บทที่ 565 เพิ่มเจ้าเข้าไปก็เพียงพอแล้ว
บทที่ 565 เพิ่มเจ้าเข้าไปก็เพียงพอแล้ว
พายุทรายพิษต้องห้ามอาณาเขตหนึ่งร้อยลี้ปกคลุมเมืองศักดิ์สิทธิ์ มองไกลๆ เมืองที่เป็นประจักษ์พยานประวัติศาสตร์ของความร่วมมือทั้งสองเผ่า เลือนรางไปหมด ราวกับวันสิ้นโลกมาเยือน
ไอพลังประหลาดรุกรานที่นี่ ทำให้บ้านเรือนนับไม่ถ้วนทรุดโทรม สรรพชีวิตมากมายร่วงโรย และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือการกลายพันธุ์
ประชากรทั้งสองเผ่าจำนวนมาก เนื่องจากไอพลังประหลาดในร่างกายเกินจุดวิกฤต บ้างก็แตกสลายกลายเป็นเศษเลือดเนื้อ บ้างก็ร้องคำรามกลายเป็นอสูรกลายพันธุ์ เห็นคนก็สังหาร
ความตาย ปรากฏทั่วทุกแห่งหน
แต่เทียบกับไอพลังประหลาด พิษต้องห้ามต่างหากที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ว่าจะอสูรกลายพันธุ์หรือคนในเผ่า ไม่ว่าจะคนที่มีชีวิตหรือตายไปแล้ว ต่อให้เป็นสิ่งปลูกสร้างก็หลีกหนีพลังของมันไม่พ้น
กระจกของเผ่าเงาคันฉ่อง กลายเป็นสีดำ สูญสิ้นความเงาไป
ร่างเผ่าผืนนภากลายเป็นน้ำเลือด พลังชีวิตมอดดับ
เสียงโหยหวน เสียงกรีดร้อง เสียงคำรามอย่างทุกข์ทรมานร้อยเรียงเป็นท่วงทำนองแห่งความตาย เมื่อแต่ละบทเพลงบรรเลงขึ้น ก็กังวานอยู่รอบกายสวี่ชิง จากนั้นเขาก็อำพรางร่างเงานักฆ่าราวกับภูตผี เดินหน้าต่อไป
การลงมือของเขาทุกครั้ง ล้วนเพิ่มจังหวะให้กับบทเพลงนี้หนึ่งจังหวะ
การสังหารของเขาทุกครั้ง ล้วนทำให้บทเพลงแห่งความตายนี้มีท่วงทำนองเพิ่มขึ้น
กริชในมือไม่มีเลือดติด เพราะเลือดที่หลั่งรินจากการสังหาร ล้วนไหลจากกริชลงไปที่แขน อาบย้อมเสื้อผ้าของสวี่ชิง
ชุดคลุมสีขาว กลายเป็นสีเลือดแนบกับร่างกายนานแล้ว
สวี่ชิงชินกับความรู้สึกนี้
เขาก้มหน้า พุ่งทะยานอยู่ในปราณหมอก เก็บเกี่ยวชีวิตไปทีละชีวิต สวี่ชิงไม่สนใจร้องโหยหวนคร่ำครวญเหล่านั้น ไม่มีทางเมตตาปรานีปลดปล่อยความทุกข์ทรมานของพวกมันไปเช่นนี้
ในหัวสมองเขา ภาพเมืองหิ่งห้อยในความมืดปรากฏขึ้น แต่ละภาพในที่แห่งนั้น ทำให้เขาเหมือนจะรวดเร็วยิ่งขึ้น
และกองเศษเนื้อในกรงเหล็ก ก็ทำให้เขากำกริชในมือแน่นขึ้น
กระทั่งภาพนี้ พอจดจ้องไปบนใบหน้าเล็กของพั่นเยี่ยน สวี่ชิงก็ร่างไหววูบผ่านหน้าผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาคนหนึ่ง เลือดสดอุ่นๆ รดลงบนมือ
“ยังไม่พอ”
สวี่ชิงพึมพำ ถอยไปด้านหลัง พริบตาที่ผสานเข้าไปในปราณหมอก ที่ที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้มีเงาหกร่างหวีดหวิวผ่านไปเสียงครืนครัน
หกร่างนั้นล้วนเป็นปราณก่อกำเนิดสี่ถึงห้าทัณฑ์ทั้งสิ้น แผ่คลื่นพลังที่แข็งแกร่ง แต่ละคนดวงตาฉายแววโกรธแค้น สีหน้ากราดเกรี้ยวเหี้ยมโหด
พวกเขารับผิดชอบในการไล่ล่าสวี่ชิง แต่ในเมืองที่พิษต้องห้ามคละคลุ้ง ทำให้พวกเขาหาร่องรอยสวี่ชิงไม่พบ ต่อให้จะจับคลื่นพลังได้บางครั้ง แต่เมื่อมาถึงก็หาตัวไม่พบเช่นตอนนี้
ขณะเดียวกันพวกเขาต้องต้านทานการรุกรานของพิษต้องห้ามสุดกำลัง ดีที่ยังพอทนไหวในระยะเวลาที่ไม่นานนัก แต่ทั้งหกคนก็ร่างกายเน่าเปื่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนสวี่ชิงก็ไม่คิดจะปะทะกับพวกเขาซึ่งๆ หน้าเลย
เป้าหมายของเขาชัดเจนมาโดยตลอด นั่นคือลานกว้างระหว่างวังหลวงทั้งสองในเมือง
ตวนมู่ฉางอยู่ที่นั่น
ตัวตนเผ่าฟ้าทมิฬรวมถึงคำกล่าวตอนลงมือก่อนหน้านี้ ทั้งหมดทั้งมวล สวี่ชิงล้วนทำเพื่อปิดบังเผ่าของตนเองรวมถึงเป้าหมาย
มีเพียงทำเช่นนี้เท่านั้น ถึงจะช่วยเหลือตวนมู่ฉางขณะที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ทันในช่วงเวลาที่พลิกผันฉุกละหุกได้ และจะไม่เกิดเรื่องอย่างการใช้ตวนมู่ฉางเป็นตัวประกันด้วย
ถึงอย่างไรเรื่องการนำเผ่ามนุษย์มาบีบคั้นเผ่าฟ้าทมิฬเกินจริงไป
แน่นอนว่าจุดสำคัญที่จะจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ก็คือเวลา หากความร่วมมือสองเผ่ามีโอกาสตอบสนองและตรวจสอบได้ทัน วิธีการของสวี่ชิงก็จะเกิดช่องโหว่
แต่อย่างน้อยตอนนี้ยังมีช่องโหว่ไม่มากนัก
สวี่ชิงรวดเร็วอย่างยิ่ง พุ่งทะยานอยู่ในหมอกพิษนี้ ค่อยๆ เข้าใกล้ลานกว้างใจกลางเมือง ใช้หมอกพิษสัมผัสหาตวนมู่ฉางที่ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยพิษต้องห้ามนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงนั้น
สวี่ชิงก็ควบคุมหมอกพิษที่เข้มข้นเช่นนี้อย่างเอาใจใส่ไม่ได้ การแผ่ขยายและรุกรานของพวกมัน ไม่มีทางละเว้นตวนมู่ฉาง
แต่ตวนมู่ฉางก็มีข้อได้เปรียบ นั่นก็คือเขาเคยติดพิษมาแล้ว และสวี่ชิงก็เคยถอนพิษให้ ดังนั้นเมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญสองเผ่า จะมากหรือน้อยร่างเขาก็มีภูมิต้านทานอยู่บ้าง
ภูมิต้านทานนี้ แม้จะไม่สามารถหยุดการกำเริบของพิษได้ แต่ก็สามารถทำให้เขาอดทนได้นานขึ้นเล็กน้อย
แต่ต่อให้แผนการรัดกุมเพียงใด ก็ยากที่จะทำได้อย่างไร้ข้อบกพร่องในช่วงเวลาที่ฉุกละหุกเช่นนี้
แม้สวี่ชิงจะเปลี่ยนตัวตน อำพรางเป้าหมาย แต่การปรากฏตัวตอนที่ตวนมู่ฉางถูกหลอม สุดท้ายก็ยังทำให้ผู้บำเพ็ญบางส่วนของความร่วมมือสองเผ่าคาดเดาได้ เลือกที่จะเฝ้าตอไม้รอกระต่ายที่นี่
เพียงแต่การก่อความวุ่นวายของปัจจัยที่ไม่ชัดเจนรวมถึงการรุกรานของหมอกพิษ ทำให้การผู้บำเพ็ญสองเผ่าที่รออยู่ที่นี่มีไม่มากนัก
ดวงตาสวี่ชิงเปล่งแสงเย็นวาบ จับจ้องร่างหลายร่างที่ปรากฏตัวในปราณหมอกขมุกขมัวเบื้องหน้า
เขาหรี่ตาลง ซ่อนประกายเย็นเยียบ พุ่งออกไปจากจุดที่พรางตัวไปอยู่ด้านหลังผู้บำเพ็ญเผ่าเงาคันฉ่องคนหนึ่งในพริบตา
ยกมือขวาขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียง ปิดที่กระจกหว่างคิ้วผู้บำเพ็ญเผ่าเงาคันฉ่อง
พริบตาที่คนผู้นี้สังเกตเห็น ยังไม่ทันได้ขัดขืน สวี่ชิงก็จับไว้แล้วบีบอย่างแรง
เสียงกระจกแตกดังขึ้น กำลังจะเปล่งเสียงกรีดร้องออกมา มือขวาของสวี่ชิงก็อุดที่ปากเขาเอาไว้แน่น
เสียงกรีดร้องกลายเป็นเสียงอู้อี้ กลืนหายไปกับเสียงร้องโหยหวนที่ยังก้องอยู่ในเมือง
พิษต้องห้ามแผ่ออกมาจากร่างกายสวี่ชิงเข้มข้นกว่าเดิมในเสี้ยวขณะนี้ ผสานเข้าไปในร่าอีกฝ่าย หลังจากที่คนผู้นี้ตายแน่นิงไม่ไหวติง สวี่ชิงจึงวางเขาเบาๆ โน้มตัวไหววูบหายไปจากจุดเดิม
ไม่นานนัก ร่างเงาในปราณหมอกขมุกขมัว ก็หายไปอีกหนึ่งคน
หลังจากผ่านไปสิบอึดใจ ก็หายไปอีกหนึ่งคน
และตอนนี้ ผู้บำเพ็ญที่เหลืออยู่เหล่านั้นก็ทยอยสังเกตเห็น ตอนที่สวี่ชิงลงมืออีกครั้ง รอบด้านของเขาก็ปรากฏร่างผู้บำเพ็ญสองเผ่าอีกสิบกว่าร่าง พุ่งตรงมาหาเขา
สวี่ชิงสีหน้าปกติ เขาคำนวณเวลาในใจ ไม่ได้เลือกถอยเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เปลี่ยนจากสภาวะพรางมารยา เส้นใยสีทองในร่างกายขยายออกไปในพริบตา
ร่างกายของเขาพลันขยายใหญ่ขึ้น หน้าตาของเผ่าฟ้าทมิฬสลายไป หน้าตาเผ่ามนุษย์ปรากฏขึ้น และขยายจากร่างปกติกลายเป็นความสูงระดับสามจั้ง
นี่คือสภาวะกายเนื้อแข็งแกร่งที่สุดที่สวี่ชิงสามารถสำแดงออกมาได้ ขณะที่ปะทุขึ้นฉับพลันในตอนนี้ รอบกายเขากลายเป็นคลื่นวน
พริบตาต่อมา สวี่ชิงพุ่งออกไปกะทันหัน กระแทกร่างผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาด้านหน้าสุดสามตน
เสียงครืนครันกึกก้อง ผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาสามคนนั้นไม่สามารถต้านทานได้ ตนหนึ่งร่างแตกสลาย อีกสองตนกระอักเลือดถอยหลังไป สีหน้าพรั่นพรึงถึงขีดสุด
วิธีการที่สวี่ชิงใช้น่าตกตะลึงขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ
ส่วนสวี่ชิงก็ไม่หยุดชะงัก แบมือขนาดใหญ่ ขณะที่กระโดดไป ก็ปรากฏตัวข้างกายผู้บำเพ็ญเผ่าเงาคันฉ่องสองตน คว้าร่างพวกเขาโยนออกไปทันที
ท่ามกลางเสียงครืนครันต่อเนื่อง ผู้บำเพ็ญเผ่าเงาคันฉ่องสองตนก็ร่างระเบิด เลือดเนื้อสาดกระเซ็นไปทั่ว ผู้บำเพ็ญสองเผ่าอื่นๆ ก็พุ่งเข้ามาหาสวี่ชิง
ผู้นำคือผู้บำเพ็ญปราณก่อกำเนิดสี่ทัณฑ์ตนหนึ่ง
เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา ร่างกายสวี่ชิงก็พลันส่องแสงเรืองรองไปรอบๆ ในพริบตา
แสงเรืองรองกวาดล้างทุกสรรพสิ่ง เสี้ยวขณะที่สาดส่องออกมา ผู้บำเพ็ญสองเผ่าที่พุ่งมาหาสวี่ชิงต่างก็ต้องถอยหลังเพื่อตั้งรับ
แต่จิตสังหารปราณก่อกำเนิดสี่ทัณฑ์นั้นรุนแรงมาก ไม่เสียดายส่งที่ต้องแลก ไม่สนว่าพิษจะกำเริบ พุ่งมาหาสวี่ชิงในพริบตา
“ตาย!”
ท่ามกลางเสียงครืนครัน สวี่ชิงกระอักเลือด ปราณก่อกำเนิดในร่างสั่นสะท้าน ถอยหลังออกมา
และไม่ทันจะยืนได้มั่นคง อีกฝ่ายก็พุ่งมาอีกครั้ง ยิ่งทำปางมือกลายร่างเป็นผีร้าย กลืนกินร่างของสวี่ชิง
แต่แรงกดดันเทพเจ้าจากร่างสวี่ชิง ก็ทำให้เมื่อผีร้ายเหล่านั้นเข้าใกล้ก็ทยอยกรีดร้องถอยฉากออกไป
ผู้บำเพ็ญสี่ทัณฑ์คนนั้นก็ไม่ตายไม่เลิกรา เขารู้ว่าถอนพิษในร่างกายออกไม่ได้ จึงคิดจะใช้ช่วงชีวิตก่อนจะเน่าเปื่อย สังหารสวี่ชิงทิ้ง
ดังนั้นเมื่อเห็นว่าผีร้ายไม่ไหวแล้ว เขาจึงกัดปลายนิ้วและถ่มเลือดสดออกมา กระตุ้นให้ผีร้ายยิ่งคุ้มคลั่งไร้สติ ขณะเดียวกันก็ล้วงน้ำเต้าลูกหนึ่งออกมา ปลดปล่อยผีร้ายออกมาจำนวนมากกว่าเดิม ระหว่างที่ฝืนกลืนกิน สองมือของเขาก็ทำปางจำแลงระฆังสีทองใบหนึ่งออกมา เขย่าอย่างรวดเร็ว
เสียงระฆังดังออกมา ทิ่มแทงจิตวิญญาณของสวี่ชิง ผีร้ายก็ฉีกทึ้งไม่หยุด สวี่ชิงร่างสั่นเทิ้ม ถอยหลังไปอีกครั้ง
ทั้งสองคนคนหนึ่งไล่ล่า คนหนึ่งถอยหลัง แต่ความเร็วของสวี่ชิงสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ทั้งไม่ได้อยู่ในสภาวะพรางมารยา ไม่นานนักก็ถูกไล่ตามทัน จึงถอยหลังต่อไป
ท่ามกลางเสียงโจมตีดังครืนครันไม่หยุดนี้ ผู้บำเพ็ญสองเผ่ารอบๆ ก็สังเกตเห็น พากันเข้ามา
หลังจากผ่านไปสิบกว่าอึดใจ ร่างของสวี่ชิงก็ถูกผู้บำเพ็ญสี่ทัณฑ์คนนี้ซัดกระเด็นไปสิบจั้งเสียงดังสนั่น ตอนที่ร่วงลงมา ผู้บำเพ็ญสี่ทัณฑ์ตนนั้นกำลังจะลงมือต่อ แต่ที่พุ่งออกมาไม่ใช่ร่างกายที่ครบถ้วนอีกต่อไป
ท่อนล่างของเขาเน่าสลายไปแล้ว ขณะที่พุ่งมา ร่างของเขาครึ่งหนึ่งอยู่กลางอากาศ ปราณก่อกำเนิดในร่างกายละลายหายไปจนหมด พิษต้องห้ามในร่างปะทุถึงขีดสุด
“นี่ข้า…” ในดวงตาผู้บำเพ็ญสี่ทัณฑ์ฉายแววไม่ยินยอม เขาทำเต็มที่แล้ว แต่ร่างกายของศัตรูสามารถทนต่ออาการบาดเจ็บได้มากเกินไป เขาโจมตีให้ตายในกระบวนท่าเดียวไม่ได้ ส่วนเรื่องที่จะจับตัวเอาไว้ แสงรุ้งที่แผ่ออกมาจากร่างอีกฝ่ายก็รับมือยากด้วยเช่นกัน
ขณะที่สิ้นหวังใกล้หมดลมหายใจ อัสนีสีแดงสายหนึ่งก็แล่นแปลบปลาบมา ทะลวงจากด้านหลัง แล้วพุ่งออกมาจากหน้าผากของเขา
ผู้บำเพ็ญที่เหลือร่างเพียงครึ่งเดียว ร่างกายร่วงหล่นลงพื้นดิน ดับสิ้นทั้งกายและจิตวิญญาณ
สวี่ชิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ยังมีผีร้ายมากมายติดพันอยู่ที่ร่างกาย
ผีร้ายเหล่านี้บางส่วนสลายไปจากการตายของผู้บำเพ็ญสี่ทัณฑ์ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ลอยออกมาจากน้ำเต้า เวลานี้สูญสิ้นสติสัมปชัญญะไปแล้ว แม้ว่าจะสลายไปอย่างต่อเนื่องด้วยกลิ่นอายของสวี่ชิง แต่ขอแค่ยังขยับตัวได้ พวกมันก็ยังคงกัดทึ้งอย่างบ้าคลั่ง
สวี่ชิงไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เขารู้ว่าตนไม่ใช่คู่มือของผู้บำเพ็ญสี่ทัณฑ์คนนั้น แต่ไม่เป็นไร ที่นี่เป็นสนามรบของเขา พลังต่อสู้ของเขาไม่พอ แต่เกราะคุ้มกันของร่างกายก็ยังแข็งแกร่งถึงขีดสุด
ขอแค่ไม่ถูกสังหารในพริบตา ในหมอกพิษนี้ สุดท้ายคนที่ตายก็ไม่ใช่ตนเองแน่นอน
และการตายของผู้บำเพ็ญสี่ทัณฑ์ก็ทำให้ผู้ที่เหลืออยู่ไม่กล้าทำอะไรต่อ แต่ละตนลอยตัวขึ้นคิดจะหลบหนีขณะที่พิษกำเริบ
สวี่ชิงไม่สนใจ เขาหอบหายใจ เข้าใกล้ลานกว้างอย่างรวดเร็ว
สะกดหกสมบัติวิญญาณ ทลายม่านพลังคุ้มกันเมือง ใช้พิษสังหารสองเผ่าไปอย่างน้อยนับแสน สังหารแก่นลมปราณนับร้อย ปราณก่อกำเนิดอีกนับสิบ ทั้งหมดนี้ ถือเป็นขีดจำกัดของสวี่ชิงแล้ว
เขาในตอนนี้ทุ่มเทพลังทั้งหมด และในที่สุดก็มาถึงลานกว้าง เห็นตวนมู่ฉางที่นอนหายใจรวยรินอยู่ตรงนั้น
พิษในร่างตวนมู่ฉางเข้มข้นถึงขีดสุดแล้ว ร่างเริ่มเน่าสลาย หลังจากเห็นสวี่ชิง เขาก็อ้าปากคิดจะพูดอะไร แต่ก็ไร้เรี่ยวแรง
สวี่ชิงยิ้ม ยกมือขวาขึ้นตบลงไปบนตัวตวนมู่ฉาง พิษในร่างกายตวนมู่ฉางก็พลันออกจากร่างกาย พุ่งมาหาสวี่ชิง
ขณะเดียวกันยังมีแสงรุ่งอรุณสายหนึ่งสองไปบนร่างตวนมู่ฉาง สกัดกั้นพิษต้องห้ามรวมถึงทำลายเครื่องพันธนาการต้องห้ามที่อยู่รอบๆ อีกด้วย
ครู่ต่อมา ร่างของตวนมู่ฉางสั่นเทา จากการที่พิษสลายไป จากการที่เครื่องพันธการหายไป พลังบำเพ็ญของเขาก็เริ่มฟื้นฟู เพียงแต่บาดเจ็บสาหัสเกินไป ตอนนี้เขาจึงทำได้แค่ฝืนลุกขึ้นนั่ง ยิ้มขืนมองสวี่ชิง
“เจ้าไม่น่ามาเลย”
เขาเห็นพระจันทร์สีม่วงของสวี่ชิงลอยขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้กลับไม่ถามอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
สวี่ชิงหอบฮั่ก นั่งอยู่ข้างตวนมู่ฉาง เขาสัมผัสได้จากคลื่นพลังรอบๆ ว่าผู้แข็งแกร่งสองเผ่าในปราณหมอกสังเกตเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้แล้ว เวลานี้กำลังมารวมตัวกัน
เกรงว่าใช้เวลาไม่นานนักก็คงปรากฏตัว
ส่วนอสูรสมุทรบรรพกาลทางนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา เห็นได้ชัดว่ามันก็กำลังจะกักขังสมบัติวิญญาณทั้งหกคนนั้นไม่อยู่ มาถึงขีดจำกัดแล้ว
‘พระจันทร์สีม่วงผนวกกับวิถีสวรรค์ ยังสะกดไว้ไม่ได้แม้แต่สักก้านธูป ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก’
สวี่ชิงถอนหายใจ เงยหน้ามองท้องฟ้า การหลับใหลของชื่อหมู่ ทำให้เขาปลดปล่อยพลังพระจันทร์สีม่วงออกมาได้โดยไม่ต้องกังวลเหมือนก่อนหน้านี้ มีเพียงตำหนักเทพที่นี่เท่านั้น ที่เขาต้องระมัดระวัง
แต่การอำพรางวิถีสวรรค์รวมถึงพิษต้องห้าม ขอแค่ไม่ปะทุออกมาต่อหน้าคนอื่นก็ไม่มีปัญหา
สวี่ชิงจึงมองไปทางตวนมู่ฉาง
“ดื่มสุราหรือไม่”
เขาพูดพลางล้วงกาสุราออกมาสองกา โยนให้ตวนมู่ฉางกาหนึ่ง ตนเองถือไว้กาหนึ่ง เงยหน้าขึ้นกระดกดื่ม
ตอนที่ตวนมู่ฉางรับไว้ บนท้องฟ้าไกลๆ ก็มีเสียงครืนครันดังมา สั่นสะเทือนทั้งแปดทิศ ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีอย่างกราดเกรี้ยว คล้ายพายุกำลังมา
พื้นดินสั่นสะเทือน เมืองสั่นไหว ปราณพิษที่นี่ก็ล่องลอย ราวกับถูกปัดเป่าออกไปจากเขตเมือง
อสูรสมุทรบรรพกาลร้องโหยหวน ร่างแตกสลาย สมบัติวิญญาณทั้งหกในร่างกายก็หลุดออกมาได้ในตอนนี้
หลังจากปรากฏตัว คำสาปในร่างกายพวกเขาแต่ละคนฟื้นตื่นขึ้นมา แต่ฝืนสะกดไว้ และเมืองที่ปรักหักพังรวมถึงการที่คนในเผ่าล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล หายนะทั้งหมดนี้ทำให้โทสะในใจพวกเขาโหมขึ้นอย่างน่าตื่นตะลึงยิ่ง
ดังนั้นแต่ละคนจึงร่ายวิชาเวทย์ เสียงครืนครันสั่นฟ้าสะเทือนดินดังขึ้นไม่หยุด ทะเลเพลิงถูกสะกด ปราณหมอกเคลื่อนคล้อย บรรพจารย์สำนักวัชระลอยกลับมาอย่างรวดเร็ว คนในเผ่าที่เหลืออยู่ของทั้งสองเผ่าก็รู้สึกมีความหวัง
เห็นภาพนี้ ในดวงตาตวนมู่ฉางก็ฉายแววเด็ดขาด ดื่มสุราจากกาในมืออึกใหญ่ กำลังจะลุกขึ้น ก็ถูกสวี่ชิงรั้งไว้
“ไม่ต้องรีบหรอกขอรับ”
สวี่ชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
มองรอยยิ้มของสวี่ชิง มองผีร้ายเหล่านั้นที่กำลังหายไปและกัดกินร่างเขา ตวนมู่ฉางก็ใจสั่นเทิ้มไปหมด เอ่ยอย่างอดไม่อยู่
“เจ้าพวกนี้ที่ร่างเจ้า…”
“ไม่ใช่ร่างของข้าเสียหน่อย ไม่เป็นไร ปล่อยมันกัดไป”
เมื่อสวี่ชิงกล่าวประโยคนี้ออกมา ด้านในติงหนึ่งสามสองในร่างกายก็สั่นสะเทือน แต่ไม่นานนักก็หายไป
สวี่ชิงไม่สนใจ มองไปรอบๆ เอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ผู้อาวุโส เผ่ามนุษย์ในเมือง ข้าช่วยไว้กว่าครึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังมีส่วนหนึ่ง…ข้าไร้ความสามารถ”
ตวนมู่ฉางเงียบนิ่ง ถอนหายใจเบาๆ
ตอนนี้ปราณหมอกรอบๆ ตีเกลียว ด้วยการปรากฏตัวของสมบัติวิญญาณทั้งหกกลางอากาศ สายลมหอบใหญ่หวีดหวิว พัดกวาดไปทั่วสารทิศ ในที่สุดก็ทำให้พายุทรายหมอกพิษที่นี่ค่อยๆ เบาบางลง หายไปจากในเขตเมือง
ส่วนวิหคทองก็เต็มที่แล้ว ตอนนี้จึงกลับมา เพลิงสวรรค์ในเมืองก็มอดดับไป
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ภาพโดยรวมของเมืองทั้งหมดชัดเจนขึ้นในฟ้าดิน
มองออกไป เมืองในตอนนี้ไม่เหลือเค้าเดิมเลยแม้แต่น้อย สิ่งปลูกสร้างกว่าครึ่งพังทลาย บ้างถูกเพลิงเผาไหม้ บ้างถูกอสูรกลายพันธุ์ทำลาย ยิ่งไปกว่านั้นคือกลายเป็นเถ้าธุลีด้วยพิษต้องห้าม
ส่วนซากศพ…กลับมีอยู่น้อยมาก
เพราะผู้ที่ตายทั้งหมดหนีการกัดกร่อนของพิษไม่พ้น หลังจากกลายเป็นน้ำเลือดก็ถูกอุณหภูมิสูงลบร่องรอย ดังนั้นกลิ่นของที่นี่จึงไม่น่าพิสมัยอย่างยิ่ง
เสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้อง เสียงคำรามด้วยความกราดเกรี้ยว ดังก้องไม่หยุดหย่อน
เมื่อสองเผ่าที่เหลืออยู่เห็นภาพนี้ก็ร่างกายสั่นเทิ้ม ความโกรธพวยพุ่งมหาศาลอยู่เนิ่นนานแล้ว ส่วนสมบัติวิญญาณทั้งหกบนท้องฟ้า ยิ่งดวงตาแดงก่ำ ทุกตนมองไปที่ลานกว้าง มองสวี่ชิงที่นั่งดื่มสุราอยู่ตรงนั้น
“เจ้าเป็นใครกันแน่!”
“ข้าคือทูตเทวะของพวกเจ้า” สวี่ชิงเงยหน้ามองท้องฟ้า เอ่ยเสียงราบเรียบ
สมบัติวิญญาณทั้งหกเงียบนิ่ง คำสาปที่ฟื้นตื่นขึ้นมาในร่างกายไม่ใช่ของปลอมแน่นอน ส่วนตัวตนของสวี่ชิงจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็คาดเดาไว้แล้ว
“ทูตเทวะจากดินแดนภายนอก”
คำตอบนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ดวงตาแต่ละตนต่างจิตสังหารเข้มข้น
กลิ่นอายของพวกเขาส่งผลกระทบกับท้องฟ้า ทำให้สายอัสนีแล่นแปลบปลาบ ม่านฟ้าขมุกขมัว สุดท้ายก็กลายเป็นคลื่นวนขนาดยักษ์ ปรากฏใบหน้าหกหน้าขึ้นมาภายในนั้น
ทูตเทวะ จะอย่างไรพวกเขาก็ไม่กล้าสังหาร แต่ถ้ามาจากดินแดนภายนอก พวกเขาสามารถจับกุมได้ ส่งไปที่ตำหนักเทพ ไม่แน่ว่าอาจแลกกับลูกกลอนขจัดภัยที่ล้ำค่าเหลือประมาณมาได้ส่วนหนึ่ง นำมาบรรเทาคำสาปในร่างที่กำลังเพิ่มขึ้นตามพลังบำเพ็ญที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดทรมาน
หลังจากมองหน้ากัน ด้วยการส่งสัญญาณของเจ้ารัฐของเผ่าเงาคันฉ่อง ราชครูเผ่าเงาคันฉ่องตนนั้นก็เดินมาหาสวี่ชิงจากบนท้องฟ้า
เขาก้าวเดินไม่เร็วนัก สำหรับเขาแล้ว คนตรงหน้านี้มีวิธีการมากมาย ทั้งยังประหลาดยิ่ง ในใจเขาจึงระมัดระวังมาก
เห็นเป็นเช่นนี้ สวี่ชิงก็ถอนสายตากลับมา ลุกขึ้นยืน สื่อประสาทสัมผัสเทพราบเรียบไปหานิ้วเทพเจ้าในใจ
‘ผู้คนในสองชนเผ่าที่นี่อยู่ท่ามกลางพิษต้องห้ามของข้า เหลือจำนวนไม่มากแล้ว ทั้งการรุกรานของพระจันทร์สีม่วงยังมีพลังวิถีสวรรค์ด้วย เนื้อไม่ได้เหม็นบูดถึงเพียงนั้น หากท่านไม่กินเสียตอนนี้ หลังจากนี้หากหิวก็ไม่มีให้กินแล้วนะขอรับ ข้ายังต้องอยู่ในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราอีกนาน’
‘ถ้าข้าหลับ ก็ไม่หิวแล้ว!’ นิ้วเทพเจ้ายังคงหยิ่งยโส ทนความโหยหิวเอ่ยขึ้นอย่างเหยียดหยาม
‘เจ้าคิดจะใช้ความตายของตัวเองมาขู่ข้าอีกรึ ข้าบอกเจ้าไว้เลยว่าไม่มีประโยชน์ ชื่อหมู่กำลังหลับใหล ไม่มีทางตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาอันใกล้นี้ และเจ้าก็ใช้ไม้นี้มาหลายรอบแล้ว ข้ามองออก เด็กอย่างเจ้าก็กลัวตายอยู่ล่ะสิ ทำไม จะตายก็ตายด้วยกัน ต่อให้ตายข้าก็ไม่กิน!’
เมื่อสวี่ชิงได้ยินก็สีหน้าเรียบสงบ มองราชครูเผ่าเงาคันฉ่องที่เดินมาจากบนท้องฟ้า ยกมือล้วงป้ายหยกส่งข้ามที่จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลให้เขาออกมา
พริบตาที่ป้ายนี้ปรากฏ นิ้วเทพเจ้าก็สั่นเทา เปิดปากอย่างรวดเร็ว
‘เจ้าจะทำอะไร!’
‘ข้าเตรียมจะส่งพวกเขาไปเซ่นไหว้จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล’ สวี่ชิงเอ่ยเสียงราบเรียบ เดินไปบนท้องฟ้า ดวงตาฉายแววเด็ดขาด
‘จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลบอกให้เจ้าเซ่นไหว้เทพเจ้าไม่สมประกอบในครั้งต่อไปไม่ใช่หรือ สมบัติวิญญาณแค่นี้มันไม่พอหรอก’ นิ้วเทพเจ้าตกตะลึง เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
‘เพิ่มท่านไปด้วยก็พอแล้ว’
สวี่ชิงเอ่ยย่างเย็นชา
กล่าวจบ เขาก็อยู่บนท้องฟ้าแล้ว ตอนที่จับจ้องราชครูเผ่าเงาคันฉ่องที่เข้ามา เสียงกรีดร้องหวาดกลัวของนิ้วเทพเจ้าก็ดังก้องในใจ
‘เจ้าๆๆ…เจ้ามันคนไร้จิตสำนึก ข้าช่วยเจ้าไว้ตั้งกี่ครั้งแล้ว!!’ นิ้วเทพเจ้าโอดครวญ เขารู้สึกว่าตนคิดผิดไปเสียแล้ว นึกถึงสายตาที่น่ากลัวรวมถึงเสียงกลืนน้ำลายตอนที่มองตนเองของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลในตอนนั้น เขาก็กลัวจนตัวสั่น จึงร้องคำรามออกมา
‘เรื่องเล็กแค่นี้ ไยต้องไปวุ่นวายใต้เท้าจักรพรรดิวิญญาณด้วย ข้าจัดการเอง!’
กล่าวจบ นิ้วเทพเจ้าก็พุ่งออกมาจากติงหนึ่งสามสอง มาพร้อมกับความน้อยเนื้อต่ำใจ ความขุ่นเคือง อัดแน่นไปทั่วร่างสวี่ชิงขณะที่สวี่ชิงตอบรับโดยไม่ส่งเสียง
คลื่นพลังเทพเจ้าที่เหนือกว่าก่อนหน้าวูบหนึ่ง ปะทุขึ้นมาจากร่างสวี่ชิงฉับพลัน
ตอนนี้ ม่านฟ้าที่ขมุกขมัวตีเกลียวขึ้นมาในพริบตา กลายเป็นคลื่นวนขนาดยักษ์ ขณะที่หมุนวนครืนครัน ก็แผ่พลังที่สะกดฟ้าดินออกมา
ใบหน้าที่เกิดจากสมบัติวิญญาณทั้งหกของสองเผ่าเปลี่ยนสีไปในพริบตา ราชครูชะงักฝีเท้ากะทันหัน สีหน้าฉายแววตื่นตกใจ
“นี่มัน…”
ขณะที่พวกเขากำลังลนลาน การเปลี่ยนแปลงที่มาจากตัวสวี่ชิงทำให้ฟ้าดินไร้สีสัน ครืนครันไปทั้งแปดทิศ เมืองก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ร่างกายของเขาส่งเสียงกร๊อบ แต่ละเสียงดั่งเสียงของสายฟ้าที่น่าครั่นคร้าม โหมเสียงสะท้อนก้องไม่จบไม่สิ้น
เส้นใยสีทองทั้งหมดในร่างกาย เปล่งแสงสีทองเจิดจรัส ปกคลุมไปทั่วร่าง ต่างสำแดงขีดจำกัดทั้งหมดออกมา แผ่ไปในร่างกายเขาอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทำให้ร่างกายของสวี่ชิง ขยายใหญ่ขึ้นจากสภาพก่อนหน้านี้อีกครั้ง ไปถึงความสูงที่สามสิบจั้งในพริบตา
เทียบเท่ากับยอดเขา ยืนตระหง่านอยู่บนผืนแผ่นดิน
คลื่นวนบนฟากฟ้าครืนครัน ความว่างเปล่าปรากฏรอยปริแตก ยิ่งมีอัสนีหลายสายปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า แล่นแปลบปลาบอยู่รอบตัวสวี่ชิง
กลิ่นอายเทพเจ้า ระเบิดออกมาถึงขีดสุดในพริบตานี้
พลังของไอพลังประหลาด แผ่ขยายออกไปเข้มข้น ทุกที่ที่เคลื่อนผ่านล้วนบิดเบี้ยว เลือนลางไปหมด
เมืองส่งเสียงครืนครัน ถล่มลงอีกครั้ง เสียงโหยหวนดังขึ้นอีกรอบ แม้แต่สมบัติวิญญาณทั้งหกบนท้องฟ้า ก็ยังรู้สึกถึงวิกฤตความเป็นความตายอย่างรุนแรง
ความรู้สึกวิกฤตินี้ แผ่ซ่านออกมาจากเลือดเนื้อของพวกเขา ออกมาจากจิตวิญญาณพวกเขา ปะทุขึ้นมาอย่างจากทุกอณูในร่างกายและทุกสัมผัสรับรู้ของพวกเขามารวมอยู่ด้วยกัน ประหนึ่งร่างทั้งร่างกำลังกรีดร้อง
“เทพเจ้า!!”
สวี่ชิงก่อนหน้านี้ ต่อให้สำแดงพิษต้องห้ามออกมา ก็ทำให้พวกเขาแค่ประหลาดใจ ทว่าตอนนี้…คือความตกตะลึงพรึงเพริด
กลิ่นอายของสวี่ชิงในตอนนี้เหนือกว่าการรับรู้ของสรรพชีวิตสามัญไปแล้ว เขา กลายเป็นองค์ท่าน!
เสียงคำรามกราดเกรี้ยวเปี่ยมไปด้วยโทสะ ดังออกมาจากปากสวี่ชิงขณะที่ฟ้าดินเกิดระลอกคลื่น กึกก้องไปทั้งชั้นเมฆ
หกสมบัติวิญญาณนั้น ไม่ว่าจะสำเร็จสมบัติวิญญาณหนึ่งคลังแล้วหรือจะเป็นหล่อเลี้ยงมรรคา ก็ใจสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นภายใต้เสียงคำรามกราดเกรี้ยวนี้ ทุกตนสับสนมึนงง ร่างกายสั่นเทิ้ม สูญเสียพลังต้านทานทั้งหมด
ราวกับมนุษย์ธรรมดาได้ยินเสียงพยัคฆ์ สั่นเทิ้มคล้ายวิญญาณหลุดจากร่างอยู่ตรงนั้น
นี่เป็นสิ่งที่เกิดจากความหวาดกลัว และความหวาดกลัวก็มาจากความต่างชั้นมหาศาล มาจากการบดขยี้ระดับชนชั้นของชีวิตระหว่างมนุษย์ธรรมดาและเทพเจ้า
ตอนนี้สองตาขององค์ท่านกลายเป็นสีทอง ร่างกายก็เปล่งประกายสีทองพร่างพรายเช่นกัน ขณะที่อำนาจเทพน่าครั่นคร้าม ก็เดินไปหาสมบัติวิญญาณทั้งหกเบื้องหน้า!
ร่างใหญ่มหึมา ก้าวหนึ่งก้าวก็ก้าวข้ามหลายสิ่งหลายอย่างไม่รู้จบ ปรากฏตัวเบื้องหน้าราชครูเผ่าเงาคันฉ่อง
ราชครูเงาคันฉ่องที่สูงส่งในเผ่าร่างแข็งค้างประหนึ่งหินผา ตอนนี้ราวกับมนุษย์สามัญธรรมดา ในกระจกปรากฏใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพรั่นพรึง ถูกนิ้วเทพเจ้ายกมือคว้าลำคอเขาที่ไร้พลังต้านทานไว้
สูดรับทันที
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังออกมาจากกระจกของราชครูเงาคันฉ่อง ร่างกายเขาแห้งเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด สุดท้ายก็กลายเป็นฝุ่นผง กลายเป็นปราณขาวนับไม่ถ้วน ลอยเข้าไปในรูจมูกของนิ้วเทพเจ้า
“เน่าๆๆ! ไม่อร่อยเลยสักนิด!”
นิ้วเทพเจ้าผะอืดผะอม โทสะยิ่งเข้มข้น เดิมไม่คิดจะกินต่อ แต่เมื่อกินไปคำหนึ่งความหิวโหยขององค์ท่านก็ปะทุ ในท้องส่งเสียงหดตัวออกมา
เทียบกับความหิวโหยถึงขีดสุดนี้ รสชาติไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญอะไร องค์ท่านจึงกัดฟันกรอด
‘เลือกกินไม่ได้แล้ว จัดการเรื่องปากท้องก่อนค่อยว่ากัน!’
Comments for chapter "บทที่ 565 เพิ่มเจ้าเข้าไปก็เพียงพอแล้ว"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com