บทที่ 161
บทที่ 161
ตอนนี้ทั้งวังหลวงอยู่ภายใต้การควบคุมของเซี่ยเจิง สิ่งที่เขาอ้างชั่วคราวต่อโลกภายนอกในคืนนั้นก็คือราชครูหลี่และเว่ยเหยียนสมคบคิดกันที่จะกบฏ ฮ่องเต้ทรงตกพระทัยและประชวรหนัก ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกจำคุก แต่การตั้งข้อกล่าวหาจะต้องมีการหารือหลังจากที่ฮ่องเต้ทรงหายจาก ‘อาการประชวร’ แล้ว
จิตใจของเหล่าขุนนางต่างแจ่มแจ้งเหมือนคันฉ่อง หลังจากเกิดเรื่องไร้สาระเช่นนั้นในงานเลี้ยงวังหลวงเมื่อคราวนั้น ‘อาการประชวร’ ของฮ่องเต้อาจจะไม่หายขาด และบัลลังก์มังกรก็อาจจะเปลี่ยนมือ
ฉีหมินได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกกงซุนหยินนำตัวไปไว้ในตำหนักชั่วคราว ซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาทั้งภายในและภายนอก
เพื่อที่จะยึดอาวุธปืนใหญ่จากกองพันเสิ่นจี เขาได้ส่งองครักษ์เงาชั้นยอดจำนวนมากไปที่ซีย่วน หลังจากการสู้รบอย่างดุเดือดกับฝานฉางอวี้กับกองทัพรักษาการณ์ฝ่ายซ้าย องครักษ์เงาทั้งหมดก็ถูกทำลาย องครักษ์เงาที่อยู่กับฉีหมินก็ถูกสังหารและได้รับบาดเจ็บจากการยิงปืนใหญ่และธนูเพื่อปกป้องเขา และอีกไม่กี่คนที่เหลือก็ถูกควบคุมตัว
เมื่อฝานฉางอวี้ก้าวเข้าไปในวังหลวง นางเห็นชายหน้าซีดนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงและกำลังไออย่างหนัก
ฝานฉางอวี้ไม่เคยพบกับฉีหมินมาก่อน แต่นางรู้ว่าเขาและฮ่องเต้เป็นอาหลานกัน และทั้งสองคนก็ดูคล้ายกัน โดยมีชั้นของความเศร้าหมองอยู่ตรงหว่างคิ้วของพวกเขา
เมื่ออีกฝ่ายเห็นนาง เมื่อไอเสร็จ เขาก็พิงหมอนนุ่มๆ และพูดเบาๆ แต่ยังคงมีความถากถาง “แม่ทัพอวิ๋นหุย ช่างเป็นแขกที่หายากจริงๆ”
ราวกับว่าเขาไม่ใช่นักโทษคนหนึ่ง แต่เป็นผู้สืบเชื้อสายขององค์รัชทายาทเฉิงเต๋อที่กำลังจะขึ้นสู่ตำแหน่งสูง
ฝานฉางอวี้ไม่ปฏิบัติตามต่อท่าทางเสแสร้งของเขา และพูดตรงประเด็น “เว่ยเหยียนและตระกูลสุยทำอะไรกับโศกนาฏกรรมจิ่นโจวเมื่อสิบเจ็ดปีที่แล้ว”
เหตุใดตระกูลสุยจึงปฏิเสธที่จะส่งกองทหารไปช่วยเหลือจิ่นโจว และเว่ยเหยียนก็ไม่ได้เปิดเผยความผิดของตระกูลสุยฐานชะลอโอกาสในการรบ แม้ว่าตระกูลสุยจะก่อกบฏก็ตาม
ฉีหมินลดสายตาลงและยิ้ม “แน่นอน……เขาทำสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าหมูหรือสุนัข”
ฝานฉางอวี้ตะโกนอย่างเย็นชา “พูดมา!”
มุมปากของเขายกขึ้นโค้งลึก และเขาต่อรองเงื่อนไขกับฝานฉางอวี้ “ด้วยความสามารถของทหารม้าเกราะโลหิต ตอนนี้คงจะพบเบาะแสของอนุของเราแล้ว หากเจ้าต้องการรู้ว่าเว่ยเหยียนและตระกูลสุยทำอะไรลงไปบ้าง เจ้าต้องพานางมาพบเรา”
ฝานฉางอวี้พูดทันที “ฝันไปเถอะ!”
ดวงตาของนางแจ่มใสและเย็นชา ราวกับใบมีดที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งและหิมะ
ฝานฉางอวี้ยังคงจำได้ชัดเจนถึงความจริงที่ว่าคนๆ นี้จะสังหารอวี๋เป่าเอ๋อร์ที่เป็นบุตรชายแท้ๆ ของเขา
ในที่สุดอวี๋เฉียนเฉียนก็หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเขา และนางก็จะไม่ปล่อยให้อวี๋เฉียนเฉียนได้พบกับขยะผู้นี้อีก
ฉีหมินลดสายตาลง “ถ้าอย่างนั้น……ก็ไม่มีความคิดเห็นอื่น”
ทันใดนั้น ฝานฉางอวี้ก็ดึงดาบของนางออกมาและจ่อไปที่คอของเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเจรจากับเจ้า”
เวลาที่ใช้ในการคลานและกลิ้งไปมาจากค่ายทหารมายังราชสำนักก็เพียงพอแล้วสำหรับนางที่จะเรียนรู้วิธีคุกคามใครบางคนด้วยสีหน้าไร้ความปรานี
ฉีหมินยิ้มเล็กน้อย “ตอนนี้เราตกอยู่ในมือของเจ้าแล้ว หากแม่ทัพอวิ๋นหุยต้องการชีวิตของเรา ก็สามารถลงมือได้ทันที”
เขาแทนตัวเองว่า ‘เรา’ และแม้ว่าเขาจะอยู่ในสภาพที่น่าอับอาย แต่ความภาคภูมิใจยังคงล้นออกมาจากกระดูกของเขา ราวกับว่าเขากำลังบอกฝานฉางอวี้ว่าไม่มีอะไรจะพูดอีก
ฝานฉางอวี้ถือดาบและกลั้นลมหายใจของนางไว้สองลมหายใจ ดาบของนางตัดผ่านผิวหนังบางๆ ที่ด้านข้างของคอของเขา และเม็ดเลือดก็ไหลรินออกมา ไม่มีร่องรอยของความกลัวในการแสดงออกของเขา
ฝานฉางอวี้ขมวดคิ้วอย่างดุเดือด ในที่สุดก็เก็บดาบ นางเม้มริมฝีปากแล้วออกจากวังโดยไม่พูดอะไรสักคำ
……
ทันทีที่นางก้าวออกจากประตูตำหนัก นางเห็นคนคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนบันไดหินอ่อนสีขาวด้านนอก มีหิมะจำนวนมากตกลงบนเสื้อคลุมที่บุด้วยผ้าสีทอง ใบหน้าของเขาราวกับหยกเย็น และดวงตาของเขาราวกับสีทา
ฝานฉางอวี้ตกใจเล็กน้อย “เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
เมื่อเห็นนาง ความเยือกเย็นในดวงตาของเซี่ยเจิงก็ละลายไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่านางสวมชุดเกราะบางๆ เท่านั้น เขาก็ดึงเสื้อคลุมออกจากไหล่ของเขาแล้วสวมไว้บนร่างกายของนาง “ข้ามาเพื่อตรวจสอบบางสิ่ง และได้ยินมาว่าเจ้าก็มาที่นี่ จึงแวะมาดูเจ้า”
เสื้อคลุมของเขายังคงมีอุณหภูมิร่างกายของเขาและกลิ่นเย็นของหิมะบนร่างกายของเขา ฝานฉางอวี้นั้นไม่สูงเท่าเขาและร่างกายของนางเกือบจะถูกซุกไว้ในเสื้อคลุม มีเพียงใบหน้าที่สดใสและผมยาวที่ถูกมัดไว้สูงเท่านั้นที่ถูกเปิดเผย นางดูเหมือนเด็กหนุ่มที่ขโมยเสื้อผ้าของพี่ชายมาใส่
นางยกมือขึ้นแล้วเอามือออก จากนั้นเดินลงบันไดพร้อมกับเซี่ยเจิง และเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับตราพยัคฆ์ปลอมและการจงใจไม่ส่งทหารออกไปของตระกูลสุย “ข้าคิดว่าพระนัดดาอาจรู้อะไรบางอย่างก็เลยมาถาม แต่เขาขอพบเฉียนเฉียนก่อนแล้วถึงจะยอมเปิดปาก”
เมื่อได้ยินว่าตระกูลสุยได้สร้างตราพยัคฆ์ของปลอมขึ้นมา ดวงตาของเซี่ยเจิงก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที “นางกำนัลจากตำหนักเย็นก็เสียชีวิตไปเมื่อสามวันก่อนเช่นกัน”
ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของเว่ยเหยียน ดังนั้นหลังจากออกจากคุก เขาก็ออกเดินทางเพื่อสอบสวนเรื่องระหว่างเว่ยเหยียนกับซูเฟย
ฝานฉางอวี้ไม่แปลกใจ “ฝ่าบาททรงเป็นคนทำอย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อคำนวณเวลา นางกำนัลจากตำหนักเย็นเสียชีวิตหลังวันส่งท้ายปีเก่า
เซี่ยเจิงส่ายศีรษะ “ข้าสอบปากคำขันทีที่อยู่รอบๆ กายฉีเชิง หลังจากที่การวางแผนในตำหนักเย็นล้มเหลว ฉีเชิงก็ไปหาเว่ยเหยียนเพื่อหาที่ลี้ภัย เขาตั้งใจจะใช้นางกำนัลในตำหนักเย็นต่อรองและข่มขู่เว่ยเหยียนเพื่อปกป้องตัวเอง เขาจะไม่โง่พอที่จะทำลายเครื่องรางช่วยชีวิตนี้”
ฝานฉางอวี้มองดูเขา “งั้นฝีมือเว่ยเหยียนหรือ?”
เซี่ยเจิงไม่ได้พูดอะไร เห็นได้ชัดว่ายอมรับ
ฝานฉางอวี้รู้สึกงุนงง “เว่ยเหยียนฆ่านางกำนัลในตำหนักเย็นก่อนที่ราชครูหลี่จะก่อกบฏ เขากลัวว่าราชครูหลี่จะรู้เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวของเขาเองหรือว่าเขาไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้เบาะแสใดๆ ตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น?”
เซี่ยเจิงมองดูหิมะสีขาวที่ปกคลุมกำแพงวังในระยะไกลและพูดเพียงว่า “เขาโหดร้ายและโหดเหี้ยมมาโดยตลอด เขาบังคับให้ตระกูลหลี่ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก่อกบฏ เมื่อรู้ว่ามีอันตรายที่ซ่อนอยู่ในวังหลวง เขาจะไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน”
ฝานฉางอวี้นึกถึงสิ่งที่ราชครูเถาพูดเกี่ยวกับน้องสาวของเว่ยเหยียนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับซูเฟย และเว่ยเหยียนครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพชี ดังนั้นเว่ยเหยียนและซูเฟยจึงต้องรู้จักกันก่อนต่างฝ่ายต่างแต่งงาน นอกจากนี้เว่ยเหยียนมีเพียงภรรยาในนามเท่านั้น และความสัมพันธ์ระหว่างเว่ยเหยียนและซูเฟยก็ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
นางลังเลและพูดว่า “แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเว่ยเหยียนและซูเฟยเป็นเรื่องจริงเหรอ?”
หากมันเป็นเรื่องเท็จ เหตุใดเว่ยเหยียนจึงต้องการปิดปากนางกำนัลในตำหนักเย็นที่อยู่ในการควบคุมของฮ่องเต้?
เซี่ยเจิงยังคงเงียบ เขาเดินช้าๆ ท่ามกลางหิมะตกหนัก โดยปราศจากเสื้อคลุม ร่างที่เย็นชาของเขาก็แสดงท่าทีอ่อนแอเล็กน้อย เช่นเดียวกับเด็กที่สูญเสียบิดาไป หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจ “บางทีอย่างที่ฉีหมินพูด เขาแค่ก่อปัญหาในวังหลังเพื่อต้องการบัลลังก์ ดังนั้นเขาจึงวางแผนโศกนาฏกรรมจิ่นโจว”
ฝานฉางอวี้เหลือบมองไปด้านข้างแล้วหยุดกะทันหัน
“มีอะไรหรือ?”
เซี่ยเจิงมองย้อนกลับไปที่นาง หิมะละเอียดตกลงมาทั่วไหล่ของเขา และชุดสีดำและสีทองทำให้ใบหน้าของเขาดูเหมือนน้ำค้างแข็งและหิมะ
ทันใดนั้น ฝานฉางอวี้ก็ยกแขนขึ้นและกอดเขาอย่างแรง เสียงของนางอู้อี้แต่หนักแน่น “หนทางข้างหน้า ข้าจะเดินร่วมกับเจ้า”
เขาซ่อนอารมณ์ของเขาไว้เป็นอย่างดี แต่ในขณะนั้น ฝานฉางอวี้ยังคงสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติในตัวเขา
ใช่แล้ว ไม่ว่าเว่ยเหยียนจะชั่วร้ายแค่ไหน เขายังคงเป็นลุงที่เขาเรียกมามากกว่ายี่สิบปี และเป็นญาติเพียงคนเดียวของเขาในโลกนี้
แต่ญาติเพียงคนเดียวคนนี้คือฆาตกรสังหารบิดามารดาของเขา
เขาจะไม่เศร้าได้อย่างไร? เขาแค่……ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเศร้าใช่ไหม?
เซี่ยเจิงลดสายตาลงและมองอย่างเงียบๆ ที่ด้านบนของผมสีดำของหญิงสาวในอ้อมแขนของเขา แรงที่นางผลักเขาเข้าไปในอ้อมแขนของนางไม่รุนแรง แต่มันทำให้หัวใจของเขาสั่นเทา อาการชาและความเจ็บปวดเล็กน้อยส่งความรู้สึกสั่นไหวไปจนถึงปลายนิ้วของเขา
เขาตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นยกมือขึ้นเพื่อกดหลังนางไว้กับเสื้อคลุม และกอดนางไว้ในอ้อมแขนของเขาจนสุด ขนตายาวครึ่งชั้นของเขาถูกปกคลุมไปด้วยเกล็กหิมะขนาดเล็ก และเขาพูดอย่างดื้อรั้นและจริงจัง “แน่นอน เจ้าจะหนีไปไหนไม่ได้”
หิมะตกหนักมาก และทั้งสองก็เดินกลับเคียงข้างกัน
……
หลังจากหาข้อมูลเกี่ยวกับซูเฟยจากนางกำนัลในวังอย่างไร้ความหวัง ฝานฉางอวี้ก็ไปเยี่ยมอันไท่เฟยในนามของเซี่ยเจิง
ควรจะกล่าวว่าเมื่อเซี่ยเจิงให้กงซุนหยินติดต่อองค์หญิงใหญ่เพื่อตรวจสอบเรื่องราวขององค์ชายสิบหกเป็นครั้งแรก คนที่เขาต้องการติดต่อจริงๆ คืออันไท่เฟย
แม้ว่าขันทีนางกำนัลผู้ดูแลวังจะเปลี่ยนไปหลายคน แต่อันไท่เฟยยังคงเป็นพระสนมที่อาศัยอยู่ในตำหนักในตั้งแต่เมื่อสิบเจ็ดปีที่แล้ว นางต้องรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในปีนั้นมากกว่าขันทีนางกำนัลทั่วไป
บางทีสถานการณ์อาจชัดเจนแล้ว หลังจากที่ฝานฉางอวี้มาเยือนและอธิบายความตั้งใจของนาง อันไท่เฟยก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรเลย
“ข้าและซูเฟยรู้จักกันมาตั้งแต่เป็นแม่นางน้อย จนถึงทุกวันนี้ข้ายังคงชอบเรียกนางว่าหรงอิน”
ประตูตำหนักปิดลงและแสงสว่างในตำหนักเล็กก็สลัว
อันไท่เฟยสวมชุดนักบวช หลังจากจุดธูปแล้ว นางก็ใช้มือที่ได้รับการดูแลอย่างดีจับฝาครอบเตาธูปสีทองและกลวงปิดคืน ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากรูเล็กๆ และลอยช้าๆ เหนือโถงบูชา
นางหยุดชั่วคราว และสีหน้าของนางดูเศร้าอยู่ครู่หนึ่ง “นางยังชอบให้ข้าเรียกนางด้วยนามเดิมของนางด้วย”
ฝานฉางอวี้นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะเตี้ยและแอบจดนามเดิมของซูเฟย ชีหรงอิน
นางคิดว่ามันเป็นชื่อที่ดีมาก
อันไท่เฟยกลับไปที่โต๊ะเตี้ย และนั่งลงด้วยท่วงท่าที่ให้ความรู้สึกสง่างามและความสงบที่สั่งสมมาตามกาลเวลา
“ข้าเข้ามาในวังพร้อมกับนาง เนื่องจากชีไทเฮา นางจึงได้รับตำแหน่งเฟยเมื่อตั้งแต่เข้าวัง ในขณะที่ข้าเป็นเพียงเจี๋ยอวี๋[1]เท่านั้น เท่านั้น ในเวลานั้นเจี่ยกุ้ยไท่เฟยเป็นที่โปรดปรานอย่างมาก และสนมทั้งหมดที่ได้รับความโปรดปราณจากฮ่องเต้ผู้ล่วงลับล้วนได้รับความทุกข์ทรมานจากน้ำมือของเจี่ยกุ้ยไท่เฟย นางคอยช่วยเหลือข้าครั้งแล้วครั้งเล่าและพวกเราคุ้นเคยกันเพราะมิตรภาพที่เรารู้จักกันตั้งแต่ยังเยาว์”
เสียงน้ำเริ่มชัดเจนขึ้น อันไท่เฟยผลักถ้วยชาที่รินลงไปให้ฝานฉางอวี้ และยิ้มเบาๆ ราวกับว่านางถูกขังอยู่ในความทรงจำบางอย่าง
“หรงอินเป็นคนที่มีบุคลิกสงบเสงี่ยม ดูไม่เหมือนคนที่จะมาแย่งชิงเกียรติยศและความโปรดปรานในตำหนักในเพื่อตระกูลชี และมันเป็นนิสัยที่ไม่ขัดแย้งกับใครของนางที่ทำให้ฮ่องเต้ผู้ล่วงลับอยากจะมอบทุกสิ่งให้กับนาง และทำให้เจี่ยกุ้ยไท่เฟยอิจฉาเป็นเวลานาน”
อันไท่เฟยยิ้มแต่แล้วส่ายศีรษะ “บางทีอาจไม่เกี่ยวอะไรกับนิสัย ท้ายที่สุดแล้วบุรุษในโลกนี้จะไม่ประทับใจกับความงามแบบนางได้อย่างไร เมื่อนางไม่ยิ้ม นางก็เย็นชาเหมือนค่ำคืนที่มืดมน และเมื่อนางยิ้ม นางก็สดใสราวกับดอกไม้ในอุทยาน ในเวลานั้นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดของเมืองหลวงเป็นเว่ยเหยียนและแม่ทัพเซี่ย และในบรรดาสาวงามก็มีหรงอินและเว่ยหว่าน”
ฝานฉางอวี้รู้ว่าเว่ยหว่านเป็นมารดาของเซี่ยเจิง
อาจเป็นเพราะเสียงของอันไท่เฟยเบาและมีความรู้สึกถึงความผันผวนของเวลาที่แทรกซึมเข้ามา นางเพิ่งฟังเหตุการณ์ที่ผ่านมานี้โดยถือถ้วยชาอยู่ในมือ แต่นางไม่ได้จิบมันเลย
“เมื่ออยู่ในวังหลวงแห่งนี้ หรงอินไม่เคยมีความสุขเลย ไม่ว่านางจะได้รับพระราชทานรางวัลอะไรก็ตาม มันก็ยากที่จะทำให้นางยิ้ม นางชอบที่สูง และหอไจซิงก็เป็นสถานที่ที่นางไปบ่อยๆ บางครั้งนางก็ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเช้า ต่อมาด้วยเหตุผลที่ไม่ทราบสาเหตุ ฮ่องเต้ผู้ล่วงลับจึงสั่งให้คนรื้อถอนหอไจซิง และเมินเฉยต่อหรงอินเป็นเวลานาน”
“ข้าถามหรงอินว่านางดูอะไรอยู่ชั้นบน นางบอกว่านางคิดถึงบ้าน”
อันไท่เฟยก็ชงชาให้ตัวเองด้วย หลังจากจิบชาไปแล้ว นางก็ยังคงยิ้มอยู่ แต่เป็นยิ้มด้วยความโศกเศร้าให้กับหลายปีที่ศูนย์เปล่า
“ข้าไม่รู้ว่าคำพูดของนางเป็นความจริงหรือไม่ แต่ในปีที่สองหลังจากที่นางเข้าวัง เว่ยเหยียนก็แต่งงานกัน และพวกเขาก็ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งในปลายปีนั้น ในงานเลี้ยงวันส่งท้ายปีเก่าในปีนั้น เดิมทีฮ่องเต้ผู้ล่วงลับต้องการพานางไปร่วมงานเลี้ยงกับเหล่าขุนนาง แต่นางก็ล้มป่วย และในท้ายที่สุดก็เป็นเจี่ยกุ้ยไท่เฟยที่ไปร่วมงานกับฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ เจี่ยกุ้ยไท่เฟยคิดว่าหรงอินกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนแอและนางก็โกรธอยู่พักหนึ่ง ขณะนั้นวังหลังค่อนข้างเงียบสงบ”
ฝานฉางอวี้คาดเดาอะไรบางอย่างได้อย่างคลุมเครือแล้วจึงถามว่า “การตายของซูเฟยเกี่ยวข้องกับเว่ยเหยียนจริงๆ หรือไม่เพคะ”
[1] แปะลำดับพระสนมขั้นต่างๆ
- ฮองเฮา คือ จักรพรรดินีหรือพระอัครมเหสีของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
- ตำแหน่งขั้นที่ 1 : พระมเหสี แต่งตั้งพระมเหสีได้ตำแหน่งละ 1 คน รวมทั้งหมด 4 คน คือ ตำแหน่ง กุ้ยเฟย, ซูเฟย, เต๋อเฟย และเสียนเฟย
- ตำแหน่งขั้นที่ 2 :พระสนมเอก แต่งตั้งได้ตำแหน่งละ 1 คน รวมทั้งหมด 9 คน
- เจาอี๋ 昭儀 (Zhāo yí) ผู้งามเลิศยิ่ง
- เจาหรง (昭容 Zhāo róng) ผู้มีกิริยางามสง่า
- เจาเยวี่ยน (昭媛 Zhāo yuàn) ผู้งามสง่าจับใจ
- ซิวอี๋ (修儀 Xiū yí) ผู้มีรูปโฉมวิจิตร
- ซิวหรง (修容 Xiū róng) ผู้มีกิริยางามวิจิตร
- ซิวเยวี่ยน (修媛 Xiū yuàn) ผู้งดงามวิจิตร
- ชงอี๋ (充儀 Chōng yí) ผู้งามตาเพรียบพร้อม
- ชงหรง (充容 Chōng róng) ผู้มีกิริยางามพร้อม
- ชงเยวี่ยน (充媛 Chōng yuàn) ผู้สง่างามเพรียบพร้อมยิ่ง
- ตำแหน่งพระสนมขั้นที่ 3-5 แต่งตั้งรวมทั้งหมด 27 คน
- เจี๋ยอวี้ (婕妤 Jié yú)
- เหม่ยเหริน (美人 Měirén)
- ไฉเหริน (才人 Cái rén)
ตำแหน่งพระสนมขั้นที่ 6-8 แต่งตั้งรวมทั้งหมด 81 คน
- เป่าหลิน (宝林 Bǎolín)
- อวี้หนวี่ (御女 Yù nǚ)
- ไฉหนวี่ (采女 Cǎinǚ)
Comments for chapter "บทที่ 161"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com