ตอนที่ 212 : ผู้เคียดแค้น
ตอนที่ 212 : ผู้เคียดแค้น
ณ ใจกลางดินแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรโลเอ็น สายลมเหน็บหนาวได้พัดผ่านสุสานกว้างใหญ่และเงียบสงัด
บรรยากาศรอบสุสานราฟาเอลกำลังอึมครึมหม่นหมอง อากาศเย็นเฉียบจับใจได้กระตุ้นให้ไคลน์ตื่นจากภวังค์
มันเผยรอยยิ้มคร่ำครวญ
“ยังหลงเหลือความลับของการเดินทางข้ามโลกอยู่สินะ…แต่ดูเหมือนพลังคืนชีพจะใช้ได้อีกไม่เกินสองถึงสามครั้ง…และถ้าถูกสับละเอียดหรือป่นจนร่างแหลก ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเราจะสามารถคืนชีพกลับมาได้อีก…”
……..
หลังจากผ่านไปครึ่งนาที ไคลน์ตัดสินใจติดกระดุมเครื่องแต่งกายกลับ มันเพิ่งสังเกตว่าตนกำลังอยู่ในชุดทักซิโด้ตัวใหม่ล่าสุดมีคราบดินสีน้ำตาลเปรอะเปื้อนประปราย
‘เบ็นสันและเมลิสซ่าคงไม่เคยถือเงินจำนวนมากมาก่อน…’
ไคลน์ครุ่นคิดกับตัวเอง
จากนั้นก็ใช้แขนข้างหนึ่งส่งพลังกระโดดม้วนตัว และลงจอดในท่ายืนได้ง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าพลังโอสถตัวตลกยังอยู่ครบถ้วน
‘สุดยอดพี่ชาย สุดยอดน้องชาย สุดยอดเพื่อนร่วมงาน…’
ไคลน์ยืนอ่านคำจารึกบนป้ายหลุมศพ
มันรู้สึกแน่นหน้าอกฉับพลัน เนื่องจากเพิ่งตระหนักว่าเบ็นสันและเมลิสซ่าต้องเผชิญความเจ็บปวดแสนสาหัสเพียงใด
‘คงเจ็บปวดยิ่งกว่าการได้เห็นหัวหน้าเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา…’
ชายหนุ่มถอนหายใจพลางเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะนั่งยองเพื่อปิดฝาโลงศพให้สนิท
ความคิดในหัวไคลน์ยังคงกระจัดกระจาย แต่มันทราบดี สิ่งสำคัญตอนนี้คือการรีบเก็บกวาดความผิดปกติของหลุมศพ เผื่อว่ามีใครบังเอิญผ่านมาเห็นเข้า
ถึงจะเป็นโลกของผู้วิเศษ แต่เรื่องเหนือสามัญสำนึกอย่างการคืนชีพคงไม่ปกติสักเท่าไร แถมยังเป็นกรณีหัวใจถูกทำลาย
หากเหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา หรือจิตแห่งจักรกลทราบข่าวการคืนชีพ รับรองได้เลยว่าชะตาชีวิตมันคงหลีกหนีไม่พ้นความยุ่งเหยิง
ถ้าเป็นโลกเก่า ไคลน์สามารถหลอกให้ผู้คนเชื่อว่าตนได้รับพรจากพระเจ้า เป็นมนุษย์ผู้ถูกเลือกโดยพระองค์ ทักษะการโกหกหน้าตายของมันอยู่ระดับเดียวกับผู้วิเศษนักต้มตุ๋น
อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าวใช้ไม่ได้กับโลกปัจจุบัน ดินแดนแห่งนี้มีเทพตัวจริงสถิตชัดเจน แถมยังคอยตอบสนองพิธีกรรมของสาวกเป็นครั้งคราว!
ไคลน์รีบนำดินกลบโลงศพจนมิดชิด จากนั้นก็เลื่อนแผ่นหินกลับคืนตำแหน่งเดิม ตามด้วยการใช้มือปัดเศษดินขณะลุกยืน
ฉากตรงหน้าไม่แปลกประหลาดอีกต่อไป ตนเหมือนกับชาวบ้านธรรมดาผู้เดินทางมาสักการะศพยามค่ำคืน สิ่งแปลกประหลาดจุดเดียวคงเป็น รูปโฉมของมันดันตรงกับภาพหน้าหลุมศพทุกประการ
ขณะขุดดินกลบเมื่อครู่ สัมผัสวิญญาณของไคลน์ได้พบนกหวีดทองแดงอะซิกถูกฝังรวมอยู่ด้วย จึงรีบขุดออกมาทำความสะอาด
อย่างไรก็ตามไคลน์ยังไม่มีแผนอัญเชิญผู้ส่งสารตอนนี้ มันตัดสินใจประเมินสถานการณ์รอบตัวไปอีกสักพัก
เมื่อยกแขนซ้ายขึ้นมาสำรวจ ชายหนุ่มพบจี้บุษราคัมยังคงผูกติดอยู่กับโซ่เงินรอบข้อมือ
“กะทิ้งไว้ให้ศพดูต่างหน้าหรือไง”
ไคลน์ยิ้มแห้งพลางถอดโซ่เงิน ตามด้วยการกวาดสายตามองรอบตัวอย่างเคร่งขรึม
“หัวหน้าคงถูกฝังอยู่แถวนี้…”
หลังจากเดินหาสักพัก มันตัดสินใจใช้เทคนิคลูกตุ้มวิญญาณค้นหาหลุมฝังศพดันน์
อาศัยแสงสลัวของจันทร์แดง ไคลน์เดินวนรอบสุสานราวสิบห้านาที จนกระทั่งได้พบภาพถ่ายขาวดำของดันน์·สมิท
ใบหน้าอ่อนโยน หน้าผากกว้าง เส้นผมเริ่มเถิกล้าน นัยน์ตาเทาเข้มลุ่มลึก ตรงตามรูปโฉมจริงของหัวหน้าเหยี่ยวราตรีทุกประการ
ใต้ภาพเป็นวันเดือนปีเกิด วันตาย และถ้อยคำจารึก
ผู้พิทักษ์ตัวจริง
สุดยอดมิตรแท้
สุดยอดหัวหน้าตลอดกาล
ไคลน์ยืนจ้องมองโดยไม่กล่าวสิ่งใดเป็นเวลานาน ดวงตาถูกของเหลวสีใสบดบังจนพร่ามัว ความรู้สึกในใจกำลังสับสนยุ่งเหยิง
คล้ายกับภาพเหตุการณ์ในวันนั้นถูกย้อนกลับมาฉายซ้ำ ไคลน์เห็นดันน์กำลังจ้องมองมาทางตนพร้อมกับขยิบตาแผ่วเบา
ตามด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล
“พวกเราช่วยทิงเก็นไว้ได้”
‘หัวหน้า…’ ไคลน์ตะโกนสุดเสียงภายในหัวใจตัวเอง
มันยืนแน่นิ่งเช่นนั้นนานราวสามนาทีคล้ายกับรูปปั้นหินอ่อน ใบหน้าเผยรอยยิ้มขื่นขมพลางพึมพำ
“หัวหน้า ในวันนั้น สภาพจิตใจของคุณไม่สมบูรณ์ใช่ไหม…คุณพูดจาเหลวไหลว่า จะนำลุงนีลล์เข้าไปอยู่ในความฝันด้วยกันหากอีกฝ่ายไม่ได้ตายเพราะคลุ้มคลั่ง แต่เขาเป็นผู้ส่องความลับส่วนคุณเป็นฝันร้าย มันคนละเส้นทาง คุณลืมใช่ไหมว่าไม่สามารถกินตะกอนพลังของเขาได้ แถมยัง…คุณไม่เคยถามเลยสักครั้งว่า ผมมีการโจมตีใดเป็นไพ่ตาย นั่นเพราะคุณลืม หรือเพราะเชื่อใจโดยไม่เคลือบแคลง…บางทีคุณอาจเดาได้ หลังจากผมนำสมบัติวิเศษออกจากประตูยานิส และระบุว่ามันเหมาะสมกับเลียวนาร์ด คุณคงทราบทันทีว่าผมมีไพ่ตายทรงพลังซ่อนอยู่ แต่คุณไม่เคยถามถึงมัน…”
เมื่อกล่าวจบไคลน์เว้นวรรคพลางถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“ผมเป็นตัวอะไรกันแน่…บางทีอาจเป็นเพียงวิญญาณร้ายกลับมาบนโลกอีกครั้งโดยมีชีวิตเพียงเพื่อการแก้แค้น…”
เมื่อพูดจบไคลน์เงียบงันเป็นเวลานานน้ำตาไหลเปียกสองข้างแก้ม
จนกระทั่งมันแผดเสียงแผ่วเบาโดยพยายามยั้งไว้ในลำคอ
“หัวหน้า…ผมจะไม่มีวันลืมคุณ!”
ขณะใช้มือปาดน้ำตาและเช็ดน้ำมูก สายลมเย็นเฉียบพัดผ่านลำตัวอย่างอ่อนโยน
ไคลน์ยืนนิ่งหลายนาที ก่อนจะกวาดสายตามองรอบทิศ และได้พบจุดมิดชิดสำหรับซ่อนตัวอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
เมื่อแน่ใจว่าจะไม่ถูกใครรบกวน ชายหนุ่มรีบก้าวทวนเข็มสี่ครั้งและส่งตัวเองขึ้นบนมิติสายหมอกสีเทา
ประการแรก มันต้องทราบว่าตนเสียชีวิตด้วยฝีมือของใคร ไอ้ระยำหน้าไหนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมด!
‘ในเมื่อมันปรากฎตัวต่อหน้า เรามั่นใจว่าผลการทำนายสามารถบอกใบ้บางสิ่ง’
ไคลน์เม้มปากแน่น ฉากรอบตัวยังคงไม่เปลี่ยนไปจากปกติ พระราชวังหรูหรารวมถึงโต๊ะทองแดงโบราณทรงยาว
มันนั่งลงบนเก้าอี้เดอะฟูล
กระดาษหนังสีน้ำตาลอมเหลืองปรากฏตัวพร้อมกับปากกาหมึกซึมสีแดง
ปัจจุบันร่างเนื้อบนโลกจริงไม่ได้ถูกปกป้องมิดชิดเหมือนทุกครั้ง ไคลน์จึงต้องเร่งมือทำนายหาผลลัพธ์
“ฆาตกรสังหารเรา”
เมื่อท่องครบเจ็ดหน มันเอนหลังพิงเก้าอี้พนักสูงพลางหลับตา จิตถูกส่งเข้าภวังค์หลับใหลภายในเวลาอันสั้น ด้วยความช่วยเหลือจากภาวะเข้าฌาน
นิมิตฉากตรงหน้าเริ่มปรากฏ รองเท้าบูตคู่ใหม่ไม่คุ้นตา ฝ่ามือสีขาวซีดผิดธรรมชาติ รวมถึงกล่องเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่าถูกหยิบขึ้นด้วยมือคู่เดียวกัน
ไคลน์เพ่งพินิจฉากนิมิตหน้าอย่างละเอียด มันมองเห็นชายวัยกลางคน ผมสั้นสีทองเข้ม สวมสูทตัวใหญ่กระดุมสองแถว ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิท ส่วนตาอีกข้างมีสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ ใบหน้าเรียบเนียนไร้ริ้วรอยจนดูเหมือนรูปปั้นหินวิจิตรงดงาม
ภาพนิมิตความฝันแตกละเอียดในลักษณะเศษกระจก ชายหนุ่มถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์
มันขมวดคิ้วชนกันแน่น
เหตุใดตนถึงรู้สึกคุ้นเคยอีกฝ่าย?
ทันใดนั้นในฐานะนักทำนาย ไคลน์พลันตระหนักถึงเหตุผลของความคุ้นเคย
ตนเคยเห็นใบหน้าเช่นนี้ในประกาศจับของเหยี่ยวราตรี!
หมายความว่า ฆาตกรคืออินซ์·แซงวิลล์ อดีตอาร์คบิชอปแห่งโบสถ์รัตติกาล ผู้ขโมยสมบัติวิเศษ 0-08 ติดมือไป ได้ยินว่าล้มเหลวในการเลื่อนลำดับถัดจาก ‘ผู้เฝ้าประตู’
“เป็นหมอนี่เองหรือ”
ภาพเหตุการณ์มากมายจากอดีต ย้อนกลับมาฉายซ้ำในสมองไคลน์ จนกระทั่งถึงฉากสุดท้ายก่อนภาพตัด อินซ์·แซงวิลล์ก้มตัวหยิบกล่องบรรจุเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่า
กึกๆๆ..
ขณะใช้ความคิด ไคลน์ใช้ปลายนิ้วเคาะขอบโต๊ะทองแดงตามนิสัย หลายสิ่งถูกปะติดปะต่อในหัวอย่างรวดเร็ว
“หัวหน้าบอกว่า หากผู้วิเศษเสียชีวิตตามปกติศพจะเหลือทิ้งตะกอนพลังเอาไว้ ตะกอนพลังมีค่าเทียบเท่าโอสถ เพียงแต่ยังขาดวัตถุดิบเสริมเพียงเล็กน้อย หรือก็คือหากใครทราบสูตรผลิตโอสถอย่างละเอียดจนรู้ถึงวัตถุดิบเสริม ก็จะปรุงโอสถดังกล่าวร่วมกับซากศพได้ทันที แน่นอนผู้วิเศษไม่สามารถเลื่อนลำดับแบบข้ามหลายขั้นได้ ผลลัพธ์มีเพียงภาวะคลุ้มคลั่งหรือเสียสติรออยู่ ถ้าจำไม่ผิดผู้วิเศษขั้นสูงขึ้นไปต้องเลื่อนลำดับผ่านพิธีกรรมซับซ้อน… แบบนี้ก็หมายความว่าส่วนขาดหายไปของสูตรโอสถ ‘ผู้เจิดจรัส’ ในมือเรา คือขั้นตอนพิธีกรรมสินะ อีกนัยหนึ่งคือ ผู้วิเศษตั้งแต่ลำดับ 4 ขึ้นไปต้องประกอบพิธีกรรมเลื่อนลำดับทุกครั้ง…อินซ์·แซงวิลล์คือลำดับ 5 ผู้เฝ้าประตู เส้นทางเทพมรณา และมันต้องการกลายเป็นผู้วิเศษขั้นสูง ครึ่งเทพ
จากสถานการณ์ของมันอินซ์·แซงวิลล์มีสามตัวเลือกให้ตัดสินใจ ทางแรก ลำดับ 4 เส้นทางเทพมรณา ทางสอง ลำดับ 4 เส้นทางผู้ไร้หลับ และทางสุดท้าย ลำดับ 4 เส้นทางเทพสงคราม ‘นักล่าปีศาจ’ ในเมื่อพระแม่เซเลน่าคือตัวตนระดับนักบุญ ย่อมหมายถึง เธอเคยเป็นผู้วิเศษลำดับ 4 หรือ 3 มาก่อนขณะยังมีชีวิต เราจึงสรุปได้ว่า เถ้ากระดูกพระแม่ต้องเป็นตะกอนพลังของโอสถลำดับ 4 หรือ 3 ในเส้นทางผู้ไร้หลับ อินซ์·แซงวิลล์ เคยเป็นถึงอาร์คบิชอปของโบสถ์รัตติกาลมาก่อน มันย่อมทราบว่าพระแม่อยู่ในลำดับใด และคงทราบสูตรผลิตโอสถเกี่ยวข้อง หรือแผนของมันตั้งแต่ต้น คือการขโมยเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่าและกลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 4 เส้นทางผู้ไร้หลับ? ถ้าอย่างนั้น…กะโหลกศีรษะของทายาทเทพมรณา อาจเป็นวัตถุดิบสำคัญในพิธีกรรมเลื่อนลำดับ…ต้องใช่แน่! เพราะนั่นคือตะกอนพลังของผู้วิเศษเส้นทางเทพมรณา ถ้าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เป้าหมายหลักของแผนการคือหัวหน้าไม่ใช่เรา มันอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด…”
เมื่อเริ่มจับต้นชนปลายได้ ไคลน์รีบเขียนประโยคทำนายเพื่อยืนยันสมมติฐานของตน ตามด้วยการนำปลายลูกตุ้มวิญญาณจ่อเหนือผิวกระดาษหนัง
มันท่องคาถาพึมพำเจ็ดครั้ง ก่อนจะลืมตาเพ่งมองลักษณะการหมุนของจี้บุษราคัม
ผลคือหมุนตามเข็ม
เนื่องจากไคลน์มีข้อมูลมากพอการทำนายจึงประสบความสำเร็จ และคำตอบได้ระบุชัดเจนว่า สมมติฐานเมื่อครู่เป็นความจริง
อินซ์·แซงวิลล์จัดฉากเหตุการณ์ทั้งหมดโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ขโมยเถ้ากระดูกพระแม่เซเลน่าและเลื่อนเป็นผู้วิเศษลำดับ 4
ไคลน์ใช้มือเคาะขอบโต๊ะพลางครุ่นคิดหาคำถามและสมมติฐานใหม่
“อินซ์·แซงวิลล์เป็นแค่ผู้วิเศษลำดับ 5 เส้นทางเทพมรณา ลำพังตัวมันไม่ควรมีพลังสร้างความบังเอิญได้มากขนาดนี้ ตัวอย่างชัดเจนคือเมกูส เธอปรากฏตัวในสำนักงานเหยี่ยวราตรีทันทีหลังจากเราและเลียวนาร์ดพบจดหมาย หมายความว่า สิ่งนี้เป็นอิทธิฤทธิ์ของสมบัติวิเศษ 0-08? รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับปากกาขนนกธรรมดา แต่สามารถเขียนโดยไม่ใช้หมึก…หรือจะมีพลังประเภทเปลี่ยนให้ตัวหนังสือกลายเป็นความจริง?”
“ไม่ใช่ คงไม่ง่ายขนาดนั้น…เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อินซ์·แซงวิลล์คงกำหนดให้กล่องเถ้ากระดูกพระแม่ติดปีกคู่หนึ่งและบินไปหามันด้วยตัวเอง จากนั้นก็นอนกระดิกเท้ารอคอยผลลัพธ์อยู่ในแหล่งกบดานห่างไกล 0-08 ต้องมีข้อจำกัดบางอย่าง และค่อนข้างแน่ชัดว่าไม่มีพลังด้านต่อสู้โดยตรงเพราะถ้าเป็นเช่นนั้น อินซ์·แซงวิลล์คงบุกถล่มเหยี่ยวราตรีสาขาทิงเก็นด้วยตัวเอง และเปิดประตูยานิสเข้าไปหยิบกล่องเถ้ากระดูกตามใจชอบ แต่ในฐานะสมบัติระดับ 0 พลังของมันย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน…อาจเป็นไปได้ว่าหากใครถูกเขียนชื่อลงไปบนกระดาษ บุคคลผู้นั้นจะมีพฤติกรรมตรงตามข้อความของ 0-08 โดยไม่รู้ตัว? ต้องใช่แน่ เพราะสิ่งนี้สอดคล้องกับความบังเอิญมากมายรอบเมืองทิงเก็นตลอดช่วงสองสามเดือนหลัง ถ้าเป็นแบบนั้นจริงสมบัติวิเศษ 0-08 ไม่มีพลังมากเกินไปหน่อยหรือ?”
“เพราะขนาดเมกูส ผู้กำลังอุ้มท้องบุตรเทพนอกรีต ก็ยังถูกผลจาก 0-08 กำหนดพฤติกรรมได้ตามใจชอบ… สมกับเป็นสมบัติวิเศษระดับ 0 ‘อันตรายยิ่งยวด’ ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดของโบสถ์มานาน ห้ามเบิกใช้งาน ห้ามเผยแพร่ให้ใครทราบ ห้ามระบุรายละเอียดกับใครเด็ดขาด”
ชายหนุ่มหยุดเคาะโต๊ะ มันเขียนประโยคทำนายลงบนกระดาษเพื่อเตรียมยืนยันสมมติฐานเมื่อครู่
แต่น่าเสียดาย ผลทำนายล้มเหลว อาจเป็นเพราะข้อมูลไม่พอ หรือไม่ก็ถูกขัดขวางด้วยพลังลึกลับในระดับสูงกว่า
เมื่อตระหนักว่าตนใช้เวลาไปมากไคลน์เกิดความคิดจะกลับโลกความจริงโดยเร็ว
แต่ก่อนลงไปมันขอทำตามใจเป็นหนสุดท้ายข้อความทำนายใหม่ถูกเขียนลงบนแผ่นกระดาษ
“เมืองปัจจุบันของอินซ์·แซงวิลล์”
ในเมื่ออีกฝ่ายมี 0-08 อยู่กับตัว แถมเลื่อนระดับกลายเป็นครึ่งเทพสำเร็จ ผลการทำนายอาจล้มเหลว หากถามระบุถึงตำแหน่งอย่างละเอียด ไคลน์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากซักถามเป็นเขตกว้างๆ อย่างชื่อเมือง
แน่นอน ถ้าไม่มีพลังมิติสายหมอกคอยขจัดการรบกวนภายนอก มันไม่มีทางทำนายถึงตำแหน่งปัจจุบันของอินซ์·แซงวิลล์ได้แน่นอน ไม่ว่าจะกำหนดคำถามกว้างแค่ไหน
ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้พร้อมกับหลับตาพึมพำประโยคทำนายเจ็ดครั้ง
มันถูกส่งเข้านิมิตความฝันอันพร่ามัว
นิมิตเกิดรอยร้าวทันที แต่ยังไม่แตกละเอียดเป็นเศษกระจก ไคลน์มองเห็นแม่น้ำกว้างขวาง บรรยากาศอึมครึมเล็กน้อย กึ่งกลางเป็นสะพานข้ามขนาดใหญ่ ตลิ่งสองฝั่งมีท่าเรือเรียงราย มีร้านค้า และคนงานท่าเรือเดินขวักไขว่
ถัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของแม่น้ำ บ้านเรือนน้อยใหญ่เรียงชิดติดกัน ส่วนมากเป็นสถาปัตยกรรมตามยุคสมัย ทรงอาคารคล้ายคลึงกับพิมพ์นิยมในอาณาจักรโลเอ็น หลังคาหลายเหลี่ยม มุขหน้าต่างใหญ่ ไม่มีเฉลียงหน้าบ้าน
นอกเหนือจากบ้านคน ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมทรงโกธิคอีกหลายแห่ง ท้องถนนเต็มไปด้วยคนเดินเท้าและรถม้า บางครั้งก็มองเห็นเครื่องจักรแปลกตา
ยิ่งไกลออกไปทางตะวันออกยิ่งได้พบกับปล่องไฟขนาดใหญ่จำนวนมาก บรรยากาศเหนือท้องฟ้าอึมครึมเปี่ยมด้วยมลพิษ
เมื่อหันไปมองทางตะวันตกอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังเริ่มมีขนาดสูงใหญ่ สีสันฉูดฉาดแปลกตา ไม่ว่าจะเป็นเท้าอมฟ้า น้ำตาลอ่อน หรือเหลืองอ่อน รวมถึงปราสาทโอ่อ่าหลังใหญ่ มาพร้อมยอดหอคอยแหลมและหอฬิกาตั้งเด่นตระหง่าน
ก๊อง!
เสียงระฆังหอนาฬิกาดังกังวาน ตามด้วยการถูกส่งออกจากนิมิตความฝันของไคลน์
มันทราบทันทีว่าเมื่อครู่คือเมืองใด
‘ดินแดนแห่งความหวัง’ และ
‘มหานครแห่งหมู่นคร’
กรุงเบ็คลันด์
Comments for chapter "ตอนที่ 212 : ผู้เคียดแค้น"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com