ้าสีดำปกคลุมผืนนี้มีแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา แม้จะมืดทึม แต่กลับเพียงพอให้ผู้บำเพ็ญมองเห็นได้ทั้งแปดทิศ
ส่วนดวงตาเหล่านี้คืออะไร สวี่ชิงเพียงไม่นานก็เข้าใจคำตอบ
เขามองเห็นดวงตาหนึ่งโผล่พ้นหมอกเมฆอย่างชัดเจน เผยให้เห็นร่างของปลาเน่าเปื่อยขนาดใหญ่ หัวของปลาชนิดนี้มีรยางค์งอกออกมาเส้นหนึ่ง ที่ปลายของรยางค์มีดวงตาอยู่
ตอนที่ปิดลงมองไม่ออก แต่พอลืมตาก็เหมือนกับตะเกียงอย่างไรอย่างนั้น เปล่งแสงออกมา
ปลาชนิดนี้อยู่ในหมอกเมฆบนท้องฟ้าของเผ่าสิงซากสมุทรมีจำนวนมากมายเต็มไปหมด บางครั้งพวกมันก็ดิ่งลงมากลางอากาศ ทำให้แสงสว่างแผ่ออกมาตลอดเวลา
สวี่ชิงที่เห็นภาพนี้ก็รู้สึกแปลกประหลาด ขณะเดียวกันเขาก็มองเห็นเผ่าสิงซากสมุทรอีกไม่น้อย ชนเผ่าด้านในก็ปะปนกัน มีที่สวี่ชิงไม่เคยเห็นมาก่อน
นอกจากนี้ ขณะที่ตรงไปเบื้องหน้าสวี่ชิงยังมองเห็นภาพที่ทำให้เขาจิตใจสั่นสะเทือนอีกด้วย
นั่นคือแผ่นดินผืนใหญ่
เห็ดหลินจือกับต้นไม้ใหญ่บนพื้นทั้งหมดล้วนถูกจัดการออกไปจนหมด แต่ตอนที่หนวดปลาหมึกที่สวี่ชิงอยู่ผ่านไป สวี่ชิงมองเห็นว่าบนพื้นมีเผ่าสิงซากสมุทรจำนวนมหาศาลกำลังขุดอยู่
ส่วนที่ถูกขุดไปมองแล้วเหมือนฝ่ามือ เพียงแต่ฝ่ามือนี้ใหญ่โตมาก ขนาดน่าจะนับร้อยจั้ง ราวกับเป็นสถานที่ฝังกระดูกของยักษ์บรรพกาลตนหนึ่งเลย
ตอนนี้พอถูกขุดออก สวี่ชิงก็สังเกตเห็นเผ่าสิงซากสมุทรที่มากยิ่งกว่ารวมตัวอยู่ที่นั่นจากการเปิดเผยของเลือดเนื้อที่เน่าเปื่อย กำลังดำเนินการพิธีการบางอย่างอยู่
จนกระทั่งเรือศึกที่พวกสวี่ชิงอยู่ออกจากพื้นที่ผืนนั้น เสียงคำรามลั่นฟ้าสะเทือนดินก็เสียงหนึ่งก็เปล่งออกมา สวี่ชิงจึงหันกลับมาด้วยจิตใจที่สั่นสะเทือน มองไปยังพื้นที่ที่ห่างออกมาผืนนั้น เวลานี้มีมือใหญ่ยาวพันจั้งข้างหนึ่งยื่นออกมาจากพื้นดินราวกับจะไขว่คว้าท้องฟ้า
“คืนชีพแล้ว!” สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก
นอกเหนือจากนี้ ในเผ่าสิงซากสมุทรนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มีเฉพาะเจาะจงอยู่อีกอย่าง เป็นผีเสื้อชนิดหนึ่งที่มีใบหน้าผี
จากที่นายกองเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้สวี่ชิงฟังตลอดทาง ตอนที่สวี่ชิงเห็นผีเสื้อเหล่านี้ เขาก็รู้ว่าผีเสื้อนี้ชื่อว่าสุบินภูต ว่ากันว่าบนแผ่นดินใหญ่เกาะนี้ผีเสื้อสุบินภูตชนิดนี้ต่างหากที่เป็นประชากรแต่เดิม
พวกมันเป็นชนเผ่าที่อยู่มาก่อนที่เผ่าสิงซากสมุทรจะปรากฏขึ้น มีปริมาณมากมายมหาศาลบนแผ่นดินเกาะนี้ ตอนนี้ผีเสื้อสุบินภูตแต่ละตัวก็ลอยเข้ามา บินวนอยู่รอบๆ พวกเขาจากการที่สวี่ชิงและนายกองเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้า
ภาพนี้ เดิมทีควรจะเป็นภาพที่สวยงาม แต่จากใบหน้าผีบนปีกของผีเสื้อที่เหมือนฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากการกลืนกินไอพลังประหลาดกับความบิดเบี้ยวแล้ว จึงทำให้ลักษณะของภาพนี้เปลี่ยนเป็นน่าขนลุกขึ้นมา
โดยเฉพาะสวี่ชิงทางนี้ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ผีเสื้อสุบินภูตจึงมารวมกันมากมาย กระทั่งห่างออกไปยังมองเห็นผีเสื้อสุบินภูตที่มากยิ่งกว่า กำลังตรงมาทางเขา
สิ่งนี้ทำเอาสวี่ชิงต้องเลิกคิ้ว
“ผู้คุ้มครองของข้า เจ้าทำไมจึงมาล่อผึ้งล่อผีเสื้อที่นี่เสียอย่างนั้นล่ะ” ด้านหลังของเขา นายกองก็กระแอมเอ่ยเสียงครางขึ้นมาแผ่วเบา
Comments for chapter "บทที่ 184 ข่าวประหลาดเผ่าสิงซากสมุทร"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com