บทที่ 35
บทที่ 35
หลังจากที่ฉางหนิงยืนเขย่งเท้าเพื่อดูตัวบุคคลในภาพวาดอย่างชัดเจน ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความสุข นิ้วอ้วนเล็กๆ ชี้ไปที่ตัวเองในภาพวาดแล้วพูดว่า “มีหนิงเนียงอยู่บนนั้นด้วย! หนิงเนียงชอบสิ่งนี้!”
ก่อนที่ฝานฉางอวี้จะทันได้พูดอะไร เซี่ยเจิงก็ถามนักศึกษาผู้นั้นแล้วว่า “ภาพวาดของเจ้าขายอย่างไร?”
นักศึกษาตกตะลึงอยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะรู้ว่าชายหนุ่มรูปงามที่ดูไม่มีใครแตะต้องได้ผู้นี้กำลังถามเขาเกี่ยวกับราคาของภาพวาด เขารีบพูดว่า “ไม่รับเงิน ไม่รับเงิน ถือเป็นของขวัญให้กับคุณชายและฮูหยิน”
ตอนนี้ฝานฉางอวี้ยังคงเขินอายเพราะคำพูดของนักศึกษา แต่นางก็คิดว่าภาพวาดนั้นค่อนข้างงดงามเมื่อเห็นว่าเขายังปฏิเสธที่จะบอกราคา นางจึงไต่ตรองอยู่ครู่หนึ่งและจึงหยิบเนื้อแดดเดียวหนึ่งชิ้นจากสองชิ้นที่นางวางแผนไว้ในตอนแรกว่าจะมอบให้กับเจ้าหน้าที่หวัง นางมอบอันที่เล็กกว่าให้กับนักศึกษาผู้นั้นและพูดว่า “เนื้อแดดเดียวนี้มอบให้เจ้าเป็นของขวัญปีใหม่เช่นกัน”
จากนั้นนางก็ชี้ไปที่ฉางหนิงด้วยแล้วพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึมว่า “นี่คือน้องสาวของข้า”
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่เขาได้เนื้อแดดเดียวมาชิ้นหนึ่ง จากนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ข้าผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ หวังว่าฮูหยินและคุณชายจะมีแต่ความสุข ปีหน้ามีบุตรแฝดหงส์ มังกรครบครัน ขอให้พวกท่านมีความสุขตลอดไป”
ฝานฉางอวี้ “……”
นางต้องการพูดอะไรบางอย่างกับเขามากกว่านี้ แต่นางกับเหยียนเจิ้งแกล้งทำเป็นคู่รักกัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบอกบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ฝานฉางอวี้ยังคงรู้สึกอึดอัดใจจนกระทั่งนางออกจากแผงวาดภาพของนักศึกษาผู้นั้นพร้อมกับภาพวาดนั้น บางครั้งนางก็เหลือบมองเซี่ยเจิงที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ นางพร้อมกับภาพวาดที่ม้วนอยู่ นางพบว่าสีหน้าของเขาเป็นปกติ แต่นางก็รู้สึกอึดอัดน้อยลงเล็กน้อย
พวกเขากลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาเคยตั้งแผงขายของก่อนหน้านี้ และเก็บข้าวของ และวางแผนที่จะไปร้านหนังสือเพื่อซื้อกระดาษและหมึก
เจ้าของร้านขายของปีใหม่ในบริเวณใกล้เคียงอาจเห็นฝานฉางอวี้ขายของได้มากกว่ายี่สิบชิ้น ในเวลาไม่ถึงชั่วยาม เขาจึงอยากตั้งแผงขายของที่นี่บ้าง เขาจึงลากร่างอ้วนๆ ของเขาออกมาและไล่ตามนางมา
“แม่นางน้อย ช้าก่อน”
ฝานฉางอวี้หันกลับมาเมื่อได้ยินคำพูดนั้น และเห็นเจ้าของร้านอ้วนๆ เดินมาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา และถามว่า “พรุ่งนี้แม่นางน้อยจะมาที่นี่เพื่อขายเนื้อแดดเดียวอีกหรือไม่?”
พรุ่งนี้เป็นวันที่สองของปีใหม่ ฝานฉางอวี้ไม่เพียงแต่ต้องเปิดร้านหมูของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องทำหมูตุ๋นให้หออี้เซียงด้วย ดังนั้นนางจึงส่ายศีรษะและพูดว่า “ข้าอาจจะไม่มีเวลากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
เจ้าของร้านอ้วนยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าอยากทำการค้ากับแม่นาง หากที่บ้านยังมีเนื้อแดดเดียวเหลืออยู่ นำมาวางขายที่ร้านของข้าด้วยจะดีหรือไม่ เนื้อแดดเดียวที่ขายได้จะแบ่งออกเป็นสี่ต่อหก แม่นางน้อยหกส่วน ข้าสี่ส่วน เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไรล่ะ?”
ฝานฉางอวี้สงสัยว่าเขาเป็นพวก ‘จับเสือมือเปล่า’ ที่เจ้าของร้านอวี๋เคยพูดไว้ไม่ใช่หรือ เขาขอให้นางนำเนื้อแดดมาส่งโดยไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะ และเขายังขอรายได้เกือบครึ่งหนึ่งหลังจากขายมันอีก
เนื้อแดดเดียวนี้ไม่ได้ต่างไปกว่าเนื้อสด สามารถเก็บมันไว้ในที่อากาศเย็นและที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกในบ้าน เป็นเวลาหนึ่งปีครึ่งปีโดยไม่มีปัญหาใดๆ โดยธรรมชาติแล้วมันจะมีราคาจะแพงกว่าเนื้อสดมาก
ในช่วงวันปีใหม่การขายเนื้อแดดเดียวของฝานฉางอวี้อยู่ที่ราคาหกสิบห้าอีแปะต่อเนื้อหนึ่งชิ้น หากลูกค้าต้องการต่อราคาจริงๆ ราคาก็จะอยู่ที่หกสิบอีแปะ
ตามที่เจ้าของร้านได้บอกไว้ สี่ต่อหกส่วน แม้ว่าจะขายได้ในราคาหกสิบห้าอีแปะ นางก็จะได้รับส่วนแบ่งเพียงสามสิบเก้าอีแปะต่อเนื้อแดดเดียวหนึ่งชิ้น ดังนั้นนางเก็บมันเอาไว้ขายในร้านของนางเองก็มีค่าเท่ากัน
ฝานฉางอวี้กล่าวว่า “ข้าไม่ต้องการหุ้นกับใคร หากท่านต้องการซื้อจริงๆ ข้าสามารถคำนวณบัญชีได้โดยตรงและขายเป็นราคาชั่งให้ท่านได้”
เจ้าของร้านอ้วนหัวเราะแล้วพูดว่า “เมื่อมองแวบแรกดูเหมือนแม่นางน้อยจะไม่ใช่เจ้าของการค้าเลย”
ฝานฉางอวี้กำลังจะพูด แต่เซี่ยเจิงที่อยู่ข้างๆ นางพูดว่า “ถ้าขายแบบแบ่งหุ้นย่อมตกลงกันได้”
ฝานฉางอวี้และเจ้าของร้านอ้วนต่างมองดูเขาอย่างสับสน ในขณะที่เจ้าของร้านอ้วนยิ้มจนดวงตาของเขาหรี่ลง “น้องชายผู้นี้ดูเหมือนจะมีหัวการค้าที่ดีและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล……”
ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยคเซี่ยเจิงก็เหลือบมองเขาอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “สองต่อแปดส่วน” รอยยิ้มของเจ้าของร้านอ้วนแข็งทื่บนใบหน้า “น้องชายกดราคาเกินไปแล้ว”
ฝานฉางอวี้คำนวนอย่างรวดเร็วในใจว่านางจะได้รับเงินจากการขายเนื้อแดดเดียวเท่าไหร่ เมื่อคำนวณที่หกสิบห้าอีแปะต่อหนึ่งชิ้น นางสามารถหาเงินได้ห้าสิบสองอีแปะ เมื่อคำนวณที่หกสิบอีแปะต่อหนึ่งชิ้น นางยังได้ถึงสี่สิบแปดอีแปะด้วย
แต่ฝานฉางอวี้ไม่ได้ตั้งใจทำการค้านี้จริงๆ และพูดว่า “หุ้นอะไรกัน ข้าขายเป็นชั่งแล้วทำข้อตกลงครั้งเดียวดีกว่า ราคาซื้อเนื้อแดดเดียวต่ำที่สุดในตลาดคือประมาณห้าสิบอีแปะ ข้าแทบไม่ได้กำไรเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ไปที่ร้านหนังสือเพื่อซื้อกระดาษและหมึกให้เจ้าดีกว่า หลังจากนั้นเราต้องรีบไปที่บ้านเจ้าหน้าที่หวังเพื่ออวยพรปีใหม่อีก”
นางดึงฉางหนิงและกำลังจะออกไป เมื่อเจ้าของร้านเห็นดังนี้ เขาก็รีบพูดว่า “สองต่อแปด สองต่อแปด” เขายิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “แม่นางและน้องชายร้ายกาจนัก ข้าแค่เห็นว่าเนื้อแดดเดียวที่ขายในวันนี้ดูเหมือนจะเป็นสินค้าคุณภาพสูง ข้าก็เลยอยากทำการค้านี้ร่วมกับพวกเจ้า”
จากนั้นเขาก็เรียกทั้งสามคนไปที่ร้าน “มาทำสัญญากันเถอะ แล้วแม่นางค่อยนำเนื้อมาให้ภายหลัง”
เมื่อฝานฉางอวี้และเซี่ยเจิงมองหน้ากัน พวกเขายังคงสับสนเล็กน้อย ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าการค้าจะเสร็จสมบูรณ์เช่นนี้ ใบหน้าของเซี่ยเจิงยังคงสงบ เขาพูดกับนางว่า “ไปลงนามสัญญาเถิด”
เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร้านไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำการค้าประเภทนี้ เขาร่างสัญญาอย่างรวดเร็วและแสดงให้ฝานฉางอวี้ ฝานฉางอวี้อ่านมันเบาๆ หลังจากอ่านจบนางก็ให้เซี่ยเจิงดู “เจ้าลองดูว่าใช้ได้ไหม?”
หลังจากที่เซี่ยเจิงพยักหน้า นางก็ลงนามของนางในลายเส้นเดียว เจ้าของร้านอ้วนยังมอบเงินหนึ่งตำลึงให้พวกนางเป็นค่ามัดจำ แล้วส่งพวกนางออกจากประตูด้วยรอยยิ้ม
ฝานฉางอวี้บ่นกับเซี่ยเจิงขณะเดินอยู่บนถนน “พรุ่งนี้เช้าข้าต้องเปิดร้านขายเนื้อ และข้าต้องไปส่งหมูตุ๋นให้หออี้เซียง เกรงว่าจะต้องส่งเนื้อแดดเดียวอีกครั้งในช่วงบ่าย”
เซี่ยเจิงพูดว่า “ถ้าเจ้ายุ่งเกินกว่าจะปลีกตัวได้ ข้าสามารถจ้างเกวียนไปส่งให้เจ้าได้”
ฝานฉางอวี้รู้สึกละอายใจและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้ค่าจ้างเจ้า?”
เซี่ยเจิงเหลือบมองนาง
ฝานฉางอวี้รู้สึกว่านางพูดถูกต้อง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่พอใจอีกครั้ง
ฉางหนิงไม่รู้ถึงสถานการณ์ต่างๆ นางกระโดดไปข้างหน้า และไม่กล้าให้ฝานฉางอวี้ซื้อของบางอย่างที่นางชอบ ดังนั้นนางจึงจ้องไปที่เซี่ยเจิงอย่างกระตือรือร้น
เซี่ยเจิงซื้อของให้นาง และฉางหนิงก็ถือมันไว้มากมายในอ้อมแขนของนาง มืออ้วนทั้งสองข้างของนางแทบจะประสานกันไม่ได้เลย
ฝานฉางอวี้ขู่นางและพูดว่า “หนิงเนียง หากเจ้ายังต้องการซื้อทุกสิ่งที่เห็นอีกครั้ง ต่อไปพี่จะไม่พาเจ้ามาเดินตลาดในอำเภออีก”
ฉางหนิงก้มลงไปมองที่เท้าของนางหลังจากที่ถูกดุ เสียงเย็นชาของชายคนหนึ่งดังมาจากด้านข้าง “ข้าอยากซื้อให้นางเอง”
ฝานฉางอวี้รู้สึกว่าบุคคลนี้ดูเหมือนจะเอาชนะกับนาง ดังนั้นนางจึงเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “เด็กนั้นโง่เขลา นางจะถูกตามใจจนเสียคนได้ หากนางชอบของทั้งหมดบนถนนสายนี้ นางจะซื้อมันทั้งหมดได้อย่างไร จะต้องสอนนางเพื่อที่นางจะได้เข้าใจอย่างสมเหตุสมผล”
เซี่ยเจิงหยุดพูด และเมื่อทั้งสามคนยังคงเดินไปข้างหน้า แม้แต่ฉางหนิงก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดระหว่างฝานฉางอวี้และเซี่ยเจิง
นางมองดูพวกเขาทั้งสอง แล้วมองไปที่กองสิ่งของที่นางถืออยู่ในอ้อมแขนของนาง จู่ๆ นางก็หยุดเดินและหันหลังกลับ และยัดของทั้งหมดที่อยู่ในอ้อมแขนของนางไปให้เซี่ยเจิง มืออ้วนท้วนจับมุมเสื้อผ้าของนางแล้วพูดว่า “หนิงเนียงไม่ต้องการมันอีกแล้ว พี่เขย เอาไปคืนเถอะเจ้าค่ะ”
ฝานฉางอวี้มองไปที่ดวงตาที่เหมือนองุ่นสีดำของนางที่มีมีม่านหมอกน้ำสะสมอยู่หลายชั้นแล้ว นางถอนหายใจ คุกเข่าลงและลูบผมของนางแล้วพูดว่า “คราวนี้ซื้อมันมาแล้ว แต่ต่อไปไม่สามารถทำแบบนี้ได้อีก เข้าใจไหม?”
ฉางหนิงพยักหน้าทั้งน้ำตาและอ้าแขนอันอวบอ้วนของนางให้ฝานฉางอวี้กอด ฝานฉางอวี้กอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนของนางแล้วตบหลังนางเบาๆ น้ำเสียงของนางกึ่งอ่อนใจและทำอะไรไม่ถูก “ทำไมเจ้าถึงร้องไห้? พี่ไม่ได้ตีเจ้าเสียหน่อย”
ฉางหนิงพูดด้วยเสียงขึ้นจมูก “พี่หญิง อย่าโกรธพี่เขยเลย หนิงเนียงรู้ว่าตัวเองผิด”
ฝานฉางอวี้มองไปที่เซี่ยเจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับของมากมาย และน้ำเสียงของนางก็หมดหนทางมากขึ้น “ข้าไม่โกรธเขา”
ฉางหนิงกล่าวว่า “ท่านไม่สนใจพี่เขยแล้ว”
ฝานฉางอวี้ถามอย่างขบขัน “ข้าจะเพิกเฉยต่อเขาได้อย่างไร”
ฉางหนิงมีน้ำตาไหล “ท่านไม่แม้แต่จะคุยกับพี่เขย”
ฝานฉางอวี้บอกว่าปกตินางก็ไม่ได้คุยกับเซี่ยเจิงมากนัก แต่เมื่อเห็นน้องสาวของนางดูเหมือนกำลังจะร้องไห้ นางก็ยังเกลี้ยกล่อมต่อไป “เมื่อครู่เราก็ยังคุยกันอยู่ไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้แค่หยุดคุยกันเฉยๆ”
ในที่สุดน้ำตาหยดใหญ่ก็หลุดออกมาจากดวงตาคล้ายองุ่นสีดำขนาดใหญ่ของฉางหนิง “แต่พี่หญิงโกรธแล้ว”
ฝานฉางอวี้ยอมจำนนและถามว่า “ข้าควรทำอย่างไรเพื่อให้เจ้ารู้ว่าข้าไม่ได้โกรธ?”
ฉางหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “จับมือกัน จับมือหมายถึงการคืนดี!”
ฝานฉางอวี้หายใจเข้าแล้วพูดว่า “เปลี่ยนเป็นคุยกับเขาตลอดทางได้ไหม?”
ฉางหนิงยืนกรานในความคิดเดิมของนาง “การจับมือกันคือหนทางแห่งการคืนดี”
ฝานฉางอวี้และเซี่ยเจิงมองหน้ากัน ไม่มีอารมณ์ใดๆ ปรากฏบนใบหน้าของเซี่ยเจิง แต่ภายในใจนางกลับรู้สึกไม่สบายใจ
นางเกลี้ยกล่อมเด็กน้อยและพูดว่า “ดูสิ พี่เขยของเจ้าถือของมากมายในมือ และในมือของพี่ก็มีของเช่นกัน คิดดูสิว่ามันจะหนักขนาดไหน” ฉางหนิงจึงยอมแพ้ แต่เมื่อเดินนำหน้าก็จะหันกลับมามองพวกเขาเป็นครั้งคราว
ฝานฉางอวี้กลัวว่าฉางหนิงจะร้องขออะไรแปลกๆ อีก นางจึงคุยกับเซี่ยเจิง “เด็กๆ แค่ส่งเสียงดัง ไม่ต้องสนใจหรอก”
เซี่ยเจิงกล่าวว่า “ข้าไม่สึกรู้ว่านางส่งเสียงดัง หลังปีใหม่ข้าอาจจะต้องไปแล้ว ก็เลยคิดว่าจะซื้อของเพิ่มให้นางมากหน่อย”
ฝานฉางอวี้ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีเหตุผลเช่นนี้ว่าทำไมเขาถึงซื้อของมากมายให้กับฉางหนิง เมื่อได้ยินเขาบอกว่าเขาจะไป อารมณ์แปลกๆ บางอย่างก็เกิดขึ้นในใจของนาง และนางก็พูดว่า “ข้าขอโทษ ข้าเข้าใจเจ้าผิด”
เซี่ยเจิงมองไปด้านข้างที่นาง “เจ้าขอโทษเรื่องอะไร”
ฝานฉางอวี้กล่าวว่า “ข้าเข้าใจเจ้าผิดจึงพูดคำรุนแรงกับเจ้า ดังนั้นแน่นอนว่าข้าต้องขอโทษ” นางเม้มริมฝีปากแล้วถามอีกครั้ง “เจ้าจะไปเร็วๆ นี้แล้วเหรอ? ไม่รอจนกว่าอาการบาดเจ็บจะหายสนิทก่อนค่อยไปเหรอ?”
ขณะที่เซี่ยเจิงกำลังจะตอบ เจ้าหน้าที่ทหารกลุ่มหนึ่งบนหลังม้าก็ขี่ม้าตรงเข้ามาทางพวกเขา คนเดินถนนและแผงขายของบนถนนจำนวนมากล้มลง
เมื่อม้าศึกเข้ามาใกล้ ฝานฉางอวี้ก็ย่อตัวลงมาเพื่อปกป้องฉางหนิง ในขณะที่เซี่ยเจิงก็ยกมือขึ้นและใช้เสื้อคลุมของเขาเพื่อกันโคลนที่กระเด็นมาจากกีบม้า
เมื่อทหารเหล่านั้นผ่านไป คนเดินถนนที่ล้มหรือกระเด็นไปข้างทาง ร่างกายล้วนเต็มไปด้วยโคลนก็ดุด่าพวกเขาด้วยความโกรธ
ฝานฉางอวี้เงยหน้าขึ้นมองและเห็นว่าเสื้อคลุมของเซี่ยเจิงครึ่งหนึ่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยโคลน นางขมวดคิ้วและถามว่า “เจ้าเจ็บตัวหรือเปล่า?”
เซี่ยเจิงส่ายศีรษะ แต่ดวงตาของเขายังคงติดตามเจ้าหน้าที่ทหารที่ผ่านไปเหล่านั้น โดยมีความเย็นชาอันมืดมิดซ่อนอยู่ในดวงตาของเขา พ่อค้าคนหนึ่งซึ่งถูกกระแทกแผงลอยจนพัง ถ่มน้ำลายอย่างแรงไปในทิศทางนั้นและสาปแช่ง “ทหารสุนัขพวกนี้ไม่หยุดแม้แต่ช่วงปีใหม่!”
ฝานฉางอวี้ถามว่า “เหตุใดเจ้าหน้าที่ทหารถึงมาอำเภอชิงผิงอีกครั้ง พวกเขามาที่นี่เพื่อปราบโจรหรือ”
คนขายของพูดว่า “ปราบโจรเหรอ นี่คือมัจจุราชที่ต้องการมาปล้นอาหาร! เจ้าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของไท่โจวเหรอ? แนวหน้าขาดแคลนอาหาร และกองทัพก็หาเสบียงอาหารไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงปล้นจากประชาชน ถ้าใครปฏิเสธพวกเขาก็จะทำร้ายคนจนบาดเจ็บล้มตาย”
ท่านลุงอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างกล่าวว่า “เมื่อมองดูสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ข้าเกรงว่าพวกเขาจะต้องรับสมัครทหารใหม่เร็วๆ นี้แน่นอน”
Comments for chapter "บทที่ 35"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com