บทที่ 602 ร้านยาเล็กๆ ที่ธรรมดาๆ อบอุ่น
บทที่ 602 ร้านยาเล็กๆ ที่ธรรมดาๆ อบอุ่น
มู่เต้าจื่อดวงตาเบิกกว้าง ดวงตาฉายแววหวาดกลัว ทั้งคนอึ้งตะลึงอยู่ตรงนั้น มองคนที่กำลังกระอักเลือดอย่างตื่นตระหนก เขารู้สึกว่าไม่ค่อยเหมือนความจริงสักเท่าไร
อีกฝ่ายในใจเขาแข็งแกร่งไร้เทียมทานถึงจะถูก
“นี่…นี่มันเรื่องอะไรกัน…”
มู่เต้าจื่อตัวสั่น หายใจติดขัดขึ้นมาทันที รู้สึกเพียงว่าฟ้าดินกลับตาลปัตร ร่างกายเริ่มอ่อนแรง เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าทุกอย่างไยจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ และไม่อาจเข้าใจว่าผู้ที่เพียงกวาดตามองก็ทำให้จอมคนเนตรดำเป็นเช่นนี้ไปได้จะมีพลังบำเพ็ญมากเพียงใด
ยิ่งไม่เข้าใจว่าคนเช่นนี้ไยจึงมาหาตน ตนก็ไม่ได้ไปล่วงเกินผู้แข็งแกร่งนี่นา
ท่ามกลางความอึ้งตะลึงงงงันไปโดยสมบูรณ์ของเขา หลี่โหยวเฝ่ยก็ถอนหายใจ
แม้อีกฝ่ายจะหักหลังอาจารย์ แต่ถึงอย่างไรก็เคยเป็นลูกศิษย์ของตน เขาจึงก้าวไปคว้ามู่เต้าจื่อ เดินมาข้างหน้าสวี่ชิง ยกร่างเขาขึ้น ตบหน้าอย่างรวดเร็ว
ฝ่ามือแล้วฝ่ามือเล่า กระทั่งตบจนหน้าของมู่เต้าจื่อดูไม่ออกว่าเป็นใครแล้ว หลี่โหยวเฝ่ยก็พูดกับสวี่ชิงด้วยสีหน้าเคารพนอบน้อม
“ท่านปรมาจารย์ ท่านจะฆ่าทิ้งหรือไม่ขอรับ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ มู่เต้าจื่อจึงได้สติจากความอึ้งตะลึงทันที ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่กลับไม่กล้าร้องครวญคราง กลับเอ่ยเสียงสั่นขึ้นมา
“อา…อาจารย์ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันหรือไม่ ขะ ข้า…ข้าไม่ได้ไปล่วงเกินใครนะขอรับ”
“ร้านยาเมืองดินเป็นเจ้าที่ทำลายใช่หรือไม่” หลี่โหยวเฝ่ยมองศิษย์อกตัญญูอย่างโมโห กัดฟันพูด
“ร้านยาหรือ” มู่เต้าจื่อสั่นไปทั้งร่าง ในดวงตาฉายแววสับสน แต่เสี้ยวขณะต่อมาก็นึกถึงร้านยาในเมืองดินร้านนั้นขึ้นได้ ดวงตาพลันเบิกกว้าง สมองมีสายฟ้าฟาดผ่าทันที
เขานึกออกแล้ว เมืองดินมีร้านยาอยู่ร้านหนึ่งจริงๆ เฉินฝานจัวได้เตือนตนแล้วว่าอย่าไปแตะ
แต่ตนไม่ฟัง…
“เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร นั่นเป็นร้านยาอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนี้…”
มู่เต้าจื่อนึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มากไปกว่านั้นคือแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวสิ้นหวัง ตอนนี้ระลอกคลื่นอารมณ์รุนแรงนัก รวมกับหลี่โหยวเฝ่ยตบมาไม่เบาเลยจึงสลบไปทันที
หลี่โหยวเฝ่ยมองหน้ามู่เต้าจื่อ นึกถึงช่วงเวลาที่ตนสอนสั่งอีกฝ่าย ในใจทอดถอน จึงมองไปทางสวี่ชิงด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความอ้อนวอน เขารู้ว่าลูกศิษย์ในอดีตของตนผู้นี้ ความเป็นตายอยู่เพียงแค่เสี้ยวความคิดของอีกฝ่ายเท่านั้น
สวี่ชิงเห็นถึงคำร้องขอของหลี่โหยวเฝ่ย สายตากวาดไปยังมู่เต้าจื่อที่สลบไป เอ่ยเสียงสงบนิ่ง
“หนึ่งชั่วยาม ฟื้นสภาพให้เหมือนเดิม”
หลี่โหยวเฝ่ยผ่อนลมหายใจยาว โค้งคารวะสวี่ชิงอย่างซาบซึ้ง ตบมู่เต้าจื่อที่รอดตายจากเหตุการณ์อันตรายมาได้จนตื่น คว้าตัวอีกฝ่ายเหาะจากไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น มู่เต้าจื่อที่ได้รู้ความจริงบางส่วนตกอยู่ในความหวาดกลัว ภายใต้เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งของเขาสั่งการและความขยันขันแข็งของทุกคนในขั้วอำนาจ ร้านยาของสวี่ชิงก็ซ่อมแซมกลับมาเหมือนเดิม
ไม่ใช่แค่ร้านยาเท่านั้น สิ่งก่อสร้างทุกอย่างทั้งเมืองดินล้วนฟื้นฟูกลับมามีหน้าตาเหมือนเดิม
ความเร็วระดับนี้เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนทุ่มเทสุดกำลัง ไม่กล้าเกียจคร้านแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะเพื่อทำให้ภายในร้านยาเป็นเหมือนเดิม หลี่โหยวเฝ่ยยังไปหาเฉินฝานจัว ในเมื่ออีกฝ่ายเคยเข้าไปในร้าน รู้ว่าหน้าตาข้างในเป็นอย่างไร ดังนั้นภายใต้คำชี้แนะของเฉินฝานจัว ร้านยาโดยพื้นฐานแล้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
กระทั่งป้ายร้านก็ได้รับการซ่อมแซม ทั้งยังมีแผ่นไม้แจ้งหยุดที่แขวนบนประตูก่อนสวี่ชิงจากไปในวันนั้นด้วยเช่นกัน
ส่วนประชาชน…ภายใต้คำสั่งของหลี่โหยวเฝ่ย คนพวกนั้นที่อยู่ใต้บัญชาการของมู่เต้าจื่อ แต่ละคนล้วนแสดงเป็นประชาชนด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา
มู่เต้าจื่ออยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
ต้องกล่าวเลยว่า ในมุมหนึ่งก็นับว่าเปลี่ยนที่นี่เป็นสำนักแล้ว
ดังนั้นภายใต้การทุ่มเทกายใจของทุกคน โถงวิญญาณทมิฬก็ปรากฏขึ้นในเมืองดินอีกครั้ง
ตอนนี้นอกร้านยา สวี่ชิงมองสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยข้างหน้า จิตใจผ่อนคลายลง โค้งคารวะรัฐทายาทที่อยู่ข้างๆ
“ขอบคุณขอรับท่านปู่ชรา เชิญท่านก่อนเลยขอรับ”
หลิงเอ๋อร์อยู่ข้างๆ ก็พออกพอใจเช่นกัน เอ่ยออดอ้อนกับรัฐทายาท
“ขอบคุณท่านปู่ชราที่ช่วยข้ากับพี่สวี่ชิงสร้างร้านยาขึ้นใหม่อีกครั้งนะเจ้าคะ”
รัฐทายาทยิ้ม สายตามองไปที่ร้านยา มือไพล่หลังเดินเข้าไป
สวี่ชิงตามอยู่ข้างหลัง
หนิงเหยียนและอู๋เจี้ยนอูกวาดตามองหลี่โหยวเฝ่ยที่ตอนนี้ยังเหงื่อไหลโชกอยู่ข้างๆ ผาดหนึ่ง ตบไหล่ของเขา ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไป
เพิ่งเดินเข้ามา หลิงเอ๋อร์ก็แนะนำร้านยาของตัวเองกับรัฐทายาทอย่างกระตือรือร้น
“ท่านปู่ชรา นี่คือห้องด้านหลัง แต่ก่อนพี่สวี่ชิงหลอมยาอยู่ในนั้นตลอด ส่วนข้าก็ทำบัญชีอยู่ที่โต๊ะรับแขกตรงนี้ตลอดเช่นกัน
“กิจการดีมากๆ เลยล่ะเจ้าค่ะ”
หลิงเอ๋อร์พูดพลางเอาต้นอ่อนออกมา วางไว้ที่เดิม
“แล้วก็ยังมีมันด้วยเจ้าค่ะ มันชื่อเจ้าต้นอ่อนน้อย น่ารักมากๆ ปกติเวลาดีใจมีความสุขมันจะเต้นระบำ”
นกแก้วจ้องไปทันที
เจ้าต้นอ่อนน้อยสั่นระริก พริ้วไหวโบกสะบัดสุดกำลัง
ในตอนที่หลิงเอ๋อร์แนะนำอยู่ทางนี้ นายกองประเมินซ้ายขวา มองทางนี้ทีทางนั้นที เอ่ยกับสวี่ชิงเสียงต่ำทุ้ม
“อาชิงน้อย ร้านค่อนข้างจะเล็กนะ คนมากขนาดนี้จะอยู่ได้หรือ”
หลี่โหยวเฝ่ยอยู่ข้างหลังได้ยินคำนี้ก็รีบเอาแผ่นหยกออกมาเรียกกำลังคน ไม่นานนัก ‘ประชาชน’ ที่อยู่รอบๆ ก็มาถึง ทำการเชื่อมห้องทั้งสองฝั่งของร้านยา ทำให้ขนาดของร้านยาขยายขึ้นอีกหลายเท่าทันที
หลังจากยุ่งวุ่นวายเสร็จก็เป็นยามโพล้เพล้แล้ว จากเมืองดินข้างนอกที่เงียบลง แสงไฟในร้านยาเล็กๆ ร้านนี้ก็สว่างขึ้น ฉายความอบอุ่นในร้านยาออกมา
ใต้แสงเทียน คนทั้งหลายนั่งอยู่รอบโต๊ะของร้าน เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า
รัฐทายาททางนั้นเล่นกับนกแก้ว หนิงเหยียนและอู๋เจี้ยนอูพยายามทำให้ตัวเองชินว่าข้างกายมีตัวตนของท่านปู่ชราระดับเตรียมสู่เทวะอยู่ แต่ความวิตกกังวลในใจไม่ใช่สิ่งที่จางหายไปได้ในเวลาสั้นๆ ตอนนี้นั่งกันแบบนี้ก็เกร็งเหมือนกับลูกสะใภ้ตัวน้อยอย่างนั้น
สวี่ชิงกับหลิงเอ๋อร์ยังดี ฝ่ายหน้าชินตั้งนานแล้ว ฝ่ายหลังเป็นที่ชื่นชอบเอ็นดูของนายท่านผู้ชรา
ส่วนนายกอง เขากะพริบตาปริบๆ ตลอดทางเขานับว่ามองออกแล้ว รัฐทายาทเจ้าเหนือหัวคนนี้มาเทือกเขาทนทุกข์น่าจะมีเป้าหมายสองข้อ ข้อแรกไม่รู้ แต่ข้อที่สองจะต้องเกี่ยวพันกับสวี่ชิงอย่างแน่นอน
‘เขาเห็นความสำคัญในพลังพระจันทร์สีม่วงของสวี่ชิง จะฝึกฝนสวี่ชิง ทำให้อาชิงน้อยเติบโตได้อย่างรวดเร็ว น่าจะอยากยืมพลังของอาชิงน้อยไปทำลายผนึกให้พี่น้องของเขาเหล่านั้นกระมัง
‘เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นแน่ ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดจะต้องป้องกันอย่างแน่นหนาแน่นอน’
นายกองครุ่นคิด นึกย้อนการกระทำของอีกฝ่ายตลอดทางมานี้ มองออกว่ารัฐทายาทเจ้าเหนือหัวผู้นี้ชื่นชอบชีวิตมนุษย์สามัญมาก ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไรกับการต้องมาอาศัยในร้านยาเล็กๆ นี้
‘ก็ถูก อย่างไรเสียก็เป็นคนแก่ที่อยู่ตัวคนเดียว น่าจะยิ่งชอบภาพอบอุ่นลูกหลานอยู่พร้อมหน้า…’
คิดถึงตรงนี้นายกองก็มองไปทางพวกหนิงเหยียนทันที
“พวกเจ้าสามสี่คนใครจะเป็นคนทำอาหาร ยังไม่รีบไปทำกับข้าวให้ท่านปู่อีก”
หนิงเหยียนทำตัวไม่ถูก อู๋เจี้ยนอูเกาศีรษะ หลี่โหยวเฝ่ยลังเล หลิงเอ๋อร์ทางนั้นดวงตาเป็นประกาย คันไม้คันมืออยากลอง
ตอนนั้นที่อยู่ในเมืองหิ่งห้อยของตวนมู่ฉาง พี่สาวและคุณป้าเหล่านั้นสอนวิชาการทำอาหารให้นางไว้มากมาย พี่สวี่ชิงทุกครั้งล้วนชอบกิน ดังนั้นตอนนี้กำลังจะเอ่ยขึ้น
สวี่ชิงอยู่ข้างๆ มองเห็น ก็ชิงตัดหน้าหลิงเอ๋อร์ พูดขึ้น
“ข้าเองแล้วกัน”
พูดจบก็ลุกขึ้น แต่คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยเนิบนาบ
“แต่ว่าไม่มีวัตถุดิบ”
นายกองได้ยินว่าสวี่ชิงจะทำกับข้าวก็อยากรู้ยิ่งนัก จึงรีบถามคนอื่น สุดท้ายภายใต้สายตาของอู๋เจี้ยนอู นกแก้วก็สลัดๆ ตัวอย่างไม่เต็มใจ ปลาตัวโตๆ ร่วงลงมาเต็มพื้น
มันชอบกินปลา ก่อนหน้านี้ตอนที่ไปหาสวี่ชิงระหว่างทางก็จับไว้ไม่น้อย ปกติทุกครั้งที่แอบออกไปข้างนอกมันล้วนออกไปจับปลากิน
เรื่องนี้บิดาของมันย่อมรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว
ตอนนี้นำส่วนที่กักเอาไว้ของตัวเองออกมา นกแก้วมองทางสวี่ชิงทางนั้นตาละห้อย มีใจคิดอยากจะถามสักสองสามประโยค แต่กลับไม่กล้า จึงทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ มองพวกนายกองอย่างโมโห
นายกองยิ้ม หนิงเหยียนสายตาล้ำลึก อู๋เจี้ยนอูแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เขารู้ว่าน่าจะใกล้ได้เวลาลงมือตามแผนของเอ้อร์หนิวแล้ว
คนทั้งหลายก็เริ่มทำงานเช่นนี้เอง มีคนทำความสะอาดพื้น มีคนเช็ดโต๊ะนั่ง โต๊ะรับแขก มีคนจัดยาลูกกลอน กระทั่งว่าภายใต้คำสั่งของนกแก้ว พวกเขาเปลี่ยนเป็นชุดผ้าป่าน ดูแล้วไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเลย
ส่วนนายกองทางนั้นเห็นว่างานที่ต้องทำมีมากมายเหลือเกิน ทางรัฐทายาททางนั้นก็เหมือนจะขาดสาวใช้ จึงนึกถึงโยวจิง จึงปล่อยนางออกมาจากเศษเสี้ยวโลก
ทันทีที่ปรากฏตัวในร้านยา กลิ่นอายของโยวจิงปะทุทันที ยิ่งสีเสียงกัดฟันกรอดๆ ดังก้อง
“เฉินเอ้อร์หนิว เจ้าคนสมควรตาย…”
การปรากฏตัวของโยวจิง หนิงเหยียนและอู๋เจี้ยนอูล้วนไม่สนใจ กระทั่งว่าไม่แม้แต่จะมอง ยังคงทำงานเช่นเดิม และคำพูดนางเพียงดังขึ้น นายกองก็ถลึงตา เอ่ยตัดบทอย่างหยิ่งทะนง
“โยวโยวน้อย เจ้ากำเริบนัก ไม่รู้จักดูว่าใครอยู่ที่นี่!”
นายกองรู้สึกได้ใจนัก ยกมือชี้ไปที่ข้างหลังโยวจิง
โยวจิงอึ้งตะลึง นางสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล หันไปมองตามสัญชาตญาณ
เพียงแค่ผาดเดียวเท่านั้น…
นับจากนั้นในร้านยาแห่งนี้มีสาวใช้เพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง
ก็เป็นเช่นนี้เอง เวลาหมุนผ่านไป ข้างนอกท้องฟ้ามืดสลัว ลมกำลังพัดหวีดหวิว
ความเย็นเยียบยามค่ำคืนเริ่มโจมตีไปรอบๆ แสงไฟในเมืองดินมีไม่มาก บ้านเรือนทุกหลังล้วนสั่นไหว มีเพียงร้านยาร้านเล็กๆ จากการทำอาหารของสวี่ชิง กลิ่นหอมก็ค่อยๆ ลอยฟุ้งออกมาเป็นระลอกๆ
กลิ่นอายของควันไฟเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นของเหล่ามนุษย์ ตลบอวลไปทั้งร้านยา
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น สวี่ชิงยกกับข้าวสามสี่อย่างมาบนโต๊ะ
กลิ่นหอมฟุ้ง อาหารจานปลาทั้งโต๊ะ
ในนั้นมีน้ำแกงข้นปลา หนังปลาย่าง ท้องปลาทอด ปลาน้ำแดง…
เห็นอาหารเยอะแยะมากมายเช่นนี้ นายกองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
“พวกเจ้าก็อย่าเกร็งนัก มาชิมด้วยกัน”
นายกองสงสัยอยากรู้ คีบขึ้นมาอย่างระวังชิ้นหนึ่ง หลังจากกินลงไปแล้วก็เอ่ยชม แต่ในใจกลับคิดว่าเจ้านี่ไม่อร่อยเท่าเนื้อเทพเจ้า
หนิงเหยียนก็กินลงไปคำหนึ่งเช่นกัน แสดงสีหน้าตื่นเต้นเช่นกัน แต่ในใจแอบพูดว่างั้นๆ
อู๋เจี้ยนอูซดน้ำแกงไปคำหนึ่ง ถอนหายใจออกมา เขาที่ไม่ได้กินอาหารคนธรรมดามานานมาก มีใจอยากจะร่ายกลอนระบายความรู้สึก แต่มองสวี่ชิงไปผาดหนึ่งก็สะกดกลั้นเอาไว้
ส่วนโยวจิงในฐานะที่เป็นสาวใช้ก็มีสิทธิ์กินเล็กน้อยเช่นกัน แต่เพียงแค่คำเดียวนางก็ไม่อยากกินแล้ว ตอนนี้ในความทรงจำของนางเนื้อคนหอมที่สุด หากได้กินเฉินเอ้อร์หนิว เช่นนั้นก็ยิ่งยอดเยี่ยม
มีเพียงหลิงเอ๋อร์และหลี่โหยวเฝ่ยที่กินเยอะที่สุด ฝ่ายหลังประจบประแจงไม่หยุด ฝ่ายหน้าดวงตาเป็นประกาย
“ที่แท้พี่สวี่ชิงก็ทำกับข้าวเก่งถึงเพียงนี้” หลิงเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ รู้สึกว่าควรเป็นตัวเองทำจะดีกว่า จึงคิดว่าอีกสามสี่วันตัวเองก็จะแสดงฝีมือบ้าง
กำลังคิดเช่นนี้ รัฐทายาททางนั้นก็ซดน้ำแกงข้นปลา
“สวี่ชิง วิธีการปรุงของเจ้าน่าจะเป็นวิธีการปรุงจากทางใต้ น้ำแกงข้นนี้รสชาติเป็นเอกลักษณ์มาก เดิมทีต้องเป็นน้ำแกงข้นงูใช่หรือไม่ เปลี่ยนมาใช้ปลาเป็นวัตถุดิบ รสชาติด้อยไปเล็กน้อย”
หลิงเอ๋อร์ร่างชะงักแข็งทื่อ
“แล้วก็ยังมีหนังปลานี่ก็น่าจะเป็นหนังงู เนื้อก็เหมือนกัน เจ้าใช้วิธีการปรุงงูมาปรุงอาหารจานปลา”
รัฐทายาทหลังจากที่ชิมก็มองไปทางสวี่ชิงและหลิงเอ๋อร์อย่างหยอกล้อ
สวี่ชิงมองรัฐทายาทผาดหนึ่ง เงียบนิ่ง
หลิงเอ๋อร์กลับสูดลมหายใจลึก ในดวงตาฉายแววตื่นกลัว ขยับเข้าใกล้สวี่ชิงเล็กน้อยไปตามสัญชาตญาณ เอ่ยขึ้นลนลาน
“พี่สวี่ชิง งูไม่อร่อย รสชาติแย่มากๆ เลยล่ะ”
สวี่ชิงพยักหน้า
รัฐทายาทได้ยินก็หัวเราะขึ้นมา เขาในตอนนี้ไม่มีความน่าเกรงขามในฐานะที่เป็นรัฐทายาทเลย ท่าทางอย่างท่านปู่ชรา อ่อนโยนมีเมตตานัก
คนทั้งหลายกินข้าวต่อ และจากการสิ้นสุดลงของอาหารมื้อแรกที่มาถึงที่นี่ ในใจของคนทั้งหลายก็ค่อยๆ ชินกับชีวิตที่อยู่ร่วมกับระดับเตรียมสู่เทวะอย่างแท้จริง
โยวจิงล้างชาม ตลอดทั้งคืนไม่พูดอะไร
วันที่สอง เช้าตรู่
ร้านยาที่ปิดไปครึ่งปีในที่สุดก็เปิดร้านอีกครั้ง แต่ก่อนคนที่มาเปิดร้านคือหลิงเอ๋อร์ แต่วันนี้ต่างออกไป คนที่เปิดร้านเป็นอู๋เจี้ยนอู
อู๋เจี้ยนอูที่สวมชุดผ้าป่าน หลังจากจัดการกับแผ่นไม้แล้วเขาก็ไม่ได้กลับไป แต่ยืนอยู่ที่หน้าประตู สีหน้าเปลี่ยนไปอยู่สองสามสี ในที่สุดก็กัดฟัน เอ่ยเสียงดังลั่น
“ครึ่งปีเพียงพริบตาวันเปลี่ยนผัน มาวันนี้ร้านเราหวนกลับคืน อย่ามัวยืนก้าวเข้ามาให้เร็วพลัน ทุกๆ ท่านซื้อลูกกลอนขาวได้ในราคาเพียงอีแปะเดียว!”
เสียงดังก้องสะท้อนไปทั่วทุกบริเวณ
นี่เป็นข้อเสนอของนายกอง เขารู้สึกว่าร้านยาร้านนี้ของตนขาดคนเรียกลูกค้า และอู๋เจี้ยนอูย่อมเหมาะสมที่สุด
ตอนนี้จากการเอ่ยปากของอู๋เจี้ยนอู ประชาชนรอบๆ ก็เดินมาอย่างสั่นเทา มองไปทางอู๋เจี้ยนอู และมองไปในร้านยา มีเจ้าอ้วนน้อยที่เหมือนคนงานในร้าน กำลังเช็ดพื้นไม่หยุดอยู่ตรงนั้น
ส่วนหลี่โหยวเฝ่ยที่อยู่ข้างๆ เขาตำแหน่งกำหนดหน้าที่ ตำแหน่งของเขาต่ำที่สุด จึงทำได้แค่เป็นคนรับใช้ของร้านเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งคือนายกอง
หน้าที่ที่เขาจัดให้ตัวเองคือองครักษ์!
“ร้านยาของพวกเราเปิดอยู่ในเทือกเขาทนทุกข์ที่มีอันตรายมากมาย เผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญชั่วช้าเหล่านั้น จะต้องมีองครักษ์มาปกป้องความสงบสุขของร้านยาเรา”
นี่คือคำประกาศหน้าที่ของนายกอง
ส่วนรัฐทายาทท่านปู่ชราย่อมเป็นนายท่านชราผู้ดูแลร้าน ในมือเขาถือลูกแก้วไว้ลูกหนึ่ง ยิ้มแย้มมองร้านยา ในลูกแก้วผนึกคนคนหนึ่งเอาไว้ บางครั้งก็จะฉายใบหน้าในนั้นขึ้นมา เป็นจอมคนเนตรดำคนนั้นนั่นเอง
สวี่ชิงยังคงเป็นปรมาจารย์ลูกกลอนเช่นเดิม หลิงเอ๋อร์ทำบัญชีต่อไป นางชอบทำเรื่องนี้
นอกจากนี้ ในร้านยาที่เปิดใหม่อีกครั้งยังมีสาวใช้ที่คอยรับใช้นายท่านผู้ดูแลโดยเฉพาะคนหนึ่งเพิ่มขึ้นมาด้วย นางก็คือโยวจิง…
ส่วนการค้าก็รุ่งเรืองยิ่งกว่าเมื่อก่อน วันแรกที่เปิดร้านก็มีคนสองร้อยกว่าคนถือเหรียญวิญญาณมาซื้อลูกกลอนขาวอย่างเคารพนอบน้อม นี่ทำให้การทำบัญชีของหลิงเอ๋อร์ต้องเพิ่มเวลาขึ้นอีกเล็กน้อย
หลายวันก็ผ่านไปเช่นนี้เอง
สวี่ชิงทุกๆ วันนอกจากฝึกบำเพ็ญแล้ว ก็ศึกษาค้นคว้าคำสาป ส่วนอู๋เจี้ยนอูก็คุ้นเคยกับหน้าที่ของตัวเอง ทุกวันร่ายกลอนไม่ซ้ำบทอยู่ข้างนอก ก็มีชีวิตอย่างสบายใจอิสระนัก
หนิงเหยียนเหนื่อยบ้างเป็นบางครั้ง นั่งอยู่บนกรอบประตู ฟังอู๋เจี้ยนอูร่ายกลอน ในขณะเดียวกันก็เสพสุขกับความสงบสุขของที่นี่ ไม่ทันได้รู้ตัวเขาก็พบว่าหลายครั้งตนกลับฟังเข้าใจ
การค้นพบนี้ทำให้ในใจของเขาตื่นกลัวลนลานขึ้นมาเล็กน้อย
ส่วนหลี่โหยวเฝ่ยเป็นคนที่เหนื่อยยากลำบากที่สุดในบรรดาคนทั้งหลาย เขาทำงานสารพัดอย่างไปด้วย และออกคำสั่งมู่เต้าจื่อที่อยู่ข้างนอกไปด้วย ว่าอย่าให้พวกเขาแสดงได้ปลอมขนาดนั้น ลูกศิษย์ที่มาแต่ละคนล้วนกลัวจนขาอ่อน นี่ไม่น่ามองเอาเสียเลย
แล้วก็มีนายกอง ทุกวันเขาล้วนกอดอก ถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ยืนอยู่ตรงนั้น มองแขกทุกคนอย่างเย็นชา ทำท่าเหมือนยอดฝีมือแบบนั้น
ส่วนโยวจิง…เนื่องจากท่านปู่ชราชอบดื่มชา ปกติยังชอบเล่นกับนก ดังนั้นงานของนางจึงมีเพียงรินชา และรับใช้นกแก้วไปด้วย
จนกระทั่งเจ็ดวันผ่านไป ในยามที่ทุกอย่างของร้านยาแห่งนี้พัฒนาไปในทางที่ดี สวี่ชิงที่อาการบาดเจ็บจากการผจญทัณฑ์ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ต้อนรับมาซึ่งชีวิตที่ถูกฝึกฝนต่อไป
“สวี่ชิง ในเมื่ออาการบาดเจ็บของเจ้าฟื้นฟูดีแล้วก็ไปกับข้าเถอะ ศักยภาพในตัวเจ้าจะต้องขุดออกมาให้ดี”
เสียงของรัฐทายาทดังข้างหูสวี่ชิง สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก ลุกขึ้นยืน เพียงไหววูบก็ไปจากร้านยาพร้อมกับรัฐทายาท
ในยามที่ปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองก็มาอยู่ที่กลางท้องฟ้า
รัฐทายาทมือไพล่หลัง เดินไปข้างหน้า สวี่ชิงก้มหน้ามองร้านยาเมืองดินแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไร ตามอยู่ข้างหลัง
ทั้งสองมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ เดินอยู่บนท้องฟ้าเหนือเทือกเขาทนทุกข์ ระหว่างทางเจอผู้บำเพ็ญจำนวนไม่น้อย บางคนเหาะอยู่กลางอากาศ บางคนสู้กันอยู่ในเทือกเขา แต่ในสายตาของพวกเขา สวี่ชิงกับรัฐทายาทเหมือนไม่มีตัวตน
ต่อให้เจอกันซึ่งหน้า ผู้บำเพ็ญในเทือกเขาทนทุกข์เหล่านี้ในดวงตาก็ล้วนไม่มีเงาร่างของทั้งสองคน สนใจแต่ตัวเอง ควรจะทำอะไรก็ทำเรื่องนั้น
สวี่ชิงไม่ได้แปลกใจกับเรื่องนี้ เขารู้พลังของรัฐทายาทเจ้าเหนือหัว
และสำหรับสถานที่ที่จะเดินทางไป สวี่ชิงมองข้างหน้าผาดหนึ่ง ในใจก็มีการคาดเดา นี่เป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าไปตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดเทือกเขาทนทุกข์
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น หลังจากผ่านไปหลายชั่วยาม รัฐทายาทพาสวี่ชิงมายังท้องฟ้าเหนือตำหนักพระจันทร์สีชาด
ตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดเทือกเขาทนทุกข์ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแห่งนี้ ตำแหน่งสูงส่ง ทูตเทวะในนั้นน่าหวาดกลัว พลังไร้ลักษณ์สะกดไปทั่วทั้งผืนทะเลทราย
สำหรับสรรพชีวิตทุกสิ่งในทะเลทรายคราม ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่งสูงสุด เป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้า
แต่ในสายตาของรัฐทายาทเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แบบนั้น เขาพาสวี่ชิงเดินอาดๆ เข้าไปในตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดบนยอดเขาเช่นนี้เอง
จากการเดินเข้าไปข้างใน ในสำนักตำหนักเทพกว้างใหญ่ ผู้บำเพ็ญตำหนักเทพสวมชุดคลุมยาวสีแดงทุกคน เหมือนกับผู้บำเพ็ญที่ทั้งสองคนได้พบมาระหว่างทาง พวกเขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย กระทั่งพวกเขาเดินมาถึงลานแห่งหนึ่งในตำหนักเทพ
ผู้บำเพ็ญตำหนักเทพรอบๆ มีจำนวนไม่น้อย เดินผ่านไปมา ไม่มีใครพูดอะไร ทุกอย่างล้วนเป็นระเบียบ เหมือนว่าเอะอะเสียงดังที่นี่ล้วนเป็นการดูหมิ่นเทพเจ้าอย่างหนึ่ง
ผู้บำเพ็ญกลางคนเป็นระดับหล่อเลี้ยงมรรคาคนนั้นร่างหันหลังกลับมาทันที เปลี่ยนทิศทาง ตรงมายังสวี่ชิงทางนี้ เพียงพริบตาก็ก้าวมาบนลาน มองมาทางสวี่ชิง นิ่งไม่ไหวติง
มองภาพที่แปลกประหลาดภาพนี้ สวี่ชิงเงียบนิ่งไม่พูดจา มองไปทางรัฐทายาท
“เวลาหนึ่งร้อยอึดใจ สวี่ชิง ปะทุพลังบำเพ็ญทั้งหมดของเจ้า ทุ่มสุดพลังทำการต่อสู้ตัดสินเป็นตายกับเขา”
รัฐทายาทเอ่ยเรียบนิ่ง
“ฆ่าเขาให้ตาย กลืนศรัทธาพระจันทร์สีชาดของเขาเสีย
“หากผ่านไปร้อยอึดใจเจ้ายังทำไม่สำเร็จ คนของตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดทั้งหมดที่นี่ก็จะพบเจ้า และข้าก็ไม่มีทางช่วยเจ้า เจ้าทำได้ก็ได้ หากทำไม่ได้…ก็ดูว่าชะตาชีวิตของเจ้าจะเป็นอย่างไรก็แล้วกัน”
รัฐทายาทพูดพลางลอยขึ้นไปกลางอากาศ ยืนอยู่ในฟ้าดิน หลับตาคอย
และทันทีที่เขาหลับตา ผู้บำเพ็ญระดับหล่อเลี้ยงมรรคาที่นิ่งไม่ไหวติงคนนั้น ความว่างเปล่าในดวงตาถูกแทนที่ด้วยสีแดงก่ำ มองสวี่ชิงอย่างโมโห คล้ายว่าเห็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาตลอดชีวิต ปากส่งเสียงคำรามต่ำ พลังบำเพ็ญพลันปะทุขึ้น
คลื่นวนแต่ละลูกๆ ก่อขึ้นในร่างของเขาทันที ทั้งหมดเก้าลูก ประดุจดวงดาวเก้าดวง ก่อร่างเป็นสมบัติลับมายาคลังหนึ่ง
ในคลังสมบัตินี้เหมือนมีภูเขาไฟกำลังปะทุลุกโชน เกิดเป็นเสียงครืนครัน ในขณะที่ดังก้องไปทั่ว แสงสีเลือดทะลุผ่านกายเนื้อของผู้บำเพ็ญกลางคนคนนี้ สาดไปข้างนอก ผสานไปในฟ้าดิน ก่อเป็นเงาร่างสูงใหญ่ถึงหลายร้อยจั้งร่างหนึ่ง
เงาร่างนี้เป็นมนุษย์ต้นไม้ ร่างใหญ่หนา กิ่งก้านสีน้ำตาล มีดอกสีดำบาน พื้นดินก็สั่นไหวอย่างรุนแรงในเสี้ยวขณะนี้ รากแต่ละรากพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกบนพื้น ลอยอยู่รอบๆ เพียงพริบตา ทั้งลานนี้ก็เต็มไปด้วยกิ่งก้านนับไม่ถ้วน
ในรอยแยกบนพื้น หญ้าสีเลือดนับไม่ถ้วนเติบโตอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ผืนดินทั่วทุกสารทิศแปรเปลี่ยนเป็นที่ราบสีแดง
มองไกลๆ มนุษย์ต้นไม้มหึมาในที่ราบเหล่านั้นคล้ายว่ามีพลังมหาศาล ประกายดุร้ายในดวงตาและพลังกดดันน่าหวาดกลัวที่แผ่ออกมาจากร่าง รวมเป็นสายฟ้าปรากฏออกจากกลางอากาศเป็นทางๆ ฟาดผ่าครืนครันเลื่อนลั่นไปทั่วทุกสารทิศ
ภาพนี้น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงนัก และเป็นครั้งแรกที่สวี่ชิงเผชิญซึ่งหน้ากับระดับหล่อเลี้ยงมรรคา!
เพียงพริบตา หญ้าสีแดงนับไม่ถ้วนที่เติบโตบนพื้นและกิ่งไม้นับไม่ถ้วนเหล่านั้นก็พุ่งตรงไปหาสวี่ชิง รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ก่อเค้าเป็นเงาร่างนับไม่ถ้วน เกินกว่าขีดจำกัดสูงสุดของระดับปราณก่อกำเนิด ไม่ให้โอกาสสวี่ชิงได้ตั้งตัวเลย ประชิดเข้าไปอย่างรวดเร็ว
สวี่ชิงรูม่านตาหดเล็ก วิกฤตอันตรายมาจากทั่วทุกสารทิศก่อเป็นความรู้สึกเป็นตายรุนแรง เขารู้ว่าตัวเองกำลังรบสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ความเร็วก็ด้อยกว่าเล็กน้อย ไม่อาจหลบหลีก
ตอนนี้ร่างเพียงไหววูบ กายเนื้อเทพเจ้าปะทุขึ้นมาทันที สูงถึงขนาดห้าจั้งทันที พิษในกายและพลังพระจันทร์สีม่วงแผ่ซ่าน ปะทะกับกิ่งก้านและหญ้าแดงที่มาจากรอบๆ ทันที
เสียงดังสะท้อนเลื่อนลั่น ต่อให้สวี่ชิงไม่ธรรมดา แต่เผชิญหน้ากับระดับหล่อเลี้ยงมรรคาก็นับว่ายังมีระยะห่าง เพียงพริบตาหญ้าแดงนับไม่ถ้วนประดุจอาวุธคมกริบ กิ่งก้านนับไม้ถ้วนประดุจรยางค์ก็ปกคลุมเขาไว้ในนั้น
ต่อให้พระจันทร์สีม่วงทำการสะกด พิษต้องห้ามทำการกัดกร่อน แต่หญ้าแดงและกิ่งไม้รอบๆ มีมากมายนัก สลายไปไม่หยุด แต่ก็ปรากฏขึ้นใหม่ไม่ขาดสายเช่นกัน เพียงพริบตาก็สุมรอบสวี่ชิง
ก่อเป็นภูเขาต้นหญ้ากิ่งไม้ลูกหนึ่ง สูงขึ้นเรื่อยๆ เพียงพริบตาก็สูงร้อยจั้ง ส่วนยอดยิ่งเป็นเหมือนร่มแผ่ออกไป จับกลุ่มเป็นฝ่ามือยักษ์ฝ่ามือหนึ่ง
ซัดลงมายังสวี่ชิงที่ถูกต้นหญ้ากิ่งไม้ฝั่งอยู่ข้างล่างเต็มแรง
ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จากการซัดลงมาของฝ่ามือ ต้นหญ้ากิ่งไม้แหลกละเอียด พลังสะกดที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพลันปะทุออกมา จะบดขยี้บริเวณที่ที่สวี่ชิงอยู่ให้แหลกละเอียด
แต่ในตอนนี้เอง เงาร่างมหึมาร่างหนึ่งปรากฏออกมาจากแผ่นดิน เป็นภูเขาจักรพรรดิภูตนั่นเอง!
ในช่วงวิกฤตอันตรายนี้ พลังบำเพ็ญทั้งหมดของสวี่ชิงโหมทะลักเข้าไปในภูเขาจักรพรรดิภูต ก่อเป็นเงาร่างจักรพรรดิภูต ในพริบตาที่ปรากฏขึ้น มือทั้งสองของเขายกขึ้น โจมตีฝ่ามือที่ซัดลงมาสุดพลัง
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวดังท่วมฟ้า ฝ่ามือที่ก่อขึ้นจากต้นหญ้าและกิ่งไม้นั่นสลายเป็นชุ่นๆ เพียงพริบตาก็แหลกละเอียด พังทลายลงมาโดยสมบูรณ์ ในขณะที่โปรยปรายลงมารอบๆ ราวสายฝน ร่างจักรพรรดิภูติของสวี่ชิงก็เกิดรอยร้าวทางหนึ่ง สุดท้ายก็แตกสลาย เผยเงาร่างสวี่ชิงออกมา
สวี่ชิงกระอักเลือด สีหน้าซีดขาว พลังกดดันที่มาจากระดับหล่อเลี้ยงมรรคาทำให้อวัยวะภายในของเขาสั่นสะเทือน ตอนนี้ลมหายใจหอบถี่ แต่ในดวงตากลับสงบนิ่งผิดปกติ
เขาไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น ความเร็วก็ปะทุขึ้นมาทันควัน พุ่งตรงไปยังผู้บำเพ็ญระดับหล่อเลี้ยงมรรคาที่ขณะสะบัดมือก็ปะทุสายฟ้านับไม่ถ้วนออกมา พุ่งตรงไปอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน รัฐทายาทที่อยู่บนท้องฟ้า เอ่ยเสียงราบเรียบ
“เหลืออีกแปดสิบอึดใจ”
Comments for chapter "บทที่ 602 ร้านยาเล็กๆ ที่ธรรมดาๆ อบอุ่น"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com