13. ความรู้สึกของพิธีกรรม
13. ความรู้สึกของพิธีกรรม
สองเดือนผ่านไปในพริบตา
ในลิฟต์ที่พาไปชั้น 647 หลงเยว่หงสวมเสื้อใยสังเคราะห์มองภาพเงาสะท้อนตัวเองที่ปรากฏบนผนังโลหะของลิฟต์และเกร็งบีบกล้ามหน้าอก
“การฝึกแบบความเข้มข้นสูงแบบนี้มีประโยชน์จริงๆ ฉันว่าฉันอัดตัวเองสมัยเพิ่งเรียนจบลงไปกองได้ 5 คนเลย เอ่อ 3 ละกัน”
นอกจากนั้นแล้วรูปร่างของเขาก็ดีขึ้น ดูแล้วมีความแข็งแกร่งชายชาตรีมากขึ้น
ซางเจี้ยนเย่าที่มองดูที่รอยแยกระหว่างประตูลิฟต์อยู่ก็พูดขึ้น
“เฮ้อ ฉันหลังจากดัดแปลงพันธุกรรมแล้วก็ยังสูงแค่ 175 หล่อก็ไม่หล่อ เกรดก็ปานกลาง…”
“…” หลงเยว่หงใบ้รับประทานไปชั่วขณะ ไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาตอบกลับไปดี
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วระบายออกอย่างแรง
“เอาจริงเลยนะ ฉันเองก็กินเนื้อทุกวันมาตั้งสองเดือนแล้ว ไม่เห็นจะสูงขึ้นซักเซ็น’เลยฟระ”
ระหว่างที่สนทนา ทั้งคู่ก็เดินออกจากลิฟต์แล้วเลี้ยวเข้าห้องหมายเลข 14 ด้วยความคุ้นเคย
พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเช้านี้จะมีฝึกอะไร จึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะต้องไปเปลี่ยนสวมเครื่องแบบของแผนกความมั่นคง หรือใส่ชุดธรรมดาเพื่อความคล่องตัวในการต่อสู้ประชิด ดังนั้นจึงต้องไปรายงานตัวกับเจี่ยงไป๋เหมียนก่อนที่จะไปเปลี่ยนชุดที่ห้องแต่งตัวในโรงอาบน้ำ
ตอนนี้ทั้งเจี่ยงไป๋เหมียนและไป๋เฉินล้วนมาถึงแล้วและกำลังล้อมรอบโต๊ะสีน้ำตาลอมแดงที่เป็นของสำนักงานเก่ากำลังมองดูอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง
“อรุณสวัสดิ์ครับหัวหน้า!” ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงล้วนเคยชินกับการตะโกนแล้ว
เจี่ยงไป๋เหมียนเงยหน้าขึ้นแล้วโบกมือ
“มา… มานี่สิ มีอะไรจะบอก”
หลงเยว่หงเหลือบมองซางเจี้ยนเย่าและเห็นว่าอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งคู่เดินตามไปแล้วก็มองเห็นแผนที่ที่มีความเที่ยงตรงต่ำวางแผ่หราอยู่บนโต๊ะสีน้ำตาลอมแดงของเจี่ยงไป๋เหมียน
เจี่ยงไป๋เหมียนวางกำปั้นชกลงไปบนแผนที่เบาๆ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม
“โปรแกรมการฝึกวันนี้คือ
“ฝึกภาคสนาม!”
“หือ?” หลงเยว่หงร้องอุทาน
เขารู้ว่าการฝึกภาคสนามนั้นไม่ช้าก็เร็วจะต้องมาถึง แต่ไม่คิดว่าฝนไม่ทันตั้งเค้าก็เทมาเลย ไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจ!
ซางเจี้ยนเย่าไม่ได้พูดอะไร แต่ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขานั้นไม่อาจปกปิด
เจี่ยงไป๋เหมี่ยนมองไปรอบๆ แล้วพูด
“ทีแรกกะว่าจะเริ่มในอีกสองวัน แต่พอดีว่าเบื้องบนมอบหมายภารกิจเล็กๆ มา ให้เราเดินทางไปส่งไมโครชิปอุปกรณ์กรองน้ำที่นิคมคนเร่ร่อนในแดนร้าง ดังนั้นเราจะออกเดินทางกันวันนี้เลย
“ไป๋เฉิน บอกพวกเขาเรื่องที่หมายกับเส้นทางทั่วๆ ไป
ไป๋เฉินที่ยังคงพันผ้าพันคอสีเทา ยืนท้าวขอบโต๊ะด้วยมือข้างหนึ่งแล้วใช้อีกมือหนึ่งเคาะตำแหน่งบนแผนที่
“นี่คือเมืองฉีเฟิง อยู่ห่างจากบริษัทไปราว 300 กิโลเมตร ถ้าเราใช้ถนนสายที่ซ่อมเสร็จแล้ว ระหว่างทางก็ไม่มีอันตรายอะไรหรอก ผลัดกันขับรถไปวันเดียวก็ถึงแล้ว
“แต่น่าเสียดายที่แดนร้างบึงดำไม่มีถนนที่ว่านั่น ระหว่างทางอาจมีถนนช่วงสั้นๆ ของโลกเก่าที่ยังพอมีสภาพดีอยู่บ้าง แต่หญ้ารกและเป็นหลุมเป็นบ่อหมดแล้ว นี่แค่ยกตัวอย่างให้ฟังนะ”
ซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงต่างรู้ดีว่า ‘แดนร้างบึงดำ’ นั้นหมายถึงพื้นที่อันตรายด้านนอกบริษัท
มันครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล เหนือสุดติดกับทุ่งน้ำแข็ง ตะวันออกเฉียงเหนือติดกับเขตของ “กองทัพกู้โลก” ตะวันออกเป็นเขตอิทธิพลของ “อัศวินขาว” ถ้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ก็จะเข้าสู่ “ปฐมนคร”
ส่วนทางใต้นั้นคือแดนร้างผืนอื่นและเทือกเขาหลายลูก
ไป๋เฉินยังคงอธิบายต่อไป
“พวกนายคงจะเห็นแล้วว่าระหว่างเรากับเมืองฉีเฟิง มี ‘บึงใหญ่’ คั่นเอาไว้ หลายที่ถูกมาร์คเอาไว้ว่ามีความเสี่ยงสูงมาก จากประสบการณ์ของฉัน สถานที่พวกนี้ไม่มีถนน เป็นแอ่งบึงหนองน้ำล้วนๆ เต็มไปด้วยพวกกลายพันธุ์ สัตว์ร้ายที่น่ากลัว ฝูงสัตว์ประหลาด หรือไม่ก็เป็นซากปรักของโลกเก่า ไปได้แต่กลับไม่ได้
“ถ้าเราเข้าไปเขตที่มีมลพิษสูง เราไม่มีเส้นทางให้เลือกมากนัก นอกจากนั้นเราต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางที่บริษัทใช้ประจำ ซึ่งสร้างป้อมไว้ทั้งหัวท้ายเส้นทาง แบบนั้นแล้ววัตถุประสงค์ของการฝึกภาคสนามก็คงไม่บรรลุผล
“เมื่อรวมเงื่อนไขข้างต้นและสภาพภูมิประเทศของบึงใหญ่แล้ว ฉันคิดเอาไว้สองเส้นทาง แต่ไม่ว่าเส้นไหนก็ต้องวกเข้าๆ ออกๆ อยู่ในบึงใหญ่ ใช้เวลาไม่ต่างกันเท่าไหร่ น่าจะราวๆ ซักหนึ่งถึงสองสัปดาห์กว่าจะไปถึงเมืองฉีเฟิง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย
“พวกนายคิดว่าจะเลือกเส้นไหนดี? หรือว่าจะอ้อมบึงใหญ่ไปแต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่า อันตรายก็ไม่ได้น้อยกว่ากันเท่าไหร่
“อ้อ ฉันไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับบึงใหญ่มากนัก ยังไม่เคยเข้าไปในหลายๆ จุด จะเสนอเส้นทางอื่นก็ได้นะ”
ก่อนที่เจี่ยงไป๋เหมียนจะพูด ซางเจี้ยนเย่าก็เดินก้าวออกไปแล้วชี้ไปที่เส้นทางหนึ่ง
“เส้นนี้ก็ดี”
“ทำไม?” ไป๋เฉินถามโดยอัตโนมัติ
จากนั้นก็รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งว่าไม่น่าถามเลย
“รูปร่างเส้นทางดูสวยดีน่ะ” ซางเจี้ยนเย่าพูดอย่างจริงใจ
ไป๋เฉินหันไปหาหัวหน้าทีมเพื่อให้เธอ “ตัดสินใจ”
เจี่ยงไป๋เหมียนลูบคางแล้วพูด
“ฉันเห็นด้วยกับเส้นที่ซางเจี้ยนเย่าเลือกนะ ในเมื่อทั้งสองเส้นแทบไม่มีอะไรต่างกัน งั้นก็เลือกอันที่ดูดีกว่าละกัน
“งั้นก็ตัดสินใจเลือกเส้นนี้แหละ!”
หลังพูดจบเธอก็มองซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หง ชี้ไปที่นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์แล้วพูดว่า
“พวกนายมีเวลาเตรียมตัว 15 นาที”
“แค่ 15 นาที?” หลงเยว่หงถึงหน้าเหยเก
“14 นาที 55 วิ” เจี่ยงไป๋เหมียนมองนาฬิกาแล้วพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา
หลงเยว่หงรีบกลับหลังหันแล้วเผ่นแนบตามหลังซางเจี้ยนเย่าไปทันที
“เฮ้ รอด้วย!”
ทั้งคู่รีบเข้าไปห้องแต่งตัวของห้องอาบน้ำ เปิดตู้ล็อกเกอร์ตัวเอง
ด้วยเพราะอาบเหงื่อต่างน้ำจากการฝึกหนักทุกวัน พวกเขาเลยเก็บเสื้อผ้าหลายชุดไว้ที่นี่เพื่อให้สะดวกต่อการเปลี่ยน
ภายในบริษัทนั้นไม่มีแสงแดด ตอนกลางคืนอากาศก็เย็น พนักงานจึงไม่สามารถตากผ้าได้ ต้องให้ “แผนกฝึกฝนป้องกัน” ส่งคนไปเก็บเสื้อผ้าเอามาซัก ตากแห้ง แล้วส่งกลับ (ข้าวของชิ้นเล็กๆ ติดตัวสามารถแขวนไว้เหนืออ่างล้างหน้าของตัวเอง หรือมีกาละมังวางไว้ข้างใต้เพื่อป้องกันน้ำหยด)
ซางเจี้ยนเย่าหยิบเอาเป้ลายพรางแบบมาตรฐานของแผนกความมั่นคงออกมา รูดซิปแล้วยัดเครื่องแบบชุดหนึ่งเข้าไป
จากนั้นก็ใส่ขวดแชมพูและสบู่แบบทูอินวันลงในกระเป๋าพลาสติกใบเล็กแล้วโยนลงเป้
หลังจากใส่ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ข้าวของส่วนตัว และพวกของจิปาถะอื่นๆ ลงไปแล้ว ซางเจี้ยนเย่าก็รีบถอดเสื้อผ้าแล้วยัดเข้าตู้ล็อกเกอร์
ในสภาพที่สวมกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียว เขาหยิบเอาเครื่องแบบที่ยังเหลืออีกหนึ่งชุดออกมาสวมอย่างรวดเร็ว
เมื่อก้มลงดึงเชือกผูกรองเท้าบูทหนังเสร็จเขาก็เงยขึ้นมาแล้วเดินไปที่กระจกครึ่งตัว จากนั้นก็ยืดตัวครึ่งบน
เงาของเขาในกระจก คิ้วตั้งตรง ดวงตาสีน้ำตาลสดใส ผมดำสะอาดเรียบร้อย โครงหน้าโค้งลึกและนิ่งแข็ง
กอปรกับเครื่องแบบที่ดีไซน์มาอย่างดีของแผนกความมั่นคงซึ่งช่วยขับเน้นความเป็นทหาร ซางเจี้ยนเย่าจึงดูสดใสและมีพลัง
ขณะที่มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ซางเจี้ยนเย่าก็ค่อยๆ หยิบป้ายชื่อออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วติดไว้ที่หน้าอกซ้าย
ป้ายชื่อนั้นมีสีแดง มีตัวอักษรสีทองสี่ตัวเป็นภาษาแดนธุลีนูนขึ้นมา
“ผาน-กู่-ชีว-ภาพ”
* * * * *
หลังจากออกมาจากห้องแต่งตัว ซางเจี้ยนเย่ารออยู่สองนาที พอหลงเยว่หงจัดแจงอะไรเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับไปห้องหมายเลข 14 พร้อมกัน
หลงเยว่หงเหลือบมองซางเจี้ยนเย่า แล้วก็มองซ้ำอีกรอบ สุดท้ายก็อดพูดขึ้นไม่ได้
“นายไม่รู้สึกว่าฉันมีอะไรต่างไปบ้างเหรอ?”
ซางเจี้ยนเย่าเหลืองมองเขาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลงเยว่หงยกแขนขึ้นมาแล้วพูด
“ฉันไม่ได้ประหม่า นายไม่รู้สึกเลยเหรอว่าฉันไม่ได้ประหม่าอีกแล้ว?
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันต้องกลัวและมองในแง่ร้ายไปแล้วแน่นอน แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันรับมือได้ มันก็แค่ฝึกภาคสนาม
“ฝึกมาสองเดือนนี่มีประโยชน์จริงๆ”
ซางเจี้ยนเย่าเดินช้าลงแล้วมองหลงเยว่หงหัวจรดเท้า
แล้วเขาก็ยิ้มขึ้นมา
“นายขาสั่น”
“…” ท่าทีของหลงเยว่หงพลันทรุดฮวบ
ซางเจี้ยนเย่าไม่สนใจเขา เดินตรงไปยังห้องหมายเลข 14
หลงเยว่หงกลับมาได้สติอีกครั้งแล้วมองดูขาตัวเองพร้อมตะโกนออกมา
“อย่าสั่น! อย่าสั่น!”
เมื่อได้คั่นจังหวะชั่วขณะ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ประหม่าอีกต่อไป
ทั้งสองรีบกลับไปห้องเบอร์ 14 เจี่ยงไป๋เหมียนมองกวาดแล้วหยุดสายตาลงที่หน้าอกด้านซ้ายของซางเจี้ยนเย่า
เธอเลิกคิ้วแล้วพูดขึ้น
“ไม่จำเป็นต้องติดป้ายชื่อหรอก นี่ไม่ได้เป็นปฏิบัติการในระดับบริษัท
“ยิ่งกว่านั้น กรณีที่มีคนน้อย ป้ายชื่อจะยิ่งนำอันตรายมาให้ พวกโจรและคนเร่ร่อนในแดนธุลีไม่สนหรอกว่าเราเป็นกองกำลังแข็งแกร่งหรือเปล่า หากในตอนนั้นเขาปล้นข้าวของไม่ได้ วันนั้นเขาก็อาจจะไม่สามารถอยู่รอดได้ ดังนั้นจึงไร้ประโยชน์ที่พวกเขาจะมานั่งพิจารณาว่าถ้าโจมตีสมาชิกของกองกำลังที่แข็งแกร่งแล้วจะมีผลร้ายแรงอะไรตามมา
ซางเจี้ยนเย่าพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดด้วยเสียงอันดัง
“ความรู้สึกของพิธีกรรมครับ!”
“…พอออกจากบริษัทแล้วก็ถอดออกซะ” เจี่ยงไป๋เหมียนนวดขมับ
ซางเจี้ยนเย่า ไป๋เฉิน และหลงเยว่หงสะพายเป้ลายพรางแบบเดียวกันแล้วเดินตามเธอไปที่พื้นที่ลิฟต์
เมื่อเข้าไปในลิฟต์แล้วเจี่ยงไป๋เหมียนก็หยิบเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ออกมารูด แล้วกดหมายเลข “650”
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีลิฟต์ก็ขึ้นไปจนสุดทางและเปิดประตูไปสู่ลานจอดรถและห้องโถง
ชั้นที่ 650 เป็นชั้นที่อยู่ใกล้พื้นดินมากที่สุดของอาคารใต้ดิน “ผานกู่ชีวภาพ” ที่นี่แทบไม่มีคนเดินไปเดินมา มีเพียงกำแพงโลหะสีเงินยวงและทางเดินที่ถูกกั้นด้วยบานประตูหนา และพนักงานจากแผนความมั่นคงยืนถืออาวุธ
เจี่ยงไป๋เหมียนรูดบัตรครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเปิดประตูออกทีละบาน
เธอเดินนำซางเจี้ยนเย่าและคนอื่นๆ ผ่านทางเดินยาวไปยังอีกฟากหนึ่งของชั้น 650
ในระหว่างขั้นตอนเหล่านี้ ประตูหลายบานมีการสแกนม่านตาและร่างกายผู้ถือบัตรเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ตัวปลอม สำหรับประตูบานสุดท้ายนั้นถึงขั้นต้องใส่รหัสผ่าน
สุดทางเดินมีลิฟต์เรียงกันเป็นแถว เจี่ยงไป๋เหมียนสุ่มเลือกลิฟต์แล้วรูดบัตรก่อนจะกดลงบนปุ่มโลหะที่เขียนว่า “เขตพื้นโลก”
ลิฟต์ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้น เบื้องหน้าซางเจี้ยนเย่า หลงเยว่หง และคนอื่นๆ ก็คือจตุรัสกว้างขวางที่ครอบด้วยโดมโลหะที่มีโครงเหล็กกล้า
“ลานจอดรถ” เจี่ยงไป๋เหมียนแนะนำด้วยรอยยิ้ม
ที่จอดอยู่นั้นไม่ได้มีเพียงแค่รถราสารพัดชนิด แต่ยังมีรถถังกับรถยิงจรวดอีกด้วย พวกมันจอดเป็นระเบียบเรียงเป็นแถวยาวไปจนสุดสายตา ทำให้ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงตื่นตกใจอย่างมาก
เจี่ยงไป๋เหมียนพบรถคันที่ถูกจัดไว้ให้อย่างรวดเร็ว
เป็นรถจี๊ปสี่ที่นั่งสีเขียวอมเทา ตัวถังยกสูง ล้อใหญ่ ดูแล้วทรงพลังเป็นอย่างมาก
เจี่ยงไป๋เหมียนเปิดท้ายรถแล้วชี้ไปด้านซ้ายมือ
“พวกนี้คืออาวุธสำหรับฝึกภาคสนามในครั้งนี้ มีปืนพกมาตรฐานขนาดกระสุน 9 มม. ของบริษัท ชื่อว่า ‘ไอซ์มอสส์’ เลียนแบบมาจากปืน ‘แม่น้ำแดง’ ของ ‘ปฐมนคร’ กระสุนขนาดนี้พบได้บ่อยสุดและจัดหาได้ง่ายสุด”
ปืน “ไอซ์มอสส์” มีสีเงินยวงทั้งกระบอก ด้ามจับมีลวดลายกันลื่น
เจี่ยงไป๋เหมียนพูดต่อ
“ได้คนละกระบอก แล้วก็ยังมี ‘ยูไนเต็ด 202’ อีกด้วย ส่วนสองอันนี้คือปืนไรเฟิลจู่โจมที่พวกนายรู้จักอยู่แล้ว ปืน ‘เบอร์เซอร์เกอร์’ มาตรฐานของบริษัท ใช้กระสุนขนาด 5.56 มม. …
“ส่วนนี่คือปืนไรเฟิลของ ‘ออเรนจ์คอมพานี’ ถ้าติดกล้องเล็งก็ใช้เป็นสไนเปอร์ได้ด้วย…
“นี่คือเครื่องยิงระเบิด ชื่อเล่นว่า ‘ไทแรนต์’
“พวกนี้ก็คืออาวุธ ส่วนกระสุนอยู่นี่ พกปืนกับแม็กกาซีนติดตัวไว้”
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงคุ้นเคยกับอาวุธทุกชนิดจากการฝึกที่ผ่านมา คุ้นจนไม่รู้จะคุ้นยังไงอีกแล้ว พวกเขาหยิบเอา “ไอซ์มอสส์” และ “ยูไนเต็ด 202” ขึ้นมาอย่างใจเย็นแล้วเหน็บไว้ที่เข็มขัด
เจี่ยงไป๋เหมียนชี้ไปที่ลังกระดาษทางขวามือ
“อาหารกระป๋องทหาร ธัญพืชอัดแท่ง บิสกิตอัด พวกนี้เป็นเสบียงของพวกเรา
“ฮ่า ฮ่า พวกมันไม่พอให้เรากินจนไปถึงเมืองฉีเฟิงหรอก ที่เหลือเราต้องไปหาเพิ่มในแดนร้าง นี่เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก”
“ทราบแล้ว หัวหน้า!” ทั้งสามคนไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
“เอาล่ะ ขึ้นรถได้” เจี่ยงไป๋เหมียนโบกมืออย่างเข้มแข็ง
เนื่องจากซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงยังขับรถไม่เป็น หญิงสาวทั้งคู่จึงนั่งเบาะหน้าและเตรียมผลัดกันขับ
พวกเธอวางแผนให้สองหนุ่มไปหัดขับในพื้นที่ที่กว้างกว่านี้
ท่ามกลางเสียงกระหึ่ม เจี่ยงไป๋เหมียนขับรถจี๊ปสี่ที่นั่ง ปล่อยให้มันแล่นผ่านจุดตรวจหลายแห่งและประตูแยกทีละบานในลานจอดรถ
หลังจากนั้นไม่นานเจี่ยงไป๋เหมียนก็ใช้ปลายคางบุ้ยใบ้บอก
“ประตูสุดท้ายแล้ว”
เป็นประตูบานคู่สีเงิน มีพนักงานแผนกความมั่นคงเกือบยี่สิบคนคอยดูแลอยู่ตลอดทาง
หลังการตรวจสอบครั้งสุดท้าย เจี่ยงไป๋เหมียนก็ขับรถจี๊ปแล่นทะยานไปทางประตูโลหะ
ในตอนนี้ทั้งซางเจี้ยนเย่าและหลงเยว่หงต่างอดกังวลไม่ได้และหายใจไม่ทั่วท้อง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาจะได้ขึ้นไปสู่พื้นโลก
เมื่อรถจี๊ปเข้าไปใกล้ บานประตูสีเงินก็ค่อยๆ เปิดกางออกไปทางด้านหลัง
ทันใดนั้นลำแสงสีทองก็สาดส่องเข้ามา ไม่ได้ขาวเหมือนกับแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือเหลืองเหมือนไฟเทียน
ซางเจี้ยนเย่ากับหลงเยว่หงห่อตัวพร้อมกันแล้วยกมือขวามาป้องดวงตา
แสงนี่มันแสบตาไปหน่อย
[หมายเหตุ]
ผานกู่ชีวภาพ 盘古生物 “ผานกู่” คือเทพผู้สร้างโลกในตำนานจีนโบราณ
ธัญพืชอัดแท่ง แท่งขนมพลังงาน เอเนอร์จีบาร์ (Energy Bar) เป็นอาหารพลังงานสูงสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีเวลาทานอาหาร เช่น นักวิ่งมาราธอน
Comments for chapter "13. ความรู้สึกของพิธีกรรม"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com