บทที่ 22
บทที่ 22
จนกระทั่งฝานฉางอวี้ออกจากห้อง คนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่กำลังเขียนอะไรบางอย่างก็ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา แต่เขากลับเม้มริมฝีปากแน่นขึ้น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป เขาจึงวางพู่กันลงและเอนหลังพิงเก้าอี้ ดวงตาสีเข้มของเขาเริ่มมืดมิดลง
อยากให้เขามาก็บอกให้มา อยากให้เขาไปก็บอกให้ไป?
นางกล้า
หลังจากที่ฝานฉางอวี้บอกน้องสาวของนางว่าให้วิ่งเล่นอยู่ที่บ้าน นางก็กล่าวทักทายสองสามีภรรยาสกุลจ้าวเพื่อนบ้านของนาง และเตรียมตัวไปที่ว่าการอำเภอ
อย่างไรก็ตามป้าจ้าวกล่าวว่า “พวกข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย สถานที่แห่งนั้นน่ากลัว ข้าได้ยินมาว่าถ้าไม่ระวังให้ดี เจ้าอาจจะถูกโบยจนตายได้ ข้ากับลุงของเจ้าไปด้วย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น จะได้ช่วยเจ้าคิดแก้ปัญหาได้”
ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ครอบครัวของฝานต้าได้เข้าไปพัวพันกับที่ปรึกษาของอำเภอ ที่มีความแค้นกับครอบครัวของฝานฉางอวี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ครอบครัวสกุลจ้าวต่างกังวลเกี่ยวกับฝานฉางอวี้มากจนนอนไม่หลับ
แม้ว่าฝานฉางอวี้จะเชี่ยวชาญการต่อสู้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องไปขึ้นศาล หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง นางก็ตอบตกลง
พวกเขาทั้งสามนั่งเกวียนวัวไปยังที่ว่าการอำเภอ แต่มีผู้คนจำนวนมากเฝ้าดูความตื่นเต้นอยู่ที่ประตู
ฝานฉางอวี้ทราบถึงกระบวนการสอบสวน หลังจากที่นายอำเภอขึ้นศาล นางและฝานต้าจะถูกเรียกเข้ามาก่อน และฝานต้าจะถูกถามอีกครั้งว่าฝานต้าร้องเรียนเรื่องอะไร หัวหน้าฝ่ายปกครองบันทึกการสอบสวนและการรับสารภาพ หากมีการโต้แย้งและมีเหตุจำเป็นจะมีการเบิกพยาน
พยานที่ฝานฉางอวี้นำมาคือเพื่อนบ้านจากบ้านเก่าของสกุลฝาน คนส่วนใหญ่คงไม่อยากลุยน้ำโคลนนี้อย่างแน่นอน แต่ครอบครัวของฝานต้าไม่รู้จักวิธีปฏิบัติตนจริงๆ และมีเพื่อนบ้านมากมายที่ขัดแย้งกับ ตอนที่ฝานฉางอวี้ไปหาพวกเขามีหลายครอบครัวดูถูกพฤติกรรมของฝานต้า พวกเขายินดีที่จะมาเป็นพยานให้นางว่าฝานต้าติดการพนัน
เวลาผ่านไปทีละน้อย และผู้คนจำนวนมากขึ้นเบียดเสียดที่ประตูอำเภอเพื่อชมความตื่นเต้น เจ้าหน้าที่บางคนเตรียมของต่างๆ บนโต๊ะเหนือห้องโถงศาลแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นฝานต้าผู้ฟ้องร้อง
ฝานฉางอวี้เป็นกังวล และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนเล็กน้อย ถ้ามาขึ้นศาลสาย ย่อมจะถูกลงโทษ ฝานต้าจะลืมไปได้ยังไงว่าวันนี้เขาต้องมาขึ้นศาล?
ป้าจ้าวมองไปรอบๆ และกระซิบ “ทำไมถึงไม่เห็นฝานต้า”
ฝานฉางอวี้คิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่านางท่องกฎหมายและข้อบังคับหนักเกินไปในช่วงสองวันที่ผ่านมา และความขุ่นเคืองที่มากนี้ทำให้นางเดินละเมอไปจับฝานต้าใส่กระสอบเมื่อคืนนี้?
เมื่อเสียงกลองทั้งสามดังขึ้น ความคิดที่สับสนของนางก็มาบรรจบกันทันที เจ้าหน้าที่ศาลชั้นสามเดินเข้าไปในห้องโถงและเข้าแถวทั้งสองด้านดั่งห่านป่า พวกเขาถือไม้ทรมานสูงเกือบเท่าคนไว้ในมือ และทุกคนก็มีสีหน้าดุร้าย เมื่อคนที่ดูอยู่นอกศาลเห็นเจ้าหน้าที่ทางการเหล่านี้ พวกเขาก็ถอนหายใจและคุยกัน เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้หวาดกลัวมาก
ฝานฉางอวี้ยังค้นพบว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีนิสัยเข้มงวดมาก และไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเป็นคนของเจ้าหน้าที่หวัง นางสงสัยว่าที่ปรึกษาผู้นั้นลงมือทำอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า และรู้สึกกังวลเล็กน้อย
นายอำเภอในชุดเป็นทางการเดินขึ้นไปที่ห้องโถงสูงจากประตูด้านข้างและนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะ เขาเหลือบมองที่ด้านล่างของห้องโถงด้วยดวงตาอ้วนของเขาที่บีบเป็นร่อง เขาใช้ค้อนทุบโต๊ะอย่างแรงแล้วตะโกน “เปิดศาล!”
ไม้ทรมานของเจ้าหน้าที่กระแทกพื้นพร้อมกัน และพวกเขาก็ตะโกน “เวย หวู่-” [1]
เสียงทุบตีแทบจะผสมกับเสียงหัวใจของผู้คนที่อยู่นอกสถานที่ เจ้าหน้าที่ที่มีหนวดตะโกน “นำโจทก์และจำเลยขึ้นศาล!”
แม้ว่าฝานฉางอวี้จะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ข้างในใจ แต่เมื่อนางถูกนำตัวขึ้นศาลโดยเจ้าหน้าที่ทางการ นางยังคงมองป้าจ้าวสองสามีภรรยาด้วยท่าทีมั่นใจ
แต่จนถึงตอนนี้ฝานต้าก็ยังไม่มา และนางเป็นจำเลยคนเดียวที่นั่งคุกเข่าอยู่ในห้องโถง เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่นายอำเภอต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เขามองไปด้านข้างที่ท่านที่ปรึกษาและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ผู้คนด้านนอกก็พูดคุยกันมากมายเช่นกัน สุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือก นางอำเภอจึงเริ่มถามฝานฉางอวี้ “ผู้ที่กำลังคุกเข่าอยู่คือใคร?”
ฝานฉางอวี้ตอบว่า “ข้าน้องฝานฉางอวี้เจ้าค่ะ”
นายอำเภอมองดูกระดาษด้วยสายตาแล้วถามว่า “ฝานต้าหนิว โจทก์อยู่ที่ไหน”
ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ทั้งข้างในและข้างนอกมีแต่ความเงียบ ดูเหมือนความคิดเห็นของคนภายนอกจะดังเป็นพิเศษ
นายอำเภออ้วนเคาะโต๊ะเสียงดัง “นี่ช่างไม่สมเหตุสมผล! หลังจากจัดการคดีมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่โจทก์ปฏิเสธที่จะมาขึ้นศาล นี่มันผิดกฎหมายชัดๆ!”
ที่ปรึกษาที่อยู่ข้างๆ เขาซึ่งมีรูปร่างผอมราวกับเสาไม้ไผ่ เหลือบมองที่ฝานฉางอวี้แล้วแนะนำ “ใต้เท้าโปรดใจเย็น ฝานต้าหนิวเป็นคนธรรมดาสามัญน่าจะไม่กล้าผิดนัดต่อศาล ข้าเกรงว่าอาจมีบางอย่าง หรือไม่เราลองส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบถามดูที่บ้านจะดีหรือไม่ขอรับ”
นายอำเภออ้วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อนุญาต!”
ในไม่ช้าเจ้าหน้าที่ทางการของศาลก็ไปบ้านของฝานต้าเพื่อตามหาเขา นายอำเภอสั่งให้ระงับการพิจารณาคดีกลางคัน ดังนั้นฝานฉางอวี้จึงไม่ต้องคุกเข่าในโถงอีกต่อไป
เมื่อเกิดข้อผิดพลาดดังกล่าว ผู้คนที่เฝ้าดูไม่เพียงแต่ไม่แยกย้ายกัน แต่ยังสงสัยมากขึ้นว่าทำไมฝานต้าไม่มาที่ศาลในวันนี้ และมารวมตัวกันที่ประตูต่อไป
ฝานฉางอวี้กำลังนั่งอยู่และใช้สองมือถูเข่าของนาง ทันใดนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ เข้ามาและบอกนางว่า “เจ้าหน้าที่หวังต้องการพบแม่นางฝาน”
ฝานฉางอวี้คิดว่าเจ้าหน้าที่หวังกำลังจะอธิบายอะไรบางอย่าง นางจึงเดินตามเจ้าหน้าที่ผู้นั้นและออกไปทางประตูด้านข้างและไปที่ห้องปฏิบัติหน้าที่ด้านหลังอำเภอ
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นคนสนิทของเจ้าหน้าที่หวัง หลังจากที่ฝานฉางอวี้เข้ามา เขาก็เฝ้าดูอยู่ที่ประตู เมื่อเจ้าหน้าที่หวังพบกับ ฝานฉางอวี้เขาไม่ได้พูดอะไรไร้สาระมากนัก เขาตรงประเด็นแล้วถามว่า “ลุงของเจ้า……ถูกเจ้าลักพาตัวไปหรือเปล่า?”
ฝานฉางอวี้ยอมรับว่านางวางแผนนี้ไว้ในตอนแรก แต่ต่อมานางก็พบวิธีอื่นและนางก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย นางส่ายศีรษะทันที “ข้าจะทำเรื่องโง่ๆ เช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ”
เจ้าหน้าที่หวังถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เช่นนั้นก็ดี”
เขายังจำได้ว่าฝานฉางอวี้เคยถามเขามาก่อนจะเกิดอะไรขึ้นถ้าฝานต้าไม่ปรากฏตัวในศาล เขาจึงถามนางเป็นการส่วนตัว เขาลดเสียงลงและพูดว่า ”ฝานต้าทำตามคำแนะนำของที่ปรึกษาเหอ ถ้าเกิดเจ้าจะใช้วิธีการดังกล่าว เขาจะลอดกัดเจ้าในภายหลัง แล้วเจ้าจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทำผิดกฎหมาย และอาจถูกจับเข้าคุกได้
ฝานฉางอวี้กล่าวว่า “ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”
ที่ว่าการอำเภอส่งคนไปตามหาฝานต้า แต่พวกเขาไม่ได้ใช้งานเจ้าหน้าที่หวัง ความหมายนั้นชัดเจนมาก
หลังจากออกจากห้องปฏิบัติหน้าที่แล้ว ฝานฉางอวี้ยังคงกลับไปที่ศาลเพื่อนั่งรอ แต่ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วและเจ้าหน้าที่ที่ไปตามฝานต้าก็ยังไม่กลับมา นายอำเภอเกิดอาการไม่อดทนจึงสั่งคนให้เร่งไปตาม แต่อีกครึ่งชั่วยามต่อมาเจ้าหน้าที่ทางการก็กลับมาพร้อมกับหามชายคลุมผ้าขาวบนเปลหามเข้ามา
นางหลิวภรรยาของฝานต้า และผู้เฒ่าสองคนของสกุลฝานเดินร้องไห้เสียงดังมาตลอดทาง
แน่นอนว่าชายที่ถูกคลุมผ้าขาวคือฝานต้า
ฝานฉางอวี้ดูตกใจ ฝานต้าตายแล้วเหรอ?
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ศาลก็พูดคุยกันมากมาย และสายตาของพวกเขาก็จ้องมองที่ฝานฉางอวี้
ฝานต้าต้องการทรัพย์สินของครอบครัวนาง แต่เขาเสียชีวิตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ไม่มีใครหยุดคิดถึงเรื่องนี้ได้ ‘ทำไมเขาถึงตายในวันที่ขึ้นศาล?’
“ฝานต้าแข็งแกร่งเหมือนวัว คงเป็นเรื่องยากที่คนธรรมดาจะฆ่าเขา…”
ฝานฉางอวี้รู้สึกว่าดวงตาหลายๆ ดวงจ้องมองมาที่นาง นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย หัวใจของนางก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจเช่นกัน
ใครฆ่าฝานต้า? คำพูดที่เหยียนเจิ้งพูดเมื่อไม่กี่วันก่อนการกำจัดฝานต้า แวบขึ้นมาในใจของนางโดยไม่รู้ตัว แต่นางก็ปฏิเสธมันออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ต้องพูดถึงว่าอาการบาดเจ็บของเยียนเจิ้งแย่ลงและเขาแทบจะไม่ได้ออกจากบ้านเลยในช่วงนี้ เขาสอนให้นางจดจำกฎหมายทั้งหมดที่อาจใช้ในศาลในวันนี้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำร้ายฝานต้า
นอกจากนี้เขาแค่แกล้งทำเป็นเขยแต่งเข้า และเขาไม่ได้มีความแค้นกับฝานต้า ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะฆ่าฝานต้า
เมื่อนายอำเภอได้ยินว่าโจทก์ฝานต้าเสียชีวิต เขาก็รีบออกมาจากแท่นผู้พิพากษาโดยไม่ได้สวมหมวกอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ดวงตาอ้วนท้วนของเขาที่ดูน่ากลัวเหลือเพียงรอยเหี่ยว ราวกับว่าเขาไม่คาดคิดว่าคดีการแบ่งทรัพย์สินของครอบครัวจะกลายเป็นคดีฆาตกรรมได้ “นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น? บ้านเมืองยังมีกฎหมายอยู่หรือไม่?”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ไปตามฝานต้าตอบด้วยความเคารพ “เรียนใต้เท้า เมื่อข้าน้อยพบฝานต้าหนิว เขาได้ตายไปนานแล้วและมีบาดแผลจากดาบหลายแผลบนร่างกาย”
นายอำเภอสั่งให้ผู้คนยกผ้าขาวที่คลุมร่างของฝานต้าขึ้น แต่เพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวก็ทำให้ไขมันบนใบหน้าของเขาสั่นเทาด้วยความกลัว และเขาก็รีบพูดว่า “ส่งให้เจ้าหน้าที่ชันสูตร!”
นางหลิวภรรยาของฝานต้าอยู่ข้างๆ ร่างของฝานต้าและแทบจะเป็นลมเพราะร้องไห้ เมื่อนางเห็นฝานฉางอวี้ นางก็รีบวิ่งไปหาฉางฝานอวี้และถามนาง “เจ้าเป็นคนฆ่าเขาเหรอ? เป็นเจ้าใช่หรือไม่?”
ฝานฉางอวี้ก้าวถอยหลังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ป้าสะใภ้ โปรดหยุดพูดไร้สาระได้แล้ว ลุงของข้าเป็นหนี้พนันอยู่ข้างนอกมากมาย เขาอาจจะตกไปอยู่ในน้ำมือของคนที่ต้องการทวงหนี้ก็ได้ มันจะเกี่ยวกับข้าได้อย่างไร?”
นางหลิวและสองผู้เฒ่าสกุลานยังคงร้องไห้ต่อไป นายอำเภอรู้สึกหนักใจกับการทะเลาะกันของพวกเขาจึงให้เจ้าหน้าที่จัดการกับพวกเขาก่อน
ก่อนที่ผู้เฒ่าสกุลฝานจะออกไป เขามองไปที่ฝานฉางอวี้อย่างลังเลที่จะพูด และริมฝีปากของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีขาวเล็กน้อย ราวกับว่าเขาจำบางสิ่งที่น่ากลัวได้
ฝานฉางอวี้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีความกับฝานต้า จึงต้องอยู่ต่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากการชันสูตรพลิกศพแล้ว ฝานต้าน่าจะเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปที่ว่าการอำเภอเมื่อเช้านี้ มีบาดแผลบนร่างกายทั้งหมดสิบเอ็ดบาดแผล แต่บาดแผลเดียวที่อันตรายถึงชีวิตจริงๆ คือดาบที่แทงทะลุหัวใจ
เจ้าหน้าที่ชันสูตรกล่าวว่า “บาดแผลทั้งสิบที่ด้านหน้านั้นรุนแรงมาก แต่ก็หลีกเลี่ยงจุดสำคัญถึงชีวิต ฆาตกรควรเป็นคนที่ใช้ดาบตลอด ถ้าบาดแผลเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อแก้แค้น ก็ดูเหมือนการสอบปากคำอะไรบางอย่าง”
คำตอบนี้ทำให้ฝานฉางอวี้ขมวดคิ้ว การสอบปากคำ? ฝานต้าจะโดนสอบปากคำเรื่องอะไรได้บ้าง? บังคับให้เขาคืนเงินเหรอ?
แต่หากจุดประสงค์คือการบังคับให้เขาจ่ายเงินคืน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าเขาเช่นนี้
ฝานฉางอวี้รู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝานต้าถูกสังหารระหว่างทางไปยังที่ว่าการอำเภอ ฝานฉางอวี้จึงสามารถพ้นข้อสงสัย ในขณะนั้นนางก็กำลังเดินทางเช่นกัน และสองสามีภรรยาสกุลเจ้า รวมทั้งเจ้าของเกวียนวัวสามารถเป็นพยานให้นางได้
อย่างไรก็ตาม ท่านที่ปรึกษาผู้นั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะปล่อยฝานฉางอวี้ไป เขาพูดกับนายอำเภอ “ใต้เท้าขอรับ แม้ว่าแม่นางฝานจะมีหลักฐานที่เป็นข้อแก้ตัว แต่ถ้า……นางจ่ายเงินจ้างคนล่ะ? ข้าได้ยินมาว่านางสนิทกับจินเหล่าซานและพรรคพวกอันธพาลข้างถนนของเขาในตำบลหลิงอัน เหตุใดเราไม่ลองส่งค้นไปค้นที่บ้านของนางดูล่ะขอรับ”
คดีฆาตกรรมเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงปีใหม่ นายอำเภอก็รู้สึกว่าเขาโชคร้ายมาก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมเขาไม่สนใจแผนการเล็กน้อยในใจอีกต่อไป และสั่งเจ้าหน้าที่หวังผู้มีประสบการณ์หลายปีในการจัดการคดี “พาคนไปค้นหา!”
ฝานฉางอวี้ตัวตรงย่อมไม่กลัวเงาเอียง[2] และเป็นเจ้าหน้าที่หวังที่ไปที่นั่นอีกครั้ง แม้นางจะได้พบกับดวงตาที่เหมือนพังพอนของที่ปรึกษาเหอนางก็ไม่กลัวเลย
เจ้าหน้าที่ทางการกลุ่มหนึ่งมาถึงที่ตรอกทางตะวันตกของเมือง ขณะนี้ลมอุดรพัดแรง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งสูดจมูกอย่างแรง “ใครเชือดหมู? กลิ่นเลือดแรงมาก”
เจ้าหน้าที่หวังก็ได้กลิ่นมันเช่นกัน แต่ครอบครัวของฝานฉางอวี้อาศัยอยู่ที่นี่ และนางหาเลี้ยงชีพด้วยการเชือดหมู ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดเป็นอื่น
เมื่อพวกเขาเปิดประตูลานบ้านของสกุลฝานเข้าไปและเห็นศพอยู่ที่นั่น การแสดงออกของเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีประสบการร์เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่างๆ ก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
มีศพอยู่บนพื้น และเลือดที่เปื้อนหิมะตรงลานบ้านยังไม่ได้รับการจัดการให้เรียบร้อย
เจ้าหน้าที่หวังเป็นสหายเก่าของบิดาฝานฉางอวี้ เขารู้ว่านางมีน้องสาวอยู่ที่บ้านอีกคน แต่ไม่พบศพของเด็กหญิงที่ลานบ้าน เขาจึงรีบเข้าไปในบ้านเพื่อตรวจสอบดู
เมื่อเขาก้าวขึ้นบนบันได เขาเห็นชายอีกคนหนึ่งนอนหงายอยู่ที่ประตูห้องหลัก เขากรงเล็บข่วนที่คอ และมีขนขนาดเท่าขนห่านร่วงหล่นลงบนพื้น นอกจากนี้ยังมีรอยดาบฟันที่ประตู
หัวใจของเจ้าหน้าที่หวังเต้นรัวและเดินกลับเข้าไปในห้องด้านหลัง เขาเห็นร่างไร้ลมหายใจของชายอีกคนนอนอยู่บนพื้นในห้องทางเหนือโดยมีมีดทำครัวตอกอยู่ที่หลังของเขา เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่มีดปักเข้าไป คงจะแทงเข้าที่กระดูกสันหลัง
แต่มีดทำครัวเกือบจะทะลุไปสองในสามของใบมีด และเห็นได้ชัดว่ามันถูกตอกเข้าไปในกระดูกสันหลังโดยตรง เป็นการยากที่จะจินตนาการว่ามือของคนที่ขว้างมีดทำครัวนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน
เจ้าหน้าที่หวังค้นหาทุกห้องด้วยใจไม่ดี แต่ไม่เห็นบุตรสาวคนเล็กและบุตรเขยของสกุลฝาน ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าเขาควรมีความสุขหรือกังวลดี เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ข้าเกรงว่ามีคนกำลังจะหาทางแก้แค้นสกุลฝาน กลับไปที่อำเภอแล้วรายงานให้ใต้เท้าทราบ!”
ท้องฟ้าเป็นสีเทา มีหิมะเหมือนขนห่านตกลงมาในอากาศ และหิมะที่ควบแน่นบนต้นสนจะสลัดละอองหิมะเล็กน้อยเป็นครั้งคราว
เสื้อผ้าบนหน้าอกของเซี่ยเจิงเปียกโชกไปด้วยเลือด เสียงอีการ้องเริ่มปั่นป่วนในป่าทึบด้านหลังเขา เสียงฝีเท้ายุ่งๆ ในหิมะดังกึกก้องไปในทิศทางนี้ราวกับตาข่าย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเขาไม่ได้ยิน เขาพิงต้นไม้ด้วยหลังของเขา ดาบเปื้อนเลือดถูกสอดเข้าไปสามฉื่อ และเขาใช้ผ้าที่ขาดมาพันแผลที่มือของเขา
มีคราบเลือดเล็กน้อยบนคางสีซีดของเขา และมุมปากของเขาก็ถูกเม้มราวกับว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี ฉางหนิงและเหยี่ยวยักษ์ทั้งสองเบียดเสียดอยู่ไม่ไกลจากเขา อุ้งเท้าข้างหนึ่งของเจ้าเหยี่ยวยังคงมีเนื้อสีชมพูอ่อนห้อยอยู่ ฉางหนิงสะอื้นเป็นระยะๆ และใบหน้าเล็กๆ ของนางก็ซีดลงด้วยความหวาดกลัว
เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างเย็นชา “อย่าร้องไห้”
ฉางหนิงไม่กล้าแม้แต่จะสะอื้น แต่น้ำตายังคงไหลอาบหน้าของนาง “สกุลฝานของพวกเจ้าไปทำให้ใครขุ่นเคือง?”
เป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กน้อยที่หวาดกลัวตรงหน้าเขาจะตอบคำถามของเขาได้ คำพูดของเซี่ยเจิงดูเหมือนเขาจะพูดไปเรื่อยเปื่อยมากกว่า
เมื่อฝีเท้ายุ่งเหยิงเข้ามาใกล้ในที่สุด เขาก็เอียงศีรษะและกัดปลายผ้าด้านหนึ่งเพื่อผูกปม และรสชาติของเลือดจางๆ เหมือนสนิมก็ติดบนปลายลิ้นของเขา
ดวงตาหงส์ที่บูดบึ้งและดุร้ายสะท้อนถึงร่างของกลุ่มชายสวมผ้าคลุมหน้าที่เข้ามาใกล้จากอีกฟากหนึ่งของป่าสนพร้อมดาบอยู่ในมือ
[1] เวยหวู่ - หมายถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ เป็นคำที่ใช้ร้องเปิดศาลตามธรรมเนียมปฏิบัติขิงศาลจีนสมัยโบราณ เพื่อแสดงถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของศาล หรือกล่าวอีกในหนึ่ง เป็นการข่มขวัญให้กับนักโทษหรือคนทั่วไปเกรงกลัวอำนาจศาล ไม่กล้าโกหก ให้มองว่าศาลมีความศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง ถ้าใครเคยดูเปาบุ้นจิ้นนั่นแหละ ใช่เลย
[2] ตัวตรงย่อมไม่กลัวเงาเอียง - หากคนเราประพฤติตนถูกต้อง ต่อให้ถูกว่าร้ายก็ไม่จำเป็นต้องกลัว
Comments for chapter "บทที่ 22"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com