บทที่ 74
บทที่ 74
ฝานฉางอวี้รีบวางชามยาลงแล้วตบหลังให้เขา “ทำไมเจ้าถึงสำลัก?”
จะดีกว่าถ้าไม่โดนตบหลัง แต่เมื่อตบไปแล้ว เซี่ยเจิงก็โน้มตัวลงบนเตียงแล้วกระอักเลือดสีแดงเข้มออกมาเต็มคำ
ฝานฉางอวี้ตกใจมากจนนางมองดูมือของตนเอง จากนั้นหันไปทางเซี่ยเจิง แล้วหันกลับตะโกนออกไปข้างนอกกระโจม “หมอทหาร! เรียกหมอทหารเร็วๆ มีคนอาเจียนเป็นเลือด!”
ทหารที่เฝ้าอยู่นอกกระโจมได้ยินเสียงจึงเปิดม่านออกดู เมื่อเห็นเลือดกระจายบนพื้น เขาจึงรีบวิ่งไปตามแพทย์ทหารที่เพิ่งออกจากกระโจมกลับมา
เมื่อทหารที่ได้รับบาดเจ็บคนอื่นๆ ในกระโจมเห็นสิ่งนี้ พวกเขาก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้ บางคนบอกว่าเซี่ยเจิงอยู่ในช่วงของแสงสายัณห์ของตะวันรอน[1] ในขณะที่บางคนบอกฝานฉางอวี้ให้ไม่ต้องกังวลมากเกินไป และรอจนกว่าแพทย์ทหารจะมา
ฝานฉางอวี้เช็ดเลือดจากมุมปากของเซี่ยเจิงด้วยผ้าเช็ดหน้า นางจับมือของเขาไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่งแล้วพึมพำ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร……”
ไม่รู้ว่านางกำลังบอกกับเซี่ยเจิงหรือบอกกับตัวเอง
เซี่ยเจิงมีเลือดคั่งค้างอยู่ในอกเป็นเวลาหลายวัน อาการสำลักนี้ทำให้กระอักเลือดออกมาในทันที และแม้กระทั่งการหายใจของเขาก็โล่งมากขึ้นมากกว่าเดิม แต่บาดแผลบนผ้าพันแผลก็ชุ่มไปด้วยเลือดอีกครั้ง
เขาเหลือบมองฝานฉางอวี้ที่จับมือของเขาไว้แน่น ริมฝีปากที่ไม่มีเลือดแต่เดิมมีสีสันมากขึ้นเนื่องจากการไอเป็นเลือดในตอนนี้ แต่มันทำให้ใบหน้าของเขาดูซีดลง ซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสงสารอย่างอธิบายไม่ได้
เขาลดสายตาลงและพูดอย่างอ่อนแรง “เจ้าอยากหย่ากับข้าหรือ”
ฝานฉางอวี้หลั่งน้ำตา “ไม่หย่าแล้ว ไม่หย่าแล้ว!”
และมีแม้กระทั่งเสียงสะอื้น “เจ้าถูกทหารพาตัวไปเพราะเป็นสามีของข้า ถ้าวันนั้นเราคุยกันดีๆ และเจ้าลงนามในหนังสือหย่าแล้ว เจ้าหน้าที่ทหารก็คงไม่พาเจ้าไป แล้วเจ้าก็คงไม่ต้องบาดเจ็บแบบนี้หรอก แต่เจ้าไม่ต้องกลัว แม้เจ้าจะเป็นแบบนี้ ข้าก็จะไม่ทิ้งเจ้า ข้าคิดเรื่องนี้ระหว่างทางมาที่นี่แล้ว ถ้าเจ้าตายที่นี่ข้าจะช่วยฝังศพให้เจ้า ครอบครัวของเจ้าไม่เหลือใครแล้ว ทุกปีใหม่และทุกเทศกาลข้าจะเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เจ้าเอง……”
เมื่อพูดถึงประโยคหลัง นางคงกลัวจริงๆ ว่าคนตรงหน้านางจะตายที่นี่ และน้ำตาของนางก็หยดลงบนผ้าห่มอย่างต่อเนื่อง ทิ้งรอยเปียกไว้เล็กน้อย
มือหนึ่งกดบนหลังของนาง และนางก็ถูกบังคับให้อยู่ในอ้อมกอดที่มีกลิ่นของเลือดและสมุนไพร
ฝานฉางอวี้กลัวที่จะกดทับบาดแผลของเขา ดังนั้นนางจึงวางมือบนไหล่ของเขาและพยายามผลักเขาออกไป อย่างไรก็ตามเซี่ยเจิงก็กระชับแขนของเขาให้แน่นขึ้นและกอดนางไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างแน่นหนา เขาวางคางของเขาไว้บนไหล่ของนางที่สั่นเล็กน้อยเพราะนางไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้และพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “อย่าขยับ”
ฝานฉางอวี้ไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวว่าจะทำให้อาการบาดเจ็บของเขารุนแรงขึ้น แต่หน้าอกของนางเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งทำให้หน้าอกของนางรู้สึกแน่น และน้ำตาของนางก็ไหลลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ กระทบกับผ้าบนไหล่ของเขา
เซี่ยเจิงพูดว่า “อย่าร้องไห้ ข้าดีใจมากที่เจ้ามาหาข้า”
หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เขาเสริมว่า “ข้าขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น”
ฝานฉางอวี้รู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร นางจึงเม้มริมฝีปากและกำลังจะพูด ในขณะนี้ม่านถูกเปิดออก และทหารก็รีบเข้ามาพร้อมกับแพทย์ทหารพร้อมด้วยกงซุนหยิน ด้วยกลัวว่าเซี่ยเจิงจะมีเรื่องไม่คาดคิด ดังนั้นเขาจึงเดินตามมาดูด้วย เมื่อเห็นฉากนี้ทุกคนก็หยุดอยู่กับที่ด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไปชั่วขณะหนึ่ง
ฝานฉางอวี้หันศีรษะของเขาเมื่อได้ยินเสียงและพบว่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บคนอื่นๆ กำลังจ้องมองพวกเขาอย่างตั้งใจ ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดง และนางก็ผลักเซี่ยเจิงและลุกขึ้นออกอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวเร็วเกินไปและทำให้เขาคร่ำครวญ ฝานฉางอวี้รีบดึงมือของนางกลับ “ทำให้เจ้าเจ็บหรือ” ?
เซี่ยเจิงพูดด้วยใบหน้าว่างเปล่าว่าไม่เป็นไร
ทหารที่ได้รับบาดเจ็บในกระโจมยิ้มและหยอกล้อพวกเขา “คู่รักหนุ่มสาวเพิ่งประสบกับการแยกจากกันและผ่านความเป็นความตาย ต่างฝ่ายต่างหวาดกลัวมาก!”
ทหารที่บาดเจ็บคนอื่นๆ ก็หัวเราะด้วยความจริงใจเช่นกัน
แพทย์ทหารเดินเข้ามาถามเกี่ยวกับอาการกระอักเลือดของเซี่ยเจิง หลังจากตรวจชีพจรของเซี่ยเจิงอีกครั้ง เขาไม่กล้าพูดความจริง เขาแค่บอกว่ามันเกิดจากความอ่อนแอทางร่างกาย ความแข็งแรงของร่างกายของเขาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และเขาจำเป็นต้องทานอาหารบำรุงเพื่อพักฟื้น
“ร่างกายอ่อนแอ…” กงซุนหยินเหลือบมองเซี่ยเจิงอย่างล้อเลียน ยกมือขึ้นแตะคางแล้วพูดว่า “ให้คนครัวทำอาหารเนื้อสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ พวกเขาทั้งหมดจะได้บำรุงร่างกาย”
ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดในกระโจมแสดงความขอบคุณ
กงซุนหยินกล่าวเสริมว่า “ผู้บาดเจ็บสาหัสและผู้บาดเจ็บเล็กน้อยจะได้รับการดูแลแยกกัน ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ทหารเตรียมยาได้ง่ายขึ้น”
ขณะที่เขาพูด เขาชี้ไปที่เซี่ยเจิง “บังเอิญว่าในช่วงบ่าย ทหารได้ตั้งกระโจมใหม่สำหรับทหารจี้โจวที่กำลังขึ้นไปบนภูเขา พวกเขาอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ย้ายทหารผู้นี้ไปยังกระโจมใหม่ของเขา”
เซี่ยเจิงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา และกงซุนหยินก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขา
เซี่ยเจิงได้รับบาดเจ็บ ทหารหลายคนจึงพาเขาไปที่กระโจมทหารที่สร้างขึ้นใหม่พร้อมเตียงโดยตรง
ฝานฉางอวี้ตามมาและต้องประหลาดใจที่พบว่าถึงแม้จะมีเตียงทหารจำนวนมากวางไว้ในกระโจมทหารตรงนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นั่นเลย
กงซุนหยินอธิบายว่าหากพบทหารที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จะส่งพวกเขามาที่นี่ทีละคน
เมื่อฝานฉางอวี้ไปที่ที่ทำครัว เพื่อช่วยรับอาหารสำหรับผู้ป่วย กงซุนหยินก็นั่งบนเตียงทหารตรงข้ามเซี่ยเจิง และเลิกคิ้วแล้วถามเขาว่า “ข้าควรจัดกระโจมทหารให้แม่นางผู้นั้นอยู่คนเดียวหรือให้นางอยู่กับเจ้าที่นี่ดี?”
เซี่ยเจิงเพิ่งดื่มยาไปหนึ่งชาม และตอนนี้ในปากของเขายังคงขม เขาลุกขึ้นนั่งและเทน้ำเพื่อดื่ม เขายกถ้วยขึ้น ลดสายตาลงและคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “จัดที่อื่น ให้นางเถอะ”
กงซุนหยินยิ้มและพูดว่า “ก็ได้ ข้าเกือบลืมไปแล้ว ที่พักของข้ายังมีน้องสาวตัวน้อยของนางอยู่ด้วย คงจะดีถ้าพวกนางได้เจอกัน”
เมื่อคิดถึงฉากที่เขาเห็นตอนเปิดม่านก่อนหน้านี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อว่า “บาดแผลที่เจ้าได้รับนั้นคุ้มค่าแล้ว แม่นางผู้นั้นถึงกับหลั่งน้ำตาเพราะเจ้า นางจะไม่มีความรักต่อเจ้าได้อย่างไร……”
เมื่อพูดมาถึงจุดนี้ เขาก็หยุดชั่วคราวและมองไปที่เซี่ยเจิง “หลังจากที่สุยหยวนชิง รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนางกับเจ้า เขาก็คิดที่จะจับน้องสาวของนางเพื่อข่มขู่เจ้า แล้วถ้าเว่ยเหยียนได้ยินเรื่องนี้ด้วย……เจ้าก็รู้วิธีการลงมือของเขา”
นิ้วของเซี่ยเจิงที่จับถ้วยน้ำแน่นขึ้นทันที และเขากล่าวว่า “ข่าวเกี่ยวกับเรื่องในวันนี้จะต้องถูกปิดไว้ และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้แพร่กระจายมันออกไป”
กงซุนหยินกล่าวว่า “คนที่รู้เรื่องนี้คือแพทย์ทหารและทหารองครักษ์ส่วนตัวของเจ้า ทหารองครักษ์ส่วนตัวเหล่านั้นได้รับการเลื่อนตำแหน่งโดยเจ้าและพวกเขาก็เข้มงวดมาก ย่อมไม่พูดมันออกไป ทางด้านแพทย์ทหาร ข้าได้ตรวจสอบแล้วและสั่งให้คนจับตาดูในช่วงสองวันนี้ คงไม่มีปัญหาอันใด แต่ทหารที่บาดเจ็บในกระโจมต่าก็รู้ว่าสตรีผู้นั้นมาที่นี่เพื่อตามหาเจ้า ถ้าพวกเขารู้ตัวตนของเจ้าคงเป็นเรื่องยาก…”
เซี่ยเจิงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็เก็บเป็นความลับไว้ก่อน”
กงซุนหยินถามอีกครั้ง “ทางด้านแม่นางฝานล่ะ?”
เซี่ยเจิงยกเปลือกตาขึ้น “ข้าจะหาโอกาสอธิบายทุกอย่างให้นางฟัง”
กงซุนหยินกล่าวว่า “ตราบใดที่เจ้ามีแผนการ”
หลังจากที่เขาจากไปเซี่ยเจิงก็วางแขนบนศีรษะและจ้องมองเพดานกระโจมเป็นเวลานาน
เขาไม่แน่ใจว่าฝานฉางอวี้จะยังคงตัดสินใจอยู่กับเขาหลังจากรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว
ฝานฉางอวี้ยอมรับเหยียนเจิ้งนางไม่มีอะไรต้องเสีย แต่นางไม่จำเป็นต้องเลือกเซี่ยเจิงผู้ซึ่งต้องรับภาระจากความบาดหมางนองเลือด
ความใจดีส่วนใหญ่ของนางที่มีต่อเขาตอนนี้เกิดจากความรู้สึกผิดที่มีต่อเขา นางคิดว่าเขาถูกบังคับให้เข้าร่วมกองทัพเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับนางและเพื่อนบ้าน
เมื่อนางรู้ว่าเดิมทีเขากำลังจะกลับเข้ากองทัพ ความรู้สึกผิดนี้ก็จะหายไป
เขารู้ด้วยว่านางใส่ใจน้องสาวของนางมากแค่ไหน แต่เพราะเขาน้องสาวของนางจึงตกไปอยู่ในเงื้อมมือของคนไม่ดี และชีวิตของนางก็แทบจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เขายังไม่รู้ว่านางจะตำหนิเขาหรือไม่ แต่แน่นอนว่าถ้านางเลือกที่จะติดตามเขา นางอาจจะเจอเรื่องแบบนี้อีกในอนาคต
ด้วยนิสัยของนาง นางอาจจะวาดเส้นแบ่งที่ชัดเจนกับเขาเพียงเพื่อให้น้องสาวของนางปลอดภัยตลอดชีวิตนี้ นางชอบความสงบ ดังที่นางเคยกล่าวไว้ว่า นางอาจมองหามองหาบัณฑิตที่เรียบง่ายและถ่อมตนเป็นสามีของนาง และใช้ชีวิตแบบธรรมดา
ความใจดีที่นางปฏิบัติต่อเขาตอนนี้เหมือนกับของที่เขาขโมยไป
หากเป็นหัวขโมย วันหนึ่งย่อมถูกเปิดเผย
เขาเข้าใจผลที่ตามมา แต่เมื่อเขานึกถึงวิธีที่นางมองเขาและร้องไห้และคำพูดที่นางพูด ก้อนเนื้อและเลือดในหัวใจของเขาเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
เขาไม่เคยต้องการสิ่งใดอย่างสิ้นหวังและกลัวที่จะสูญเสียมันไปเช่นนี้
ครู่หนึ่งเซี่ยเจิงคิดว่าจะดีกว่าถ้าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องจริงมาตั้งแต่แรก
ท้ายที่สุดมีเพียงส่วนรอยยิ้มเย้ยหยันอยู่ที่มุมปากของเขา
เมื่อฝานฉางอวี้กลับมาพร้อมอาหาร นางเห็นเซี่ยเจิงเอามือมาบังตาของเขาราวกับว่าเขากำลังหลับอยู่
เมื่อนางเดินเข้าไปเขาก็วางแขนลงอีกครั้งแล้วมองไปทางนาง
ฝานฉางอวี้ยิ้มให้เขา “เจ้าตื่นแล้วเหรอ? เราจับไก่ป่าได้จำนวนมากและได้ทำน้ำแกงไก่ตุ๋นสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ รีบดื่มในขณะที่ยังร้อนเถอะ”
นางถือชามใบใหญ่ในมือข้างหนึ่งและอีกข้างประคองเขา ใบหน้าของเซี่ยเจิงซีดเกินไปเนื่องจากการเสียเลือดมาก และขอบตาของเขาเป็นสีดำคล้ำจากการไม่ได้นอนเป็นเวลาหลายวัน แต่ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาอยู่ แม้ว่าเขาจะเป็นแบบนี้ก็ตาม มันให้ความรู้สึกถึงความความงามที่ซีดเซียว ดูเหมือนเปราะบางอย่างยิ่ง
หลังจากที่เซี่ยเจิงนั่งพิงหมอน เขาก็อยากจะเอื้อมมือไปหยิบชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มด้วยตัวเอง แต่ฝานฉางอวี้ก็คว้ามันขึ้นมาป้อนให้เขาเหมือนกับที่นางเคยป้อนยาให้เขามาก่อน
เซี่ยเจิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง อ้าปากรับแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างสงบ
–มันร้อนมาก
แต่ดูเหมือนว่าฝานฉางอวี้จะไม่สังเกตเห็นถึงปัญหานี้เลย ท้ายที่สุดแล้วนางไม่เคยต้มยาหรือต้มน้ำแกงให้กับใครมาก่อน เมื่อบิดามารดาของนางเสียชีวิตฉางหนิงก็อายุได้ห้าขวบแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการกินและการดื่มยาของนาง
ยาก่อนหน้านี้เย็นมาระยะหนึ่งแล้ว และน้ำแกงนี้เพิ่งนำมาจากครัวและมันอยู่ในชามไม้ ดังนั้นนางจึงไม่รู้สึกถึงอุณหภูมิ
เมื่อน้ำแกงเต็มช้อน ช้อนที่สองถูกนำมาแตะที่ริมฝีปากของเซี่ยเจิง มุมปากของเขาก็ขยับ เขาลังเลที่จะพูด แต่เขาก็ยังอ้าปากกินมัน จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปหยิบชามน้ำแกง “ข้าจะกินเอง”
ฝานฉางอวี้มองดูใบหน้าที่ป่วยของเขาและรู้สึกสงสาร นางคนชามน้ำแกงด้วยช้อนไม้ จากนั้นตักขึ้นมาอีกหนึ่งช้อนแล้วป้อนให้เขา นางพูดว่า “เจ้าบาดเจ็บสาหัสมาก พักผ่อนให้สบายเถอะ ข้าจะดูแลเจ้าเอง”
เซี่ยเจิงมองไปที่ช้อนน้ำแกงที่นางตักมาให้เขา และในที่สุดก็ยอมรับชะตากรรมของเขาและอ้าปากกินมัน
เมื่อถึงเวลาที่นางป้อนน้ำแกงไก่เสร็จแล้ว ลิ้นของเขาก็แทบแสบร้อนจนไปถึงกระดูก
ฝานฉางอวี้มองไปที่ชามเปล่า และรู้สึกถึงความสำเร็จที่แปลกประหลาด
นางดูแลคนได้ดีมาก!
เซี่ยเจิงอยากจะรินชาเย็นสักถ้วย แต่นางก็รีบรินให้เขาด้วยเช่นกัน เมื่อนางยื่นมันมา นางก็ถามอย่างสับสน “เจ้าเพิ่งกินน้ำแกงไก่เสร็จ ยังกระหายน้ำอยู่อีกหรือ?”
เซี่ยเจิงให้เหตุผลแบบขอไปที “กลิ่นคาวค่อนข้างแรง ข้าทนไม่ไหว”
กำลังเสริมจากจี้โจวส่งเฉพาะอาหารและยาเท่านั้น
ที่นี่การอยู่รอดยังเป็นเรื่องยาก ใครจะสนใจว่าอาหารจะมีรสชาติดีหรือไม่
ก่อนที่จะขึ้นไปบนภูเขา ผู้อาวุโสเถาเล่าให้นางฟังเกี่ยวกับสถานการณ์บนภูเขาอีเซียน เขาอีเซียนอยู่ใกล้ฉงโจวหลังจากที่ฉางซิ่นอ๋องพ่ายแพ้ในเมืองหลู เขาก็พยายามอย่างยิ่งที่จะล้อมเขาอีเซียน โดยหวังว่าจะกีดกันกองทัพอาหารเยี่ยนโจวเข้าสู่สถานการณ์ที่สิ้นหวัง
ฝนตกหนักเป็นเวลาหลายวัน แม้ว่าน้ำจะท่วมกองทหารห้าหมื่นนายของฉางซิ่นอ๋อง แต่ก็ยังทำให้ทหารจำนวนมากบนภูเขาต้องโดนฝนและความหนาวเย็นเช่นกัน
ฉางซิ่นอ๋องรู้ว่ากองทหารของถังเผยอี้ที่จะปิดล้อมฉงโจวเป็นเพียงข้ออ้าง ดังนั้นเขาจึงถอนทหารออกจากภูเขาเพียงครึ่งเดียว ในกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากองทัพของเขาจะถูกถอนออกไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังมีทหารฉงโจวเหลืออยู่สองหมื่นนายที่ตีนเขา ในเวลานี้หากกองทัพต้องการลงมจากเขา แม้ว่าจะมีกำลังเสริมสองสามพันคนอยู่ข้างนอกเพื่อช่วยเหลือ แต่ก็เป็นการเอาไข่ไปกระทบหินอยู่ดี
ฝานฉางอวี้ไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบไหนเมื่ออาหารบนเขาหมดลง นางแค่มองไปที่เซี่ยเจิงและพูดอย่างจริงจัง “ไม่ต้องกังวล ข้าได้ยินมาว่าอู่อันโหวเป็นคนมีไหวพริบมาก เขาชนะศึกมาหลายครั้งแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะติดอยู่ในภูเขาโดยกลุ่มกบฏเหล่านี้ พูดตรงๆ แม้ว่าเราจะกินอาหารบนภูเขาจนหมดและพวกกบฏก็โจมตีภูเขา แต่ตราบใดที่ข้ายังมีกำลังอยู่ ข้าจะแบกเจ้าขึ้นหลังแล้วหลบหนีเอง”
เซี่ยเจิงมีความรู้สึกผสมปนเปอยู่ในใจ เขามองดูนางแล้วกล่าวว่า “ถ้าเรามาถึงจุดนั้นแล้วจริงๆ เจ้าแค่ปกป้องตัวเอง จะพาข้าไปด้วยทำไม?”
ฝานฉางอวี้พูดตามความเป็นจริง “ข้าสัญญาแล้วว่าต่อไปจะดูแลเจ้า”
นางไม่รู้ว่าประโยคนี้กระแทกใจเซี่ยเจิง เขามองนางอย่างตั้งใจเป็นเวลานานและทันใดนั้นก็พูดว่า “ฝานฉางอวี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ต่อข้า เพราะความรู้สึกผิด”
“ข้าเข้าร่วมกองทัพไม่ใช่เพราะกลัวเจ้าและเพื่อนบ้านจะเดือดร้อน แต่เพราะข้าต้องการมาที่นี่ ข้าได้รับบาดเจ็บก็เพราะการรบ มันไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าจะรู้สึกผิดเรื่องอะไร?”
การแสดงออกของเขาแทบไม่แยแสในขณะนี้
ฝานฉางอวี้ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เขาจึงดูแปลกไป ดังนั้นนางจึงถามเขาว่า “เจ้าไม่อยากให้ข้ามาหาเจ้าเหรอ?”
ดวงตาสีเข้มของเซี่ยเจิงเย็นชาและเขาก็ระงับความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขา “หากเป็นเพียงเพราะความรู้สึกผิด เจ้าไม่ควรมาที่นี่ เจ้าไม่ได้ติดค้างข้าเลย”
ฝานฉางอวี้ค่อนข้างเข้าใจสิ่งที่เขาหมายถึง นางเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “ในกระโจมทหารตรงนั้น ข้ายังพูดไม่จบ ก่อนที่ข้าจะมาหาเจ้า ข้าคิดตลอดว่าเจ้าจะตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ก่อนเจ้าจะจากไป ข้าตีเจ้าอย่างรุนแรงและพูดจารุนแรงกับเจ้า จากนั้นข้าก็ไม่ได้พบเจ้าอีกเลย ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ข้ารู้สึกอึดอัดและรู้สึกผิดจริงๆ”
นางหยุดชั่วคราว เงยหน้าขึ้นมองเซี่ยเจิงราวกับว่านางสับสนเล็กน้อย “แต่ข้ามาหาเจ้าไม่ใช่แค่เพราะความรู้สึกผิด เจ้าไม่รู้ข้าเกือบตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งอำเภอชิงผิงและตำบลหลินอันถูกสังหารหมู่ เจ้ากบฏที่แสร้งทำเป็นเป็นคนเก็บเสบียงก็อยู่ในกลุ่มโจรและต้องการแก้แค้นข้า พวกมันมีมากจนข้าเอาชนะไม่ได้ จึงซ่อนฉางหนิงและป้าจ้าวไว้ แขนข้างหนึ่งของข้าเคล็ดเพราะเจ้าสารเลวนั่น และก็เกือบจมน้ำตายเพราะหัวหน้าโจร ต่อมาฉางหนิงถูกลักพาตัวไปอีก ข้าได้พบกับลุงจ้าวระหว่างทางไปตามหาฉางหนิง เขาบอกว่าเจ้าอยู่ที่นี่ ข้ากลัวว่าเจ้าจะตายอยู่ที่นี่ ข้าก็เลยคิดว่าไม่ว่ายังไงข้าก็จะมาดู ถ้าเจ้าตายแล้วข้าจะฝังเจ้าเอง ถ้าเจ้ายังไม่ตาย ก็จะพูดคุยถามความเป็นอยู่เจ้าสักพัก ฉางหนิงหายตัวไป และข้ายังหาตัวนางไม่เจอ ข้าต้องตามหานางต่อไป……”
นางพูดพล่ามกับเขาเกี่ยวกับทุกสิ่งที่นางประสบตั้งแต่เขาจากไป การมองเห็นของนางพร่ามัวเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผล
แปลกจริงๆ เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ยังเด็กนางก็ไม่ค่อยร้องไห้มาโดยตลอด
นางไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของคนตรงหน้าได้ชัดเจน และในช่วงเวลาถัดมา นางก็ถูกกอดไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างแน่นหนา ยิ่งกว่ากอดครั้งก่อน ซึ่งทำให้กระดูกในร่างกายของนางเจ็บปวดเล็กน้อย
เขากดด้านหลังศีรษะของนางแล้วปล่อยให้นางพิงไหล่ของเขา แรงนั้นรุนแรงจนปลายนิ้วของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาว เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ลำคอของเขาขยับ แต่กลับเงียบลงอีกครั้ง ในอ้อมกอดอันเงียบงันนี้
กลิ่นเลือดผสมกับกลิ่นยาไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่การโอบกอดในขณะนี้ทำให้ความเสบร้อนในเบ้าตาของฝานฉางอวี้แย่ลงไปอีก และหน้าอกของนางก็เต็มไปด้วยอารมณ์คล้ายกับความคับข้องใจที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อน
หลังจากที่บิดามารดาของนางเสียชีวิต นางก็ทนทุกข์ทรมานมากมาย แต่นางก็ไม่เคยบ่นกับคนอื่นหรือเสียน้ำตาต่อหน้าคนอื่นเลย
เพียงวันนี้เท่านั้นที่นางใช้กอดนี้บนไหล่ของเขาและร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด
ด้านนอกกระโจม กงซุนหยินพาฉางหนิงมาถึงแล้ว เมื่อได้ยินเสียงข้างใน เขาก็รู้สึกสับสนว่าเขาต้องเข้าไปหรือไม่
[1] แสงสายัณห์ของตะวันรอน - อุปมาว่าสีหน้ากลับดูสดใสขึ้นก่อนที่จะตาย
Comments for chapter "บทที่ 74"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com