40. ตามทัน
40. ตามทัน
เจี่ยงไป๋เหมียนกำลังวุ่นมาก ด้านหนึ่งก็ต้องมองทางข้างหน้า กลัวจะขับลงหนองน้ำ ไม่ก็ชนพวกก้อนหิน รากไม้ หรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ จนรถพลิกคว่ำ อีกด้านหนึ่งก็ต้องค่อยเพ่งสมาธิจับสัญญาณไฟฟ้ารอบตัวเพื่อแยกแยะว่าหลวงจีนจักรกลเข้ามาใกล้หรือยัง สภาวะเขาเป็นยังไง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ส่งผลต่อความคิด สมองเธอนั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากการปรับปรุงพันธุกรรม
“ในตอนนั้น…” เจี่ยงไป๋เหมียนไตร่ตรองก่อนจะตอบ แต่เสียงเธอนั้นดังกว่าคนปกติ “ฉันตกอยู่ในสภาวะแปลกๆ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร เอ่อ… ไม่ใช่ว่าความจำมีปัญหาหรอกนะ ตอนนั้นฉันยังจำหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้อยู่ แต่ไม่สามารถรับข้อมูลได้ว่าตัวฉันคือใคร คิดจะทำอะไร”
พูดมาถึงตอนนี้ เจี่ยงไป๋เหมียนที่ปกติจะทบทวนตัวเองจนเป็นนิสัยแล้วก็พูดต่อ
“ฉันคิดว่าถ้าทำให้เกิดผลกระทบกับร่างกายของจิ้งฝ่า ก็จะทำให้เขาไม่สามารถใช้พลังของผู้ตื่นรู้ได้ แต่กลายเป็นว่าฉันเข้าใจผิดไป…
“นี่คงเป็นความแตกต่างระหว่างหลวงจีนจักรกลกับมนุษย์ธรรมดาสินะ?”
ไป๋เฉินได้ยินแล้วสั่นหัว
“นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของความเข้าใจผิด มันเป็นการตอบโต้ภายใต้สถานการณ์ที่สิ้นหวัง ไม่มีเวลาให้นั่งคิดใคร่ครวญมากนักหรอก”
หลังจากที่ซางเจี้ยนเย่าคาดสายรัดส่วนเท้าเสร็จสิ้นก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดขึ้น
“พลังของผู้ตื่นรู้นั้น ทั้งต้องและยิ่งต้องอาศัยสติและจิตสำนึกอย่างมาก มันจึงมีผลเกี่ยวพันกับร่างกายด้วย อย่างเช่นถ้าทำร้ายร่างกายจนเกิดความเจ็บปวด ทำให้ผู้ตื่นรู้นั้นไม่สามารถคิดหรือคงสติที่จดจ่อเอาไว้ได้ ก็จะทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้…”
พอพูดออกมาแล้วซางเจี้ยนเย่าก็พลันนิ่งเงียบไป ราวกับตระหนักว่าเรื่องพวกนี้สามารถย้อนกลับมาเล่นงานเขาได้เช่นกัน
แต่ก่อนที่เจี่ยงไป๋เหมียนกับคนอื่นๆ จะพูดอะไรออกมา เขาก็สูดหายใจเข้ายาวแล้วพูดต่อ
“ในทำนองเดียวกัน ถ้าชกผู้ตื่นรู้จนหมดสติได้ เขาก็ไม่มีทางใช้พลังออกมาได้”
พอยกตัวอย่างออกมาแล้ว ซางเจี้ยนเย่าก็ครุ่นคิดชั่วขณะและเห็นด้วยกับการตัดสินใจก่อนหน้านี้ของเจี่ยงไป๋เหมียน
“ในแง่นี้แล้ว หลวงจีนจักรกลกับมนุษย์ธรรมดาแตกต่างกันจริงๆ นั่นแหละ”
เจี่ยงไป๋เหมียนหัวเราะเยาะตัวเอง
“น่าเสียดาย ‘นิ้วทองคำ’ ของฉันไม่แข็งแกร่งพอ ถ้าฉันสามารถแฮคเข้าไปในระบบจ่ายพลังงานได้เร็วพอ แล้วปิดสวิทช์มันซะ เขาก็อาจจะไม่สามารถใช้พลังผู้ตื่นรู้ได้ แต่จะว่าไป มันอาจจะไม่เวิร์คก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าจิตสำนึกของ ‘นิรันดร์กาล’ จะคงสภาพได้นานแค่ไหนหลังจากที่แยกตัวออกมาจากการควบคุมของชิปชีวจักรกล
“ฮ่า พวกนายจำไว้ให้ดี เป็นคนก็อย่ามั่นใจเกินไป ถ้าหากไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นแล้วล่ะก็ จะให้ดีก็ให้สงสัยการตัดสินใจของตัวเองไว้บ้าง”
พอได้ยินเช่นนั้นไป๋เฉินอึ้งไปเล็กน้อย หันหน้าไปมองเจี่ยงไป๋เหมียน
“หัวหน้า สภาพของคุณดูไม่เลวเลย ไม่เห็นหูดหู่ซักนิด”
พึงรู้ว่าในตอนนี้พวกเขากำลังถูกตามล่าโดยหลวงจีนจักรกลที่น่ากลัว พวกเขาควรอยู่ในสภาวะตึงเครียด หดหู่ โกรธ สิ้นหวัง และไม่สงบ
“สถานการณ์ตอนนี้ดีกว่าถูกจิ้งฝ่าจับตั้งเยอะ อย่างนี้แล้วเราก็ควรจะรื่นเริงบันเทิงใจไม่ใช่หรือไง?”
เจี่ยงไป๋เหมียนยังคงจดจ่อกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ “เมื่อกี้ถ้าไม่มีซางเจี้ยนเย่า พวกเราก็คงไม่รอด ต้องลงเอยอยู่ในเงื้อมมือของไอ้วิปริตจิตวิปลาสนั่น มีชะตากรรมน่าอเน็จอนาถ ถึงแม้ว่าฉันไม่เคยเห็นศพผู้หญิงที่จิ้งฝ่าฆ่ามากับตาตัวเอง แต่ก็เคยได้ยินคนเล่าให้ฟัง…”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนที่ปกติเป็นคนมองโลกในแง่ดีก็อดไม่ได้ที่มีความหม่นหมองบนสีหน้า
เธอไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดต่อเพราะเกรงว่าจะกระทบกับสภาวะของไป๋เฉิน ซางเจี้ยนเย่า และหลงเยว่หง
ในตอนนี้ซางเจี้ยนเย่าสวมเกราะเสริมแรงเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เขาขยับริมฝีปากอยู่สองสามครั้ง ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา
“โดยทั่วไปแล้วผู้ตื่นรู้จะมีพลังสามชนิด”
เจี่ยงไป๋เหมียนหักพวงมาลัยเลี้ยวตีวงอ้อมต้นไม้ที่ขึ้นอยู่กลางถนน
“สามอย่างเหรอ… จิ้งฝ่ามีพลังอันนั้นที่ทำให้ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร… แล้วก็ ‘เปรตหิวโหย’… แล้วยังมีอะไรอีก?”
หลงเยว่หงที่นั่งฟังเงียบๆ ก็นึกคำตอบออกมาได้ทันที
“อ่านใจ!
“จิ้งฝ่าบอกว่าเขาอ่านใจได้ สามารถได้ยินเสียงบางส่วนจากในใจคนอื่น”
“รู้พลังครบทั้งสามชนิดล่ะ… บางทีเราอาจใช้แง่มุมนี้หาวิธีเหนือเมฆมาจัดการกับจิ้งฝ่าได้ อ้อ…ใช่ พลังของผู้ตื่นรู้มีระยะขอบเขตที่จำกัดด้วย…” เจี่ยงไป๋เหมียนพึมพำกับตัวเองในขณะที่ขับรถ
เพียงแต่ว่าเธอนั้นรำพึงด้วยเสียงที่ดังมาก เลยทำให้คนอื่นๆ ได้ยินชัดเจน
ซางเจี้ยนเย่าขบคิดก่อนจะพูดขึ้นมา
“ตอนที่เขาใช้พลังอ่านใจกับพลังที่ทำให้สับสนกับตัวเอง ก็อยู่ในระยะหนึ่งเมตร ไม่มีทางรู้ได้ว่าระยะไกลสุดนั้นมากน้อยแค่ไหน”
เจี่ยงไป๋เหมียนขบคิดชั่วครู่ก่อนยิ้มขึ้น
“แต่ก็ยังพอประเมินคร่าวๆ ได้อยู่
“ตอนที่เขาพุ่งจากต้นไม้เข้ามาหาพวกเรา เขาเลือกใช้ ‘เปรตหิวโหย’
“ตัวเลือกนี้พอจะอธิบายให้เห็นถึงปัญหาได้บางอย่าง ระยะทำการของพลังที่ทำให้คนสับสนกับตัวเองนั้นด้อยกว่า ‘เปรตหิวโหย’ มาก หรือไม่ก็มีผลกับเป้าหมายได้เพียงคนเดียว ในขณะที่ ‘เปรตหิวโหย’ มีผลกระทบต่อทุกคนในอาณาเขต”
ไป๋เฉินนึกเหตุการณ์แล้วพูด
“เท่าที่จำได้ ตอนที่ฉันเห็นพวก ‘ผีหิวตาย’ อยู่รอบๆ ตัว ตอนนั้นจิ้งฝ่าเพิ่งจะกระโจนจากต้นไม้มาหาเราไม่นานเท่าไหร่ น่าจะอยู่ห่างจากพวกเราราวๆ 20 เมตร ไม่ก็น้อยกว่านั้น”
เธอรู้รายละเอียดเกี่ยวกับคำสอน เรื่องราว และตำนานของชุมนุมหลวงจีนมากกว่าเจี่ยงไป๋เหมียน
“ฮื่อ ดังนั้นต้องจำเอาไว้ว่ารัศมีทำการของ ‘เปรตหิวโหย’ อย่างน้อยก็ 20 เมตร” เจี่ยงไป๋เหมียนเพิ่มความดังของเสียงขึ้นเล็กน้อย
ซางเจี้ยนเย่าเงียบไปอึดใจก่อนจะพูด
“เขาแข็งแกร่งกว่าผม”
“อายุเขาไม่รู้ว่ามากกว่านายตั้งกี่เท่า ตอนที่กลายเป็นผู้ตื่นรู้ก็คงผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว” เจี่ยงไป๋เหมียนปลอบใจเขา
เธอไม่มีทางรู้ได้ว่าจิ้งฝ่ากลายเป็นผู้ตื่นรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จากคำพูดของอีกฝ่ายก็คาดว่าจิ้งฝ่าน่าจะเป็นผู้ตื่นรู้ตั้งแต่ก่อนจะย้ายจิตเข้าไปในชิปหุ่นชีวจักรกล กลายเป็น ‘นิรันดร์กาล’
ตั้งแต่ช่วงกลียุค ก่อนที่จะเริ่มใช้ปีปฏิทินใหม่ จิ้งฝ่าก็เป็นหนึ่งในหลวงจีนจักรกลที่ค่อนข้างกระตือรือร้นออกจาริกเพื่อแสวงหา ‘ผู้ถูกเลือก’
ตอนนี้หลงเยว่หงเองก็เหมือนจะยอมรับความจริงได้แล้ว
เพื่อนสนิทของเขา ซางเจี้ยนเย่า ที่เติบโตมาด้วยกัน กลายเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีพลังพิเศษอันแปลกประหลาดและน่าหวาดกลัว!
เขาคิดว่าตัวเองคงไม่อาจลืมสิ่งที่ได้เห็นไปจนชั่วชีวิต
ตอนแรกนั้นหลวงจีนจักรกลจิ้งฝ่าเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แน่วแน่ แต่พอได้ยินซางเจี้ยนเย่าพูดสองประโยค จู่ๆ ก็พลันกลับกลายมาเป็นมหามิตรชิดใกล้ แถมยังจับไม้จับมือกับซางเจี้ยนเย่า ไม่อยากแยกจากพรากกันเสียอีก
นี่มันทำให้ความรู้ที่เขาเคยมีกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว
เขามองซางเจี้ยนเย่า อดถามขึ้นไม่ได้
“นาย… เป็นผู้ตื่นรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ซางเจี้ยนเย่าเงียบไปอึดใจก่อนจะตอบ
“ไม่นานนี้เอง”
หลงเยว่หงอยากจะถามอะไรต่ออีก แต่ก็พลันนึกได้ว่าคงไม่ค่อยเหมาะ เหมือนไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น
ในรถจี๊ปไม่มีใครคุยกันอยู่ครู่ใหญ่
เจี่ยงไป๋เหมียนทำลายความเงียบขึ้นมา เธอมองไปข้างหน้าแล้วยิ้ม
“อยากให้พวกเราช่วยเก็บเป็นความลับไหม?”
“ขอบคุณ” ซางเจี้ยนเย่าค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ
ไป๋เฉินกับหลงเยว่หงต่างก็พากันสำทับว่าพวกเขาจะเก็บเป็นความลับ
ซางเจี้ยนเย่ากำลังจะเอ่ยปาก แต่ทันใดนั้นสีหน้าของเจี่ยงไป๋เหมียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
และพร้อมกันนั้นเองเธอก็หักพวงมาลัยให้รถจี๊ปเลี้ยวตีวงกว้าง
ถึงแม้ว่าไป๋เฉิน ซางเจี้ยนเย่า และหลงเยว่หงที่นั่งในรถ จะคาดเข็มขัดนิรภัย แต่ก็ยังถูกแรงเหวี่ยงจนเอนไปทางขวา
ลูกระเบิดลอยลงมาในตำแหน่งที่พวกเขาอยู่เมื่อก่อนหน้า
ตูม!
เปลวไฟลุกโชนตามด้วยคลื่นกระแทกจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
หลังจากรถจี๊ปหักเลี้ยวแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็กระทืบเท้าลงบนคันเร่งทำให้รถจี๊ปพุ่งออกไปราวกับลูกศร
เสียงฉี่ฉ่าดังขึ้น แสงเลเซอร์สีแดงเจาะลงไปบนพื้น หลอมละลายพื้นดินจนเกิดเป็นหลุมไร้ก้น
“สิบเอ็ดนาฬิกา” ไป๋เฉินใช้จังหวะนี้บอกเจี่ยงไป๋เหมียนทิศทางที่ห้ามไปด้วยตำแหน่งเข็มนาฬิกา ไม่อย่างนั้นรถจะตกลงไปในหนองน้ำและค่อยๆ จมลงไป
เจี่ยงไป๋เหมียนคุ้นเคยกับคำพูดแบบนี้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องพูดอธิบายอะไรอีก เธอหักพวงมาลัยแล้วตะโกนขึ้น
“ซางเจี้ยนเย่า!”
ซางเจี้ยนเย่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็เปิดประตูรถจี๊ปที่กำลังซิ่งอยู่ จากนั้นก็เอนร่างม้วนตัวกลิ้งลงไป
ด้วยความเร็วของรถในขณะนี้ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเขาต้องได้รับบาดเจ็บอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ทว่าตอนนี้… เขากำลังสวมเกราะเสริมแรงอยู่
ซางเจี้ยนเย่าใช้แขนยันเพื่อดีดตัวกลับมายืนได้อย่างง่ายดาย แล้ววิ่งซิกแซกไปยังตำแหน่งที่ลูกระเบิดและแสงเลเซอร์ยิงมา
เขาไม่ได้พกปืนไรเฟิลจู่โจมหรือปืนกลมาด้วยเพราะมันไร้ประโยชน์ที่จะใช้ต่อสู้กับหลวงจีนจักรกล
สิ่งที่เขาพึ่งพาได้มีเพียงเครื่องยิงระเบิดและอาวุธแม่เหล็กไฟฟ้าที่ติดมากับชุดเกราะเสริมแรงเท่านั้น
ตึก! ตึก! ตึก!
ซางเจี้ยนเย่าวิ่งเต็มที่โดยไม่สนใจถึงการสิ้นเปลืองพลังงาน มองผ่านแว่นตาคริสตัลเขาเห็นหุ่นจักรกลสีดำสวมชุดหลวงจีนขาดรุ่งริ่งห่มจีวรแดง
แต่ในวินาทีนั้นจิ้งฝ่าก็กลับหลังหันวิ่งตีโค้งอ้อมซางเจี้ยนเย่าทันที ใช้ข้อด้อยที่ว่าชุดเกราะเสริมแรงมีความเร็วและการตอบสนองไม่ดีเท่าหุ่นจักรกล ค่อยๆ ทิ้งระยะห่างออกไป
ไล่ตามไปได้สักพัก ซางเจี้ยนเย่าก็สูญเสียร่องรอยของหลวงจีนจักรกลไปแล้ว
ระบบเตือนภัยแบบบูรณาการของเกราะเสริมแรงก็ตรวจไม่พบอะไรเช่นกัน แสดงว่าอีกฝ่ายนั้นมีระบบป้องกันการแจ้งเตือนเป้าหมาย
เมื่อซางเจี้ยนเย่าไม่มีวิธีไล่ตามไป จึงได้แต่ต้องตามรอยล้อรถจี๊ปกลับไปหาเจี่ยงไป๋เหมียนกับคนอื่นๆ พอตามมาทันก็เปิดประตูขึ้นรถโดยไม่ต้องจอดรับ
ระหว่างทางที่กลับมาเขาก็จงใจลบรอยล้อรถและสร้างรอยใหม่ไปทางอื่น หวังว่าจะเบี่ยงเบนการตัดสินใจของจิ้งฝ่าได้บ้าง
“เขาเล่นซ่อนแอบกับผมน่ะ” ซางเจี้ยนเย่าอธิบายสถานการณ์แบบรวบรัดก่อนจะปิดประตู
“เพราะเขากลัวนายเหรอ? พลังของนายยับยั้งเขาได้?” หลงเยว่หงพูดสิ่งที่คิดออกมาโดยอัตโนมัติ
“ไม่น่าใช่ ระยะพลังของเขาไกลกว่า” ซางเจี้ยนเย่าตอบคำถามออกมาตรงๆ
เจี่ยงไป๋เหมียนขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะอ้าปากพูดแต่แล้วก็หักพวงมาลัยทันที
ตูม!
การจู่โจมระยะไกลของจิ้งฝ่ามาอีกแล้ว!
แต่พอซางเจี้ยนเย่าที่สวมชุดเกราะเสริมแรงออกจากรถวิ่งตามไป จิ้งฝ่าก็ถอยทันที ทิ้งระยะห่างออกไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ซางเจี้ยนเย่าต่อสู้
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง… สถานการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำๆ โดยเว้นระยะเวลาไม่แน่นอน
“เขาพยายามจะทำอะไรกันแน่?” หลงเยว่ลงสังเกตเห็นปัญหา
เจี่ยงไป๋เหมียนคว่ำปากหน้าบึ้ง
“เป็นไปได้ว่าเขาพกแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงมาหลายก้อน เลยคอยตามรังควาญเราไปเรื่อยๆ แล้วรอให้เกราะเสริมแรงของพวกเราแบตหมด…”
“แต่เขาคงพกระเบิดมาได้ไม่เยอะ” หลงเยว่หงพูด
ไป๋เฉินเหลือบมองกระจกมองหลังแล้วพูด
“ตั้งแต่สองสามครั้งก่อน เขาใช้แต่อาวุธเลเซอร์เท่านั้น”
หลงเยว่หงรู้สึกกังวล
“งั้นเราจะทำไงกันดี?”
Comments for chapter "40. ตามทัน"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com